กองทัพภาคที่ 2

หนุ่ม 19 ยิงตัวเองในสนามยิงปืนค่ายสุรนารี ทภ.2 สั่งสอบ

หนุ่ม 19 ยิงตัวเองในสนามยิงปืนค่ายสุรนารี ทภ.2 สั่งปิดชั่วคราว เร่งสอบข้อเท็จจริง

ถือเป็นข่าวที่สร้างความตกใจให้กับคนในพื้นที่และผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก สำหรับเหตุการณ์สลดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ สนามยิงปืน กองพันทหารม้าที่ 8 กองพลทหารราบที่ 3 ภายในค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา โดยมีรายงานว่ามีหนุ่ม 19 ยิงตัวเองในสนามยิงปืนค่ายสุรนารี ทภ.2 สั่งปิดชั่วคราว เร่งสอบข้อเท็จจริงในทันทีที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อนายคณิศร ชุมชิด อายุ 19 ปี เดินทางมายังสนามยิงปืนเพียงลำพัง เพื่อสมัครเป็นสมาชิกและขอเช่าอาวุธปืนขนาด 9 มม. พร้อมกระสุน 50 นัด แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะมีการดูแลตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด แต่ในระหว่างการฝึกจนถึงกระสุนนัดสุดท้าย ชายคนดังกล่าวได้ตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงตนเองจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ทำไมถึงเกิดเหตุ หนุ่ม 19 ยิงตัวเองในสนามยิงปืนค่ายสุรนารี ทภ.2 สั่งปิดชั่วคราว เร่งสอบข้อเท็จจริง

ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสารตามระเบียบอย่างครบถ้วนแล้ว และในขณะฝึกซ้อมก็มีครูฝึกดูแลตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม เพื่อความโปร่งใสและเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง กองทัพภาคที่ 2 จึงได้สั่งการให้ดำเนินการดังนี้:

  • ปิดสนามยิงปืนชั่วคราวเพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสถานที่เกิดเหตุ
  • รวบรวมพยานหลักฐานและภาพจากกล้องวงจรปิดทุกมุม เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างยุติธรรม
  • แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกขั้นตอนการให้บริการ

ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นว่า ผู้ก่อเหตุเดินทางมาด้วยรถรับจ้างและทำทุกอย่างตามขั้นตอนการสมัครสมาชิกปกติ จนกระทั่งช่วงเวลา 12.25 น. จึงเกิดเหตุสลดขึ้น ซึ่งในขณะนี้ทีมแพทย์โรงพยาบาลค่ายสุรนารีกำลังให้การรักษาอย่างสุดความสามารถท่ามกลางความเป็นห่วงของญาติและเจ้าหน้าที่

กรณีหนุ่ม 19 ยิงตัวเองในสนามยิงปืนค่ายสุรนารี ทภ.2 สั่งปิดชั่วคราว เร่งสอบข้อเท็จจริงนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญในเรื่องการดูแลและสังเกตอาการของผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงเช่นการใช้สนามยิงปืน ความเครียดหรือภาวะทางใจเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ยาก การมีบุคลากรที่ได้รับการอบรมในการสังเกตพฤติกรรมผิดปกติเพิ่มเติมอาจเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเพิ่มความเข้มข้นในอนาคต

ในนามของผู้นำเสนอข่าว เราขอส่งกำลังใจให้ผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และหวังว่าการสอบสวนของทางกองทัพภาคที่ 2 จะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยและนำไปสู่แนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลดเช่นนี้ซ้ำอีก

ที่มา – หนุ่ม 19 ยิงตัวเองในสนามยิงปืนค่ายสุรนารี ทภ.2 สั่งปิดชั่วคราว เร่งสอบข้อเท็จจริง

เสธ.ทบ.ไม่เชื่อคำแก้ตัวกัมพูชายิงปืน 3 นัดใกล้ฐานไทย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อเกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากมีการยิงปืนเข้ามาใกล้ฐานปฏิบัติการของทหารไทยถึง 3 นัด ล่าสุดทางด้าน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ได้ออกมาเปิดเผยถึงท่าทีของกองทัพว่า เสธ.ทบ.ไม่เชื่อคำแก้ตัวกัมพูชายิงปืน 3 นัดใกล้ฐานไทย โดยมองว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงและสร้างความกังวลให้กับกำลังพลรวมถึงประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เสธ.ทบ.ไม่เชื่อคำแก้ตัวกัมพูชายิงปืน 3 นัดใกล้ฐานไทย จริงหรือ?

