กองทัพภาคที่ 1

สระแก้วเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย กองทุนหทัยทิพย์

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วยังคงต้องเฝ้าระวัง กองทัพภาคที่ 1 สรุปภาพรวมเหตุการณ์ทั่วไปปกติ แต่ยังคงมีการสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับแผนรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พักของทหารและเครือข่ายฝั่งกัมพูชาที่รุกล้ำเขตแดนไทย

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว พบว่าสถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดนยังคงมีประชาชนในพื้นที่แสดงออกถึงความรักชาติและหวงแหนอธิปไตย ส่วนฝั่งกัมพูชายังไม่มีการเคลื่อนไหวของมวลชนเพิ่มเติม

ที่บ้านเปรยจัน พบมวลชนพักคอยร่วมกับทหารและ ตชด. ประมาณ 20-25 คน ทำหน้าที่ตรวจการณ์และบันทึกภาพความเคลื่อนไหวจากฝั่งไทย เหตุการณ์โดยรวมยังคงเป็นปกติ

ภารกิจสำคัญในขณะนี้คือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่บ้านหนองจาน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน กกล.บูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองพันทหารช่างที่ 2 ยังคงปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 1 ในการสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดอย่างต่อเนื่อง

ส่วนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พักของทหารและเครือข่ายฝั่งกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยนั้น ยังอยู่ในระหว่างการปรับแผนการดำเนินงาน

เริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว

ไฮไลท์สำคัญของข่าวนี้คือการเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว ซึ่งเป็นโครงการที่กองทัพบกให้ความสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

กองกำลังบูรพา โดยกองพันทหารช่างที่ 2 ได้เริ่มดำเนินการโครงการนี้ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยเริ่มจากการสร้างหลุมหลบภัยจำนวน 3 หลุม ในพื้นที่บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านเขาลูกช้าง

นอกจากนี้ ยังมีการเริ่มสร้างบังเกอร์จำนวน 10 จุด ในพื้นที่อำเภอตาพระยาและอำเภอโคกสูง ปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 10

ความคืบหน้าการเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว

การเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว ถือเป็นมาตรการสำคัญในการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนมีที่หลบภัยที่มั่นคงและปลอดภัยในช่วงเวลาฉุกเฉิน

การดำเนินงานของกองทัพภาคที่ 1 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติและการดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่

การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นสัญลักษณ์ของความห่วงใยและความพร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนในยามยากลำบาก

โครงการนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและกองทุนหทัยทิพย์ ในการสนับสนุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

การที่กองทัพบกให้ความสำคัญกับการเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคน

ในอนาคต คาดว่าจะมีการขยายผลโครงการนี้ไปยังพื้นที่ชายแดนอื่นๆ ที่มีความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการดูแลและปกป้องอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – เริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว

เคลียร์ชายเเดนบ้านหนองจาน เก็บกู้ระเบิด


เคลียร์ชายแดนบ้านหนองจาน: ปฏิบัติการเก็บกู้ระเบิดครั้งใหญ่

กองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อเก็บกู้ทุ่นระเบิดดักรถถังที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง สร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

ภารกิจเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจาน เก็บกู้ระเบิด

จากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในอดีต ทำให้มีการวางทุ่นระเบิดไว้ในหลายพื้นที่ เพื่อป้องกันการรุกล้ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ทุ่นระเบิดเหล่านี้กลับกลายเป็นภัยร้ายที่คุกคามชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น

การค้นพบทุ่นระเบิดดักรถถัง

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองและหน่วยงานในพื้นที่ ตรวจพบว่าบริเวณบ้านหนองจานเป็นพื้นที่ต้องสงสัยว่ามีการฝังทุ่นระเบิดดักรถถัง (Anti-Tank Mine) ชนิด Type 59 ซึ่งเป็นวัตถุระเบิดที่มีอานุภาพทำลายสูง และอาจเป็นอันตรายต่อประชาชน การเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจานจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองพันทหารช่างที่ 2 (ช.พัน.2) จัดกำลังร่วมกับ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 1 (นปท.1) เข้าดำเนินการสำรวจ และเตรียมเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว โดยใช้ขั้นตอนตามมาตรฐานสากลของการปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Mine Action) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

