กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง

เอกนัฏ ทุบราคาน้ำมันลง 2.5 บาท ลดภาระประชาชน ผ่านมติ กบง.

เชื่อว่าเพื่อนๆ ทุกคนคงยิ้มออกกันแล้วนะครับ! เมื่อล่าสุดมีการประกาศข่าวดีเรื่องสถานการณ์พลังงานที่กระทบกับเงินในกระเป๋าเราโดยตรง เมื่อ เอกนัฏ ทุบราคา “เบนซิน-ดีเซลทุกชนิดลง 2.5 บาท” ลดภาระประชาชน ผ่านมติ กบง. เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันทั่วประเทศไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร นับเป็นข่าวใหญ่ที่ช่วยแบ่งเบาทุกข์ของทั้งผู้ขับขี่และผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี

เอกนัฏ ทุบราคา “เบนซิน-ดีเซลทุกชนิดลง 2.5 บาท” ลดภาระประชาชน ผ่านมติ กบง. อย่างเป็นทางการ

การปรับลดราคาครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้รับข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันตลาดโลกที่ลดต่ำลง โดยรัฐบาลมองว่าผลประโยชน์ส่วนนี้ควรตกถึงมือประชาชนให้ได้มากที่สุด จึงได้มีการดึงกำไรส่วนเกินจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันเข้ามาช่วยชดเชยราคาเพื่อให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุดครับ

รายละเอียดการปรับลดที่ควรรู้เมื่อ เอกนัฏ ทุบราคา “เบนซิน-ดีเซลทุกชนิดลง 2.5 บาท” ลดภาระประชาชน ผ่านมติ กบง.

สำหรับการปรับลดครั้งนี้ถือว่าทำได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลชัดเจน โดยกระทรวงพลังงานได้วางกรอบให้ราคาขายปลีกอยู่ในระดับไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • กลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์: ปรับราคาลดลงประมาณ 2.51 บาทต่อลิตร
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว: ปรับราคาลดลงประมาณ 2.56 บาทต่อลิตร
  • ราคาดีเซลใหม่: จะอยู่ที่ประมาณ 34.94 บาทต่อลิตร

มาตรการนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้คนใช้รถส่วนตัวประหยัดค่าใช้จ่ายรายวันได้เท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อภาคการขนส่งและต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจปรับตัวลดลงตามไปด้วย ซึ่งนี่ถือเป็นก้าวสำคัญของทางภาครัฐในการบริหารจัดการพลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนครับ

ในฐานะของผู้บริโภคอย่างเราๆ การที่ภาครัฐหันมาจัดการกับกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นถือเป็นทิศทางที่น่าชื่นชม เพราะทำให้ราคาน้ำมันสะท้อนความจริงมากขึ้น ผมมองว่ามาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้หมุนเวียนได้ดีขึ้นในช่วงที่ค่าครองชีพสูงแบบนี้ หวังว่าในอนาคตจะมีมาตรการดีๆ แบบนี้ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความสุขของคนไทยไว้ครับ

ที่มา – “เอกนัฏ” ทุบราคา “เบนซิน-ดีเซลทุกชนิดลง 2.5 บาท” ลดภาระประชาชน ผ่านมติ กบง.

เอกนัฏ กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อค่าไฟ จ่อกดราคาน้ำมันลง

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังให้ความสนใจกับทิศทางนโยบายพลังงานของไทยล่าสุด เมื่อคุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่อง “เอกนัฏ” กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อโครงสร้างค่าไฟบ้าน จ่อกดราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเน้นการสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงให้มากที่สุด

“เอกนัฏ” กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อโครงสร้างค่าไฟบ้าน จ่อกดราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง

การปรับโครงสร้างใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภค เนื่องจากกระทรวงพลังงานกำลังเร่งทบทวนอัตราค่าไฟในรูปแบบขั้นบันได เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาปรับสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่อาจไม่เป็นธรรม รวมถึงการจัดการระบบสายส่งเพื่อลดความสูญเสียในระบบไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

มาตรการใหม่เพื่ออนาคตพลังงานไทย

สำหรับประเด็นที่น่าจับตามองภายใต้แนวคิด “เอกนัฏ” กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อโครงสร้างค่าไฟบ้าน จ่อกดราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง มีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้:

  • กลุ่ม Data Center: เตรียมกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าประเภทที่ 9 เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง การเก็บค่าไฟในอัตราที่สะท้อนต้นทุนจริงจะช่วยลดภาระให้ภาคประชาชนได้
  • พลังงานสะอาด: เร่งการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปส่วนเกินของประชาชน และมีมาตรการช่วยเหลือผ่านธนาคารรัฐเพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์
  • กองทุนน้ำมัน: บริหารจัดการหนี้อย่างรัดกุมโดยไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่ม รวมถึงเตรียมกลไกกำกับดูแลค่าการกลั่นให้มีความเหมาะสมมากขึ้น