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อทางฝั่งกัมพูชาได้มีการยิงปืนเข้ามาใกล้เขตฐานไทย ซึ่งฝ่ายไทยได้ทำการยิงตอบโต้ตามแนวทางปฏิบัติที่ยึดถือมาโดยตลอด เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ แม้ว่าทางกัมพูชาจะพยายามชี้แจงสาเหตุต่างๆ ทั้งเรื่องวินัยของกำลังพลหรือปัญหาภายใน แต่คำตอบเหล่านี้ไม่สามารถทำให้ฝ่ายไทยคลายความกังวลได้ เพราะประเด็น เสธ.ทบ.ไม่เชื่อคำแก้ตัวกัมพูชายิงปืน 3 นัดใกล้ฐานไทย นั้นสะท้อนให้เห็นว่ากองทัพเน้นย้ำถึงข้อเท็จจริงมากกว่าคำกล่าวอ้าง และยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

มาตรการรับมือและความคืบหน้าของอ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรีย

นอกจากสถานการณ์ชายแดนแล้ว กองทัพยังเดินหน้าโครงการเพื่อปากท้องของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ ที่มีการเตรียมความพร้อมในการก่อสร้างอย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ให้ดีขึ้น โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้:

  • กองทัพภาคที่ 2 พร้อมประสานงานร่วมกับกรมชลประทานอย่างใกล้ชิด
  • หน่วยงานรัฐพร้อมผลักดันงบประมาณสนับสนุนโครงการไม่ว่าจะเป็นงบกลางหรืองบจากส่วนใด
  • เน้นย้ำความมั่นคงควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อประชาชน

ทางกองทัพได้ปฏิเสธข้อแก้ตัวที่ไร้น้ำหนักเกี่ยวกับเหตุการณ์ปืนลั่นหรือการขาดวินัย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอย่างมาก ดังนั้น การรักษากฎกติกาตามแถลงการณ์ร่วมถือเป็นหัวใจสำคัญที่กองทัพไทยยึดถือมาโดยตลอด การที่ เสธ.ทบ.ไม่เชื่อคำแก้ตัวกัมพูชายิงปืน 3 นัดใกล้ฐานไทย จึงเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า ไทยพร้อมที่จะดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเด็ดขาดหากมีการละเมิดเกิดขึ้นอีก

ท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงของประเทศต้องมาคู่กับการพัฒนา โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรียจึงเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การจับตามอง เพราะเมื่อชายแดนสงบและโครงสร้างพื้นฐานพร้อม จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – เสธ.ทบ.ไม่เชื่อคำแก้ตัวกัมพูชายิงปืน 3 นัดใกล้ฐานไทย เผยไทยพร้อมสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยตามาเรีย

ด่วน! ทหารเหยียบทุ่นระเบิดเก่า บนฐานภูผา ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย

ด่วน! ทหารเหยียบทุ่นระเบิดเก่า บนฐานภูผา ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย

เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา เมื่อมีรายงานว่า ด่วน! ทหารเหยียบทุ่นระเบิดเก่า บนฐานภูผา ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ขณะกำลังปฏิบัติภารกิจสำคัญภายในฐานปฏิบัติการภูผา ถือว่าเป็นข่าวที่สร้างความตกใจให้กับเพื่อนทหารและครอบครัวไม่น้อย แต่โชคยังดีที่เหตุการณ์นี้ไม่มีใครต้องสูญเสียอวัยวะหรือถึงแก่ชีวิตครับ

