กองทุนเงินทดแทน

ประกันสังคมย้ำสิทธิค่าทดแทนรายเดือนเจ็บป่วยงาน

วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างทุกคนต้องรู้จักกันดีเลยนะคะ โดยเฉพาะ ค่าทดแทนรายเดือน จากกองทุนเงินทดแทนของสำนักงานประกันสังคม ที่ช่วยเหลือเมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้ประชาสัมพันธ์สิทธิ์นี้เพื่อให้ทุกคนมั่นใจว่าถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝัน จะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่

สิทธิ ค่าทดแทนรายเดือน นี้ ลูกจ้างจะได้รับเงินชดเชยจำนวน 70% ของค่าจ้างรายเดือนปกติ โดยมีขั้นต่ำไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายในพื้นที่ที่ทำงาน และสูงสุดไม่เกิน 14,000 บาทต่อเดือน ถ้าคุณเป็นลูกจ้างที่จ่ายประกันสังคมอยู่ ก็เตรียมรับสิทธิ์นี้ได้เลยถ้าเข้าหลักเกณฑ์

ค่าทดแทนรายเดือน ประกันสังคม ลูกจ้างเจ็บป่วย

ค่าทดแทนรายเดือน

สิทธิ ค่าทดแทนรายเดือน แบ่งออกเป็น 4 กรณีหลักๆ ที่ลูกจ้างสามารถรับได้ ดังนี้เลยค่ะ มาดูรายละเอียดกันเพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ์สำคัญ

กรณีที่ 1: หยุดพักรักษาตัวตามใบรับรองแพทย์

ถ้าแพทย์ให้หยุดงานเพื่อรักษาตัวจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน คุณมีสิทธิได้รับ ค่าทดแทนรายเดือน 70% ของค่าจ้าง ตั้งแต่วันแรกที่หยุด แต่ไม่เกิน 1 ปี นะคะ ต้องมีใบรับรองแพทย์ชัดเจน และหยุดตามที่หมอสั่งเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณล้มในที่ทำงาน บาดเจ็บขา แพทย์ให้พัก 3 เดือน ก็รับเงินชดเชยเต็มๆ ไปเลย

กรณีที่ 2: สูญเสียสมรรถภาพในการทำงาน

หลังรักษาเสร็จ ถ้าสมรรถภาพร่างกายลดลง เช่น มือไม่ค่อยดีเท่าเดิม จะประเมินหลังสิ้นสุดการรักษา หรือ 1 ปีหลังเกิดเหตุ แล้วรับ ค่าทดแทนรายเดือน 70% ไม่เกิน 10 ปี ช่วยให้คุณมีรายได้ต่อเนื่องแม้ไม่สามารถทำงานเต็มที่

กรณีที่ 3: ทุพพลภาพถาวร จะได้เงิน 70% ตลอดชีวิตเลยค่ะ สิทธิ์นี้สำคัญมากสำหรับคนที่บาดเจ็บหนัก

กรณีที่ 4: ถ้าถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ครอบครัวจะได้รับแทนเป็นเวลา 10 ปี

  • หยุดพักรักษา: ไม่เกิน 1 ปี
  • สูญเสียสมรรถภาพ: ไม่เกิน 10 ปี
  • ทุพพลภาพ: ตลอดชีวิต
  • ถึงแก่ความตาย: 10 ปี

นอกจากนี้ การสมัครสิทธิ์ทำได้ง่ายๆ ที่สำนักงานประกันสังคมใกล้บ้าน หรือส่งเอกสารทางออนไลน์ ต้องเตรียมใบรับรองแพทย์ เอกสารนายจ้างยืนยัน และบัตรประชาชน อย่าลืมตรวจสอบว่าตัวเองอยู่ในระบบประกันสังคมด้วยนะคะ