สถานการณ์ชายแดนล่าสุด

นอกจากการเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจานแล้ว กองทัพภาคที่ 1 ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการลักลอบเข้า-ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย ล่าสุด สามารถจับกุมคนไทย 55 คน ที่ลักลอบข้ามแดนมาจากกัมพูชา โดยอ้างว่าถูกกลุ่มสแกมเมอร์นำมาปล่อยทิ้ง

นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 1 ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยมีการประสานงานกับส่วนราชการในการทำเอกสารการครอบครองที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเตรียมวางแผนเข้าตรวจสอบค้นหาวัตถุระเบิดที่คาดว่าตกค้างในพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติม

การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน กองทัพภาคที่ 1 ได้รับการสนับสนุนจาก “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ในการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยมีการเพิ่มจำนวนบังเกอร์จาก 10 แห่ง เป็น 72 แห่ง และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชน ขนาดความจุ 40 คน จาก 2 แห่ง เป็น 6 แห่ง

ปฏิบัติการเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจานและการสร้างความปลอดภัยตามแนวชายแดน ถือเป็นภารกิจสำคัญของกองทัพภาคที่ 1 ในการดูแลปกป้องประชาชนและผืนแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ที่มา – เคลียร์ชายแดนบ้านหนองจาน เก็บกู้ระเบิดดักรถถัง อานุภาพทำลายล้างสูง

เก็บกู้ทุ่นระเบิดหนองหญ้าแก้ว: พบแล้ว 7 ทุ่น!

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้วยังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 รายงานว่ามีการใช้กลุ่มเปราะบางเป็นโล่มนุษย์เพื่อกดดันฝ่ายไทย อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่นแล้ว

เก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ประจำวัน ณ เวลา 18.00 น. พบว่ามีการฝึกซ้อมแผนอพยพประชาชนใน 4 อำเภอชายแดน และจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว 10 แห่ง รองรับผู้ประสบภัยได้ประมาณ 4,200 คน นอกจากนี้ยังมีการจัดระเบียบพื้นที่และจุดตรวจบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่

ในส่วนของปฏิบัติการจิตวิทยา ฝ่ายไทยได้ฉายสารคดี “แคมป์ 511” บริเวณชายแดน เพื่อเผยแพร่เรื่องราวการช่วยเหลือผู้อพยพชาวกัมพูชาในอดีต

ฝั่งกัมพูชามีการรวมตัวของประชาชนในพื้นที่บ้านโจกเจยและบ้านเปรยจัน โดยใช้กลุ่มเปราะบางเป็นโล่มนุษย์เพื่อกดดันฝ่ายไทย พร้อมทั้งเพิ่มกำลังพลเฝ้าระวังแนวชายแดน และสังเกตการณ์การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น

ความคืบหน้าการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

กองกำลังบูรพา ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ยังคงเดินหน้าตรวจสอบค้นหาวัตถุระเบิดในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยใช้อุปกรณ์และกำลังพลสนับสนุน เช่น รถถากถางหุ้มเกราะ D5, เครื่องจักร GCS-200 และเครื่องจักรสนับสนุนกวาดล้างทุ่นระเบิด BearCat

ล่าสุดได้ตรวจพบทุ่นระเบิดจำนวน 2 ทุ่น ได้แก่ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดระเบิดอยู่กับที่ MN79 จำนวน 1 ทุ่น และทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดระเบิดอยู่กับที่ PMN จำนวน 1 ทุ่น ซึ่งได้ดำเนินการเก็บกู้เรียบร้อยแล้ว

สรุปผลการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. 68 ถึงปัจจุบัน สามารถตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลรวม 7 ทุ่น (PMN 6 ทุ่น และ MN79 1 ทุ่น) ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดเก่าทั้งหมด

นอกจากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้ว ยังได้มีการเคลียร์พื้นที่ปฏิบัติการโดยใช้รถถากถาง จำนวน 1,393 ตร.ม. และรื้อถอนเพิงพักชาวกัมพูชาที่ไม่มีผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่จำนวน 1 หลัง เพื่อสร้างความปลอดภัยในพื้นที่อธิปไตยของไทย

พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้ลงพื้นที่ชายแดนเพื่อติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจกำลังพล พร้อมทั้งประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบูรณาการกับทุกภาคส่วนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การทำงานอย่างต่อเนื่องและระมัดระวังของเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ จะช่วยให้พื้นที่ชายแดนกลับมาปลอดภัยและสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