สรุปสถานการณ์: ทหารเหยียบทุ่นระเบิดเก่า บนฐานภูผา ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย

เหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลาประมาณ 10.30 น. ขณะที่กำลังพลจากกองร้อยทหารราบที่ 122 กำลังทำหน้าที่ถากถางพื้นที่การยิงตามภารกิจเตรียมความพร้อม แต่ระหว่างนั้น จ่าสิบเอกจักรกฤษ บัวแก้ว ได้เหยียบเข้ากับทุ่นระเบิดที่หลงเหลือตกค้างอยู่ แรงระเบิดที่ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพส่งผลให้ท่านได้รับบาดเจ็บที่บริเวณเท้าและข้อเท้าขวา มีอาการช้ำและจุกแน่นจากแรงอัดของระเบิดไปตามระเบียบ

ในขณะเดียวกัน จ่าสิบเอกสาธิต ผ่องแก้ว ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ใกล้เคียงก็ได้รับผลกระทบจากสะเก็ดเศษดินและหินที่กระเด็นออกมา แม้จะไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ แต่หน่วยงานต้นสังกัดก็ไม่นิ่งนอนใจ รีบลำเลียงส่งโรงพยาบาลกันทรลักษณ์โดยด่วนเพื่อตรวจเช็กอาการอย่างละเอียดที่สุดครับ

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้:

  • การปฏิบัติงานในพื้นที่ฐานเก่าต้องมีความระมัดระวังสูงสุด
  • ทุ่นระเบิดตกค้างใต้ดินยังเป็นภัยเงียบที่คาดเดาไม่ได้
  • ความปลอดภัยของกำลังพลต้องมาก่อนเสมอ

จากเหตุการณ์ ด่วน! ทหารเหยียบทุ่นระเบิดเก่า บนฐานภูผา ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ในครั้งนี้ ล่าสุดยืนยันแล้วว่าทหารทั้ง 2 นายอาการปลอดภัยดี มีสติถามตอบรู้เรื่องดีเยี่ยม และไม่มีอวัยวะส่วนใดขาดหายไป นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีท่ามกลางความตระหนกครับ สำหรับพื้นที่ฐานปฏิบัติการภูผานั้น ทางหน่วยจะมีการตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยมากกว่าเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำรอยอีก

ในฐานะประชาชนคนไทย เราคงทำได้เพียงส่งกำลังใจให้รั้วของชาติทุกท่านครับ ไม่ว่าหน้างานจะเสี่ยงแค่ไหน ท่านก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ ขอให้ทหารทั้ง 2 นายหายไวๆ และกลับมาแข็งแรงในเร็ววันนะครับ ถือเป็นอุทาหรณ์ให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความปลอดภัยในพื้นที่เขตทหารได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – ด่วน! ทหารเหยียบทุ่นระเบิดเก่า บนฐานภูผา ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย

กองทัพภาคที่ 2 แจ้งเหตุเสียงดังพื้นที่ ช่องกร่าง ต้นทางอยู่กัมพูชา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวที่หลายคนอาจจะกำลังสงสัยและตื่นตระหนกเกี่ยวกับการได้ยินเสียงดังในพื้นที่ชายแดน ล่าสุดทางกองทัพภาคที่ 2 แจ้งเหตุเสียงดังพื้นที่ ช่องกร่าง ต้นทางอยู่กัมพูชา ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงค่ำของวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ครับ

ไขข้อข้องใจ กองทัพภาคที่ 2 แจ้งเหตุเสียงดังพื้นที่ ช่องกร่าง ต้นทางอยู่กัมพูชา

จากการรายงานโดยตรงจากเพจเฟซบุ๊กทางการของกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า หลังจากได้รับแจ้งเหตุมีเสียงดังผิดปกติ เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้รีบตรวจสอบข้อมูลในทันที ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่าต้นตอของเสียงดังกล่าวนั้นมาจากพื้นที่ตอนในของประเทศกัมพูชา โดยคาดการณ์ว่าน่าจะอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทยประมาณ 10-15 กิโลเมตรครับ