ในด้านของราคาน้ำมัน รัฐมนตรีระบุว่าทิศทางของราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มส่งสัญญาณปรับตัวลดลง ประกอบกับความพยายามของกระทรวงที่ดึงกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาช่วยลดราคาหน้าปั๊ม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลมีทิศทางที่สดใสขึ้น “เอกนัฏ” กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อโครงสร้างค่าไฟบ้าน จ่อกดราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างสมดุลให้ราคาสินค้าพลังงานกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ในอนาคตอันใกล้ เราอาจได้เห็นระบบการเตือนภัยราคาพลังงานและการกำกับดูแลค่าพรีเมียมที่รัดกุมขึ้น ซึ่งความเคลื่อนไหวเหล่านี้ถือเป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นเพื่อประโยชน์ของคนไทยทุกคน เราคงต้องรอลุ้นกันต่อไปว่านโยบายเหล่านี้จะส่งผลต่อค่าครองชีพของเราอย่างไรบ้าง แต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการจัดการปัญหาพลังงานเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังครับ

ที่มา – “เอกนัฏ” กางแผนปฏิรูปพลังงาน รื้อโครงสร้างค่าไฟบ้าน จ่อกดราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง

ครม. ไฟเขียว สกนช. กู้ 2 หมื่นล้าน พยุงราคาพลังงาน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวสำคัญเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่ทุกคนกำลังกังวลกันอยู่เลยนะครับ ครม. ไฟเขียว สกนช. กู้ 2 หมื่นล้าน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พยุงราคาพลังงานไม่ให้พุ่งสูงเกินไป ท่ามกลางวิกฤตการณ์โลกที่กำลังรุนแรงขึ้น ช่วยลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนได้เยอะเลยทีเดียว

ครม. ไฟเขียว สกนช. กู้ 2 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันฯ พยุงราคาพลังงาน

จากข้อมูลล่าสุด วันที่ 28 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่ามีมติอนุมัติให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) สามารถกู้ยืมเงินได้วงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยจะดำเนินการกู้จริงเมื่อ ครม. อนุมัติแผนบริหารหนี้สาธารณะแล้วเรียบร้อย

สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดฮวบ ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI พุ่งสูงสุดในรอบหลายปี ส่งผลกระทบตรงๆ ต่อราคาน้ำมันขายปลีกในไทยที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง ค่าขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนเลยแพงตามไปด้วย

ฐานะกองทุนน้ำมันติดลบหนัก ต้องเร่งเสริมสภาพคล่อง

ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะทางการเงินติดลบกว่า 53,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ค้างชดเชยราคาน้ำมันต่างๆ ให้ผู้ค้าน้ำมันถึง 56,000 ล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการน้ำมันขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้เต็มที่ มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมันในประเทศสูงมาก

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประชุมวันที่ 10 เมษายน 2569 ก็มีมติเห็นชอบเสนอ ครม. อนุมัติการกู้ดังกล่าว เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศให้อยู่ในระดับที่ประชาชนรับไหว

แผนการใช้เงินกู้และชำระคืน

เงินกู้ 2 หมื่นล้านนี้จะถูกใช้ในช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2569 เพื่อจ่ายชดเชยและรักษาราคาน้ำมันไม่ให้ปรับขึ้นมากเกินไป ส่วนแผนชำระหนี้กำหนดไว้เดือนกรกฎาคม 2571 ถึงสิงหาคม 2574 โดยจะมาจากรายได้ของกองทุนที่เก็บจากน้ำมันในอนาคต

  • เสริมสภาพคล่องให้ผู้ค้าน้ำมัน สามารถนำเข้าน้ำมันได้ต่อเนื่อง
  • พยุงราคาน้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ และ LPG ไม่ให้แพงเกิน
  • ลดผลกระทบต่อค่าอาหาร ค่าขนส่ง และเศรษฐกิจฐานราก
  • ป้องกันวิกฤตขาดแคลนพลังงานในประเทศ

นอกจากนี้ การกู้ครั้งนี้ยังช่วยให้รัฐบาลสามารถควบคุมราคาพลังงานได้ดีขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกที่ผันผวนจากปัญหา geopolitical tension ครับ

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคืออะไร และทำไมสำคัญ?

สำหรับเพื่อนๆ ที่อาจไม่คุ้นเคย กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Fuel Fund) เป็นกลไกที่รัฐบาลไทยใช้รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน โดยเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันในช่วงราคาต่ำ แล้วนำมาชดเชยในช่วงราคาสูง ปกติกองทุนนี้ช่วยลดการปรับราคาน้ำมันได้หลายสิบครั้งต่อปี แต่ช่วงวิกฤตแบบนี้ ฐานะติดลบหนักเลยต้องกู้ฉุกเฉิน

ถ้าไม่ทำอะไร ราคาน้ำมันอาจพุ่งไป 50-60 บาทต่อลิตร ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่ง ค่าครองชีพหนักขึ้น โดยเฉพาะคนรายได้น้อยที่ใช้รถสาธารณะหรือขับวิน

ในมุมมองของผม ครม. ไฟเขียว สกนช. กู้ 2 หมื่นล้าน ครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและทันท่วงที ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง แม้จะเพิ่มหนี้สาธารณะบ้าง แต่ประโยชน์ระยะสั้น-ยาวคุ้มค่าแน่นอน

คุณล่ะคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? มันจะช่วยลดราคาน้ำมันได้จริงหรือไม่ คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตราคาน้ำมันประจำวันจากเรา!

