กองทัพ

รมว.กลาโหมร้อง ตร.ไซเบอร์ เอาผิดเพจบิดเบือนปมกัมพูชา

รมว.กลาโหมร้อง ตร.ไซเบอร์ เอาผิดเพจบิดเบือนปมกัมพูชา

กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เมื่อล่าสุดทางกระทรวงกลาโหมได้ส่งตัวแทนเข้าแจ้งความอย่างเป็นทางการ เพื่อเอาผิดกับเพจเฟซบุ๊กที่นำเสนอข้อมูลบิดเบือน ซึ่งถือเป็น รมว.กลาโหมร้อง ตร.ไซเบอร์ เอาผิดเพจบิดเบือนปมกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการที่เพจสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ได้โพสต์เนื้อหาที่กล่าวอ้างว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีส่วนได้เสียกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา จนเป็นเหตุให้ไม่มีการตัดความสัมพันธ์ในประเด็นที่ขัดแย้งกัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถือว่าไม่เป็นความจริงและสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ประชาชนเป็นวงกว้าง

รายละเอียดการดำเนินการทางกฎหมายและผลกระทบที่เกิดขึ้น

สำหรับการเดินทางไปยังกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ในครั้งนี้ นายสงกาญ์ อัจฉริยะทรัพย์ ในฐานะตัวแทนฝ่ายกฎหมาย ได้รวบรวมหลักฐานสำคัญทั้งในส่วนของคลิปวิดีโอและข้อความที่เป็นเท็จมามอบให้เจ้าหน้าที่ เพื่อให้ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) อย่างเคร่งครัด เนื่องจากมีการกระทำที่เข้าข่ายการนำเข้าข้อมูลเท็จที่สร้างความตื่นตระหนกและทำลายความเชื่อมั่นต่อภาพลักษณ์ของประเทศและองค์กรของรัฐ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าโพสต์เจ้าปัญหาดังกล่าวมีผู้เข้าชมสูงถึง 300,000 ครั้ง และมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิรัฐมนตรีแล้วกว่า 5,700 ความคิดเห็น ซึ่งเหตุการณ์การที่ รมว.กลาโหมร้อง ตร.ไซเบอร์ เอาผิดเพจบิดเบือนปมกัมพูชา นั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของบุคคล แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องให้ความสำคัญสูงสุดในการสืบสวนหาผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลจริงหรือบัญชีอวตาร

  • ติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการ เช่น ศูนย์ JIC
  • ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนกดแชร์ทุกครั้ง
  • ระวังการตกเป็นเครื่องมือของสงครามไซเบอร์

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจฝากเตือนไปถึงประชาชนว่า การกดแชร์หรือส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือนนั้น อาจทำให้ท่านมีความผิดทางกฎหมายและมีโทษจำคุกได้ การกระทำที่ รมว.กลาโหมร้อง ตร.ไซเบอร์ เอาผิดเพจบิดเบือนปมกัมพูชา ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียว่า เราควรมีสติและพิจารณาแหล่งที่มาของข่าวสารให้ดีก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อ เพราะในปัจจุบันสงครามข้อมูลข่าวสารหรือสงครามไซเบอร์เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและสามารถส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี

ในมุมมองของผู้เขียน เราควรสนับสนุนการจัดการกับข่าวปลอมอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ การแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและความจริง ไม่ใช่มุ่งเน้นการสร้างความแตกแยกหรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ไม่เป็นธรรมต่อสังคมครับ

ที่มา – รมว.กลาโหม ส่งตัวแทนร้อง ตร.ไซเบอร์ เอาผิดเพจบิดเบือน ปมอ้างมีส่วนได้เสียกับ “กัมพูชา”

สหรัฐฯ – รัสเซียตกลง ฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ ลดตึงเครียด-เลี่ยงปะทะ

สหรัฐฯ – รัสเซียตกลง ฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ ลดตึงเครียด-เลี่ยงปะทะ เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจนี้ยังคงตึงเครียดจากสงครามในยูเครน ล่าสุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐอเมริกาและรัสเซียได้ตกลงกันที่จะรื้อฟื้นช่องทางการสื่อสารระดับสูงระหว่างกองทัพทั้งสองฝ่ายอีกครั้ง หลังจากถูกระงับไปนานกว่า 4 ปี

