กองทัพอากาศ

3 เหล่าทัพ ยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

3 เหล่าทัพ ยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 12 ส.ค. 2568 ณ ท้องสนามหลวง กองทัพบก โดยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ยิงสลุตหลวงจำนวน 21 นัด เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 โดยกองร้อยปืนใหญ่ยิงสลุต ใช้ปืนใหญ่เบากระสุนวิถีราบ แบบ 80 ขนาด 75 มิลลิเมตร จำนวน 4 กระบอก ทำการยิงตามจังหวะของเพลงสรรเสริญพระบารมี จำนวน 21 นัด จังหวะ 5 วินาที ทีละกระบอก นับรอบจากขวาไปซ้าย ใช้เวลายิงทั้งหมด 1 นาที 40 วินาที ส่วนกองทัพเรือ โดย กองพันทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้ทำการยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 ณ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ภายในกองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ขณะที่กองทัพอากาศ โดย กรมทหารต่อสู้อากาศยาน หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ทำการยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ 21 นัด ถวายเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568 ณ อุทยานการบินกองทัพอากาศ เมื่อวันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2568

ยิงสลุตหลวง

การยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณเพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติ ธงประจำชาติ หรือบุคคล โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำหรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ

ประวัติการยิงสลุต

คำว่า “สลุต” มาจากรากศัพท์ของคำว่า “Salutio” ในภาษาลาติน โดยในประเทศไทย การยิงสลุตครั้งแรกเกิดขึ้นที่ป้อมวิไชยเยนทร์ หรือป้อมวิไชยประสิทธิ์ ซึ่งในขณะนั้นตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สำหรับประเทศไทยธรรมเนียมการยิงสลุตถูกรื้อฟื้นขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวที่ต้อนรับ เซอร์ จอห์น เบาว์ริง ราชทูตอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.2398 ต่อมาในปี พ.ศ.2448 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการตราข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต ร.ศ.125 แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือการยิงสลุตหลวง และการยิงสลุตเป็นเกียรติแก่ข้าราชการ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตราพระราชกำหนดการยิงสลุตขึ้นใหม่ คือการยิงสลุต ร.ศ.131 (พ.ศ.2455) กำหนดให้มีจำนวนปืนไม่ต่ำกว่า 4 กระบอก แบ่งประเภทการยิงสลุตไว้ 3 ประเภท คือ

ประเภทยิงสลุต

1. สลุตหลวง แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ สลุตหลวงธรรมดา มีจำนวน 21 นัด และสลุตหลวงพิเศษ มีจำนวน 101 นัด

2. สลุตข้าราชการ

3. สลุตนานาชาติ พระราชกำหนดยิงสลุต ร.ศ.131 ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ.2483

จนกระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ทางราชการจึงรื้อฟื้นประเพณียิงสลุตขึ้นมาใหม่ เริ่มเป็นครั้งแรกในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2491 เนื่องในพระราชพิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยหลักเกณฑ์การยิงสลุตในปัจจุบัน หากเป็นงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษางานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชินี หรือสมเด็จพระยุพราช รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์ หรือประมุขแห่งรัฐ จะยิงสลุตจำนวน 21 นัด

การยิงสลุตในปัจจุบัน

หากเป็นระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ที่เป็นทหาร) ผู้บัญชาการทหารเรือ จอมพลเรือ และเอกอัครราชทูต จะยิงสลุต 19 นัด ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ที่เป็นพลเรือน) พลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก และเอกอัครราชทูตพิเศษ จะยิงสลุต 17 นัด พลโท พลเรือโท พลอากาศโท และอัครราชทูต จะยิงสลุต 15 นัด พลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรีและราชทูต จะยิงสลุต 13 นัด อุปทูต จะยิงสลุต 11 นัด กงสุลใหญ่ จะยิงสลุต

การยิงสลุต
การยิงสลุต
การยิงสลุต
การยิงสลุต
การยิงสลุต
การยิงสลุต

3 เหล่าทัพ ยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

ความสำคัญของการยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ

การยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ธรรมเนียมปฏิบัติ แต่เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งของประเทศชาติ

การยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เป็นประเพณีที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน และยังคงมีความสำคัญในสังคมไทยปัจจุบัน การได้เห็นภาพการยิงสลุตพร้อมกันของ 3 เหล่าทัพ ถือเป็นภาพที่น่าประทับใจและแสดงถึงความสามัคคีของคนในชาติ

การยิงสลุตนั้นมีรายละเอียดและขั้นตอนที่ซับซ้อน สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความพิถีพิถันในการประกอบพระราชพิธีต่างๆ ของไทย

ที่มา – 3 เหล่าทัพ ยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

ทอ. โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” อวดแสนยานุภาพ!

