กลุ่มทุน

21 นักวิชาการอาวุโสจี้ กกต. เลิกยื้อเวลาปมฮั้ว สว.

21 นักวิชาการอาวุโสจี้ กกต. เลิกยื้อเวลาปมฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อกลุ่มนักวิชาการระดับประเทศถึง 21 ท่าน ได้รวมตัวกันออกแถลงการณ์สำคัญเพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แสดงความรับผิดชอบและเลิกยื้อเวลาในกรณีความไม่โปร่งใสของการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยเน้นย้ำให้รีบส่งเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อชี้ขาดทันที ก่อนที่ความศรัทธาในระบบยุติธรรมจะสูญสิ้นไปมากกว่านี้

ประเด็น 21 นักวิชาการอาวุโสจี้ กกต. เลิกยื้อเวลาปมฮั้ว สว. ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องระดับโครงสร้างอำนาจที่ส่งผลต่อการแต่งตั้งองค์กรอิสระและทิศทางของนิติบัญญัติในอนาคต นักวิชาการกลุ่มนี้มองว่าหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่นั้นชัดเจนเกินกว่าที่จะนิ่งเฉยได้อีกต่อไป

เปิดใจทำไมต้องเร่งส่งศาลฎีกา?

เหตุผลหลักที่กลุ่มนักวิชาการผลักดันเรื่องนี้คือการป้องกันการเกิดภาวะรัฐที่ถูกยึดครอง (Captive State) หากปล่อยให้กระบวนการจัดตั้งหรือฮั้วโหวตดำรงอยู่ต่อไป จะเท่ากับเป็นการบ่อนทำลายหลักการประชาธิปไตยอย่างรุนแรง การที่กลุ่ม 21 นักวิชาการอาวุโสจี้ กกต. เลิกยื้อเวลาปมฮั้ว สว. จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังผู้มีอำนาจว่า ประชาชนและภาควิชาการจะไม่ยอมจำนนต่อความไม่ถูกต้องอีกต่อไป

ข้อเรียกร้องของคณะนักวิชาการมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • ขอให้ กกต. ยุติการประวิงเวลาในการตรวจสอบพยานหลักฐาน
  • ต้องเร่งส่งสำนวนคดีให้ศาลฎีกาพิจารณาตัดสินทันที
  • ต้องสาวไปให้ถึงต้นตอของขบวนการฮั้วและผู้รับจ้างสมัครทั้งหมด
  • คืนความถูกต้องในการคัดเลือกเพื่อป้องกันวิกฤตรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของ กกต. ว่าจะเลือกเดินหน้าในฐานะองค์กรที่ปกป้องความสุจริต หรือจะเป็นเพียงตรายางที่คอยประทับตราความไม่ชอบธรรม ความกล้าหาญในการบังคับใช้กฎหมายคือสิ่งเดียวที่จะกอบกู้เกียรติภูมิขององค์กรคืนมาได้

เราในฐานะประชาชนผู้ติดตามข่าวสาร คงต้องร่วมกันจับตาดูว่าความเคลื่อนไหวของ 21 นักวิชาการอาวุโสจี้ กกต. เลิกยื้อเวลาปมฮั้ว สว. ในครั้งนี้ จะสร้างแรงกระเพื่อมได้มากน้อยเพียงใด แต่สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือสังคมไทยเริ่มหมดความอดทนกับความไม่โปร่งใสแล้ว และถึงเวลาที่ผู้เกี่ยวข้องต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยความจริงเท่านั้น

ที่มา – 21 นักวิชาการอาวุโสออกแถลงการณ์จี้ “กกต.” เลิกยื้อเวลา ปม “ฮั้ว สว.” ส่งศาลฎีกาชี้ขาดทันที

“ปานเทพ” ยื่น 8 ข้อเสนอรื้อโครงสร้างพลังงาน “เอกนัฏ” รับลูกพร้อมชนกลุ่มทุน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวออนไลน์ทุกคน วันนี้เรามีข่าวเด็ดในวงการพลังงานไทยมาอัปเดตกันครับ เมื่อ “ปานเทพ” หรือนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน นำทีมเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) สภาผู้บริโภค และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก บุกยื่นข้อเสนอสำคัญต่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อเรียกร้องการแก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันที่เอาเปรียบประชาชนมานาน