สหรัฐฯ – รัสเซียตกลง ฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ ลดตึงเครียด-เลี่ยงปะทะ

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นจากการประชุมลับระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของทั้งสองประเทศในกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กองทัพสหรัฐฯ ในยุโรปได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ช่องทางการสื่อสารใหม่นี้จะช่วยให้เกิดการติดต่อสื่อสารแบบทหารต่อทหารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงจากการปะทะโดยไม่ได้ตั้งใจ และส่งเสริมสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

ย้อนกลับไปในปี 2564 การสื่อสารระดับสูงระหว่างกองทัพสหรัฐฯ กับรัสเซียถูกระงับทันทีที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติย่ำแย่ลง ก่อนที่รัสเซียจะบุกยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์เผชิญหน้าหลายครั้ง เช่น

  • เครื่องบินสอดแนมของสหรัฐฯ และนาโตบินใกล้ทะเลดำ ทำให้รัสเซียกล่าวหาว่าช่วยยูเครนโจมตีเป้าหมายรัสเซีย
  • โดรนรัสเซียบุกน่านฟ้าโปแลนด์ในเดือนกันยายน 2568 ส่งผลให้เครื่องบินนาโตต้องขึ้นสกัดกั้นและยิงทำลายบางส่วน
  • เครื่องบินรบรัสเซีย 3 ลำบุกน่านฟ้าเอสโตเนีย ทำให้เครื่องบินขับไล่นาโตต้องคุ้มกันออกไป

ประโยชน์ของการฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ

การตกลง สหรัฐฯ – รัสเซียตกลง ฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ ลดตึงเครียด-เลี่ยงปะทะ ครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวก โดยเฉพาะหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผลักดันนโยบายยุติสงครามยูเครน ช่องทางสื่อสารนี้จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจนำไปสู่สงครามใหญ่ เช่น การสื่อสารฉุกเฉินเมื่อเครื่องบินหรือเรือเข้าใกล้กันเกินไป

นอกจากนี้ ยังช่วยลดความกังวลของทั้งสองฝ่าย ฝั่งรัสเซียกังวลเรื่องกิจกรรมข่าวกรองของนาโตในทะเลดำ ขณะที่นาโตกังวลโดรนและเครื่องบินรัสเซียที่ทดสอบขีดจำกัดน่านฟ้า หากไม่มีช่องทางนี้ ความเสี่ยงจากการเข้าใจผิดจะสูงมาก

ในมุมกว้างขึ้น ข้อตกลงนี้สะท้อนถึงความพยายามทางการทูตที่กำลังฟื้นตัว หลังจากช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยการคว่ำบาตรและการสนับสนุนทางทหารให้ยูเครน สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ดูเหมือนจะเน้นการเจรจาโดยตรงกับรัสเซียมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการขยายความขัดแย้ง

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การฟื้นฟูนี้ไม่ใช่แค่เรื่องทหาร แต่ยังเป็นพื้นฐานสำหรับการเจรจาระดับสูงอื่นๆ เช่น การควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ที่เคยหยุดชะงักไป หากดำเนินไปได้ดี อาจนำไปสู่การลดกำลังทหารในยุโรปตะวันออกและบรรเทาความตึงเครียดโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรค เช่น การเจรจาสงครามยูเครนที่ยังไม่คืบหน้า และความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน แต่ก้าวแรกนี้นับว่าสำคัญ

ในฐานะนักติดตามข่าวสาร คุณควรจับตาการพัฒนาต่อไป เพราะอาจเปลี่ยนโฉมหน้า geopolitics โลกได้ ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – สหรัฐฯ – รัสเซียตกลง ฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ ลดตึงเครียด-เลี่ยงปะทะ

สมช.เคาะ! รับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ เข้ม 3 มาตรการ

สมช. เคาะ 3 มาตรการ รับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ เปิดช่องให้การท่า ขอกองทัพ ใช้ “แอนตี้โดรน” ขู่มียาแรง หากกระทบความมั่นคง ถึงขั้นโทษประหาร

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์กรณีพบโดรนเข้ามาในพื้นที่จุดสำคัญต่างๆ ทั้งสนามบิน และจังหวัดชายแดน ซึ่งที่ประชุมมีมติสำคัญ 2 ส่วน คือ มาตรการระยะเร่งด่วน และมาตรการระยะยาว เพื่อรับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ

ภายหลังจากการพิสูจน์พบโดรนจำนวนหนึ่งเข้ามาในพื้นที่ สำนักงานการบินพลเรือนได้ออกประกาศกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุม ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชายแดน และสนามบินสำคัญทั่วประเทศ

สมช. เคาะ 3 มาตรการ รับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ

สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่ประกาศใช้เพื่อรับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ ประกอบด้วย:

  1. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งท่าอากาศยาน สำนักงานการบินพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สนับสนุนการดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการจัดการกับโดรนเป้าหมายที่เข้ามาในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงกำหนดมาตรการป้องกัน สืบสวนสอบสวน และแอนตี้โดรนต่างๆ เพื่อประสานงานอย่างใกล้ชิดและให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  2. ให้กระทรวงกลาโหม ผ่อนคลายมาตรการอนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งท่าอากาศยานและหน่วยอื่นๆ สามารถจัดหาแอนตี้โดรนได้ เนื่องจากเป็นยุทธภัณฑ์จึงต้องขออนุญาตกองทัพ เพื่อเตรียมการให้มีไว้ป้องกันพื้นที่
  3. ให้เข้มงวดในการนำเข้า และตรวจสอบการลักลอบนำเข้าโดรน ในพื้นที่ชั้นใน และพื้นที่อื่นๆ อย่างเข้มงวด
  4. ประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่า การบินโดรนเข้ามาในพื้นที่เสี่ยงโดยเฉพาะพื้นที่ความมั่นคงมีโทษร้ายแรง โดยเฉพาะสนามบิน มีโทษสูงสุดคือ ประหารชีวิต จึงอยากสื่อสารให้ทุกฝ่ายเข้าใจ และหากใช้โดรน และพบว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอาญาด้วย

มาตรการระยะยาวเพื่อรับมือโดรนป่วน

สำหรับมาตรการระยะยาวที่วางไว้เพื่อรับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ มีดังนี้:

  1. ก่อนหน้านี้ สมช.เคยมีมติให้กองทัพอากาศ เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การทำงานเอกภาพ โดยจัดตั้งเป็นองค์กรขึ้นมา คือ ศูนย์บริหารจัดการควบคุมต่อต้านอากาศยานไม่มีคนขับแห่งชาติ
  2. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ทันสมัยในอนาคต รวมถึงพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมในการใช้เครื่องมือ ซึ่งเป็นทักษะขั้นสูง
  3. เห็นชอบทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เรื่องของการเพิ่มโทษกรณีที่ใช้โดรนที่กระทบต่อความมั่นคง

การออกมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักและความเอาใจใส่ในความปลอดภัยของประเทศชาติ มาตรการเหล่านี้อาจจะดูเข้มงวด แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การตระหนักถึงโทษของการใช้โดรนในพื้นที่หวงห้าม และการให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมาย จะช่วยให้เราทุกคนสามารถรักษาความปลอดภัยของประเทศชาติได้

ที่มา – “สมช.” เคาะ 3 มาตรการ รับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ ขู่ใช้ยาแรงขั้นประหารชีวิต หากกระทบความมั่นคง

คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหาร แอนดรูว์?

ทางการอังกฤษเผย กำลังดำเนินการถอดยศทางทหารตำแหน่งสุดท้ายของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ตามพระประสงค์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ไม่กี่วันหลังมีการถอดยศ “เจ้าชาย”

เมื่อ 2 พ.ย. 2568 นายจอห์น ฮีลลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการถอดถอน ตำแหน่งทางทหารกิตติมศักดิ์ตำแหน่งสุดท้ายของ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ หรือชื่อปัจจุบันคือ แอนดรูว์ เมาต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

แอนดรูว์ ซึ่งถูกถอดถอนพระยศเจ้าชายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (30 ต.ค.) ยังคงมียศเป็นพลเรือโทแห่งราชนาวีอังกฤษ หลังจากที่พระองค์สละตำแหน่งทางทหารอื่น ๆ ไปเมื่อปี 2565

นายฮีลลีย์ให้สัมภาษณ์ในรายการ Sunday with Laura Kuenssberg ของ BBC ว่า “นี่เป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง เป็นการดำเนินการตามพระประสงค์ของพระมหากษัตริย์ และเรากำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่”