ที่มา – ครม. ไฟเขียว สกนช. กู้ 2 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันฯ พยุงราคาพลังงาน

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทายแบบนี้ การวิจารณ์จากฝ่ายค้านยิ่งน่าติดตาม โดยเฉพาะ อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ผ่านรายการ “เที่ยงเจอกัน” ทางเพจหมาเฝ้าบ้าน เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 เขาไม่เพียงชี้แจงประเด็นบิดเบือนเรื่องนายวีระพงษ์ ประภา ลาออกจากพรรคเพื่อไปรับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย แต่ยังวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังเผชิญอย่างละเอียด

ก่อนอื่น นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงถึงกรณีที่นายวีระพงษ์ต้องลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาในการทำงานเพื่อชาติในทีมที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์ เขาย้ำว่าการทำหน้าที่ไม่ว่าจะฝ่ายบริหารหรือฝ่ายค้าน ต้องเต็มที่และโปร่งใส โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญที่เทียบเท่ารองนายกฯ ซึ่งต้องกำหนดกรอบการเจรจาการค้าเสรีให้ชัดเจน เพื่อให้ฝ่ายค้านวิจารณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด โดยตรง โดยระบุว่ารัฐบาลล่าช้าในการรับมือปัญหาน้ำมันแพงและของแพงที่พุ่งสูง การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันเร็วเกินไปโดยไม่มีมาตรการรองรับ ทำให้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 4 หมื่นล้านบาทสูญเปล่า มาตรการช่วยเหลือที่ออกมามีงบเพียง 2 พันล้านบาท ซึ่งน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับผลกระทบ

เขาเสนอให้รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างราคาพลังงาน โดยใช้กลไก ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เพื่อเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นน้ำมันเข้ากองทุน ซึ่งเป็นวิธีสากลที่หลายประเทศนำมาใช้ แทนการบังคับลดราคาด้วยกฎหมายที่อาจทำให้โรงกลั่นขาดสภาพคล่องและชะลอการผลิต นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทบทวน “สูตรรับซื้อไฟฟ้า” ที่ผูกกับราคาก๊าซโลก ทำให้เอกชนได้กำไรส่วนต่างมหาศาล ทั้งที่ต้นทุนจริงอาจไม่สูงขนาดนั้น

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงานด้วยมาตรการที่ไม่ตรงจุด

ปัญหาคือรัฐบาลมุ่งช่วยเหลือแบบหว่านแห ไม่พุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เช่น ครัวเรือนรายได้น้อย ภาคขนส่ง และผู้ประกอบการขนาดเล็ก นายอภิสิทธิ์ แนะนำให้ผลักดัน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ เพื่อดึงเงินจากโครงการไม่จำเป็นมาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันและค่าการกลั่น

  • ปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้ยั่งยืน
  • นำภาษีลาภลอยมาใช้เก็บกำไรเกินควร
  • ทบทวนสูตรคำนวณค่าไฟที่เอื้อเอกชนเกินไป
  • ลดภาษีน้ำมันและช่วยเหลือตรงจุด

แนะรมว.คลัง ตีโจทย์เงินเฟ้อจากต้นทุนให้ตรง

นายอภิสิทธิ์ ฝากข้อคิดถึงรัฐมนตรีคลังว่า วิกฤติครั้งนี้เป็น เงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push inflation) ไม่ใช่วิกฤติหนี้แบบต้มยำกุ้งปี 2540 ดังนั้น ห้ามใช้เครื่องมือที่ทำให้เศรษฐกิจหดตัวเพื่อกดเงินเฟ้อ เลิกมาตรการอย่าง “คนละครึ่ง” ที่กระจายกว้าง แต่ให้มุ่งช่วยกลุ่มเปราะบางและภาคขนส่งที่แบกต้นทุนหนัก

ติงนายกฯ ติดบริหารแบบเอกชนเกินไป

อีกประเด็นสำคัญคือ การบริหารของนายกฯ ที่ยึดติดรูปแบบเอกชน ซึ่งมุ่งกำไรสูงสุด แต่ประเทศมีเป้าหมายหลากหลายและขัดแย้งกัน เช่น ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับพลังงาน ผู้นำต้องลงมาหาข้อยุติ สื่อสารนโยบายชัดเจนกับประชาชน แทนตอบโต้การเมือง นายอภิสิทธิ์ เตือนว่ารัฐบาลเสถียรจากผลงาน ไม่ใช่เสียงสภา ปัจจัยล้มเร็วคือคอร์รัปชันและคดีค้างคา อย่ามั่นใจอำนาจเกิน

ท้ายที่สุด นี่คือมุมมองที่ควรค่าแก่การพิจารณา หากรัฐบาลนำไปปรับใช้ จะช่วยคลี่คลายปัญหาได้จริง คุณคิดอย่างไรกับคำวิจารณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการเมืองเศรษฐกิจอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ฉะรัฐบาลแก้วิกฤติพลังงาน-ของแพงไม่ตรงจุด ติงนายกฯ ติดบริหารแบบเอกชน

