กล้องวงจรปิด

ป่วนนราธิวาส คนร้ายเผากล้องวงจรปิดและยิงตู้คอมบายเนอร์ 3 จุด

ป่วนนราธิวาส คนร้ายเผากล้องวงจรปิดและยิงตู้คอมบายเนอร์ 3 จุด

เกิดเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้จนได้ครับ โดยล่าสุดได้รับรายงานว่าเกิดเหตุ ป่วนนราธิวาส คนร้ายเผากล้องวงจรปิดและยิงตู้คอมบายเนอร์ 3 จุด ในพื้นที่อำเภอเจาะไอร้อง ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบรักษาความปลอดภัยของพื้นที่อย่างมาก โดยเหตุเกิดขึ้นในช่วงค่ำของวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าคนร้ายได้มุ่งเน้นไปที่ตู้คอมบายเนอร์หรือตู้รวบรวมกระแสไฟฟ้าจากแผงโซล่าเซลล์ รวมถึงกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ตามจุดยุทธศาสตร์ โดยมีการใช้อาวุธปืนลูกซองยิงทำลายตู้ไฟฟ้าและใช้ยางรถจักรยานยนต์จุดไฟเผากล้องวงจรปิดด้วยวิธีที่อุกอาจ

เหตุการณ์ ป่วนนราธิวาส คนร้ายเผากล้องวงจรปิดและยิงตู้คอมบายเนอร์ 3 จุด เกิดขึ้นได้อย่างไร

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ยังหลงเหลืออยู่ พบพฤติกรรมของกลุ่มคนร้ายจำนวน 4 คน สวมชุดสีดำปิดบังใบหน้า เดินวนเวียนและลงมือทำลายทรัพย์สินอย่างรวดเร็ว โดยสาเหตุที่ทำให้เหตุการณ์ ป่วนนราธิวาส คนร้ายเผากล้องวงจรปิดและยิงตู้คอมบายเนอร์ 3 จุด ครั้งนี้เกิดขึ้น คาดว่าเป็นการแสดงศักยภาพของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เพื่อตัดวงจรการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐ

  • ความเสียหายจุดที่ 1: กล้องวงจรปิดถูกเผาจนกลายเป็นตอตะโก
  • ความเสียหายจุดที่ 2: ตู้โซล่าเซลล์ถูกยิงด้วยกระสุนปืนลูกซอง 4 นัด
  • ความเสียหายจุดที่ 3: ตู้คอมบายเนอร์บริเวณหน้าโรงเรียนเสียหายหนัก

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่แค่เพียงความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงการจ้องทำลายระบบสาธารณูปโภคและระบบความปลอดภัยของคนในพื้นที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจำต้องเร่งประสานกำลังเพื่อไล่ล่ากลุ่มคนร้ายมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้โดยเร็วที่สุด

สิ่งที่น่าสังเกตคือ คนร้ายมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี ทั้งการใช้ไม้ไผ่ที่มีใบมีดและอุปกรณ์ประกอบการเผา แสดงให้เห็นถึงความชำนาญในพื้นที่เป็นอย่างมาก เราในฐานะคนไทยคงต้องส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสี่ยงในพื้นที่อันตรายเช่นนี้

เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่เพียงการซ่อมแซมจุดที่เสียหาย แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือของชุมชนและการเฝ้าระวังเชิงรุกเพื่อให้เหตุร้ายไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ป่วนนราธิวาส คนร้ายเผากล้องวงจรปิดและยิงตู้คอมบายเนอร์ 3 จุด คาดฝีมือสมาชิกแนวร่วม

จับได้แล้ว ร้อยตำรวจเอก ขับเก๋งบุกยิงป้ายที่ทำการพรรคภูมิใจไทย

จับได้แล้ว ร้อยตำรวจเอก ขับเก๋งบุกยิงป้ายที่ทำการพรรคภูมิใจไทย

เหตุการณ์ระทึกขวัญที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวสุราษฎร์ธานี ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับได้แล้ว ร้อยตำรวจเอก ขับเก๋งบุกยิงป้ายที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา หลังจากคนร้ายได้ก่อเหตุใช้ปืนยิงถล่มป้ายและอาคารที่ทำการพรรคในพื้นที่ อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี จนได้รับความเสียหาย

เปิดปฏิบัติการล่าตัวมือยิงป้ายพรรค

หลังจากเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษได้เร่งสืบสวนจนทราบว่าคนร้ายคือข้าราชการตำรวจระดับร้อยตำรวจเอก และพบพิกัดว่าตัวผู้ก่อเหตุได้หลบไปนั่งทานบุฟเฟต์ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงต้องปฏิบัติการด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุซ้ำเนื่องจากคนร้ายพกอาวุธปืนติดตัวตลอดเวลา จนกระทั่งสามารถคุมตัวได้สำเร็จโดยไม่มีผู้บริสุทธิ์ได้รับอันตราย

จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ผู้ก่อเหตุได้มีความเคลื่อนไหวผ่านสื่อสังคมออนไลน์อยู่ก่อนหน้านี้ โดยมีการแชร์โพสต์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและทางพรรคภูมิใจไทย ก่อนที่จะจบลงด้วยการถูกจับกุมตัวในที่สุด โดยภาพจากกล้องวงจรปิดได้บันทึกพฤติการณ์ขณะขับรถเก๋งเข้าไปก่อเหตุได้อย่างชัดเจน ซึ่งขณะนี้ทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้เข้ามาสอบปากคำด้วยตนเองเพื่อหาสาเหตุแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้