ทั้งนี้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์เคยรับราชการในราชนาวีอังกฤษเป็นเวลา 22 ปี และปฏิบัติหน้าที่เป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ในสงครามฟอล์กแลนด์ จนได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษสงครามมาหลายสิบปี ก่อนที่เขาจะเข้าไปพัวพันกับข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ และความเกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับ

แอนดรูว์เมื่อครั้งยังเป็นเจ้าชาย ถูกฟ้องร้องคดีแพ่งในสหรัฐฯ ในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเขาปฏิเสธการกระทำผิดมาตลอด แต่ตัดสินใจคืนตำแหน่งทางทหารและตำแหน่งผู้อุปถัมภ์อื่นๆ ของราชวงศ์ในปี 2565 เหลือเพียงยศพลเรือโท และหยุดใช้คำนำหน้าว่า His Royal Highness ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ

ต่อมา แอนดรูว์ตกลงยอมความในคดีที่ วิกตอเรีย จุฟเฟร เหยื่อการค้าประเวณีและการล่วงละเมิดทางเพศของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ยื่นฟ้อง โดยเธอกล่าวหาแอนดรูว์ว่า ล่วงละเมิดทางเพศเธอขณะที่เธอยังเป็นผู้เยาว์ ซึ่งแน่นอนว่าเขาปฏิเสธ

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมาหลายปีนับจากนั้น แต่แรงกดดันที่มีต่อแอนดรูว์กลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดในสัปดาห์นี้ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ก็ทรงตัดสินพระทัยที่จะถอดถอนพระยศเจ้าชายของแอนดรูว์ และสิทธิพิเศษในฐานะสมาชิกราชวงศ์ที่เหลืออยู่ทั้งหมด

น.ส.วาเลนไทน์ โลว์ ผู้สื่อข่าวราชสำนัก กล่าวในรายการ Sunday with Laura Kuenssberg ว่า การถอดถอนตำแหน่งทางทหารสุดท้ายของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์จะส่งผลกระทบต่อเขาอย่างใหญ่หลวง เพราะ “เชื้อพระวงศ์ โดยเฉพาะแอนดรูว์ มีความภาคภูมิใจอย่างมากและมุ่งมั่นที่จะรักษาตำแหน่งทางทหารไว้”

“ดูเหมือนสมเด็จพระราชาจะตั้งพระทัยที่จะถอดถอนทุกอย่างจากพระอนุชาโดยสิ้นเชิง สิ่งที่พระองค์กำลังแสดงออกมาคือ ความเด็ดขาดไร้ปรานีอย่างชัดเจน” น.ส.โลว์กล่าว

คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้าย ของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้ายของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพระองค์ในการปรับปรุงภาพลักษณ์ของราชวงศ์ การตัดสินใจครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการดำเนินการที่เด็ดขาดและชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่ออดีตเจ้าชายแอนดรูว์

ผลกระทบจากการที่ คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้ายของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์

การที่ คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้ายของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ไม่ใช่แค่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงภายในราชวงศ์ การกระทำนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารราชสำนักในอนาคต

นอกจากนี้ การตัดสินใจของ คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้ายของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ยังเป็นการตอบสนองต่อแรงกดดันจากสาธารณชน ที่ต้องการเห็นความโปร่งใสและความรับผิดชอบจากสมาชิกราชวงศ์ การดำเนินการครั้งนี้อาจช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ได้บ้าง

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย การตัดสินใจที่เด็ดขาดอาจสร้างความไม่พอใจให้กับบางกลุ่ม แต่ก็อาจได้รับการยกย่องจากผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

อนาคตของราชวงศ์อังกฤษภายใต้การนำของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การที่ คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้ายของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความเด็ดขาดของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของราชวงศ์อังกฤษ หากคุณสนใจข่าวสารต่างประเทศ สามารถติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์เชิงลึกได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

ที่มา – คิงชาร์ลส์ที่ 3 จ่อถอดยศทหารตำแหน่งสุดท้าย ของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์

จีนเผยแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15: เศรษฐกิจ มั่นคง เทคโนโลยี

พรรคคอมมิวนิสต์จีนเปิดเผยเป้าหมายของแผนการพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 หลังการประชุมเต็มคณะ โดยจะมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองในด้านเทคโนโลยี การพัฒนาเศรษฐกิจ และกองทัพ