“ปานเทพ” ยื่น 8 ข้อเสนอรื้อโครงสร้างพลังงาน “เอกนัฏ” รับลูกพร้อมชนกลุ่มทุน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ที่กระทรวงพลังงาน โดยปานเทพชี้ให้เห็นปัญหาใหญ่หลวงว่า แม้ราคาน้ำมันโลกจะตกลง แต่ราคาในไทยยังแพงหูฉี่ เพราะกำไรค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 14.40 บาทต่อลิตร และค่าการตลาดที่บานปลาย ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนัก เงินในกระเป๋าเล็กลงทุกวัน ข้อเสนอ 8 ข้อนี้จึงมาเพื่อรื้อโครงสร้างพลังงานให้โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น

8 ข้อเสนอสำคัญที่ปานเทพยื่นให้เอกนัฏ

มาดูกันครับว่าข้อเสนอทั้ง 8 ข้อนี้มีอะไรบ้าง ซึ่งจะช่วยพลิกโฉมวงการพลังงานไทยได้จริง

  • ข้อ 1: สั่งหยุดกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาทมาพยุงกองทุนน้ำมันทันที แต่ให้ใช้อำนาจกฎหมายเรียกคืนกำไรเกินควรจากโรงกลั่นน้ำมันแทน เพื่อไม่ให้ประชาชนเป็นหนี้เพิ่ม
  • ข้อ 2: ปลดล็อกโซลาร์เซลล์หน้าบ้าน (Net Metering) อนุญาตให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าเองและขายคืนรัฐแบบหักลบหน่วย ลดค่าไฟฟ้าบิลล้านล้าน
  • ข้อ 3: ลดกำไรค่าการกลั่นน้ำมันให้สมเหตุสมผล ไม่เกิน 10 บาทต่อลิตร เพื่อสะท้อนราคาน้ำมันจริง
  • ข้อ 4: ปรับลดค่าการตลาดที่สูงเกินจริง ไม่ให้ปั๊มน้ำมันเอาเปรียบผู้บริโภค
  • ข้อ 5: เปลี่ยนกลไกอ้างอิงราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์ จาก 100% เป็นผสมโรงกลั่นในไทย เพื่อให้ราคาถูกลง
  • ข้อ 6: เพิ่มธรรมาภิบาลในกองทุนน้ำมัน ป้องกันการบริหารที่ขาดโปร่งใสและสร้างหนี้สิน
  • ข้อ 7: ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น ลม แสงอาทิตย์ ให้เป็นทางเลือกหลัก ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า
  • ข้อ 8: ตั้งกลไกคุ้มครองผู้บริโภคให้มีส่วนร่วมตรวจสอบราคาน้ำมันและค่าไฟทุกเดือน

ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่แค่ไอเดียลอยๆ แต่มาจากข้อมูลจริงที่สะสมจากความเดือดร้อนของประชาชนมานับปี โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันที่กลายเป็นกองทุนหนี้สิน สะสมภาระกว่าแสนล้าน

เอกนัฏ รับลูกเต็มที่ ยืนเคียงข้างประชาชน 100%

ที่น่าตื่นเต้นคือ รัฐมนตรีเอกนัฏไม่ปฏิเสธ แต่รับลูกทันที! บอกว่าหลายเรื่องตรงใจมาก โดยเฉพาะการไม่เห็นด้วยกับกลไกกองทุนน้ำมันปัจจุบันที่ขาดธรรมาภิบาล เขาเตรียมเสนอ 5 นโยบายหลักเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันที เช่น ดัน “Solar Rooftop” หรือโซลาร์หลังคาเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้ทุกบ้านผลิตไฟได้เอง ลดการผูกขาดจากทุนใหญ่

สำหรับการลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น เขาบอกว่า 2 บาทยังไม่พอ ต้องเลิกอ้างราคาสิงคโปร์แบบไทยไม่มีโรงกลั่นซะที ส่วนเรื่องกู้ 1.5 แสนล้าน ตอนนี้กองทุนเริ่มดีขึ้น จะบริหารให้ไม่ต้องกู้เพิ่ม เก็บไว้เป็นไพ่ใบสุดท้ายเท่านั้น เรื่องปิดปั๊มน้ำมันยามดึกก็ยันว่าเป็นแผนสำรอง ไม่จำเป็นตอนนี้ น้ำมันสำรองยังพอ

ปัญหาโครงสร้างพลังงานไทยไม่ได้เพิ่งเกิด แต่สะสมมานาน กองทุนน้ำมันก่อตั้งปี 2555 เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา แต่กลายเป็นเครื่องมือพึ่งพากู้เงินไม่รู้จบ สร้างหนี้สาธารณะพุ่งสูง ผู้บริโภคอย่างเราจ่ายแพงขึ้นทุกปี สถิติปี 2568 ค่าไฟฟ้าปรับขึ้น 10% น้ำมันดีเซลเกือบ 40 บาท/ลิตร ส่งผลกระทบเศรษฐกิจฐานรากหนัก

การผลักดันพลังงานสะอาดอย่าง Solar Rooftop จะช่วยลดนำเข้า ลดโลกร้อน และประหยัดเงินประชาชนปีละหมื่นล้าน หากรัฐปลดล็อก Net Metering จริง ทุกบ้านติดแผงโซลาร์ได้ง่ายขึ้น ค่าไฟเหลือแค่ครึ่งเดียว

นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐมนตรีเอกนัฏพร้อมสู้กลุ่มทุนพลังงานยักษ์ใหญ่ เพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ หากนโยบายเหล่านี้ผ่านครม. ไทยจะก้าวสู่พลังงานยั่งยืนได้แน่นอน

คุณคิดยังไงกับข้อเสนอนี้? อยากเห็น Solar Rooftop ที่บ้านไหม? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ แล้วอย่าลืมแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รู้ เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น!

ที่มา – “ปานเทพ” ยื่น 8 ข้อเสนอรื้อโครงสร้างพลังงาน “เอกนัฏ” รับลูกพร้อมชนกลุ่มทุน

นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ รัฐบาลช่วยทุนแต่ไม่ให้ชี้นำ

ในยุคที่ความยั่งยืนกลายเป็นคำฮิต นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Sustainability Expo 2025 โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของรัฐบาลในการสนับสนุนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายจากสงครามการค้าและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ บอกรัฐบาลช่วยเหลือกลุ่มทุน แต่ต้องไม่มาชี้นำ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างมั่นคง

นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ รัฐบาลช่วยเหลือกลุ่มทุน

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในเวทีสัมมนา Sustainability Expo 2025 หัวข้อ “ยกระดับอุตสาหกรรม-การค้า-การลงทุนสู่ความยั่งยืน” โดยชื่นชมรัฐบาลชุดก่อนที่นำโดย “สองพิชัย” คือ นายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่สามารถต่อรองกับสหรัฐอเมริกาเพื่อลดกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมเหลือเพียง 19% ส่งผลดีต่อผู้ส่งออกไทย นอกจากนี้ ยังเป็นตัวกลางในการสงบศึกชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลมีเวลาจำกัดเพียง 4 เดือน แต่จะทำงานแบบ Quick Win เพื่อวางรากฐานความยั่งยืน โดยไม่ให้รัฐบาลชุดถัดไปต้องล้มเลิกนโยบายเก่า หากทำเช่นนั้น คำว่าความยั่งยืนจะไร้ความหมาย นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ เพราะการเมืองที่ติดหล่มอาจทำให้ไทยชะงักงัน แต่ไทยยังมีอนาคตสดใส หากรัฐบาลเข้มแข็ง สนับสนุนกลุ่มทุนโดยไม่ให้พวกเขาชี้นำนโยบาย

นายกรัฐมนตรีปาฐกถาในงาน Sustainability Expo 2025

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นายกฯ กล่าวถึงคือสังคมผู้สูงอายุ โดยคาดการณ์ว่าคนไทยอาจมีอายุยืนถึง 90 ปี หากสุขภาพดี รัฐบาลจึงควรปรับอายุเกษียณเป็น 65 ปี เพื่อให้ผู้สูงอายุดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นภาระลูกหลาน กระทรวงสาธารณสุขกำลังเตรียมระบบดูแลสุขภาพที่ครอบคลุม เพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยที่กำลังมาถึง