สิทธิ ค่าทดแทนรายเดือน นี้ไม่ใช่แค่เงินชดเชย แต่เป็นเกราะป้องกันให้ลูกจ้างกล้าทำงานโดยไม่กลัวเสี่ยง โดยเฉพาะอาชีพเสี่ยงสูงอย่างก่อสร้าง โรงงาน หรือขับรถ ถ้าคุณเป็นนายจ้าง ก็ควรแจ้งลูกน้องให้รู้สิทธิ์นี้ด้วย จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน

ในยุคที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน สิทธิประกันสังคมแบบนี้ยิ่งสำคัญ ช่วยลดภาระครอบครัวได้มาก เราเห็นเคสจริงหลายคนที่ได้รับเงินนี้แล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้ อย่าปล่อยให้สิทธิ์หลุดมือ ถ้าคุณเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ได้เลยนะคะ

ชวนทุกคนศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามได้ที่สายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือไปที่สำนักงานประกันสังคมใกล้บ้าน รู้สิทธิ์ = มีความมั่นใจในการทำงานมากขึ้น!

ที่มา – “ประกันสังคม” ย้ำสิทธิ “ค่าทดแทนรายเดือน” เมื่อลูกจ้างเจ็บป่วยจากการทำงาน

ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง เน้นลงทุนมีเสถียรภาพ

ในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวน ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง เน้นลงทุนมีเสถียรภาพ เป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องผู้ประกันตนทั่วประเทศ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ออกมาประกาศสถานะกองทุนที่มั่นคง พร้อมยอดเงินลงทุนสะสมทะลุ 2.9 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการที่รอบคอบและมีประสิทธิภาพ

ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง เน้นลงทุนมีเสถียรภาพ

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สปส. ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 แสดงให้เห็นว่ากองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนสะสมรวม 2,859,400 ล้านบาท เกิดจากเงินสมทบจากนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล รวม 1,728,722 ล้านบาท และผลตอบแทนจากการลงทุนสะสม 1,130,678 ล้านบาท ในปี 2568 นี้ สร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้วกว่า 80,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตรา 6.1% ของพอร์ตการลงทุน

กลยุทธ์การลงทุนที่ยึดหลักเสถียรภาพเป็นสำคัญ โดยแบ่งสัดส่วนหลักทรัพย์มั่นคงสูง 69.01% และหลักทรัพย์เสี่ยง 30.99% การลงทุนในประเทศ 60.47% และต่างประเทศ 39.53% ทำให้กองทุนสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้ดี สร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกันตนกว่า 12 ล้านคนทั่วไทย

รายละเอียดการลงทุนกองทุนประกันสังคมปี 2568

  • เงินลงทุนสะสม: 2,859,400 ล้านบาท
  • เงินสมทบ: 1,728,722 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนสะสม: 1,130,678 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนปี 2568: 80,000 ล้านบาท (6.1%)
  • สัดส่วนลงทุน: มั่นคง 69.01%, เสี่ยง 30.99%

นอกจากนี้ กองทุนเงินทดแทนก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน มีเงินลงทุนสะสม 88,136 ล้านบาท จากเงินสมทบนายจ้างสุทธิ 52,664 ล้านบาท และผลตอบแทน 35,472 ล้านบาท ปี 2568 สร้างผลตอบแทน 4,228 ล้านบาท หรือ 5.68% โดยลงทุนมั่นคง 81.37% เสี่ยง 18.63% ในประเทศ 71.54% ต่างประเทศ 28.46%

ประโยชน์ที่ผู้ประกันตนได้รับจากเสถียรภาพกองทุน

การบริหารกองทุนที่ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง ช่วยให้สิทธิประโยชน์ เช่น กรณีชราภาพ สูงอายุ ว่างงาน และเจ็บป่วย มีความยั่งยืน ผู้ประกันตนสามารถวางใจได้ว่าสวัสดิการจะจ่ายครบถ้วนทันเวลา สอดคล้องมาตรฐานสากล