รายละเอียดสถานการณ์และมาตรการรับมือเมื่อ กองทัพภาคที่ 2 แจ้งเหตุเสียงดังพื้นที่ ช่องกร่าง ต้นทางอยู่กัมพูชา

เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่และผู้ที่ติดตามข่าวสารคลายความกังวล ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้ยืนยันสถานการณ์ในฝั่งไทยอย่างชัดเจน ดังนี้ครับ:

  • ไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บหรือได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้
  • ไม่มีความเสียหายต่อพื้นที่อยู่อาศัยหรือทรัพย์สินของประชาชน
  • กำลังพลทุกนายยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติอย่างเต็มกำลังเพื่อรักษาความสงบ

ทางกองทัพขอความร่วมมือให้ประชาชนอย่าเพิ่งตื่นตระหนกต่อข่าวลือที่ยังไม่ผ่านการยืนยัน และขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ หรือช่องทางประชาสัมพันธ์ของกองทัพโดยตรง การที่เราได้รับข่าวสารที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันความสับสนในพื้นที่ชายแดนได้เป็นอย่างดีครับ

ในส่วนของความคืบหน้าเรื่องสาเหตุนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีความคืบหน้าอย่างไรเพิ่มเติม ทางกองทัพจะรีบแจ้งให้ทุกคนทราบโดยเร็วที่สุดครับ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคือเป้าหมายสำคัญที่สุดของกองทัพภาคที่ 2

สำหรับผู้อ่านทุกท่าน ขอให้เชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารที่คอยดูแลเฝ้าระวังชายแดนให้เราตลอด 24 ชั่วโมง การมีสติและรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในสถานการณ์แบบนี้ครับ หากใครงอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวไม่ต้องกังวลใจไปนะครับ ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่เป็นที่เรียบร้อยครับ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 แจ้งเหตุเสียงดังพื้นที่ “ช่องกร่าง” ต้นทางอยู่กัมพูชา เร่งหาสาเหตุ

ทภ.2 ชี้แจงหลังโดนกัมพูชากล่าวหา เหตุเสียงระเบิดตรงข้ามช่องกร่าง จ.สุรินทร์

จากกรณีข่าวสารที่กำลังเป็นที่สนใจในโลกออนไลน์เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ล่าสุดทางกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาดำเนินการตรวจสอบและให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณี ทภ.2 ชี้แจงหลังโดนกัมพูชากล่าวหา เหตุเสียงระเบิดตรงข้ามช่องกร่าง จ.สุรินทร์ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

ข้อเท็จจริงกรณี ทภ.2 ชี้แจงหลังโดนกัมพูชากล่าวหา เหตุเสียงระเบิดตรงข้ามช่องกร่าง จ.สุรินทร์

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีรายงานว่าเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นในพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้ทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 3 นาย โดยฝ่ายกัมพูชาได้มีการออกมากล่าวอ้างว่าสาเหตุเกิดจากการที่ทหารไทยขว้างระเบิดเข้าไปในเขตของเขา อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยทหารในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ได้ยืนยันชัดเจนว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวทางฝ่ายเราไม่มีการปฏิบัติการใดๆ ทั้งสิ้น และไม่มีกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ใดได้รับความเสียหาย

วิเคราะห์ลักษณะบาดแผลจากเหตุ ทภ.2 ชี้แจงหลังโดนกัมพูชากล่าวหา เหตุเสียงระเบิดตรงข้ามช่องกร่าง จ.สุรินทร์

จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทางภาพถ่ายผู้ได้รับบาดเจ็บของทางกัมพูชา พบข้อสังเกตที่สำคัญมาก ดังนี้:

  • ตำแหน่งบาดแผล: มักปรากฏที่บริเวณฝ่าเท้า หน้าแข้ง และขาเป็นหลัก
  • ความชัดเจนทางการแพทย์: บาดแผลมีลักษณะกระจุกตัว ซึ่งสอดคล้องกับการเหยียบกับระเบิดมากกว่าการถูกระเบิดขว้าง
  • ความรุนแรง: หากเป็นการขว้างระเบิด ร่องรอยบาดแผลมักจะกระจายตัวไปทั่วร่างกายมากกว่าที่ปรากฏในข่าว

ด้วยเหตุผลดังกล่าว กองทัพภาคที่ 2 จึงมั่นใจและยืนยันได้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากการกระทำของฝ่ายไทย แต่อาจเกิดจากวัตถุระเบิดที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายกัมพูชาเอง ซึ่งถือเป็นอุทาหรณ์ถึงความอันตรายของกับระเบิดเก่าตามแนวชายแดนที่ยังคงมีอยู่

บทสรุปของสถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าความโปร่งใสและการนำเสนอข้อมูลบนพื้นฐานของความเป็นจริงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด กองทัพภาคที่ 2 ยังคงยืนหยัดในการทำหน้าที่รักษาความมั่นคงด้วยความอดทนอดกลั้นและพร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเสมอเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนบ้านเอาไว้ เราหวังว่าเหตุการณ์ความเข้าใจผิดนี้จะถูกคลี่คลายลงด้วยกลไกการเจรจาที่เป็นธรรมต่อไป

ที่มา – ทภ.2 ชี้แจงหลังโดนกัมพูชากล่าวหา เหตุเสียงระเบิดตรงข้ามช่องกร่าง จ.สุรินทร์

กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ

กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ

จากกรณีที่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุเสียงระเบิดบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 สร้างความกังวลใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่และผู้ที่ติดตามข่าวสารเป็นวงกว้าง ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ

จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกร่วมกับหน่วยทหารในพื้นที่ กองทัพภาคที่ 2 ได้ชี้แจงสถานการณ์ว่า กำลังพลได้รับทราบถึงเสียงระเบิดจำนวน 3 ครั้งในช่วงเช้ามืด แต่มิใช่การกระทำของฝ่ายไทย โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้:

  • จากการวิเคราะห์ทิศทางเสียง พบว่าแหล่งกำเนิดเสียงมาจากพื้นที่ฝั่งกัมพูชา
  • ไม่พบหลักฐานการเคลื่อนไหวหรือการใช้อาวุธใดๆ จากกำลังพลไทยในพิกัดดังกล่าว
  • พื้นที่มีลักษณะเป็นแนวชายแดนที่เคยมีรายงานเสียงระเบิดเป็นระยะ ซึ่งอาจเกิดจากกิจกรรมในฝั่งเพื่อนบ้าน หรือระเบิดตกค้าง

ความพยายามในการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนโดยการคาดเดาอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศได้ ดังนั้น ทางกองทัพจึงเน้นย้ำเรื่องการยึดถือข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจบานปลาย กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ เพื่อให้ทุกคนมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยับยั้งชั่งใจและเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากฝากให้ทุกท่านติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการเท่านั้น เพื่อความถูกต้องและปลอดภัยในการรับรู้ข่าวสารครับ ทางกองทัพได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมดูแลความสงบเรียบร้อย เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขครับ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ

กองทัพภาคที่ 2 รับตัว ลุงโยชน์ กลับบ้านปลอดภัย

กองทัพภาคที่ 2 รับตัว ลุงโยชน์ นายโยชน์ สายน้อย วัย 58 ปี ชาวไทยจากสุรินทร์ กลับสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัยแล้ว หลังจากพลัดหลงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันดีระหว่างหน่วยงานทหารทั้งสองประเทศ

กองทัพภาคที่ 2 รับตัว ลุงโยชน์ ณ จุดผ่านแดนช่องสะงำ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ พลจัตวา นิด นารง รองเสนาธิการภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา ในฐานะประธานกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ได้ส่งมอบตัวนายโยชน์ สายน้อย ให้กับพลตรี กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่ประธานกองเลขาฯ RBC ฝั่งไทย