กบน. ลดราคาน้ำมันรับสงกรานต์ 2569 หั่นดีเซล-เบนซิน สูงสุด 6 บาท

ข่าวดีมาส่งตรงถึงมือสำหรับพี่น้องประชาชนที่กำลังวางแผนเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 เมื่อ กบน. ลดราคาน้ำมันรับสงกรานต์ 2569 หั่นดีเซล-เบนซินทุกชนิด สูงสุด 6 บาท เพื่อให้ราคาน้ำมันในไทยสะท้อนตามกลไกตลาดโลกที่กำลังอ่อนตัวลง ช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่าขนส่งที่พุ่งสูงในช่วงวันหยุดยาวนี้

กบน. ลดราคาน้ำมันรับสงกรานต์ 2569 หั่นดีเซล-เบนซินทุกชนิด สูงสุด 6 บาท

วันที่ 10 เมษายน 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธาน ได้ประชุมและมีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2569 เป็นต้นไป การตัดสินใจครั้งนี้มาจากการติดตามราคาน้ำมันดิบโลกที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด วันที่ 9 เมษายน 2569 ราคาน้ำมันโลกปิดที่ประมาณ 211 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากวันที่ 7 เมษายนที่อยู่ที่ 255 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

รายละเอียดราคาน้ำมันที่ปรับลดลง

มาดูกันว่าราคาขายปลีกน้ำมันแต่ละประเภทเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง การลดราคาครั้งนี้ครอบคลุมน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซลเกือบทุกชนิด โดยบางประเภทลดลงสูงสุดถึง 6 บาทต่อลิตร

  • น้ำมันเบนซิน ราคาขายปลีกเดิม 52.54 บาท ปรับใหม่ 52.54 บาท (คงที่)
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ราคาขายปลีกเดิม 43.95 บาท ปรับใหม่ 42.95 บาท (ลด 1 บาท)
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ราคาขายปลีกเดิม 43.58 บาท ปรับใหม่ 42.58 บาท (ลด 1 บาท)
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ราคาขายปลีกเดิม 38.95 บาท ปรับใหม่ 35.95 บาท (ลด 3 บาท)
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ราคาขายปลีกเดิม 34.89 บาท ปรับใหม่ 31.89 บาท (ลด 3 บาท)
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคาขายปลีกเดิม 48.40 บาท ปรับใหม่ 44.40 บาท (ลด 4 บาท)
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ราคาขายปลีกเดิม 43.40 บาท ปรับใหม่ 37.40 บาท (ลด 6 บาท)
กบน. ลดราคาน้ำมันรับสงกรานต์ 2569

การปรับลดราคาน้ำมันครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของกระทรวงพลังงานในการดูแลประชาชน โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นวันละ 589.15 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีรายจ่ายสูงถึงวันละกว่า 1,200 ล้านบาท ถือเป็นการช่วยเหลือโดยตรงในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกเอื้ออำนวย

ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับช่วงสงกรานต์ 2569

เทศกาลสงกรานต์ 2569 คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางออกจากกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่กลับภูมิลำเนากว่า 20 ล้านคน การลดราคาน้ำมัน กบน. ลดราคาน้ำมันรับสงกรานต์ 2569 หั่นดีเซล-เบนซินทุกชนิด สูงสุด 6 บาท จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันลงอย่างมาก โดยเฉพาะรถกระบะและรถยนต์ดีเซลที่นิยมใช้ขนของและผู้โดยสาร ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณขับรถดีเซล B20 ไปต่างจังหวัดระยะทาง 500 กิโลเมตร ถังน้ำมัน 50 ลิตร จะประหยัดได้ถึง 300 บาทต่อเที่ยวไปกลับ นอกจากนี้ยังช่วยลดค่าขนส่งสินค้า ลดราคาพืชผลทางการเกษตร และทำให้ค่าครองชีพโดยรวมถูกลง

สาเหตุหลักจากราคาน้ำมันโลกและนโยบายรัฐ

ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลงเนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น การเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจากกลุ่ม OPEC+ และความต้องการที่ชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้า กระทรวงพลังงานจึงรีบปรับโครงสร้างกองทุนเพื่อส่งผ่านสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนทันที ถือเป็นการบริหารจัดการที่ตอบโจทย์สถานการณ์ได้ดีเยี่ยม

นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสให้ผู้ใช้รถยนต์หันมาใช้น้ำมันชีวภาพอย่าง E20 หรือ B20 มากขึ้น ซึ่งไม่เพียงช่วยประหยัดเงิน แต่ยังสนับสนุนเกษตรกรผู้ผลิตน้ำมันปาล์มและอ้อยในประเทศ ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากไปในตัว

สรุปแล้ว มาตรการนี้เป็นของขวัญสงกรานต์ที่ยิ่งใหญ่จากรัฐบาล ช่วยให้ทุกคนเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจ ลดภาระค่าใช้จ่ายในกระเป๋า แนะนำให้เติมน้ำมันให้เต็มถังตั้งแต่วันที่ 11 เมษายนนี้เลย ติดตามข่าวอัพเดทราคาน้ำมันและเคล็ดลับประหยัดน้ำมันเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา สุขสันต์วันสงกรานต์นะทุกคน!