เลขาธิการ สปส. เน้นย้ำว่า การดำเนินงานเป็นไปตามระเบียบอย่างรัดกุม มุ่งสร้างผลตอบแทนยั่งยืน เพื่อสวัสดิการที่มั่นคงให้ทุกคน ในอนาคต สปส. จะปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกต่อไป

สำหรับผู้ประกันตนที่สนใจตรวจสอบสถานะกองทุนหรือสิทธิประโยชน์ สามารถเข้าเว็บไซต์ สปส. หรือแอป SSO Connect ได้ทันที

สรุปแล้ว ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง เน้นลงทุนมีเสถียรภาพ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อแรงงานไทย หวังว่าทุกท่านจะได้รับประโยชน์เต็มที่ ลองเช็กสิทธิของคุณวันนี้เพื่อความอุ่นใจในวันพรุ่งนี้!

ที่มา – ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง เน้นลงทุนมีเสถียรภาพ

เตือนนายจ้าง! ชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 69

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เตือนนายจ้างให้ความสำคัญกับการชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 และการรายงานค่าจ้างปี 2568 ให้ทันตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกจ้าง

เตือนนายจ้างชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประกันสังคมปี 2569 ตามกำหนด

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ออกมาแจ้งเตือนนายจ้างทุกแห่งให้ดำเนินการชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี 2569 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 ที่จะถึงนี้ การดำเนินการอย่างตรงต่อเวลาจะช่วยให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทนอย่างเต็มที่

ช่องทางการชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนนั้นมีความหลากหลายและสะดวกสบาย นายจ้างสามารถเลือกชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งประกอบด้วยธนาคารชั้นนำหลายแห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน), ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน), ธนาคารดอยซ์ แบงก์, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเจพีมอร์แกน เซส และบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด รวมถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ช่องทางเหล่านี้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ นายจ้างยังสามารถชำระเงินได้ที่เคาน์เตอร์ธนาคาร หรือ หน่วยบริการของธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด

รายงานค่าจ้างกองทุนเงินทดแทนคืออะไร?

นอกเหนือจากการชำระเงินสมทบแล้ว นายจ้างยังมีหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การรายงานค่าจ้างกองทุนเงินทดแทน ประจำปี 2568 ซึ่งต้องดำเนินการภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีช่องทางให้เลือก 2 ช่องทางหลัก ได้แก่:

  • รายงานค่าจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wage): ระบบนี้ช่วยให้นายจ้างสามารถรายงานค่าจ้างได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้
  • รายงานค่าจ้างที่สำนักงานประกันสังคม: นายจ้างสามารถยื่นรายงานค่าจ้างได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานคร/จังหวัด/สาขา

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมเน้นย้ำว่า หากนายจ้างพบว่าจำเป็นต้องชำระเงินสมทบเพิ่มเติมหลังจากรายงานค่าจ้างแล้ว จะต้องดำเนินการชำระเงินภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ หากนายจ้างไม่ชำระเงินสมทบภายในกำหนดเวลา หรือ ชำระไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่กำหนด จะต้องชำระเงินเพิ่มตามกฎหมายในอัตราร้อยละ 2 ของจำนวนเงินสมทบต่อเดือนที่ค้างชำระ การไม่ปฏิบัติตามกำหนดเวลาไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการเงินกองทุนโดยรวม และอาจส่งผลต่อการให้สิทธิประโยชน์และความคุ้มครองแก่ลูกจ้างตามกฎหมาย ดังนั้น สำนักงานประกันสังคมจึงขอความร่วมมือนายจ้างทุกท่านให้ปฏิบัติตามกำหนดเวลาและช่องทางที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างและช่วยให้การบริหารกองทุนเงินทดแทนมีประสิทธิภาพสูงสุด การชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 ให้ตรงเวลาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 และการรายงานค่าจ้างอย่างถูกต้องและทันเวลาเป็นหน้าที่สำคัญของนายจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างได้รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับอย่างครบถ้วน อย่าลืมชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 ตามกำหนดนะครับ