  • ตำรวจสอบสวนพฤติกรรมย้อนหลัง
  • รวบรวมหลักฐานจากกล้องวงจรปิด
  • ตรวจสอบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ข้าราชการตำรวจระดับสัญญาบัตรก่อเหตุเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แต่กลับมากระทำผิดกฎหมายเสียเอง หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับประชาชนกลับคืนมา

ที่มา – จับได้แล้ว “ร้อยตำรวจเอก” ขับเก๋งบุกยิงป้ายที่ทำการพรรคภูมิใจไทย

ชายสวีเดนถูกจำคุก 4 ปี ฐานบังคับภรรยามีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นกว่า 120 คน

ชายสวีเดนถูกจำคุก 4 ปี ฐานบังคับภรรยามีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นกว่า 120 คน

เหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในประเทศสวีเดนกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เมื่อศาลเมืองแฮร์เนอซันด์ได้ตัดสินลงโทษชายวัย 61 ปี ให้จำคุกเป็นเวลา 4 ปี 5 เดือน จากพฤติกรรมที่เรียกได้ว่าไร้มนุษยธรรมและเป็นการละเมิดสิทธิสตรีอย่างร้ายแรง โดยคดีนี้คือ ชายสวีเดนถูกจำคุก 4 ปี ฐานบังคับภรรยามีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นกว่า 120 คน ซึ่งสร้างความแตกตื่นให้กับสังคมสวีเดนเป็นอย่างมาก

รายละเอียดของคดีระบุว่า จำเลยได้ทำการกักขังและบังคับให้ภรรยาให้บริการทางเพศแก่ชายแปลกหน้าจำนวนมหาศาล โดยใช้ทั้งความรุนแรง กล้องวงจรปิด รวมถึงการข่มขู่ว่าจะกระทำการทำร้ายร่างกายอย่างทารุณ หากเธอไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งที่เขาสร้างขึ้นภายในฟาร์มอันปลีกวิเวกของเขา

เบื้องหลังการบังคับภรรยาและพฤติกรรมสุดอำมหิต

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า ชายสวีเดนถูกจำคุก 4 ปี ฐานบังคับภรรยามีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นกว่า 120 คน รายนี้ ได้ใช้แผนการที่แยบยลในการควบคุมเหยื่อ โดยมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วบ้านเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสอดส่องและข่มขู่ นอกจากนี้เขายังมอมยาภรรยาเพื่อลดการขัดขืนและใช้ความโดดเดี่ยวของบ้านพักเป็นปราการในการกักขังเหยื่อไม่ให้มีโอกาสขอความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกได้ง่ายๆ

ในระหว่างการพิจารณาคดี อัยการได้เปิดเผยพยานหลักฐานที่น่าเศร้าสลดใจมากมาย:

  • การใช้คำพูดเหยียดหยามและข่มขู่จะทำร้ายร่างกายหากภรรยาไม่ยอมทำตาม
  • พฤติกรรมการกักขังในฟาร์มที่ห่างไกลเพื่อให้เหยื่อไม่มีทางสู้
  • การเรียกเก็บเงินจากการให้บริการทางเพศโดยที่ตัวเองเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดหญิงผู้เคราะห์ร้ายได้ใช้ความกล้าหาญในการหาจังหวะช่วงที่กล้องวงจรปิดจับภาพไม่ถึง หลบหนีออกมาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้คดีนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนและนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดในที่สุด

นอกเหนือจากตัวจำเลยหลักที่ถูกตัดสินจำคุกแล้ว ศาลยังได้ตัดสินความผิดชายอื่นอีก 28 คนที่เข้ามาซื้อบริการทางเพศ แม้จะมีข้อแก้ต่างมากมาย แต่กฎหมายสวีเดนยังคงยืนหยัดในการลงโทษผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสวงหาผลประโยชน์จากการค้าประเวณีที่มาจากการบังคับขู่เข็ญอย่างชัดเจน

บทสรุปของคดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวของอาชญากรรมทางเพศเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดเผยถึงความจำเป็นในการมีระบบคอยช่วยเหลือผู้ที่ถูกกระทำในสถานที่ปิดตาย การที่ชายรายนี้ถูกจำคุกถือเป็นสัญญาณเตือนว่ายุคสมัยที่การใช้ความรุนแรงในครอบครัวและการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจะถูกเพิกเฉยนั้นได้จบลงแล้ว เราควรหันมาใส่ใจและสังเกตรอบข้างมากขึ้น เพราะบางครั้งความรุนแรงอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด

ที่มา – ชายสวีเดนถูกจำคุก 4 ปี ฐานบังคับภรรยามีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นกว่า 120 คน

“หนุ่มเสื้อขาว” อาละวาดกลางร้านอาหาร เตะโต๊ะ-ปัดแก้วแตก อ้างข้าวผัดไม่อร่อย

เหตุการณ์ “หนุ่มเสื้อขาว” อาละวาดกลางร้านอาหาร เตะโต๊ะ-ปัดแก้วแตก อ้างข้าวผัดไม่อร่อย กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโซเชียลมีเดีย กล้องวงจรปิดจับภาพชัดเจนว่าลูกค้าคนนี้โกรธเกรี้ยวสุดขีด เพียงเพราะไม่พอใจรสชาติอาหาร จนทำลายทรัพย์สินร้านและทำให้พนักงานบาดเจ็บ