กองทัพอากาศไทยแชร์โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” แสดงแสนยานุภาพ และความสามารถในการทำลายเป้าหมายทางทหารอย่างแม่นยำ ตอกย้ำความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

รักสงบ F-16 จบให้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 กองทัพอากาศไทย (Royal Thai Air Force) ได้โพสต์ภาพเครื่องบิน F-16 พร้อมข้อความ “รักสงบ F-16 จบให้!” ผ่านทางเฟซบุ๊ก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของกองทัพในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ โดยข้อความดังกล่าวเป็นการแชร์มาจาก Defense Info TH ซึ่งเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเครื่องบิน F-16 ในการปกป้องน่านฟ้าไทย

F-16: กำลังหลักของกองทัพอากาศไทย

แม้ว่าเครื่องบินรบ F-16 A/B หรือ บข.19 จะประจำการในกองทัพอากาศไทยมานานกว่า 37 ปี แต่ก็ยังคงเป็นกำลังหลักในการปฏิบัติภารกิจคุ้มครองน่านฟ้า โดยประจำการอยู่ในฝูงบินรบหลัก คือฝูงบิน 103 และฝูงบิน 403 เครื่องบินเหล่านี้ได้ปฏิบัติภารกิจการป้องปราม สกัดกั้น และภารกิจพิเศษต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง

ในอดีตที่ผ่านมา ความขัดแย้งด้านพรมแดนกับประเทศกัมพูชาได้กลายเป็นเวทีให้เครื่องบิน F-16 A/B ได้แสดงแสนยานุภาพอย่างเต็มที่ ทั้งในการครองอากาศและการโจมตีสนับสนุนการรบภาคพื้นดิน การปฏิบัติการในครั้งนั้นสร้างจุดเปลี่ยนทางการรบด้วยการทำลายเป้าหมายทางทหารได้อย่างหนักหน่วงและแม่นยำ ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของฝ่ายตรงข้ามอย่างมีนัยสำคัญ

กองทัพอากาศไทยได้ให้ความสำคัญกับการจัดหาระบบอาวุธที่ทันสมัย และทำการปรับปรุงตามระยะเวลาที่เหมาะสม พร้อมกับการฝึกฝนให้กำลังพลและนักบินมีความพร้อมในการปฏิบัติงานการรบทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้กองทัพอากาศสามารถมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการยุทธบดินทร์ และปกป้องอธิปไตยของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชื่อเสียงของ F-16 เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากคนไทยในฐานะเครื่องบินรบที่มีสมรรถนะและความสำเร็จที่โดดเด่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่ากองทัพอากาศไทยมีความสามารถในการรบได้อย่างเต็มรูปแบบ และพร้อมเผชิญหน้ากับภัยคุกคามต่างๆ ด้วยความเท่าทันในเทคโนโลยีการรบทางอากาศยุคใหม่ ในฐานะ The Unbeatable Air Force การที่กองทัพอากาศไทยยังคงใช้งาน F-16 แสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าและความสามารถในการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ

กองทัพอากาศไทยยืนยันว่าการปฏิบัติการต่างๆ เป็นไปตามหลักสากล โดยยึดถือการตอบโต้ที่ได้สัดส่วน คำนึงถึงมนุษยธรรม และเป็นไปตามกฎบัตรสหประชาชาติมาตราที่ 51 ในการป้องกันตนเอง การเน้นย้ำถึงหลักการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของกองทัพ

เครื่องบิน F-16 ยังคงเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องน่านฟ้าไทยและพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่กองทัพอากาศไทยก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

การที่กองทัพอากาศนำเสนอเรื่องราวของ F-16 ในรูปแบบนี้ ทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงศักยภาพของกองทัพ และสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานเพื่อปกป้องประเทศชาติได้อย่างดีเยี่ยม โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” จึงเป็นการสื่อสารที่เข้าถึงง่ายและสร้างความภาคภูมิใจในกองทัพอากาศไทย

ที่มา – ทอ. แชร์โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” แสดงแสนยานุภาพ ทำลายเป้าหมายทางทหารแม่นยำ

Scroll to top