การเอาใจใส่และปฏิบัติตามกฎระเบียบของกองทุนเงินทดแทนไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อลูกจ้างและสังคมโดยรวมอีกด้วย การมีส่วนร่วมในการสร้างระบบสวัสดิการที่ดีจะนำมาซึ่งความมั่นคงและความผาสุกของทุกคนในสังคม

ที่มา – เตือนนายจ้างชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประกันสังคมปี 2569 ตามกำหนด

สปส. แนะช่องทางชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ให้ความสำคัญอย่างมากในการยกระดับคุณภาพกลไกการทำงานของ “กองทุนเงินทดแทน” ให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองลูกจ้าง หรือให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ประสบอันตราย พิการ ทุพพลภาพ ตาย หรือสูญหายจากการทำงานหรือเจ็บป่วยจากโรคจากการทำงานและมอบสิทธิประโยชน์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานไทย

แต่ทั้งนี้ นายจ้างจะต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนให้ลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนเสียก่อน พร้อมชำระเงินสมทบให้แก่กองทุนเงินทดแทน เพื่อรับสิทธิในการคุ้มครองเมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ทุพพลภาพ ตายหรือสูญหาย สูญเสียอวัยวะ หรือสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายแก่ลูกจ้าง การชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนจึงเป็นหน้าที่สำคัญของนายจ้าง

สำหรับการจ่ายชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน จะเรียกเก็บจากนายจ้างเป็นรายปี โดยคำนวณจากจำนวนเงินค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างทั้งปี รวมกันคนละไม่เกิน 240,000 บาทต่อปี คูณกับอัตราเงินสมทบ ของประเภทกิจการ ระหว่างอัตรา 0.20-1.00% และหากสถานประกอบการมีสถิติการประสบอันตรายลดลงหรือมีการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยดีขึ้น อัตราเงินสมทบที่นายจ้างต้องชำระจะได้รับการปรับลดลง

นายจ้างสามารถชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนได้ 4 ช่องทาง ได้แก่

ช่องทางชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน

1. ณ สำนักงานประกันสังคมด้วยเงินสดหรือเช็ค

2. ทางไปรษณีย์

3. ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารหรือหน่วยบริการ

  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
  • เคาน์เตอร์โลตัส
  • เคาน์เตอร์เซอร์วิส (เซเว่น-อีเลฟเว่น)

4. ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment)

  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารออมสิน
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
  • ธนาคารดอยซ์แบงก์
  • ธนาคารเจพีมอร์แกน เชส
  • เคาน์เตอร์เซอร์วิส (ชำระด้วยบัตรมาสเตอร์การ์ด)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1506 โทร.ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ไลน์ @ssothai หรือ www.sso.go.th

“กองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคมมุ่งเน้นและส่งเสริมมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยภายในสถานประกอบการให้มีคุณภาพและสามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตของแรงงานในประเทศ” นางสาวกาญจนา กล่าวย้ำ

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน: ช่องทางที่นายจ้างควรรู้

การชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน เป็นเรื่องที่นายจ้างต้องให้ความสำคัญ เพื่อสร้างหลักประกันให้กับลูกจ้าง หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจากการทำงาน การทราบช่องทางการชำระเงินที่สะดวกและรวดเร็ว จะช่วยให้นายจ้างสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง และทำให้ลูกจ้างได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ อย่าลืมตรวจสอบอัตราเงินสมทบและชำระเงินให้ตรงตามกำหนดเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับนะครับ

ที่มา – “สปส.” แนะช่องทางนายจ้างชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน สร้างหลักประกันให้แรงงานไทย

ประกันสังคมเตือน! ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน

สำนักงานประกันสังคม ออกมาเตือนนายจ้างให้รีบดำเนินการยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน หากละเลยมีโทษทั้งจำทั้งปรับ!