ที่มา – กบน. ลดราคาน้ำมันรับสงกรานต์ 2569 หั่นดีเซล-เบนซินทุกชนิด สูงสุด 6 บาท

กบน. ฉบับ 44 ลดการอุดหนุน “ดีเซล” เหลือ 6.41 บาท/ลิตร จับตาราคาขายปลีก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวรถบรรทุกและผู้ใช้รถดีเซลทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่กำลังเป็นที่จับตามองสำหรับวงการน้ำมันเชื้อเพลิงเลยทีเดียว นั่นคือ กบน. ฉบับ 44 ลดการอุดหนุน “ดีเซล” เหลือ 6.41 บาท/ลิตร จับตาราคาขายปลีก ซึ่งเป็นมติล่าสุดจากคณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. ที่เพิ่งประกาศออกมาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 (หรือ 2026 ในปฏิทินสากล) การปรับลดครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดีเซลที่เราต้องจ่ายกันทุกวัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ที่เป็นที่นิยมในกลุ่มรถบรรทุก รถตู้ และยานพาหนะหนัก

กบน. ฉบับ 44 ลดการอุดหนุน “ดีเซล” เหลือ 6.41 บาท/ลิตร จับตาราคาขายปลีก

มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ เลยนะครับ จากการประชุม กบน. ได้ปรับอัตราเงินชดเชยดังนี้

  • น้ำมันดีเซล B7: ลดจาก 15.00 บาท/ลิตร เหลือเพียง 6.41 บาท/ลิตร ลดลงเกือบครึ่งเลยทีเดียว
  • น้ำมันดีเซล B20: ลดจาก 17.03 บาท/ลิตร เหลือ 9.58 บาท/ลิตร

การลดชดเชยครั้งนี้เกิดจากสถานการณ์กองทุนน้ำมันที่กำลังติดลบหนัก โดยประมาณการ ณ วันที่ 9 เมษายน 2569 อยู่ที่ -59,007 ล้านบาท และมีการชดเชยดีเซลวันละ 1,220.61 ล้านบาท ถ้ากองทุนยังขาดทุนแบบนี้ต่อไป ราคาขายปลีกดีเซลอาจต้องปรับขึ้นเพื่อรักษาสมดุลได้ครับ เพื่อนๆ ที่กำลังใช้ดีเซลอยู่ ต้องเตรียมใจกันหน่อยแล้วล่ะ

สถานการณ์น้ำมันสำรองและการผลิตดีเซลในไทย

กระทรวงพลังงานรายงานมาว่า ประเทศไทยมีน้ำมันดีเซลสำรองเพียงพอกับความต้องการใช้ได้ถึง 109 วัน โดยแบ่งเป็น

  • สำรองตามกฎหมาย: 25 วัน
  • สำรองเพื่อการค้า: 22 วัน
  • ระหว่างขนส่ง: 31 วัน
  • ยืนยันการจัดหา: 31 วัน

ส่วนการผลิตและจำหน่าย ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 ผลิตได้ 83.37 ล้านลิตร ขายได้ 68.69 ล้านลิตร แสดงว่ายังมีกำลังการผลิตเพียงพอ ไม่น่ามีปัญหาขาดแคลน แต่ราคานี่สิที่ต้องจับตา

ราคาขายปลีกปัจจุบันและเปรียบเทียบกับอาเซียน

ปัจจุบันจากข้อมูล ปตท. ราคาดีเซล B7 อยู่ที่ 48.40 บาท/ลิตร B20 43.40 บาท เบนซิน E20 38.95 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 43.95 บาท และ 91 43.58 บาท ถ้าเทียบกับประเทศอาเซียน ไทยยังถือว่าถูกนะครับ

  • เบนซินไทย 43.95 บาท vs ฟิลิปปินส์-สิงคโปร์ 52.47-87.31 บาท
  • ดีเซลไทย 48.40 บาท vs เวียดนาม-สิงคโปร์ 55.28-118.10 บาท (มาเลเซียเพิ่งขึ้นดีเซล 5.44 บาทวันนี้เลย)

ถึงไทยจะถูกกว่า แต่ถ้าการชดเชยลดลงแบบ กบน. ฉบับ 44 ลดการอุดหนุน “ดีเซล” เหลือ 6.41 บาท/ลิตร จับตาราคาขายปลีก ราคาอาจไล่ตามเพื่อนบ้านได้ง่ายๆ โดยเฉพาะถ้าน้ำมันดิบโลกผันผวน

ผลกระทบต่อผู้ใช้รถดีเซลอย่างเราๆ คือ ค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนขนส่ง สินค้าอุปโภคบริโภคอาจแพงตามไปด้วย ผู้ประกอบการรถบรรทุกต้องวางแผนงบประมาณดีๆ อาจหันมาใช้ B20 ที่ชดเชยยังเหลือมากกว่า หรือมองหาทางเลือกอย่างไฟฟ้าหรือไฮโดรเจนในอนาคต

ส่วนกองทุนน้ำมันที่ติดลบขนาดนี้ รัฐบาลอาจต้องหาแนวทางเติมเงิน เช่น จากภาษีหรือยืมเงิน เพื่อไม่ให้ราคาพุ่งสูงเกินไป สถานการณ์ต่างประเทศก็ต้องจับตา โดยเฉพาะ OPEC ที่อาจลดผลิตน้ำมันดิบ

สรุปแล้ว การปรับลดชดเชยดีเซลใน กบน. ฉบับ 44 ลดการอุดหนุน “ดีเซล” เหลือ 6.41 บาท/ลิตร จับตาราคาขายปลีก เป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องประหยัดน้ำมันมากขึ้น เปลี่ยนมาใช้น้ำมันชีวภาพ หรือปรับพฤติกรรมขับขี่ให้ประหยัดพลังงานครับ

คุณคิดว่าราคาดีเซลจะขึ้นเท่าไหร่ในสัปดาห์หน้า? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่ใช้ดีเซลรู้ด้วยนะครับ เพื่อให้ทุกคนเตรียมตัวทัน!