“หนุ่มเสื้อขาว” อาละวาดกลางร้านอาหาร เตะโต๊ะ-ปัดแก้วแตก อ้างข้าวผัดไม่อร่อย

จากคลิปที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ออกมา เผยให้เห็นชายสวมเสื้อสีขาวและหมวกดำ กำลังอาละวาดในร้านอาหารย่านซอย 13 ต.มะขามคู่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง เมื่อเวลา 00.33 น. วันที่ 9 มีนาคม 2569 เขาเตะโต๊ะล้ม ปัดแก้วน้ำแตกกระจาย ปัดหลอดไฟ จนเศษแก้วกระเด็นไปโดนพนักงานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ บาดเจ็บที่แขน

สาเหตุจาก “หนุ่มเสื้อขาว” อาละวาดกลางร้านอาหาร เตะโต๊ะ-ปัดแก้วแตก

น.ส.ชาเย็น อายุ 41 ปี เจ้าของร้าน เล่าว่า ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นหนุ่ม LGBT สั่งข้าวผัดมากินแล้วบ่นว่าไม่อร่อย เขาเรียกเด็กเสิร์ฟมาชิมและให้ทิปเพื่อให้พูดตามว่าไม่อร่อย จากนั้นโทรหาเจ้าของร้านคุยกัน เจ้าของรับปากว่าจะปรับปรุง แต่ผู้ชายคนนี้ไม่ยอมลดเสียงลง สุดท้ายเลยระเบิดอารมณ์ทำลายร้าน ทิ้งเงิน 2,000 บาทไว้ก่อนหนีไป

พนักงานร้าน น.ส.แอน อายุ 21 ปี ที่บาดเจ็บจากเศษแก้ว ยืนยันว่าเหตุเริ่มจากข้าวผัดรสชาติไม่ถูกปากลูกค้า แต่ทางร้านพร้อมแก้ไข ปัญหาคือการแสดงออกที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ ไม่มีใครมีสิทธิ์ทำลายทรัพย์สินผู้อื่นแบบนี้

  • เตะโต๊ะจนพัง
  • ปัดแก้วแตก เศษแก้วบาดพนักงาน
  • ปัดหลอดไฟและของตกแต่งร้าน
  • อ้างเหตุผลแค่อาหารไม่อร่อย

เจ้าของร้านยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิพนักงานและเป็นอุทาหรณ์แก่คนอื่นๆ ที่อาจมีพฤติกรรมคล้ายกัน การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงทำลายทรัพย์สินมูลค่าหลายหมื่นบาท แต่ยังสร้างความหวาดกลัวให้กับทีมงานที่ต้องทำงานดึกดื่น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา พฤติกรรม “หนุ่มเสื้อขาว” อาละวาดกลางร้านอาหาร อาจมาจากการขาดการควบคุมอารมณ์ หรือปัญหาส่วนตัวที่สะสมมา สังคมไทยมักพบกรณีลูกค้าบ่นอาหารแล้วลงมือทำลายร้านบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่การบังคับใช้กฎหมายอาจไม่เข้มงวดเท่ากรุงเทพฯ

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้คือ ลูกค้าทุกคนมีสิทธิ์วิจารณ์อาหารที่สั่ง แต่ต้องอยู่ในกรอบของมารยาท หากไม่พอใจควรแจ้งร้านเพื่อปรับปรุง ไม่ใช่ใช้อารมณ์ทำร้ายผู้อื่น สำหรับเจ้าของร้าน สิ่งสำคัญคือการฝึกอบรมพนักงานให้รับมือสถานการณ์ยากๆ และติดตั้งกล้องวงจรปิดให้ครอบคลุมทุกมุม

นอกจากนี้ ยังมีคอมเมนต์จากเน็ตที่หลากหลาย บางคนเห็นใจร้าน บางคนมองว่าอาหารต้องอร่อยจริงจึงจะขายได้ แต่ส่วนใหญ่ประณามพฤติกรรมรุนแรงของผู้ก่อเหตุ หากเป็นคุณ คุณจะรับมืออย่างไรหากเจอลูกค้าของแบบนี้?

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ “หนุ่มเสื้อขาว” อาละวาดกลางร้านอาหาร เตะโต๊ะ-ปัดแก้วแตก อ้างข้าวผัดไม่อร่อย เป็นเครื่องเตือนใจว่าการแสดงออกต้องเหมาะสม หากคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย เราจะอัปเดตความคืบหน้าของคดีให้ทราบต่อไป

ที่มา – “หนุ่มเสื้อขาว” อาละวาดกลางร้านอาหาร เตะโต๊ะ-ปัดแก้วแตก อ้างข้าวผัดไม่อร่อย

ป่วนนราธิวาส คืนเดียว 3 อำเภอ ตัดสายไฟฟ้า-เผากล้องวงจรปิด

เมื่อคืนวันที่ 4 มีนาคม 2567 เกิดเหตุป่วนนราธิวาส คืนเดียว 3 อำเภอ ตัดสายไฟฟ้า-เผากล้องวงจรปิด ทำให้กล้องวงจรปิดเสียหายใช้งานไม่ได้นับสิบตัว สร้างความเสียหายต่อระบบเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่และกระทบความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกันในอำเภอจะแนะ ระแงะ และศรีสาคร โดยกลุ่มคนร้ายใช้วิธีการวางเพลิงและตัดสายไฟอย่างเป็นระบบ ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ต่างตื่นตัวกับพฤติกรรมของคนร้ายที่พยายามทำลายหลักฐานการก่อเหตุ