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการขึ้นทะเบียนลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างทุกคนได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน ซึ่งจะช่วยดูแลลูกจ้างเมื่อประสบอุบัติเหตุ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต อันเนื่องมาจากการทำงาน ดังนั้น นายจ้างจึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มงานวันแรก

ประกันสังคม เตือนนายจ้างยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน

สำหรับนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษ ขอให้นายจ้างทุกท่านตรวจสอบและดำเนินการยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างให้ถูกต้องและครบถ้วนตามกำหนด

ช่องทางการยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้าง

สำนักงานประกันสังคมได้อำนวยความสะดวกแก่นายจ้าง โดยมีช่องทางการยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้าง 2 ช่องทาง ดังนี้

  1. ยื่นเอกสารด้วยตนเอง: ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ จังหวัด หรือสาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่
  • สำหรับลูกจ้างสัญชาติไทย
    • กรอกรายละเอียดในแบบฟอร์ม สปส.1-03 ให้ครบถ้วน
    • ไม่ต้องมีเอกสารแนบ
    • ไม่ต้องใช้แบบเลือกสถานพยาบาล สปส.9-02
  • สำหรับลูกจ้างชาวต่างชาติ/ต่างด้าว
    • กรอกแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน สปส.1-03
    • สำเนาหนังสือเดินทาง หรือเอกสารแสดงตัวแทนหนังสือเดินทาง
    • สำเนาใบอนุญาตทำงาน
    • สำเนาเอกสารการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวกรณีพิเศษ
  1. ยื่นผ่านระบบออนไลน์: ผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th (ระบบ e-Service)

ขั้นตอนการยื่นแบบออนไลน์:

  1. เข้าไปที่เว็บไซต์ www.sso.go.th
  2. ลงทะเบียนและพิมพ์แบบ สปส.1-05
  3. นำเอกสารไปยื่นที่สำนักงานประกันสังคม
  4. รอเจ้าหน้าที่อนุมัติ User Password

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่สายด่วน 1506 (โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง), LINE: @ssothai หรือเว็บไซต์ www.sso.go.th

การยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้าง เป็นหน้าที่สำคัญของนายจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างครบถ้วน และยังเป็นการสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นให้กับลูกจ้างอีกด้วย อย่าลืมดำเนินการให้ถูกต้องและทันเวลา!

ที่มา – ประกันสังคม เตือนนายจ้างยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน ที่รับเข้าทำงาน

เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนเพื่อลูกจ้าง

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน เพื่อให้ลูกจ้างทุกคนได้รับทราบสิทธิประโยชน์ที่ตนเองพึงได้รับ และได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงาน

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน ซึ่งดูแลโดยสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้ประชาชนและแรงงานทุกภาคส่วนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแรงงานเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ การดูแลให้ลูกจ้างทุกคนได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดี และได้รับการคุ้มครองอย่างทั่วถึงจึงเป็นเรื่องสำคัญ

สำนักงานประกันสังคมจึงได้จัดตั้งกองทุนเงินทดแทนขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงให้แก่ลูกจ้างในยามที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน โดยนายจ้างจะเป็นผู้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน

เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน

กองทุนเงินทดแทนให้ความคุ้มครองลูกจ้างตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน และเมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน จะได้รับเงินทดแทนใน 4 กรณีดังนี้:

  1. ค่ารักษาพยาบาล: กองทุนจะดูแลค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 65,000 บาท กรณีบาดเจ็บรุนแรง จะดูแลค่ารักษาพยาบาลสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท
  2. ค่าทดแทนรายเดือน: ลูกจ้างจะได้รับค่าทดแทนรายเดือนในอัตราร้อยละ 70% ของค่าจ้างรายเดือน โดยได้รับไม่เกิน 14,000 บาทต่อเดือน กรณีแพทย์สั่งให้หยุดพักรักษาตัว ตั้งแต่วันแรก รวมไม่เกิน 1 ปี กรณีสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายไม่เกิน 10 ปี ทุพพลภาพตลอดชีวิต หรือถึงแก่ความตายหรือสูญหาย 10 ปี และค่าทำศพ
  3. ค่าทำศพ: กรณีเสียชีวิต จะได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท โดยจะจ่ายให้แก่ทายาท
  4. การฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน: สำหรับลูกจ้างที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน กองทุนจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายดังนี้:
    • ค่าใช้จ่ายในกระบวนการเวชกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านการแพทย์ ไม่เกินครั้งละ 200 บาท และค่าใช้จ่ายจัดการโครงการไม่เกินรายวันละ 100 บาท โดยรวมแล้วในแต่ละปีไม่เกิน 24,000 บาท
    • ค่าใช้จ่ายฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพและทักษะการทำงาน เพื่อประโยชน์ในอาชีพสมรรถภาพเต็มตามแผนไม่เกิน 40,000 บาท หากเกินต้องเป็นไปตามเหตุจำเป็นไม่เกิน 140,000 บาท แต่กรณีรวมกันไม่เกิน 180,000 บาท โดยเป็นค่าพาหนะการพาลูกจ้างไปยังสถานที่ฝึกอบรมด้วย
    • ค่าใช้จ่ายในส่วนของการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานในอาชีพ ที่นายจ้างต้องตรวจสอบความสามารถของลูกจ้าง โดยรวมไม่เกิน 180,000 บาท
    • ค่าใช้จ่ายในส่วนของการสนับสนุนและบริการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานให้พนักงานที่เป็นภาวะทุพพลภาพอันเนื่องมาจากอันตราย หรือเจ็บป่วยจากการทำงานโดยไม่เกินปีละ 24,000 บาท

ทำไมต้องเร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน?

การสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ลูกจ้างเข้าใจถึงสิทธิและความคุ้มครองที่ตนเองได้รับจากกองทุนนี้ ช่วยให้ลูกจ้างสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงทีเมื่อประสบเหตุอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับลูกจ้างในการทำงานอีกด้วย

สำหรับค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านอาชีพ จะจ่ายได้เฉพาะการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่หน่วยงานของสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ดำเนินการ

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วน 1506 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อผ่านไลน์ @ssothai หรือเว็บไซต์ www.sso.go.th

การที่สำนักงานประกันสังคมเร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนนั้น เป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การรับรู้ถึงสิทธิประโยชน์ของตนเอง จะช่วยให้แรงงานมีความมั่นใจในการทำงาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ที่มา – เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนสิทธิประโยชน์ของแรงงานลูกจ้าง

“ตรีนุช” ห่วงใยลูกจ้าง เหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือก

“ตรีนุช” รมว.แรงงาน ห่วงใยลูกจ้างบาดเจ็บ 3 ราย จากเหตุเพลิงไหม้โรงสีข้าวเปลือก อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง มอบประกันสังคมดูแลลูกจ้างบาดเจ็บใกล้ชิด

จากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงสีในพื้นที่อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เป็นเหตุให้ลูกจ้างได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 ราย

ล่าสุด (21 พฤศจิกายน 2568) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยสั่งการสำนักงานประกันสังคมเร่งให้ความช่วยเหลือทันที ในการนี้ นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้มอบหมายให้ นางสาวปารินทร์ วิไลโรจน์ ประกันสังคมจังหวัดอ่างทอง ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์และเยี่ยมให้กำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บและญาติอย่างใกล้ชิด ณ โรงพยาบาลอ่างทองและโรงพยาบาลไชโย เพื่อประสานความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง และสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกจ้างและครอบครัว