ที่มา – เก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น

กัมพูชาแอบส่อง! ทภ.1 ลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) ยืนยันพื้นที่ของไทย เดินหน้าลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้ว อย่างต่อเนื่อง เคลียร์พื้นที่ปลอดภัยไปแล้วเกือบ 40,000 ตารางเมตร เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านชายแดน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ทภ.1 และกองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ได้ดำเนินการปฏิบัติการสำคัญเพื่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน แม้จะมีการแสดงความเป็นห่วงจากฝ่ายกัมพูชา โดยได้จัดชุดตรวจค้นวัตถุระเบิดถึง 4 ชุด พร้อมอุปกรณ์และกำลังสนับสนุนด้วยรถถากถางหุ้มเกราะ D5 เข้าดำเนินการตรวจสอบและลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้ว ที่คาดว่าตกค้างอยู่ในพื้นที่ บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว

รายงานระบุว่า การตัดสินใจเดินหน้าภารกิจในครั้งนี้ เป็นการเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเคลียร์พื้นที่เสี่ยงภัยให้มีความปลอดภัยสูงสุด เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับเข้าใช้พื้นที่ทำการเกษตรและดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างอุ่นใจ โดยยืนยันว่าพื้นที่ดำเนินการเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทยอย่างชัดเจน

ปฏิบัติการครั้งนี้ประสบความสำเร็จในการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถถางพื้นที่ปลอดภัยจากวัตถุระเบิดที่ตกค้างได้เพิ่มเติมอีก 38,256 ตารางเมตร ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีความมั่นใจในความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

การใช้รถถากถางหุ้มเกราะ D5 ในภารกิจนี้ช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง และจำเป็นต้องใช้เครื่องมือหนักเข้าจัดการเพื่อป้องกันอันตรายจากวัตถุระเบิดที่ตกค้างมาเป็นเวลานาน การทำงานจึงเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว

การปฏิบัติการของ ทภ.1 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการรักษาอธิปไตยของชาติ พร้อมกับการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญ เป็นการยืนยันว่ากองทัพพร้อมที่จะปกป้องและดูแลประชาชนอย่างเต็มที่

ซึ่งในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ได้มีประชาชนและทหารกัมพูชาบางส่วนได้ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพการทำงานของทหารไทยด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจในภารกิจลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้วครั้งนี้

ลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้ว

ความคืบหน้าล่าสุดในการลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้ว

ปฏิบัติการลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้วครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของกองทัพไทยในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน แม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่ด้วยความมุ่งมั่นและเครื่องมือที่ทันสมัย ทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี การเคลียร์พื้นที่จากวัตถุระเบิดที่ตกค้างเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและปลอดภัย

ที่มา – กัมพูชาแอบส่อง ทภ.1 ยืนยันพื้นที่ไทย ลุยเก็บกู้ระเบิด “หนองหญ้าแก้ว”

คุมเข้ม! บ้านหนองหญ้าแก้ว จับหมดถ้ารุกล้ำ


รอง ผบ.ตร. ปรับแผนใหม่ บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น หากพบชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทยที่บ้านหนองหญ้าแก้ว พร้อมจับดำเนินคดีทั้งหมด ไม่สนว่าจะเป็นพระหรืออะไร เชื่อสถานการณ์ไม่บานปลาย คุมได้ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานหลักสากล

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14:40 น. พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ร.2 รอ.) และพันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา (ผบ.ฉก.อรัญประเทศ กกล.บูรพา) ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 รวมไปถึง นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางมาร่วมประชุมที่ที่ว่าการอำเภอโคกสูง เพื่อรับทราบภารกิจและวางแผนเตรียมแนวทางรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยใช้เวลาในการประชุมครั้งนี้นานกว่า 2 ชั่วโมง

จากนั้น พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. ได้ออกมาเปิดเผยว่า วันนี้ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากท่านติดภารกิจ แต่ท่านได้ส่งความห่วงใยถึงข้าราชการตำรวจทุกนาย จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 4 นาย วันนี้จึงได้นำขวัญและกำลังใจมามอบให้ รวมไปถึงมาเยี่ยมเยียนและรับฟังสถานการณ์ในภาพรวมพื้นที่ เพื่อที่เราจะปรับแผนการทำงานไม่อยากเห็นภาพเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย

พร้อมย้ำว่า “หลังจากนี้เราจะปรับแผน บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ถ้าหากมีการบุกรุกเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ดำเนินคดีทันที / ที่ผ่านมาเราใช้ พ.ร.บ.ป่าไม้ เป็นตัวนำ ซึ่งไม่เข้มข้น วันนี้เราจึงต้องปรับแผนการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังยึดมั่นคุมไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

จะจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย สำหรับบุคคลที่บุกรุกหรือรุกล้ำเข้ามา เรามีมาตรการจากเบาไปหาหนัก และขอให้มั่นใจว่าจะใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถือเป็นความชอบธรรมและเป็นไปตามมาตรฐานหลักสากล

พล.ต.อ.ไกรบุญ ยังระบุอีกว่า “วันนี้ได้คุยสถานการณ์ภาพรวม ไม่ได้เจาะจงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พร้อมย้ำให้กำลังพลอดทนอดกลั้นถึงที่สุด“ / ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 นายที่ได้รับบาดเจ็บ เราก็รวบรวมพยานหลักฐาน รูปภาพจากโซเชียล และหากถึงขั้นตอนที่พิสูจน์ทราบตัวตนได้ เราก็จะออกหมายจับ ดำเนินการตามกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ และประสานกับทางอัยการสูงสุดตามขั้นตอน

คุมเข้มบ้านหนองหญ้าแก้ว ตร.ปรับแผนใหม่ จับหมดหากพบกัมพูชารุกล้ำ ไม่สนจะเป็นพระหรืออะไร

เมื่อถามว่าทราบข้อมูลหรือไม่ ว่ามีทหารกัมพูชาปลอมเป็นพระนั้น พล.ต.อ.ไกรบุญ ตอบว่า “ไม่สนว่าจะเป็นพระหรืออะไร ถ้าเป็นใครรุกล้ำเข้ามาผมจับหมด แต่เชื่อว่าสถานการณ์จะไม่บานปลาย เพราะเราคุมสถานการณ์อยู่ ทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอน” โดยวันนี้เป็นการพูดคุยเตรียมความพร้อมสำหรับฝ่ายไทยเท่านั้น

สรุปมาตรการคุมเข้มบ้านหนองหญ้าแก้ว

  • ปรับแผนบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น
  • จับกุมดำเนินคดีผู้รุกล้ำทันที ไม่สนว่าเป็นใคร
  • ควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้วยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การปรับแผนและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นถือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ การดำเนินการตามมาตรฐานสากลและการยึดมั่นในความถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคมหรือศาสนา เป็นหลักการที่ควรยึดมั่นเพื่อให้เกิดความยุติธรรมและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ที่มา – คุมเข้มบ้านหนองหญ้าแก้ว ตร.ปรับแผนใหม่ จับหมดหากพบกัมพูชารุกล้ำ ไม่สนจะเป็นพระหรืออะไร

มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์: ไทยต้องไม่ตามเกม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด! มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ในการประท้วงชายแดน พร้อมย้ำว่าไทยต้องไม่เดินตามเกมของกัมพูชา

มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์

จากกรณีที่จังหวัดสระแก้วร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดป้ายให้ประชาชนชาวกัมพูชา 170 หลังคาเรือนย้ายออกจากพื้นที่รุกล้ำประเทศไทยบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่พอใจและมีการนำมวลชนประมาณ 150 คนเข้ามาประท้วงใกล้บริเวณหลักเขตแดนที่ 46

เช้าวันที่ 4 กันยายน 2568 กองกำลังบูรพา โดยชุดเฉพาะกิจที่ 12 ได้จัดกำลังพลเข้าควบคุมสถานการณ์และประสานไปยังผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 51 กัมพูชา เพื่อให้ควบคุมประชาชนไม่ให้เกิดการยั่วยุบริเวณพื้นที่ชายแดน สถานการณ์ขณะนี้ได้คลี่คลายลง โดยฝ่ายไทยได้นำกำลังควบคุมฝูงชนจากตำรวจภูธรสระแก้วเข้ามาดูแลสถานการณ์ กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่าจะดำรงไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างเต็มกำลัง

พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ได้เน้นย้ำมาตรการควบคุมดูแลพื้นที่ตามแนวเขตแดนอธิปไตยของไทยหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกองกำลังบูรพา โดยกล่าวว่าทุกอย่างมีขั้นตอนและมีระยะเวลา พร้อมยอมรับว่าพื้นที่บ้านหนองจานยังมีความยากในหลายมิติ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองหรือการทหารเท่านั้น

ท่าทีของฝั่งกัมพูชาที่พยายามจะก่อความวุ่นวายโดยหวังให้นานาชาติเข้ามาปิดล้อมและกดดันไทย รวมถึงการที่ผู้นำกัมพูชาไปปรากฏตัวตามประเทศต่างๆ เพื่อต้องการแสดงออกถึงความเป็นมหาอำนาจ เป็นสิ่งที่ไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์อย่างได้ผล รวมถึงการจับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบเข้าเมืองได้เป็นจำนวนมาก พลโทอมฤตย้ำว่าไทยต้องไม่เดินตามเกมของกัมพูชา แต่ต้องทำให้กัมพูชาเข้ามาในเกมและกติกาของเรา นั่นคือสิ่งที่สำคัญและอยากให้ประชาชนทุกคนเข้าใจ

กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ จริงหรือ?

แม่ทัพภาค 1 ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงท่าทีของฝั่งกัมพูชาที่ออกมายืนประท้วงแนวหน้าบ้านหนองจานต่อหน้าทหารไทยว่า เป็นเรื่องปกติที่กัมพูชาต้องการนำประชาชนออกมาเป็นโล่มนุษย์ เพื่อหวังผลทางการประชาสัมพันธ์หลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วได้ปักป้ายประกาศแจ้งเตือนให้ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของกรมป่าไม้อพยพออกไป

พลโท อมฤต ยืนยันว่าไทยดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมาย และถึงแม้ว่าชาวกัมพูชาจะยังเข้าใจว่าตนเองเป็นเจ้าของที่ดินและไม่ยอมออกไป ทางการไทยก็จำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการทางกฎหมายในการผลักดัน

สำหรับการประชุม GBC ที่จะมีขึ้นในวันที่ 10 กันยายนนี้ ทางกองทัพภาคที่ 1, กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพเรือจันทบุรีและตราดได้รวบรวมข้อมูลและผลการตรวจสอบพื้นที่ทั้งหมดที่ได้ดำเนินการร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การยื่นข้อเสนอในการประชุมเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน จึงขอให้ประชาชนใจเย็นและรอความชัดเจนที่จะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 1 ยังได้ลงพื้นที่สำรวจจุดที่มีการตรวจพบทุ่นระเบิดตกค้าง โดยได้มีการตรวจการและควบคุมพื้นที่เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบเข้ามาวางระเบิดได้อีก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่ มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์เป็นประเด็นสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหา การรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ที่มา – มทภ.1 ชี้กัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ประท้วงชายแดน ย้ำไทยต้องไม่เดินตามเกม

กกล.บูรพา แจงภาพชาวกัมพูชาปักธงชาติ

กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ได้ออกมาชี้แจงกรณีภาพ “ชาวกัมพูชา” ปักธงชาติกัมพูชา บริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว โดยยืนยันว่าเป็นเพียงการสร้างคอนเทนต์เท่านั้น ซึ่งทางทหารกัมพูชาได้ทำการห้ามปรามและสั่งให้นำธงลงเรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 11.20 น. เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 1” ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า กกล.บูรพา ชี้แจงเรื่องการปักธงกัมพูชาที่บ้านหนองจาน เป็นการสร้างคอนเทนต์ และได้สั่งให้เอาธงลงแล้ว

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ขอชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพที่ปรากฏตามสื่อออนไลน์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมาว่า ประชาชนชาวกัมพูชาได้นำธงชาติกัมพูชามาปักเสาธงบริเวณด้านหน้าแนวลวดหนามในพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว

ปัจจุบัน (27 สิงหาคม 2568) จากการตรวจสอบในพื้นที่ พบว่าประชาชนชาวกัมพูชาได้นำธงชาติผืนดังกล่าวออกไปจากพื้นที่แล้ว และทางทหารกัมพูชาได้ทำการห้ามปรามการกระทำดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคาดการณ์ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างคอนเทนต์เพื่อเผยแพร่ลงบนสื่อออนไลน์เท่านั้น