ภาพเหตุป่วนนราธิวาส คืนเดียว 3 อำเภอ ตัดสายไฟฟ้า-เผากล้องวงจรปิดที่อำเภอจะแนะ

ป่วนนราธิวาส คืนเดียว 3 อำเภอ ตัดสายไฟฟ้า-เผากล้องวงจรปิด

เหตุการณ์ป่วนนราธิวาส คืนเดียว 3 อำเภอ ตัดสายไฟฟ้า-เผากล้องวงจรปิดเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงค่ำ โดยเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุหลายจุดติดต่อกัน พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส สั่งการให้ทุกสถานีตำรวจเพิ่มความเข้มงวดทันที

รายละเอียดเหตุการณ์ในอำเภอจะแนะ

เวลา 19.40 น. พ.ต.อ.วีระศักดิ์ เพอแสละ ผกก.สภ.จะแนะ รับแจ้งเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงกล้องวงจรปิดบนเสาไฟฟ้า 3 จุดใน ม.2 ต.จะแนะ ทำให้กล้องเสียหายรวม 10 ตัว ดังนี้

  • จุดที่ 1: ข้างกำแพงโรงเรียนบ้านจะแนะ กล้องมหาดไทยเสีย 3 ตัว สภ.จะแนะเสีย 2 ตัว
  • จุดที่ 2: ทางแยกเข้าหมู่บ้านตือกอ กล้องมหาดไทยเสีย 2 ตัว
  • จุดที่ 3: ทางแยกเข้าหมู่บ้านบือแต กล้องมหาดไทยเสีย 3 ตัว

ที่เกิดเหตุ พบเพลิงลุกไหม้กล้องและลุกลามไปสายไฟ เจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงและกันพื้นที่ไว้ จากการตรวจกล้องใกล้เคียง พบคนร้าย 6 คน ขี่รถ จยย. 3 คัน มาจอดที่สามแยก 4 คนคุมเชิง อีก 2 คนใช้ท่อนไม้ยาว 3 เมตร ชุบน้ำมันจุดไฟเผากล้อง ก่อนหลบหนีคนละทิศทาง เจ้าหน้าที่กำลังไล่กล้องติดตามเส้นทางหลบหนี

เหตุการณ์ป่วนในอำเภอระแงะ

ในอำเภอระแงะ คืนเดียวกัน คนร้ายลอบเผายางรถยนต์กองกลางถนน 2 จุด แต่เพลิงมอดสนิท ไม่มีทรัพย์สินเสียหายและการสัญจรปกติ

  • จุดที่ 1: บ้านทำนบ ม.1 ต.เฉลิม
  • จุดที่ 2: ถนนบ้านบาโงอาแซ ม.6 ต.เฉลิม

แม้ไม่รุนแรง แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความปั่นป่วนในพื้นที่

ภาพจุดเกิดเหตุป่วนนราธิวาส คืนเดียว 3 อำเภอ ตัดสายไฟฟ้า-เผากล้องวงจรปิด

ความเสียหายหนักสุดที่อำเภอศรีสาคร

ช่วง 20.00-01.40 น. กลุ่มคนร้ายก่อเหตุ 14 จุดใน ต.ศรีสาคร และ ต.ศรีบรรพต กล้องเสียหาย 28 ตัว โดยแยกเป็น

  • ตัดสายไฟฟ้า 10 จุด 20 ตัว: สามแยกบ้านบาตูกาเต๊าะ ม.1 ต.ศรีสาคร, สามแยกบ้านสกูปา ม.8, สามแยกในสกูปา ม.8, สามแยกบ้านอีนอ ม.8, สามแยกบ้านไอร์แยง ม.3, หน้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านไอร์แยง ม.3, สามแยกบ้านไอร์จูโจ๊ะ ม.7, บ้านปาหนัน ม.4, สามแยกบ้านไอร์กือเนาะ ม.5 ต.ศรีบรรพต, แยกบ้านลาเต๊าะปีแน ม.2 ต.ศรีบรรพต
  • เผากล้อง 4 จุด 8 ตัว: สามแยกบ้านไอร์กือเนาะ ม.5 ต.ศรีบรรพต, สามแยกบ้านไอร์กือเด ม.4, แยกสะพานปลากือเราะ ม.1, แยกบ้านไอร์บือแก ม.9 ต.ศรีสาคร

มาตรการรับมือเหตุป่วนนราธิวาส คืนเดียว 3 อำเภอ

ผบก.ภ.จว.นราธิวาส สั่งการ ผกก.และ สว.ทุก 15 สถานีใน 13 อำเภอ ตั้งจุดตรวจจุดสกัด ตรวจยานพาหนะและบุคคลจุดสำคัญ รวมฐานปฏิบัติการล่อแหลม เพื่อป้องกันและตอบโต้ทันที ลดความสูญเสีย

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ที่กลุ่มคนร้ายยังคงใช้วิธีทำลายกล้อง CCTV เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับภาพ แม้เจ้าหน้าที่จะมีกล้องสำรอง แต่การซ่อมแซมต้องใช้เวลาและงบประมาณจำนวนมาก ชาวนราธิวาสควรเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะช่วงค่ำ และช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสคนต้องสงสัย