ที่มา – กบน. ฉบับ 44 ลดการอุดหนุน “ดีเซล” เหลือ 6.41 บาท/ลิตร จับตาราคาขายปลีก

วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก “เอกนิติ”

วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนกำลังกังวลในขณะนี้ จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง โดยเฉพาะการปิดกั้นเส้นทางสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขนส่งน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของโลก รัฐบาลไทยจึงต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก

วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก: สาเหตุหลักจากช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ หากเกิดปัญหาขนส่ง น้ำมันดิบทั่วโลกจะขาดแคลนทันที ส่งผลให้ราคาน้ำมันในไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ไทยจะไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันหลัก แต่เรานำเข้ากว่า 80% ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับขึ้นตาม

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงในงาน Meet the Press เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2566 ว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหานี้ดี และกำลังใช้ทุกกลไกเพื่อชะลอผลกระทบ โดยเริ่มจากดูแลความปลอดภัยคนไทยในพื้นที่เสี่ยงผ่านกระทรวงการต่างประเทศ

เอกนิติ แถลงวิกฤตพลังงาน

วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก รัฐใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพยุงราคา

เครื่องมือหลักคือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพราคา แม้กองทุนจะขาดทุน แต่รัฐยืนยันว่าจะบริหารอย่างรอบคอบ ไม่ฝืนตลาดจนเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจแบบปี 2540 ที่ทุนสำรองระหว่างประเทศถูกกระทบหนัก รัฐจะค่อยๆ ลดการอุดหนุนลงตามสถานการณ์ เพื่อรักษาความมั่นคงทางการคลังระยะยาว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ทุกหน่วยงานรัดเข็มขัด เช่น งดดูงานต่างประเทศ สนับสนุน Work from Home เพื่อประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นทั้งระบบ

  • พยุงราคาน้ำมันไม่ให้แพงเกินไป
  • รัดงบประมาณ ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
  • ส่งเสริม Work from Home ประหยัดน้ำมัน
  • จัดการต้นทุนค่าขนส่งไม่ให้กระทบราคาสินค้า
มาตรการช่วยค่าครองชีพ

มาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

รัฐบาลให้ความสำคัญกับผู้มีรายได้น้อย โดยเตรียมประชุมคณะกรรมการสวัสดิการแห่งรัฐวันที่ 30 มีนาคม 2566 เพื่อจัดสรรงบจำกัดผ่าน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ถึงมือคนเดือดร้อนจริง กระทรวงคมนาคมก็จะควบคุมต้นทุนขนส่ง เพื่อไม่ให้ราคาสินค้าพุ่ง

“เงินทุกบาททุกสตางค์คือเงินภาษีประชาชน รัฐต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด” นายเอกนิติ เน้นย้ำ รัฐจะใช้ทุกเครื่องมือชะลอผลกระทบ แต่ย้ำว่าวิกฤตนี้เป็นระดับโลก ต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐ เอกชน และประชาชน

เอกนิติ พูดถึงเงินภาษี

การลดอุดหนุนน้ำมันบางส่วน จะนำเงินไปช่วยกลุ่มที่ไม่ใช้รถโดยตรง เช่น ผู้สูงอายุหรือคนรายได้น้อย เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม สุดท้าย วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก ครั้งนี้เป็นบทเรียนให้ไทยเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามอัปเดตเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมจากบล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข่าวสำคัญ!

ที่มา – วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก “เอกนิติ” ยันรัฐเดินหน้าพยุงราคาน้ำมัน-ดูแลค่าครองชีพ

“ศุภโชติ” ซัดรัฐบาลวิ่งไล่ตามวิกฤติอยู่ตลอดเวลา

“ศุภโชติ” ซัดรัฐบาลวิ่งไล่ตามวิกฤติอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนหลายคนให้ความสนใจ หลังจากนายศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับการบริหารจัดการวิกฤติน้ำมันของรัฐบาล โดยชี้ว่ารัฐไม่ได้ควบคุมสถานการณ์ แต่กลับต้องวิ่งไล่ตามปัญหาอยู่ตลอด พร้อมโยนภาระหนักหน่วงให้ประชาชนแบกรับ

“ศุภโชติ” ซัดรัฐบาลวิ่งไล่ตามวิกฤติอยู่ตลอดเวลา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 หลังจากนายศุภโชติฟังสัมภาษณ์ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง (ศบก.) ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ เขารู้สึกว่ายิ่งฟังยิ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามหนักขึ้นว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ แทนที่จะบริหารวิกฤติ กลับกลายเป็นการอธิบายความล้มเหลวแบบวันต่อวัน