กกล.บูรพา แจงภาพ “ชาวกัมพูชา” ปักธงชาติที่บ้านหนองจาน

เหตุการณ์ ชาวกัมพูชา ปักธงชาติที่บ้านหนองจานนั้น สร้างความเข้าใจผิดและความกังวลให้กับประชาชนบางส่วน ซึ่งทาง กกล.บูรพา ได้เร่งออกมาชี้แจงเพื่อคลายความกังวลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณชน โดยยืนยันว่าสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนยังคงเป็นปกติ และมีการประสานงานกับหน่วยงานของกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่หรือเชื่อต่อ เพราะอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกในสังคมได้

ทำไมต้องชี้แจงเรื่องชาวกัมพูชาปักธงชาติ?

การชี้แจงเรื่อง ชาวกัมพูชา ปักธงชาติมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคงชายแดน และความรู้สึกของประชาชน การปล่อยให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแพร่กระจายออกไป อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด ความขัดแย้ง และผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศได้

ดังนั้น การที่ กกล.บูรพา ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็วและชัดเจน จึงเป็นการดำเนินการที่เหมาะสมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างระมัดระวัง และการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมและข้อมูลที่บิดเบือน

สำหรับประชาชนที่อาจได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ ชาวกัมพูชา ปักธงชาติที่บ้านหนองจาน สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เช่น กองทัพภาคที่ 1 และสื่อมวลชนหลัก เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิด

นอกจากนี้ การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน การแก้ไขปัญหาและความเข้าใจผิดต่างๆ ควรดำเนินการผ่านช่องทางการทูตและการเจรจา เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือหรือข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน และติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเท่านั้น เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ที่มา – กกล.บูรพา แจงภาพ “ชาวกัมพูชา” ปักธงชาติที่บ้านหนองจาน ยันถูกสั่งให้นำออกแล้ว

“บิ๊กเล็ก” ยันยิงตอบโต้ หากกัมพูชารุกล้ำ

“บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ

“บิ๊กเล็ก” ชี้ มวลชนกัมพูชาป่วนรื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองจาน ทำแบบนี้ในพื้นที่อธิปไตยไทยไม่ได้ จ่อแจ้งความเอาผิดทำลายทรัพย์สินราชการ เล็งใช้ตำรวจควบคุมมวลชน ยัน หากรุกล้ำยิงตอบโต้ได้ทันที

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่มวลชนชาวกัมพูชาเข้ารื้อรั้วลวดหนาม บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ว่า จากที่ได้รับรายงานคือผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วจะเดินทางมาพบประชาชนคนไทยในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทางกองทัพภาคที่ 1 กองกำลังบูรพา จึงได้วางแนวรั้วลวดหนามเพิ่มเติมเพื่อป้องกันชาวบ้านชาวกัมพูชาจะเข้ามารบกวน ซึ่งไม่ใช่ส่วนที่วางไว้เดิม

ทั้งนี้ตนได้ให้แนวทางไปว่าเป็นการปฏิบัติในพื้นที่ประเทศไทย จะทำอย่างนี้ไม่ได้ ผิดกฎหมายอาญา ในฐานความผิดทำลายทรัพย์สินทางราชการ และขอให้ดำเนินการตามกฎหมาย อย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 อีก ซึ่งผู้ที่จะแจ้งความเป็นใครก็ได้ จะเป็นกองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 หรือจังหวัดสระแก้ว แต่จะต้องไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีกเพราะประชาชนรับไม่ได้ อีกทั้งได้สั่งการให้ทำหนังสือประท้วงผ่านกระทรวงการต่างประเทศไปด้วย เพราะนี่คือพื้นที่อธิปไตยของไทยเขาจะมาทำอย่างนี้ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อ การปฏิบัติการหลังจากนี้จะเป็นในลักษณะการปราบกลุ่มผู้ชุมนุมใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า ทางกองทัพภาคที่ 1 เริ่มใช้ LRAD เครื่องมือที่ช่วยสลายการชุมนุมในเบื้องต้น เพราะฉะนั้นจะต้องมีการเตรียมกำลังเพิ่มเติม พิจารณาใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะกำลังทหารอาจจะดูรุนแรงเกินไป