คำแนะนำ: หากคุณพบเห็นเหตุการณ์น่าสงสัย โทรแจ้งสายด่วน 191 หรือ 1155 ทันที เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ติดตามตัวผู้กระทำผิดให้ได้เร็วที่สุด แชร์ข่าวนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และติดตามอัปเดตคดีจากเรา

ที่มา – ป่วนนราธิวาส คืนเดียว 3 อำเภอ ตัดสายไฟฟ้า-เผากล้องวงจรปิดเสียหาย ใช้งานไม่ได้ อื้อ

ตำรวจคุมตัวสอบเข้ม 4 ชาวต่างชาติ คดีปล้นตู้เซฟ 2 ล้าน

เหตุการณ์สุดอุกอาจที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในพื้นที่ชลบุรี เมื่อตำรวจคุมตัวสอบเข้ม 4 ชาวต่างชาติ ผู้ต้องสงสัยคดีอุกอาจ ปล้นตู้เซฟหนุ่มอังกฤษ 2 ล้านบาท สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวบ้านและนักท่องเที่ยวในย่านพัทยาและบางละมุง วันนี้เราจะมาสรุปความคืบหน้าทั้งหมดให้ฟังแบบละเอียดยิบ เพื่อให้ทุกคนติดตามได้ง่าย

ตำรวจคุมตัวสอบเข้ม 4 ชาวต่างชาติ ผู้ต้องสงสัยคดีอุกอาจ ปล้นตู้เซฟหนุ่มอังกฤษ 2 ล้าน

จากกรณีคนร้าย 3 คนสวมชุดดำ คลุมหน้าไอ้โม่ง บุกเดี่ยวเข้าบ้านของนายเวสลีย์ ไซริล รัสเซลล์ ชายชาวอังกฤษวัย 32 ปี อาชีพเชฟ ที่บ้านพักในตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อคืนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 คนร้ายใช้อาวุธมีดจี้คอทั้งตัวผู้เสียหายและภรรยาชาวไทย ก่อนจะบุกขึ้นชั้น 2 หยิบตู้เซฟในตู้เสื้อผ้า อุ้มตู้หนักอึ้งขึ้นรถกระบะฟอร์ด 4 ประตู สีดำ ขับหลบหนีไป ภายในตู้มีเงินสดกว่า 2 ล้านบาท ที่ผู้เสียหายเพิ่งเบิกมาเพื่อซื้อบ้าน

ภาพเหตุการณ์ปล้นตู้เซฟ

เส้นทางหลบหนีสุดซับซ้อนของกลุ่มคนร้าย

ตำรวจใช้กล้องวงจรปิดติดตามเส้นทางคนร้ายอย่างใกล้ชิด พบว่าคนร้ายใช้รถถึง 3 คันสลับกันเพื่อหลอกล่อเจ้าหน้าที่ เหมือนฉากในหนัง Fast & Furious เลยทีเดียว โดยรถคันแรกคือกระบะฟอร์ดสีดำที่บุกปล้น จากนั้นโยนโทรศัพท์ผู้เสียหายทิ้งใกล้ซอยหนองกระบอก แล้วมุ่งหน้าไปวัดบุญย์กัญจนาราม จอมเทียน

  • รถกระบะฟอร์ด 4 ประตู สีดำ: ใช้บุกบ้านและอุ้มตู้เซฟหนี
  • รถ SUV สีขาว: เปลี่ยนรถที่อพาร์ตเมนต์ซอยบุญย์กัญจนาราม 5 ห่างจากที่เกิดเหตุ 8-9 กม. คาดว่าเปิดตู้เซฟแบ่งเงินที่นี่ เวลา 22.57 น.
  • รถกระบะฟอร์ดอีกคัน: มารับช่วง 23.33 น. ขับไปทางถนนสุขุมวิท มุ่งชลบุรี
ภาพกล้องวงจรปิดรถคนร้าย

ปมสาเหตุ ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายรู้ข้อมูลจากร้านกัญชาในพัทยา และน่าจะเป็นชาวอังกฤษด้วยกัน ทำให้วางแผนมาแบบเป๊ะ ๆ พวกเขายังได้กุญแจตู้เซฟมาด้วย ทำให้เปิดได้ง่าย

การจับกุมผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 ราย

ความคืบหน้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ตำรวจ สภ.หนองปรือ, สืบสวนภ.2, สืบสวนชลบุรี, ตม.ชลบุรี และตำรวจท่องเที่ยว ร่วมสนธิกำลังจับผู้ต้องสงสัยได้ 4 คน ชาวอังกฤษทั้งหมด 3 ผิวสี 1 ผิวขาว

  • รายแรก: นายคริสโตเฟอร์ อายุ 38 ปี (ผิวสี) จับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ขณะจะบินไปมาเลเซีย
  • ราย 2-3: อยู่ในการควบคุมของ ตม.
  • ราย 4: จับที่โรงแรมอำเภอประโคนชัย บุรีรัมย์

ทั้งหมดถูกนำมาสอบสวนที่ สภ.หนองปรือ แยกกัน พวกเขายังให้การปฏิเสธ อ้างไม่รู้จักกัน แต่หลักฐานกล้อง CCTV ชี้ชัดว่าพวกเขาเปิดตู้เซฟที่อพาร์ตเมนต์ชั้น 6 ซอยวัดบุญย์กัญจนาราม ตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติหมายจับจากศาลพัทยา และรอ พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2 แถลง

ภาพผู้ต้องสงสัย

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของตำรวจไทยในการสืบสวนอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างพัทยา ที่มักมีชาวต่างชาติก่อเหตุ ประชาชนควรระมัดระวังการเก็บเงินสดจำนวนมาก และติดตั้งกล้อง CCTV เพิ่มเติม หากมีเบาะแสเพิ่มเติม สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สภ.หนองปรือ เพื่อช่วยปราบปรามอาชญากร

ติดตามข่าวอาชญากรรมและความคืบหน้าคดีนี้ได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์เพื่อเตือนภัย!

