กองบัญชาการกองทัพไทย

ครม. อนุมัติงบ 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพลชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 12 พฤษภาคม 2567 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติงบประมาณกลางจำนวน 452 ล้านบาท เพื่อ ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของรัฐบาลต่อบุคลากรทางทหารที่เสี่ยงภัยเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมครม. ว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ถูกอนุมัติให้กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก และกองทัพเรือ รวมวงเงิน 452,350,000 บาท ตามข้อเสนอของกระทรวงกลาโหม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเยียวยากำลังพล 91 นายที่ได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

รายละเอียดกำลังพลที่ได้รับการเยียวยา

กำลังพลทั้ง 91 นาย มาจากหน่วยงานหลัก 3 หน่วย ได้แก่

  • กองบัญชาการกองทัพไทย
  • กองทัพบก
  • กองทัพเรือ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวมานาน เนื่องจากข้อพิพาทด้านเขตแดน โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง แม้ไทยและกัมพูชาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น แต่การปฏิบัติหน้าที่ของทหารยังคงมีความเสี่ยงสูง ทั้งจากสภาพภูมิประเทศที่ขรุขระ ฝนตกหนัก หรือแม้กระทั่งการเผชิญหน้ากับฝั่งตรงข้าม

งบประมาณจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้ในการรักษาพยาบาล สนับสนุนการฟื้นฟูสุขภาพจิต การชดเชยความสูญเสีย และการปรับปรุงสวัสดิการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยคำนวณจากความรุนแรงของอาการบาดเจ็บและผลกระทบที่เกิดขึ้น คาดว่าจะช่วยให้กำลังพลเหล่านี้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความสำคัญของการเยียวยาจากครม.

การที่ ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นตัวอย่างของการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อความต้องการของฝ่ายความมั่นคง ทหารไทยทำหน้าที่ปกป้องชาติอย่างกล้าหาญ แต่พวกเขาก็เป็นมนุษย์ที่ต้องการการดูแลเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน งบประมาณนี้ไม่เพียงช่วยเหลือบุคคล แต่ยังเสริมขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลทั้งกองทัพในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ในอดีต มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันหลายครั้ง เช่น การปะทะที่ปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2551-2554 ซึ่งทำให้มีทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รัฐบาลในขณะนั้นก็ได้จัดสรรงบเยียวยาเช่นกัน การอนุมัติครั้งนี้จึงเป็นการสานต่อนโยบายที่ให้ความสำคัญกับบุคลากรทหาร นอกจากนี้ ยังช่วยลดความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยแสดงให้กัมพูชาเห็นถึงความรับผิดชอบของไทยต่อกำลังพลของตน

กระทรวงกลาโหมยืนยันว่างบนี้จะถูกใช้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับผลกระทบ นอกจากการเยียวยาแล้ว ยังมีการวางแผนป้องกันเหตุซ้ำรอย เช่น การฝึกอบรมเพิ่มเติม การปรับปรุงยุทโธปกรณ์ และการเจรจากับกัมพูชาในระดับทวิภาคี

สำหรับประชาชนชาวไทย การตัดสินใจของครม. ครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคงชายแดน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชาติ โดยเฉพาะในยุคที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง การลงทุนในกำลังพลจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นก้าวแรกในการเยียวยา แต่เรายังต้องติดตามการใช้จ่ายและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกบาททุกสตางค์ไปถึงผู้ที่สมควรได้รับ ในมุมมองของผู้เขียน การดำเนินการครั้งนี้ไม่เพียงช่วยทหาร แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกให้เป็นชาติที่ใส่ใจบุคลากร

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? เชื่อว่าพอหรือไม่ หรือควรมีเพิ่มเติม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นทราบข่าวสารสำคัญ!

ที่มา – ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง สั่งเฝ้าระวัง 24 ชม.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในช่วงที่สถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนักมากแบบนี้ เรามีข่าวดีจากกองทัพไทยมาบอกกันนะครับ ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์ 24 ชม. พร้อมแผนอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงทันทีที่รัฐบาลไฟเขียว ฟังดูแล้วอุ่นใจใช่ไหมล่ะ? วันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลแบบละเอียด พร้อมวิเคราะห์ว่ามันหมายถึงอะไรสำหรับพวกเราชาวไทยทั้งในและต่างประเทศ

ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์ 24 ชม.

ตามที่ พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้แถลงเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ครับ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ได้ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า ไทยเป็นกลาง ในความขัดแย้งตะวันออกกลางตามนโยบายรัฐบาล โดยมุ่งปกป้องผลประโยชน์ชาติสูงสุด กองทัพได้รับมอบหมายจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศไทย (กต.) ขับเคลื่อนแผนรับมือวิกฤตเต็มรูปแบบ

คำสั่งสำคัญคือ เฝ้าระวังสถานการณ์และผลกระทบต่อความมั่นคงไทยตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีหลับมีนอนเลยครับ! มีการบูรณาการกับเหล่าทัพ กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานอื่นๆ เตรียมกำลังพล เครื่องบิน อากาศยานให้พร้อม อพยพคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัยทันทีที่มีคำสั่งจากรัฐบาล โฆษกยังย้ำว่า “กองทัพไทยพร้อมดูแลความปลอดภัยให้กับคนไทยในพื้นที่เสี่ยงภัยจากความขัดแย้ง และขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจในแผนการปฏิบัติงานที่มีการซักซ้อมและประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในทุกภาคส่วน”

ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง ช่วยปกป้องอะไรบ้าง?