ก่อนหน้านี้ ลุงโยชน์เดินทางเข้าไปหาของป่าบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2569 และหายตัวไป ครอบครัวและเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร ร่วมค้นหาอย่างสุดความสามารถ จนสงสัยว่าพลัดหลงข้ามแดน

กระบวนการช่วยเหลือลุงโยชน์ด้วยกลไก RBC

กองทัพภาคที่ 2 รับตัว ลุงโยชน์ หลังจากประสานงานผ่านกลไกความร่วมมือระดับพื้นที่กับภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา พบว่านายโยชน์ถูกดำเนินคดีฐานข้ามแดนผิดกฎหมายที่ศาลชั้นต้นจังหวัดอุดรมีชัย กองทัพภาคที่ 2 ส่งหนังสือขอความช่วยเหลือ จนได้รับอนุมัติส่งตัวกลับในวันดังกล่าว

การดำเนินการนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือชายแดนที่ช่วยลดความตึงเครียด สร้างความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนและหน่วยงานความมั่นคงทั้งไทยและกัมพูชา สอดคล้องกับถ้อยแถลงการประชุม GBC ครั้งที่ 3 เมื่อ 27 ธันวาคม 2568

สภาพร่างกายและการดูแลหลังกลับ

จากการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ลุงโยชน์มีร่างกายปกติ กองทัพภาคที่ 2 จะนำส่งกลับครอบครัวที่ตำบลกันตรวจระมวล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ พร้อมประสานงานดูแลสวัสดิภาพ สุขภาพ และให้กำลังใจครอบครัว

  • การค้นหาและประสานงานอย่างรวดเร็ว
  • ใช้กลไก RBC อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผลสำเร็จจากการร่วมมือข้ามชาติ
  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยโพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า “รับตัว นายโยชน์ สายน้อย ประชาชนคนไทย กลับประเทศไทยแล้ว”

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงช่วยเหลือประชาชนคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความร่วมมือชายแดนสามารถแก้ปัญหาได้อย่างสันติ ช่วยป้องกันเหตุการณ์คล้ายกันในอนาคต หากคุณมีประสบการณ์หรือข่าวสารเกี่ยวกับชายแดน สามารถแชร์ได้ในคอมเมนต์

นอกจากนี้ การมีกลไกอย่าง RBC ช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากการพลัดหลงหรือข้ามแดนโดยไม่ตั้งใจ ในพื้นที่ชายแดนตะวันออกเฉียงเหนืออย่างศรีสะเกษ สุรินทร์ มีประชาชนจำนวนมากที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ การตระหนักรู้และความร่วมมือจึงสำคัญยิ่ง

กองทัพภาคที่ 2 ยังคงมุ่งมั่นดูแลประชาชนตามแนวชายแดนต่อไป หากพบผู้พลัดหลงหรือมีปัญหา สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือที่รวดเร็วแบบนี้

ติดตามข่าวสารกองทัพภาคที่ 2 รับตัว ลุงโยชน์ และเหตุการณ์ชายแดนอื่นๆ ได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

“กองทัพภาคที่ 2” ยังไม่ยืนยัน “กัมพูชา” ยิง M79 แต่ยอมรับได้ยินเสียงดัง

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีกระแสข่าวร้อนแรงเกี่ยวกับเหตุการณ์ยิง M79 จากฝั่งกัมพูชาในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่ง “กองทัพภาคที่ 2” ยังไม่ยืนยัน “กัมพูชา” ยิง M79 แต่ยอมรับได้ยินเสียงดัง เบื้องต้น สร้างความกังวลให้กับประชาชนและกำลังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน

“กองทัพภาคที่ 2” ยังไม่ยืนยัน “กัมพูชา” ยิง M79 แต่ยอมรับได้ยินเสียงดัง

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 แหล่งข่าวจาก กองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยถึงกรณีที่มีรายงานว่าทหารกัมพูชายิง M79 จำนวน 2 นัด ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยยอมรับว่าได้ยินเสียงดังจริง แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการยิง M79 เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่กองทัพมีมาตรการเข้มงวดในการป้องกันฐาน ไม่ให้กำลังพลออกลาดตระเวนด้านนอกเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจสอบจากทุกฐานปฏิบัติการ และยืนยันว่ากำลังพลทุกนายปลอดภัยดี ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรืออันตรายใดๆ นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งห้ามกำลังพลออกนอกฐานอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่อาจบานปลาย

รายละเอียดเหตุการณ์และมาตรการรับมือ

M79 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “จรวดจิ๋ว” เป็นอาวุธที่ใช้กระสุนขนาด 40 มม. มีพิษภัยสูงและเคยถูกใช้ในความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชามาแล้วหลายครั้ง พื้นที่ห้วยตามาเรียเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญใกล้ชายแดน ซึ่งมักมีเหตุการณ์ยิงปะทะหรือทดสอบอาวุธเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

  • กองทัพภาคที่ 2 ได้ยินเสียงดัง 2 ครั้ง ในช่วงกลางคืน
  • ยังไม่ยืนยันแหล่งที่มา แต่สงสัยจากฝั่งกัมพูชา
  • สั่งห้ามกำลังพลออกนอกฐานทันที
  • ทุกนายปลอดภัย 100%
  • เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงนี้ยังคงตึงเครียด โดยเฉพาะหลังจากข้อพิพาทเรื่องเขตแดนและปราสาทพระวิหารที่ยืดเยื้อมาเนิ่นนาน กองทัพไทยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

จากข้อมูลเบื้องต้น แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังของกองทัพภาคที่ 2 ที่ไม่รีบสรุปเหตุการณ์ โดยรอการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์เช่นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าชายแดนไทยยังคงเปราะบาง จำเป็นต้องมีกลไก外交และทหารที่เข้มแข็งเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เล็กๆ บานปลาย ผู้สื่อข่าวในพื้นที่รายงานว่าประชาชนท้องถิ่นเริ่มตื่นตัวมากขึ้น และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจากับกัมพูชาเพื่อลดความตึงเครียด

นอกจากเหตุการณ์นี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังคงดำเนินภารกิจปกติ เช่น การลาดตระเวน การฝึกซ้อม และการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบสุข

สำหรับผู้สนใจติดตามข่าวสารชายแดน แนะนำให้ติดตามอัปเดตล่าสุดจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงข่าวลือที่อาจสร้างความตื่นตระหนก สถานการณ์ “กองทัพภาคที่ 2” ยังไม่ยืนยัน “กัมพูชา” ยิง M79 แต่ยอมรับได้ยินเสียงดัง นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดการวิกฤตที่รอบคอบ

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์ชายแดนนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อรับข่าวสารสำคัญอื่นๆ!

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ยังไม่ยืนยัน “กัมพูชา” ยิง M79 แต่ยอมรับได้ยินเสียงดัง

ทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว “โอร์เสม็ด” ไทยยิงเตือน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดไม่จบสิ้น ล่าสุดเกิดเหตุทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว “โอร์เสม็ด”ในช่วงพลบค่ำ ทำให้กองทัพไทยต้องตอบโต้ด้วยการยิงเตือน 2 นัด และตรึงกำลังเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงบริบทและความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ

ทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว “โอร์เสม็ด”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.40 น. วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 กองทัพภาคที่ 2 ได้รับแจ้งจากกองกำลังสุรนารี ว่าทหารกัมพูชาได้ใช้อาวุธปืนยิงกระสุนรวม 11 นัด ตลอดแนวพื้นที่โอร์เสม็ด ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดน จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นที่เนิน 278 ทิศตะวันออกของช่องจอม จากนั้นไล่ยิงตามแนวลงมาถึงตลาดฝั่งตะวันออกของถนนเข้าโอร์เสม็ด แต่ละจุดยิง 1-2 นัด สภาพอากาศช่วงนั้นมืดครึ้มและมีฝนตั้งเค้า ก่อนที่ฝนจะตกหนักหลังเกิดเหตุ และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจากฝ่ายกัมพูชา