ที่มา – ตำรวจคุมตัวสอบเข้ม 4 ชาวต่างชาติ ผู้ต้องสงสัยคดีอุกอาจ ปล้นตู้เซฟหนุ่มอังกฤษ 2 ล้าน

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อผู้อำนวยการคนเก่งของพิพิธภัณฑ์ชื่อดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตัดสินใจวางมือ หลังจากเกิดเหตุการณ์โจรกรรมครั้งใหญ่ที่ทำให้ทรัพย์สินล้ำค่าหายไปแบบไม่เหลือซาก

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

นางลอเรนซ์ เดส์ การ์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ได้ยื่นหนังสือลาออกต่อประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เมื่อวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 หรือไม่กี่เดือนหลังจากเหตุโจรกรรมเครื่องราชกกุธภัณฑ์เชื้อพระวงศ์ฝรั่งเศส ซึ่งสร้างข้อครหาเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ระดับโลกแห่งนี้อย่างหนัก

เหตุการณ์โจรกรรมเกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 19 ตุลาคม 2568 กลุ่มโจรฉลาดแกมโกงใช้รถบรรทุกติดลิฟต์กลไกที่ขโมยมาปีนขึ้นระเบียงฝั่งแม่น้ำแซน ก่อนบุกทะลวงเข้าไปในหอศิลป์อะพอลโล (Galerie d’Apollon) และฉกเครื่องราชกกุธภัณฑ์มูลค่ารวมกว่า 88 ล้านยูโร หรือประมาณ 3.2 พันล้านบาทไปอย่างลอยนวล

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่หายไปและความเสียหายที่เกิดขึ้น

ทรัพย์สินที่ถูกขโมยรวมถึงสร้อยคอเพชรและมรกตที่จักรพรรดินโปเลียนมอบให้พระมเหสี รวมทั้งเครื่องประดับอีก 8 ชิ้นล้ำค่า ปัจจุบันผู้ต้องสงสัยหลัก 4 รายถูกจับกุมแล้ว แต่ของกลางยังคงหายตัวไป ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าอาจไม่สามารถคืนกลับมาได้ นอกจากนี้ระหว่างหลบหนี โจรยังทำมงกุฎประดับเพชรสมัยศตวรรษที่ 19 ของจักรพรรดินีอูเชนีตกจนเสียหาย

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เพิ่งเปิดเผยภาพความเสียหายของมงกุฎเป็นครั้งแรก โดยระบุว่ายังอยู่ในสภาพ “เกือบสมบูรณ์” และสามารถบูรณะได้ทั้งหมด แต่ก็ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

จุดอ่อนระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ซึ่งเก็บรักษาผลงานศิลปะ priceless อย่างภาพโมนาลิซาของเลโอนาร์โด ดา วินชี มีผู้เข้าชมกว่า 8.7 ล้านคนต่อปี แต่ระบบกล้องวงจรปิดกลับล้าสมัย นางเดส์ การ์เคยยอมรับหลังเหตุการณ์ว่า กล้องเพียงตัวเดียวที่เฝ้าจุดบุกรุกหันไปทางอื่น และเธอเคยเรียกร้องงบเพิ่มกล้องสองเท่าตั้งแต่ปี 2564 แต่ยังไม่เกิดขึ้น

การลงทุนด้านความปลอดภัยล่าช้าเพราะข้อจำกัดงบประมาณของสถาบันขนาดใหญ่ ทางการฝรั่งเศสจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนรัฐสภา คาดสรุปผลเดือนพฤษภาคมนี้ รายงานเบื้องต้นชี้ “ความล้มเหลวเชิงระบบ” เป็นสาเหตุหลัก

  • รถบรรทุกติดลิฟต์ขโมยมาใช้บุก
  • กล้อง CCTV ล้าสมัยและจุดบอด
  • เครื่องราช 8 ชิ้นหาย มูลค่า 3.2 พันล้านบาท
  • มงกุฎจักรพรรดินีเสียหายแต่ซ่อมได้

เหตุการณ์ ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ นี้ไม่เพียงสะเทือนวงการศิลปะ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยสมัยใหม่ในสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำ การสูญเสียครั้งนี้อาจนำไปสู่การปฏิรูประบบใหม่ทั้งหมด

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่พิพิธภัณฑ์ทั่วโลกต้องเรียนรู้ ควรลงทุนด้าน AI และเซ็นเซอร์ขั้นสูงเพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ถูกขโมยไปอีก คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อติดตามข่าวสารที่น่าสนใจแบบนี้ต่อไป!