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้สั่งการให้ นางสาวปารินทร์ วิไลโรจน์ ประกันสังคมจังหวัดอ่างทอง พร้อมเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ร่วมกับ นายนที มนตริวัต ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดอ่างทอง ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุโรงสีข้าวเปลือก บริษัท อ่างทองธัญชาติ จำกัด สาขาอ่างทอง เหตุเกิดขณะที่ลูกจ้าง ซ่อมเครื่องจักรสกัดรำข้าวแล้วเกิดประกายไฟเป็นเหตุทำให้ระเบิดและเกิดเพลิงไหม้ ขณะนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบสาเหตุการระเบิดที่แน่ชัดได้ ทำให้ลูกจ้างได้รับบาดเจ็บถูกไฟไหม้บริเวณใบหน้าและลำตัว

หลังเกิดเหตุนายจ้างนำตัวส่งโรงพยาบาลไชโย จำนวน 3 ราย คือ นายธีรพล ศรขาว อายุ 32 ปี ได้รับบาดเจ็บรุนแรง แพทย์ส่งตัวเข้ารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลอ่างทอง นายภราดร ด้วงทรัพย์ อายุ 23 ปี และนายสมัย สีดา อายุ 49 ปี ยังคงพักรักษาตัวในโรงพยาบาลไชโย

นางสาวกาญจนา กล่าวต่อไปว่า สำหรับการช่วยเหลือลูกจ้างที่ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน ผู้บาดเจ็บจะได้รับความคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม โดยผู้บาดเจ็บ 3 ราย มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น 65,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐจนสิ้นสุดการรักษาจะได้รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นจนกว่าจะสิ้นสุดการรักษา กรณีแพทย์รับรองให้หยุดพักรักษาตัว มีสิทธิได้รับค่าทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนไม่เกิน 1 ปี หากมีการสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานจะได้รับค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน ตามอัตราการสูญเสีย และในกรณีทุพพลภาพจะได้รับค่าทดแทนร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนตลอดชีวิต

โดยในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้สั่งการให้ นางสาวปารินทร์ วิไลโรจน์ ประกันสังคมจังหวัดอ่างทอง พร้อมเจ้าหน้าที่ เดินทางลงพื้นที่ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดอ่างทอง เยี่ยมให้กำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บ ณ โรงพยาบาลอ่างทองและโรงพยาบาลไชโย ในการนี้ นางสาวกาญจนา ได้กล่าวว่า ขอแสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม พร้อมดูแลให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บให้ได้รับสิทธิประโยชน์โดยเร็วที่สุด.

“ตรีนุช” รมว.แรงงาน ห่วงใย 3 ลูกจ้างบาดเจ็บ เหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือก มอบประกันสังคมดูแลใกล้ชิด

จากเหตุการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีประกันสังคมที่ช่วยดูแลและให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานได้อย่างทันท่วงที

ประกันสังคมช่วยเหลือลูกจ้างจากเหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือกอย่างไร?

  • ค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น 65,000 – 1,000,000 บาท
  • ค่าทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน (ไม่เกิน 1 ปี)
  • ค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน (ตามอัตราการสูญเสีย)
  • ค่าทดแทนร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนตลอดชีวิต (กรณีทุพพลภาพ)

เหตุการณ์ “ตรีนุช” รมว.แรงงาน ห่วงใย 3 ลูกจ้างบาดเจ็บ เหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือก มอบประกันสังคมดูแลใกล้ชิด ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้สถานประกอบการให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน และลูกจ้างเองก็ควรตระหนักถึงสิทธิประโยชน์ที่ตนเองพึงได้รับจากประกันสังคม หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

หากท่านเป็นลูกจ้างและต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานประกันสังคมใกล้บ้านท่าน หรือโทรสายด่วน 1506

“ตรีนุช” รมว.แรงงาน ห่วงใย 3 ลูกจ้างบาดเจ็บ เหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือก มอบประกันสังคมดูแลใกล้ชิดและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกจ้างและครอบครัว

ที่มา – “ตรีนุช” รมว.แรงงาน ห่วงใย 3 ลูกจ้างบาดเจ็บ เหตุไฟไหม้โรงสีข้าวเปลือก มอบประกันสังคมดูแลใกล้ชิด

Scroll to top