เมื่อ 23 ต.ค. 2568 จีนเปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะเวลา 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2569-2573) โดยจะมุ่งเน้นเรื่องการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี, ความต้องการในประเทศ และความมั่นคงแห่งชาติมากขึ้น และผนวกเรื่อง ขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ไว้ในแผนพัฒนาประเทศระยะยาว (ถึงปี 2578) ด้วย

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่หลังสิ้นสุดการประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่ของพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อวันพฤหัสบดี (23 ต.ค.) เหล่าผู้นำพรรคได้เปิดเผยเป้าหมาย 7 ด้าน ที่จะกลายเป็นพื้นฐานของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ก่อนที่แผนดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการโดยสภาประชาชนแห่งชาติในเดือนมีนาคมปีหน้า

วัตถุประสงค์หลักทั้งเจ็ดด้าน ครอบคลุมตั้งแต่ การเติบโตที่มีคุณภาพสูง และ การปฏิรูปที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไปจนถึง ความก้าวหน้าทางวัฒนธรรม, ความก้าวหน้าทางนิเวศวิทยา, การยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ และ เกราะป้องกันความมั่นคงแห่งชาติที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

“ช่วงเวลา 5 ปีของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศจะดำเนินการเพื่อเสริมสร้างรากฐานและขับเคลื่อนไปข้างหน้าในทุกด้าน เพื่อบรรลุความทันสมัยแบบสังคมนิยมให้ได้โดยพื้นฐานภายในปี 2578”

“ดังนั้น แผนนี้จะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างอดีตกับอนาคต” แถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวซินหัวระบุ

การเปิดเผยจุดประสงค์ของแผนพัฒนา 5 ปีฉบับล่าสุดของจีน เกิดขึ้นในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับสิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์เรียกว่า “ช่วงเวลาของการอยู่ร่วมกันของโอกาสเชิงกลยุทธ์ ความเสี่ยงและความท้าทาย และปัจจัยที่ไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้ที่เพิ่มมากขึ้น”

ปัจจุบัน จีนกำลังเผชิญกับความท้าทายมากมายที่รออยู่ข้างหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา และภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ซบเซา

อย่างไรก็ตาม พรรคคอมมิวนิสต์จีนยืนยันว่า รากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศยังคงมั่นคง โดยมีข้อได้เปรียบมากมาย ทั้งความยืดหยุ่นที่แข็งแกร่ง และศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจีนจะต้องมุ่งมั่นทำเรื่องของตัวเองให้ดี และเดินหน้าเขียนบทใหม่ของประเทศ เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจที่รวดเร็วและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว

ทั้งนี้ คาดกันว่า แผนพัฒนา 5 ปีฉบับนี้จะต้องผ่านการปรับปรุงแก้ไขอีกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า แต่นี่ก็นับเป็นการเผยให้เห็นแผนการของรัฐบาลจีน ในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ เช่น การเติบโตที่ช้าลง ประชากรของประเทศที่สูงวัยขึ้น และความตึงเครียดทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น

แผนนี้จะครอบคลุมช่วงปี 2569 ถึง 2573 ซึ่งจะมีเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่กำลังจะมาถึง ได้แก่ การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ครั้งถัดไป และ วาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) ในปี 2570 และ วาระครบรอบ 80 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2572

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า จีนตั้งเป้าที่จะบรรลุเป้าหมายครบรอบศตวรรษของกองทัพปลดปล่อยประชาชนตามกำหนด พัฒนาการป้องกันประเทศและการทหารให้ทันสมัยและมีคุณภาพสูง

พวกเขายังตั้งเป้าที่จะบรรลุ “การก้าวกระโดดครั้งสำคัญ” ในด้าน ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ความเข้มแข็งของชาติโดยรวม และอิทธิพลระหว่างประเทศ ภายในปี 2578 ซึ่งตามเป้าหมาย GDP ของประเทศจะบรรลุถึงระดับประเทศพัฒนาแล้วขนาดกลาง

เพื่อความก้าวหน้าดังกล่าว พรรคคอมมิวนิสต์เรียกร้องให้เร่งดำเนินการพัฒนาแบบบูรณาการ เรื่องการใช้เครื่องจักร, การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการใช้ระบบอัจฉริยะในกองทัพ พร้อมทั้ง ยกระดับขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องอธิปไตย, ความมั่นคง และผลประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ

นอกจากนั้น จีนยังย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการรบขั้นสูง กับการรวมศูนย์และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบและขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์แห่งชาติแบบบูรณาการด้วย

จีนให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี, เศรษฐกิจ, และความมั่นคงใน แผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 นี้อย่างยิ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงทิศทางที่ชัดเจนของประเทศในอนาคต

จีนเผยแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-เทคโนโลยี

การประกาศแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีนนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี การพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ การดำเนินการตามแผนนี้จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศจีนและเศรษฐกิจโลก

เป้าหมายหลักของแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15

เป้าหมายหลักของแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 คือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และความมั่นคงของชาติ การดำเนินการตามแผนนี้จะช่วยให้จีนสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศ

แผนนี้มีเป้าหมายที่ครอบคลุมในหลายด้าน ตั้งแต่การพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง การปฏิรูปเชิงลึก การพัฒนาวัฒนธรรม การรักษาสิ่งแวดล้อม การยกระดับคุณภาพชีวิต และการสร้างความมั่นคงของชาติที่แข็งแกร่ง ภาคส่วนเทคโนโลยีของจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีบริษัทหลายแห่งที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรมใหม่

การเน้นย้ำเรื่องความมั่นคงแห่งชาติแสดงให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความท้าทายภายนอกจากประเทศอื่นๆ

โดยรวมแล้ว แผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีนแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างประเทศที่แข็งแกร่ง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ที่มา – จีนเผยแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-เทคโนโลยี

“นายกฯ อนุทิน” ทักทายนักเรียนศรีสะเกษ เร่งแก้ชายแดน

“นายกฯ อนุทิน” สร้างความประหลาดใจ แวะทักทายนักเรียนศรีสะเกษที่มาทัศนศึกษาพรรคภูมิใจไทย ย้ำเร่งแก้ปัญหาชายแดน เพื่อให้ประชาชนกลับมามีชีวิตปกติสุขโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย คณะนักเรียนห้องเรียนพิเศษนิติศาสตร์ – รัฐศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนสตรีสิริเกศ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 39 คน พร้อมคณาจารย์ 5 คน ได้เดินทางมาทัศนศึกษาภายในพรรคภูมิใจไทย ในระหว่างการบรรยายหัวข้อ “การเดินหน้านโยบายเพื่อแก้ปัญหาและดูแลประชาชน” โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในขณะนั้นเอง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาเข้าร่วมฟังการบรรยายและทักทายนักเรียนอย่างไม่เป็นทางการ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง

นายอนุทินได้เปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามเกี่ยวกับนโยบายที่จะดำเนินการในช่วง 4 เดือนแรก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา “เวลานี้ต้องเน้นแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดน เช่น จังหวัดศรีสะเกษ กลับมามีชีวิตที่ปกติสุขโดยเร็วที่สุด เรื่องความมั่นคง เรื่องการปฏิบัติการทางทหาร ขอให้เป็นหน้าที่ของกองทัพ หน้าที่ของรัฐบาลคือต้องทำให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและสงบสุข” นายกรัฐมนตรีกล่าว

“นายกฯ อนุทิน” ทักทายนักเรียนศรีสะเกษ เร่งแก้ชายแดน

การปรากฏตัวของนายกรัฐมนตรีสร้างความตื่นเต้นให้กับนักเรียนเป็นอย่างมาก ที่ได้มีโอกาสพบปะและสนทนากับผู้นำประเทศอย่างใกล้ชิด บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่นและเป็นกันเอง สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการรับฟังความคิดเห็นของเยาวชนและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

ความสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดน

การที่ “นายกฯ อนุทิน” ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาบริเวณชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว การแก้ไขปัญหาชายแดนไม่เพียงแต่จะช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข แต่ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาในระยะยาวอีกด้วย

  • การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและข้อพิพาทต่างๆ
  • การส่งเสริมการค้าและการลงทุนบริเวณชายแดน
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

นโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองและคาดหวังว่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงภาพรวมของประเทศ

“นายกฯ อนุทิน” ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ โดยเริ่มต้นจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน เช่น สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” เซอร์ไพรส์ แวะทักทายนักเรียนศรีสะเกษ ย้ำเร่งแก้ปัญหาชายแดน

Scroll to top