ที่มา – ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

FBI เผยภาพไอ้โม่ง ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง คดีลักพาตัวแม่นักข่าวสาว

FBI เผยภาพไอ้โม่ง ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง คดีลักพาตัวแม่นักข่าวสาว ซึ่งเป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา คดีนี้เกิดขึ้นกับ แนนซี กัทธรี วัย 84 ปี แม่ของซาวันนาห์ กัทธรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดังจากช่อง NBC News ที่หายตัวไปอย่างลึกลับจากบ้านในเมืองทูซอน รัฐแอริโซนา

FBI เผยภาพไอ้โม่ง ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง คดีลักพาตัวแม่นักข่าวสาว

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐ หรือ FBI ได้เผยแพร่ภาพถ่ายและวิดีโอของชายสวมหน้ากากโม่งลึกลับ ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวนางแนนซี กัทธรี ชายคนนี้ถูกเห็นว่ามีอาวุธติดตัว และกำลังยุ่งกับกล้องวงจรปิดหน้าบ้านของเหยื่อในเช้าวันที่เธอหายตัวไป FBI กำลังเร่งตามหาตัวตนของบุคคลต้องสงสัยรายนี้ เพื่อให้ได้เบาะแสสำคัญในการสืบสวน

จากข้อมูลที่ FBI เปิดเผย พวกเขาพบภาพใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แสดงให้เห็นไอ้โม่งคนนี้กำลังตรวจสอบกล้องประตูหน้า ก่อนจะใช้เศษวัชพืชปิดเลนส์กล้องเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบันทึก นอกจากนี้ ยังมีวิดีโอสั้นสองคลิปที่เผยให้เห็นการกระทำน่าสงสัยของเขา ซึ่งช่วยยืนยันว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงกลางดึกของวันที่ 31 มกราคม

รายละเอียดคดีลักพาตัวแม่นักข่าวสาวที่ FBI เผยภาพไอ้โม่ง

แนนซี กัทธรี ถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายที่บ้านของเธอในเมืองทูซอน ก่อนจะหายตัวไปโดยไม่มีร่องรอย เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเธอถูกพาตัวไปโดยไม่สมัครใจ กล้องติดกริ่งประตูถูกตัดการเชื่อมต่อเวลา 01.47 น. และตรวจพบความเคลื่อนไหวอีกครั้งเวลา 02.12 น. สิ่งที่น่าตกใจคือ พบเลือดของเธอบนระเบียงบ้าน และเครื่องกระตุกหัวใจที่ฝังในร่างกายตัดการเชื่อมต่อจากโทรศัพท์เวลา 02.28 น.

  • กล้องวงจรปิดถูกปิดบังด้วยเศษวัชพืช
  • พบเลือดของเหยื่อบนระเบียง
  • มีอีเมลเรียกค่าไถ่เป็นบิตคอยน์ส่งไปยังสื่อหลายแห่ง
  • FBI เสนอรางวัล 50,000 ดอลลาร์สำหรับเบาะแส

แคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI กล่าวในแถลงการณ์บน X ว่า เจ้าหน้าที่กำลังกู้คืนภาพจากระบบกล้องที่อาจถูกทำลายหรือถอดอุปกรณ์บันทึกออกไป คดีนี้ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญครั้งแรกนับตั้งแต่เธอหายตัวไป 8 วัน

ด้านครอบครัว โดยเฉพาะซาวันนาห์ กัทธรี ลูกสาวของเธอ ได้ออกมาเรียกร้องความช่วยเหลือจากประชาชน เธอเชื่อว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่ และโพสต์ภาพจากกล้องวงจรปิดซ้ำบน Instagram พร้อมข้อความ “เราเชื่อว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ พาเธอกลับบ้านเถิด” การหายตัวไปของแม่นักข่าวสาวรายนี้ สร้างความสะเทือนใจให้กับสาธารณชนทั่วสหรัฐ โดยมีคนติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีอีเมลเรียกค่าไถ่ส่งไปยังสำนักข่าวต่างๆ เรียกร้องเงินบิตคอยน์และกำหนดเส้นตายวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ซึ่งผ่านพ้นไปแล้ว เจ้าหน้าที่เขตพิมา เคาน์ตี ยังคงสืบสวนอย่างเข้มข้นเพื่อหาความจริง

คดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัวกัทธรี แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาความปลอดภัยในสังคมอเมริกัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาศัยคนเดียว การที่ FBI เผยภาพไอ้โม่ง ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง คดีลักพาตัวแม่นักข่าวสาว ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่การจับกุมผู้ร้าย หากคุณมีเบาะแสใดๆ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อช่วยกระจายข้อมูลให้คนอื่นทราบ หากคดีนี้คลี่คลาย จะเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน

ที่มา – FBI เผยภาพไอ้โม่ง ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง คดีลักพาตัวแม่นักข่าวสาว

กล้องวงจรปิดจับภาพ นาที “กระบะเสียหลัก” ชนรองผอ.บึงบา

คุณเคยเห็นภาพอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวไหม? วันนี้เรามีเรื่องจริงจากปทุมธานีที่ กล้องวงจรปิดจับภาพ นาที “กระบะเสียหลัก” ชนรถยนต์ รอง ผอ.โรงเรียนบึงบา บาดเจ็บ อย่างน่าตกใจ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 บนถนนเลียบคลองสิบ ฝั่งตะวันออก ม.3 ต.บึงบา อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ทำให้มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 3 ราย รถกระบะเสียหลักข้ามเลนพุ่งชนรถยนต์ของรองผู้อำนวยการโรงเรียนอย่างแรง