ศักยภาพไทยในฐานะศูนย์กลางอาเซียน

นายกฯ มองว่าประเทศไทยมีตำแหน่งยุทธศาสตร์เป็นไข่แดงของอาเซียน มีทั้งภูเขา ทะเล และเส้นทางเชื่อมโยงตะวันออก-ตะวันตก รัฐบาลจะผลักดันให้ไทยเป็นจุดแวะพักสำหรับการค้าและการลงทุน ไม่ใช่แค่เก็บค่าผ่านทาง แต่ให้เกิดการผลิตและลงทุนจริง นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ แต่ให้ประชาชนและเอกชนนำทาง เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ติดขัดจากกลุ่มอิทธิพล

ภาพประกอบการเมืองและเศรษฐกิจไทย

ด้านการเมือง นายกฯ เชื่อว่ามีเสถียรภาพพอสมควร นักการเมืองรู้ดีไม่ควรแทรกแซงผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจะสนับสนุนทุกมาตรการ แต่ต้องรักษาความเป็นอิสระ ท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน กฎการค้าซับซ้อนขึ้น ผู้ประกอบการต้องปรับตัว รัฐบาลไทยจะช่วยหาตลาดใหม่เมื่อสหรัฐฯ ขึ้นภาษี 19% โดยยกตัวอย่างสินค้าไทยอย่างกุ้งและเบียร์ที่ไม่มีใครเทียบได้ หากขึ้นภาษีสูง สหรัฐฯ เองก็เดือดร้อน

นายกฯ ชื่นชมทีมเจรจาของรัฐบาลเก่าที่ใช้กลไกทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ไทย และเสนอว่าอาจต่อรองลดภาษีเพิ่ม หากสหรัฐฯ ช่วยสงบศึกภูมิภาค ซึ่งจะเป็นประโยชน์ร่วมกัน สุดท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่าไทยไม่ขาดอนาคต เพียงแต่การเมืองอาจชะงักบ้าง หากประชาชนสามัคคี ไม่ให้ นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ แต่ให้ประชาชนนำนักการเมือง รัฐบาลจะทำหน้าที่สนับสนุนเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพให้ยั่งยืน

เศรษฐกิจไทยปี 2569: ลดความเสี่ยง สนับสนุนเอกชน

หลังปาฐกถา นายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยต้องลดทุกความเสี่ยง โดยรับฟังภาคเอกชน สนับสนุนค่าเงินบาทให้เหมาะสม เพิ่มการส่งออก โลคอลคอนเทนต์ และการลงทุน เมื่อถามถึงกำแพงภาษีสหรัฐฯ นายกฯ ตอบสั้นๆ ว่า “กังวลทุกเรื่อง” แต่รัฐบาลพร้อมปรับตัว

นายกฯ พูดคุยหลังปาฐกถา

จากมุมมองนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมุ่งเน้นความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยไม่ปล่อยให้การเมืองมาขัดขวาง ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมปรับตัวตามนโยบาย เพื่อคว้าโอกาสในอาเซียนและตลาดโลก

ในฐานะนักธุรกิจที่ผันตัวสู่นักการเมือง นายกฯ อนุทินเข้าใจดีถึงความท้าทายของภาคเอกชน หากเราร่วมมือกัน สร้างธรรมาภิบาลและการแข่งขันที่โปร่งใส เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวแข็งแกร่ง ลองคิดดูสิ ถ้าเราไม่ปล่อยให้นักการเมืองชักนำ แต่เอกชนและประชาชนนำทาง ไทยจะก้าวไปไกลแค่ไหน

เชิญชวนผู้อ่านติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองไทย เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ช่วยวางแผนธุรกิจของคุณ

ที่มา – นายกฯ ชี้อย่าให้นักการเมืองชักนำ บอกรัฐบาลช่วยเหลือกลุ่มทุน แต่ต้องไม่มาชี้นำ

Scroll to top