ประเด็นแรกที่รับไม่ได้: รู้เรื่องขึ้นราคาน้ำมันตอนกลางคืน

ประเด็นแรกที่นายศุภโชติวิจารณ์อย่างหนักคือ นายพิพัฒน์บอกว่าเพิ่งรู้เรื่องการปรับราคาน้ำมันขึ้น 6 บาทในตอนกลางคืน คำพูดนี้เหมือนผลักภาระออกจากตัวเอง ทั้งที่ตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 การตัดสินใจเช่นนี้ต้องเสนอให้รัฐบาลรับทราบและอนุมัติ ในช่วงวิกฤติ ราคาน้ำมันสิงคโปร์ขยับขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลใช้นโยบายตรึงราคามาตลอด 15 วันแรก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กองทุนจะขาดทุนหนักและราคาดีดขึ้นแรง ถ้าประเมินไม่ออก นี่ไม่ใช่แค่ผิดพลาด แต่คือความไร้ประสิทธิภาพชัดๆ

ประเด็นที่สอง: ไม่มีมาตรการช่วยเหลือล่วงหน้า

“ศุภโชติ” ซัดรัฐบาลวิ่งไล่ตามวิกฤติอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทคืนเดียว แต่ไม่มีมาตรการช่วยประชาชนล่วงหน้า ถ้าประเมินดีจริง ควรเตรียมไว้ก่อน ไม่ใช่ขึ้นราคาก่อนแล้วค่อยลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท และยังต้องรอ กกต. อนุมัติเพราะเป็นรัฐบาลรักษาการ ทุกอย่างกลับหัวกลับหาง ควรประสาน กกต. และเตรียมเครื่องมือก่อน ไม่ใช่ให้ประชาชนรับกระแทกก่อนแล้วไล่แก้ นี่แหละที่ทำให้วิกฤติหนักขึ้น ยังสงสัยว่ารัฐบาลจงใจปล่อยให้เกิดคืนหมาหอนให้พ่อค้าหัวหมอกักตุนหรือเปล่า

  • ขึ้นราคาน้ำมันกะทันหันโดยไม่เตือน
  • ไม่มีแผนช่วยเหลือล่วงหน้า
  • โยนความผิดให้ประชาชนตื่นตระหนก

ประเด็นภาษีลาภลอย: ปกป้องนายทุนมากกว่าประชาชน

อีกประเด็นสำคัญ พรรคประชาชนเสนอเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นตั้งแต่วันแรกของวิกฤติ เพราะโรงกลั่นได้กำไรสูงผิดปกติจากความปั่นป่วนโลก รัฐควรออก พ.ร.ก. เก็บภาษีทันที เอาเงินอุดกองทุนน้ำมัน ช่วยประชาชนไม่ต้องแบกค่าน้ำมันแพง ลดภาระเกษตรกร ขนส่ง แต่รัฐบาลยืดเวลา 1 สัปดาห์ ขอรับบริจาคจากโรงกลั่นก่อน ให้เวลานายทุนตัดสินใจ ทำให้ประชาชนจ่ายแพงเพิ่ม แย้งสุดๆ กระทรวงการคลังศึกษาจบแล้ว ยังรออะไร? ถ้าไม่กล้าแตะนายทุนพลังงาน ก็ออก พ.ร.ก. ได้ถ้ามีเจตจำนง

ส่วนเรื่องไอ้โม่ง นายพิพัฒน์ยืนยันไม่มี แต่ยอมรับจับรถขนน้ำมันข้ามแดนที่แม่สอดจริง แล้วจะบอกไม่มีขบวนการฉวยโอกาสได้ยังไง? รัฐบาลโยนผิดประชาชนตื่นตระหนกกักตุน แต่ไม่ตรวจรถข้ามแดนไปเมียนมา ลาว กัมพูชา ที่สำแดงปลอมเป็นน้ำมันใช้แล้ว รีบสรุปไม่มีไอ้โม่งไม่ได้

โดยรวม นายศุภโชติมองว่านายพิพัฒน์ไม่ได้คลี่คลาย แต่แก้ตัวให้ตัวเอง นายทุน กล่าวหาประชาชน ตัดพ้อว่าถูกหาว่ามีส่วนได้เสียกับพลังงาน และใครมาทำก็เหมือนกัน ถ้างั้นลองให้คนอื่นที่ไม่เกี่ยวพันมาทำดูสิ จะได้รู้ว่าต่างกันหรือไม่ สรุปคือถ้ากำกับวิกฤติยังมองว่าปกติ ถึงเวลาที่คุณพิพัฒน์ควรลาออกจาก ผอ.ศบก. และรองนายกฝ่ายพลังงาน เพื่อให้คนเก่งกว่ามารับผิดชอบ

วิกฤติน้ำมันครั้งนี้สะท้อนปัญหาการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาล ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก คุณคิดว่ารัฐบาลควรทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างแท้จริง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เสียงประชาชนดังขึ้น!