หน่วยความมั่นคงไทยประเมินว่า การยิงครั้งนี้มีลักษณะเป็น “ยิงเช็กแนวรบ” เพื่อตรวจสอบการตอบสนองของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต สถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม แต่กองทัพไทยไม่ประมาท ได้ตรึงกำลังหน่วยสุรนารีไว้เต็มอัตรา

ไทยยิงเตือน 2 นัด หลังพบชาวต่างชาติประชิดลวดหนาม

ก่อนเกิดเหตุยิงใหญ่ในช่วงเย็น เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ไทยตรวจพบชาวต่างชาติ ลักษณะชาวตะวันตกไม่ทราบสัญชาติ เดินเข้าใกล้แนวลวดหนามบริเวณถนนทางเข้าโอร์เสม็ด ฝ่ายไทยจึงยิงเตือน 2 นัดทันที ตามระเบียบรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันการรุกล้ำและหลีกเลี่ยงเหตุเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่

พื้นหลังความขัดแย้งชายแดนโอร์เสม็ด

โอร์เสม็ด หรือที่รู้จักในชื่อ O’Smach เป็นพื้นที่พิพาทชายแดนไทย-กัมพูชามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยสงครามเย็น มีประวัติการปะทะหลายครั้ง โดยเฉพาะบริเวณใกล้ปราสาทตาเมือนธมและช่องจอม พื้นที่นี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดสุรินทร์ของไทยกับเมืองอุดรมีชัยของกัมพูชา ในอดีตเคยเกิดการยิงกันและเสียชีวิตของทหารทั้งสองฝ่าย

  • จุดเนิน 278: จุดเริ่มยิงและเป็นเนินสูงมองเห็นแนวรบได้ชัด
  • ตลาดฝั่งตะวันออก: พื้นที่ค้าขายที่พลุกพล่านแต่ถูกปิดกั้นด้วยลวดหนาม
  • ถนนเข้าโอร์เสม็ด: เส้นทางหลักที่ชาวบ้านใช้สัญจร

ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นหลังจากคดีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกตัดสิน แต่ปัญหายังค้างคาในพื้นที่รอบๆ ทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา

มาตรการของกองทัพไทยในการรับมือ

กองทัพภาคที่ 2 สั่งเพิ่มการลาดตระเวนทั้งกลางวันและกลางคืน ใช้เทคโนโลยีเช่นกล้องวงจรปิดและโดรนตรวจจับความเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังประสานงานกับทางการท้องถิ่นเพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง

  • ตรึงกำลัง 24 ชั่วโมง
  • ยิงเตือนตามมาตรฐาน ไม่ยิงก่อน
  • รายงานสถานการณ์เรียลไทม์ไปยังส่วนกลาง

การตอบสนองที่รวดเร็วและเป็นมืออาชีพของทหารไทยช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

ผลกระทบและข้อควรระวัง

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านชายแดนที่ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น การค้าข้ามแดนชะงักงัน และนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจหลีกเลี่ยงพื้นที่ นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นของการเจรจาทวิภาคีเพื่อแก้ปัญหาถาวร

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ชายแดนโอร์เสม็ดยังคงควบคุมได้ แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นสัญญาณของความไม่สงบที่ใหญ่กว่า แนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และสนับสนุนกองทัพไทยในการรักษาอธิปไตย

CTA: คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวชายแดนล่าสุด!

ที่มา – ทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว “โอร์เสม็ด” ไทยยิงเตือน 2 นัด ตรึงกำลังเฝ้าระวัง 24 ชม.

Scroll to top