เมื่อถามต่อถึงกรณีที่ชาวกัมพูชามีความพยายามจะใช้ชาวบ้านเป็นโล่กำแพงมนุษย์ เข้ามาสร้างความปั่นป่วนในพื้นที่ไทย มีรายงานหรือไม่ว่ามีทหารกัมพูชาอยู่เบื้องหลัง พล.อ.ณัฐพล เผยว่า ไม่ต้องมีข้อมูล เพราะเขายืนอยู่ข้างหลังอยู่แล้ว ซึ่งเราได้ให้กองทัพภาคที่ 1 ทำหนังสือประท้วงไป และเรื่องนี้จะนำเข้าหารือในที่ประชุม GBC ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2568 ด้วย แต่อย่างไรก็ไม่ได้รอการประชุม GBC เพราะได้สั่งให้ทำหนังสือประท้วงไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนจะถึงขั้นใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงหรือแก๊สน้ำตาหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งจากการประชุม RBC ของกองทัพภาคที่ 1 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 มีข้อตกลงว่าจะมีการติดต่อสื่อสารกันระหว่างผู้ประสานงานในพื้นที่ วันนี้อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ ยอมรับว่าเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม กองทัพภาคที่ 1 มีการพูดคุยกับทางกัมพูชา เหตุการณ์จึงคลี่คลายลงในตอนหลัง เนื่องจากกัมพูชาเข้าใจแล้วว่าไม่ได้เป็นการวางเพื่อสกัดกั้นเพิ่มเติม แต่เป็นการวางป้องกันเฉพาะกรณี

ในคำถามว่าพื้นที่เขาพระวิหาร มีรายงานสถานการณ์เข้ามาบ้างหรือไม่ เนื่องจากมีการรายงานว่าทางกัมพูชาเติมกำลังเข้ามาในพื้นที่ พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า มี เราได้เตรียมพร้อมเอาไว้ ส่วนเจรจาก็เจรจาไป ส่วนเตรียมกำลังก็เตรียมกำลังไป เราจะต้องไม่ยอมมาปฏิบัติการอะไรทางทหารในพื้นที่เป็นอันขาด

ไฟเขียวยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ

เมื่อถามอีกว่าจากที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาระบุ หากมีการล้ำในพื้นที่จะไฟเขียวให้ยิงตอบโต้ได้ในทันทีนั้น พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า แน่นอน เพราะตนพูดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ว่าหยุดยิงแล้วหยุดยิงตลอดไป หากเขาล่วงล้ำอธิปไตยก็สามารถทำตามอำนาจหน้าที่ได้เลย กฎใช้กำลังของกระทรวงกลาโหม ได้ให้อำนาจไว้แล้ว ผบ.เหล่าทัพ แม่ทัพภาค มีอำนาจทำได้อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าหยุดยิงแล้วอย่างไรก็ไม่ยิง ยืนยันว่าไม่ใช่แน่นอน แต่อย่างไรไทยเรามีการเตรียมพร้อมไว้ทั้งหมด

ในประเด็นว่าหากมีการปะทะเกิดขึ้นอีกครั้งจะมีการเตรียมพร้อมอพยพประชาชนอย่างไร พล.อ.ณัฐพล บอกว่า ทางกระทรวงมหาดไทยเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เช่น เหตุการณ์เมื่อคืนที่ จ.สุรินทร์ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ มีการเตรียมศูนย์อพยพเพิ่มเติม ยอมรับว่าทำให้คนในพื้นที่แตกตื่นอยู่เหมือนกัน แต่ยืนยันว่าไม่มีอะไร เป็นการเตรียมความพร้อมเอาไว้ เพราะไม่สามารถคาดการณ์เหตุการณ์อะไรไว้ล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงกรณีที่ ผู้ว่า บันเตียเมียนเจย ส่งหนังสือมายังผู้ว่าฯ สระแก้ว เรื่องการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินจะกระทบต่อความมั่นคงหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ต้องแยกกัน การออกเอกสารสิทธิ์หรือโฉนดเป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทย แต่เรื่องความมั่นคง ปกป้องอธิปไตย เป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหม โดยมีกระทรวงมหาดไทยสนับสนุน ต้องแยกออกจากกัน เรื่องเอกสารสิทธิ์ก็ว่ากันไป ส่วนการปกป้องอธิปไตยกระทรวงกลาโหมไม่ยอมอยู่แล้ว.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติเเละความปลอดภัยของประชาชนคนไทย การ “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ” เป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่าไทยจะไม่ยอมให้มีการรุกล้ำอธิปไตยอย่างแน่นอน เเต่ทั้งนี้ก็หวังว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายจนเกิดความสูญเสีย

การที่ “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ” นั้นเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เเละกองทัพก็มีความพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การเจรจาเเละการพูดคุยกันระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมทางทหาร เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดเเย้งที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายเเดน เเละปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การที่กองทัพมีความชัดเจนในเรื่องการ “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ” จะช่วยป้องปรามไม่ให้เกิดการรุกล้ำอธิปไตยได้

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ เล็งใช้กำลัง ตร.ควบคุมมวลชน

กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจง รุกล้ำอธิปไตย สระแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งปฏิบัติตามหลักสากลและสายการบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด

กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจง รุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์การรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวกัมพูชาและการปรากฏตัวของกองกำลังฝ่ายตรงข้าม

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 (ศปก.ทภ.1) โดยกองกำลังบูรพา ได้รับมอบหมายภารกิจจากกองทัพบกให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 26-28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเน้นการผลักดันกองกำลังทหารฝ่ายตรงข้ามและการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทางทหารที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย โดยยึดถือแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 เป็นหลักในการปฏิบัติงาน

ในระหว่างการปฏิบัติการ หน่วยงานได้ตรวจพบทหารกัมพูชาและครอบครัว และได้ดำเนินการผลักดันให้ออกนอกพื้นที่โดยไม่มีการใช้อาวุธใดๆ ทั้งสิ้น

รั้วลวดหนาม ป้องกัน ไม่ใช่กำหนดเขตแดน

หลังจากนั้น ได้มีการติดตั้งรั้วลวดหนามหีบเพลง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวป้องกันทางยุทธวิธีสำหรับกำลังพลของฝ่ายไทย โดยมิได้มีเจตนาที่จะใช้ในการกำหนดเส้นเขตแดน แต่มีเป้าหมายเพื่อควบคุมพื้นที่และหมู่บ้านของชาวกัมพูชา รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงบริเวณที่ตั้งทางทหาร ป้องกันการลักลอบเข้าเมือง และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ

การปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ ดำเนินไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากในพื้นที่ปฏิบัติการมีชุมชนและที่พักอาศัยของประชาชนชาวกัมพูชา (บ้านหนองจาน) กว่า 200 หลังคาเรือน ที่รุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทย และยังมีประชาชนอาศัยอยู่ขณะเข้าปฏิบัติการ ดังนั้น มาตรการป้องกันการบาดเจ็บและสูญเสียทั้งต่อกำลังพลและประชาชนในพื้นที่จึงมีความสำคัญสูงสุด

นอกจากนี้ ศปก.ทภ.1 ยังได้วางรั้วลวดหนามหีบเพลงตามแนวภูมิประเทศในพื้นที่อื่นๆ เพื่อควบคุมและป้องกันการกระทำผิดกฎหมายข้ามชาติ เช่น อาชญากรรมออนไลน์และการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย การวางเครื่องกีดขวางดังกล่าวเป็นไปตามหลักสากล โดยมีพื้นที่ว่างระหว่างรั้วทั้งสองฝ่าย เพื่อเปิดช่องทางการติดต่อและเจรจา รวมถึงความปลอดภัยของกำลังพล

การวางเครื่องกีดขวางนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน ซึ่งเริ่มต้นจากการแก้ไขปัญหาในระยะยาว เช่น การอพยพชุมชนออกจากพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งเกินขีดความสามารถทางการทหาร และจำเป็นต้องนำเข้าสู่การหารือในที่ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และการประชุมระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล

ปัจจุบัน ศปก.ทภ.1 ได้วางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และจังหวัดสระแก้ว แต่เนื่องจากอยู่ในระหว่างการปฏิบัติตามข้อตกลงจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ ประเทศมาเลเซีย ศปก.ทภ.1 จึงรอการปฏิบัติตามคำสั่งของกองทัพบกและรัฐบาลต่อไป

ศปก.ทภ.1 ยืนยันหนักแน่นที่จะปกป้องอธิปไตยและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามสายการบังคับบัญชาและหลักสากลอย่างรอบคอบในทุกมิติ เรื่องรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ

ปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการชายแดนและความจำเป็นในการมีกลไกการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว

Scroll to top