กล้องวงจรปิดจับภาพ นาที “กระบะเสียหลัก” ชนรถยนต์ รอง ผอ.โรงเรียนบึงบา บาดเจ็บ

ร้อยตำรวจเอกสายชล อดใจ รองสารวัตรสอบสวน สภ.หนองเสือ ได้รับแจ้งเหตุรีบรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูและอุปกรณ์ตัดถ่าง ที่เกิดเหตุใกล้วัดบึงบา พบรถกระบะสีบรอนซ์พังยับ มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย คือ นายจักรพงศ์ นนลือชา อายุ 22 ปี (คนขับ) และนายอำนาจ สิงห์สนอง อายุ 45 ปี (ผู้โดยสาร) เจ้าหน้าที่ช่วยปฐมพยาบาลก่อนส่งโรงพยาบาลหนองเสือ

ส่วนรถยนต์ทะเบียนกรุงเทพฯ ที่ถูกชน มีผู้บาดเจ็บติดอยู่ในรถ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้ตัดถ่างช่วย น.ส.สายฝน สุขจิต อายุ 44 ปี รองผู้อำนวยการโรงเรียนบึงบา ออกมา ก่อนปฐมพยาบาลและส่งโรงพยาบาล มศว.ทันที

กล้องวงจรปิดจับภาพ นาที “กระบะเสียหลัก” ชัดเจน

จากภาพกล้องวงจรปิดที่เกิดเหตุ เผยว่ารถของรองผอ.กำลังขับจากธัญบุรีมุ่งหนองเสือไปโรงเรียน ส่วนรถกระบะขับสวนทางจากหนองเสือไปธัญบุรี เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ รถกระบะเกิดเสียหลักอย่างแรง ข้ามเลนกลางถนนไปพุ่งชนรถยนต์ของรองผอ.เข้าอย่างจัง ทำให้รถทั้งคันเสียหายหนัก ผู้บาดเจ็บในกระบะคือคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า ส่วนรองผอ.ขับคนเดียวและติดอยู่ในรถนานกว่าชั่วโมงก่อนจะได้รับการช่วยเหลือ ภาพเหล่านี้กล้องวงจรปิดจับภาพได้ชัดเจน ช่วยให้เจ้าหน้าที่สอบสวนได้ง่ายขึ้น

รายชื่อผู้บาดเจ็บและการให้ความช่วยเหลือ

  • น.ส.สายฝน สุขจิต อายุ 44 ปี รองผู้อำนวยการโรงเรียนบึงบา – บาดเจ็บติดค้างในรถ ส่ง รพ.มศว.
  • นายจักรพงศ์ นนลือชา อายุ 22 ปี – ผู้ขับรถกระบะ ส่ง รพ.หนองเสือ
  • นายอำนาจ สิงห์สนอง อายุ 45 ปี – ผู้โดยสารรถกระบะ ส่ง รพ.หนองเสือ

เจ้าหน้าที่ตำรวจบันทึกภาพหลักฐานและเตรียมสอบสวนทั้งสองฝ่ายหลังออกจากโรงพยาบาล เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ

สาเหตุการเสียหลักของรถกระบะที่พบบ่อย

เหตุการณ์ กล้องวงจรปิดจับภาพ นาที “กระบะเสียหลัก” ชนรถยนต์ รอง ผอ.โรงเรียนบึงบา บาดเจ็บ นี้ ทำให้หลายคนสงสัยสาเหตุ รถกระบะมักเสียหลักจากปัจจัยเหล่านี้

  • พื้นถนนลื่นจากฝนหรือน้ำมันเครื่องรั่ว
  • ขับด้วยความเร็วสูงเกินกำหนด โดยเฉพาะถนนเล็บคลองที่คดเคี้ยว
  • ยางรถรถสึกหรอหรือแรงดันลมยางไม่พอ
  • การหลบสัตว์หรือสิ่งกีดขวางกะทันหัน
  • ผู้ขับเหนื่อยล้าหรือเสียสมาธิจากโทรศัพท์

ในปทุมธานี พื้นที่อย่างหนองเสือและบึงบามีอุบัติเหตุบ่อยจากถนนแคบและรถบรรทุกเยอะ กล้องวงจรปิดกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บหลักฐาน

คำแนะนำขับรถปลอดภัย ป้องกันกระบะเสียหลัก

เพื่อไม่ให้เกิดเหตุแบบนี้ ควรตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทาง ลดความเร็วบนถนนลื่น หลีกเลี่ยงการขับแซงในจุดเสี่ยง และพักรถทุก 2 ชั่วโมง สวมเข็มขัดนิรภัยเสมอ รวมถึงติดตั้งกล้องหน้ารถเพื่อบันทึกเหตุการณ์

เหตุการณ์กล้องวงจรปิดจับภาพนาทีกระบะเสียหลักครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าชีวิตมีค่า ขับรถต้องมีสติและระมัดระวังเสมอ ถนนทุกสายมีความเสี่ยง แต่เราสามารถลดได้ด้วยการเตรียมตัวดีๆ สถิติจากกรมทางหลวงเผยว่าอุบัติเหตุจากรถเสียหลักคิดเป็น 20% ของทั้งปี อย่าให้ตัวเองหรือคนใกล้ชิดตกเป็นเหยื่อ

คุณคิดว่าสาเหตุหลักคืออะไร? หรือมีประสบการณ์การขับรถหลบอุบัติเหตุมาเล่าให้ฟังในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ หรือแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ ให้ขับรถปลอดภัย!

ที่มา – กล้องวงจรปิดจับภาพ นาที “กระบะเสียหลัก” ชนรถยนต์ รอง ผอ.โรงเรียนบึงบา บาดเจ็บ

Scroll to top