ที่มา – “ศุภโชติ” ซัดรัฐบาลวิ่งไล่ตามวิกฤติอยู่ตลอดเวลา ซ้ำโยนภาระกลับมาที่ประชาชน

กองทุนน้ำมันฯ เคาะอัตราใหม่ อุดหนุน “ดีเซล” 16.02 บาทต่อลิตร

กองทุนน้ำมันฯ เคาะอัตราใหม่ อุดหนุน “ดีเซล” 16.02 บาทต่อลิตร ลดลงจากเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัว หากคุณเป็นคนขับรถดีเซลหรือใช้ดีเซลในธุรกิจ คงอยากรู้ว่ามาตรการนี้จะกระทบยังไงบ้าง วันนี้เราจะมาอธิบายแบบละเอียด เป็นกันเอง ให้เข้าใจง่าย ไม่ต้องงงกับศัพท์เทคนิคเยอะ

กองทุนน้ำมันฯ เคาะอัตราใหม่ อุดหนุน “ดีเซล” 16.02 บาทต่อลิตร เริ่มบังคับใช้ 27 มี.ค. 2569

วันที่ 26 มีนาคม 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ออกประกาศฉบับที่ 30 เรื่องการกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย และอื่นๆ สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยยกเลิกประกาศฉบับที่ 29 เดิมที่ออกเมื่อ 24 มีนาคม 2569 มาตรการนี้ยึดตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เพื่อให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับเหมาะสม บรรเทาผลกระทบต่อประชาชน และรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน

หลักการสำคัญคือ หลีกเลี่ยงการอุดหนุนข้ามกลุ่ม (Cross Subsidies) คำนึงถึงราคาต้นทุนจริง แนวโน้มตลาดโลก และไม่กระทบกลไกตลาดเสรี โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันขายปลีกเกิน 30 บาทต่อลิตร กองทุนจะเข้ามาช่วยชดเชย

รายละเอียดอัตราการอุดหนุนน้ำมันแต่ละประเภท

มาดูตัวเลขชัดๆ กันเลย สำหรับน้ำมันที่ผลิตในประเทศและนำเข้าเพื่อใช้ในไทย:

  • น้ำมันเบนซิน: ส่งเข้ากองทุน 5.50 บาท/ลิตร (ไม่ชดเชย)
  • แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91: ชดเชย 0.56 บาท/ลิตร (สำหรับนำเข้า)
  • E20: ชดเชย 3.54 บาท/ลิตร (นำเข้า)
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา: อุดหนุน 16.02 บาท/ลิตร (ทั้งผลิตในและนำเข้า รวมแบรนด์ดังอย่าง Caltex Power Diesel, Shell V-Power Diesel, Super Power Diesel)
  • B20: อุดหนุน 18.94 บาท/ลิตร

สำหรับน้ำมันส่งออกหรือยกเว้น จะคืนเงินตามอัตราดังกล่าว น้ำมันดีเซลที่ผสมไบโอต่ำกว่าเกณฑ์ก็รวมอยู่ด้วย แต่ไม่รวมน้ำมันพื้นฐานที่นำมาผสมเพิ่ม

มาตรการนี้เริ่มใช้ตั้งแต่ 27 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ส่งผลให้ราคาดีเซลปลีกน่าจะคงที่หรือปรับลงเล็กน้อย ช่วยผู้ใช้รถบรรทุก รถตู้ รถแท็กซี่ ที่พึ่งพาดีเซลเป็นหลัก ประหยัดค่าจ้างไปได้เยอะ โดยเฉพาะช่วงราคาน้ำมันโลกผันผวนจากสถานการณ์ geopolitics

ผลกระทบต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจ

การลดอัตราการอุดหนุนดีเซลเหลือ 16.02 บาท/ลิตร แสดงว่ากองทุนฯ เริ่มปรับสมดุล ไม่ให้ขาดทุนหนักเกินไป แต่ยังช่วยประชาชนได้ โดยเฉพาะภาคขนส่งที่ใช้น้ำมันดีเซลกว่า 40% ของการบริโภคทั้งหมด ถ้าคุณเป็นแม่ค้าขายอาหาร ขับรถส่งของ หรือเจ้าของธุรกิจโลจิสติกส์ คงโล่งใจที่ราคาไม่พุ่งสูง

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาแนวโน้มราคาน้ำมันดิบ Brent และ Dubai ที่ผันผวนจากสงครามยูเครน-รัสเซีย และนโยบาย OPEC+ ถ้าราคาต่ำลงต่อ กองทุนอาจลดชดเชยเพิ่ม

เคล็ดลับสำหรับผู้ใช้ดีเซล: เลือก B20 ที่อุดหนุนสูงกว่า ถ้ารถรองรับ เพื่อประหยัดเงิน และช่วยสิ่งแวดล้อม ลองเช็คราคาที่ปั๊มใกล้บ้านวันนี้เลย!

สรุปแล้ว มาตรการกองทุนน้ำมันฯ เคาะอัตราใหม่ อุดหนุน “ดีเซล” 16.02 บาทต่อลิตร เป็นก้าวสำคัญในการบริหารพลังงานไทยให้ยั่งยืน แนะนำให้ติดตามประกาศล่าสุดจาก กบน. และกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อวางแผนค่าใช้จ่ายให้ดี

ที่มา – กองทุนน้ำมันฯ เคาะอัตราใหม่ อุดหนุน “ดีเซล” 16.02 บาทต่อลิตร

Scroll to top