จุดยืนไทยเป็นกลางนี่แหละครับที่เป็นหลักการ外交ของเรามานาน ช่วยให้ไทยไม่ถูกดึงเข้าไปพัวพันความขัดแย้งใหญ่ๆ แต่ยังคงช่วยเหลือมนุษยธรรมได้ โดยเฉพาะคนไทยที่กำลังอยู่ในพื้นที่เสี่ยง เช่น อิสราเอล ปาเลสไตน์ อิหร่าน หรือชาติใกล้เคียง สถานการณ์ตอนนี้ร้อนระอุจากความตึงเครียดระหว่างอิสราเอล-ฮามาส และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ กองทัพไทยจึงต้องเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจลามมาถึง เช่น น้ำมันแพง เศรษฐกิจสะดุด หรือภัยคุกคามความมั่นคง

นอกจากนี้ ยังมีการประเมินความเสี่ยงต่อเนื่อง เพื่อให้แผนอพยพมีประสิทธิภาพสูงสุด กองทัพซ้อมแผนอพยพมาหลายรอบแล้วนะครับ ตั้งแต่เหตุการณ์ยูเครนไปจนถึงตะวันออกกลางรอบก่อนๆ

แผนอพยพคนไทย: พร้อมรบจริงจังแค่ไหน?

  • เฝ้าระวัง 24 ชม.: หน่วยข่าวกรองติดตามสถานการณ์เรียลไทม์ รายงานนายกฯ และ ผบ.ทสส. ทันที
  • ประสานงานหลายหน่วย: กองทัพ + กต. + สภาความมั่นคง + สายการบินไทย
  • กำลังพลและยานพาหนะ: เครื่องบินทิ้งระเบิด C-130, เครื่องบินโดยสารทหาร พร้อมเจ้าหน้าที่กงสุลคอยช่วยเหลือ
  • จุดรับอพยพ: สนามบินนานาชาติใกล้เคียง หรือฐานทัพพันธมิตรที่เป็นกลาง
  • การดูแลหลังกลับ: กักตัวตรวจสุขภาพ สวัสดิการชั่วคราวจากรัฐ

เห็นมั้ยครับ ครบวงจรขนาดนี้ มั่นใจได้เลยว่าคนไทยไม่ทิ้งกัน!

คำแนะนำประชาชน: อย่าตกเป็นเหยื่อ Fake News

โฆษกเตือนชัดๆ ครับ ท่ามกลางข่าวลือข่าวลวงเต็มโซเชียล ประชาชนควรรับฟังจากแหล่งข่าวรัฐอย่างเดียว เช่น เว็บกองทัพไทย, เพจทางการ กต., ช่อง 7 HD หรือ Thai PBS หลีกเลี่ยงข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนก กองทัพจะอัปเดตข้อมูลสำคัญผ่านช่องทางหลักต่อเนื่อง

  • ตรวจสอบแหล่งข่าวก่อนแชร์
  • โทรสายด่วน กต. 02-203-5000 หากอยู่ต่างประเทศ
  • ลงทะเบียน Thai Egac app เพื่อรับแจ้งเตือน
  • เตรียมเอกสารสำคัญ พาสปอร์ต เงินสด เสบียงฉุกเฉิน
  • ติดตามสถานการณ์จาก RTG channels เท่านั้น

การทำแบบนี้จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยและไม่เสียหายจากข้อมูลเท็จครับ

สรุปแล้ว ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์ 24 ชม. ถือเป็นสัญญาณดีที่แสดงถึงความพร้อมของชาติเรา ในมุมผมคิดว่านโยบายเป็นกลางนี่แหละที่ทำให้ไทยอยู่รอดมาได้นานขนาดนี้ โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อไปกับสงครามของคนอื่น แต่ยังช่วยเหลือพี่น้องได้เต็มที่ อุ่นใจจริงๆ ครับ

คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? มีคนรู้จักอยู่ในตะวันออกกลางมั้ย? มาคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์กันด้านล่างเลยนะครับ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย จะได้เตรียมตัวทัน!

ที่มา – ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์ 24 ชม. พร้อมอพยพคนไทยทันทีที่รัฐบาลสั่งการ

ผบ.เหล่าทัพเห็นชอบ ปิดด่านชายแดนกัมพูชา

การประชุมผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา จนกว่าจะไม่มีภัยคุกคามประเทศไทย พร้อมเดินหน้าเสริมความมั่นคงชายแดน ยึดหลักป้องกันตนเองจากการคุกคาม

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ณ กองบัญชาการกองทัพไทย ได้มีการประชุมคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีการเชิญคณะผู้บัญชาการทางทหารชุดใหม่เข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมได้มีการหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ เพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปที่สำคัญ 3 ประการดังนี้:

  1. เห็นชอบให้คงสภาพปัจจุบันในการปิดจุดผ่านแดนถาวร และจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาต่อไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย หรือจนกว่าจะประเมินได้ว่ากัมพูชาจะไม่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยอีกต่อไป มาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันและรักษาความปลอดภัยของประชาชนและทรัพย์สินของชาติ
  2. เห็นว่าปัจจุบันกัมพูชายังคงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้มีการจัดทำรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีข้อสรุปให้สร้างรั้วในพื้นที่เส้นเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันแล้ว สำหรับในพื้นที่ที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ จะใช้มาตรการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง รวมทั้งให้พิจารณาการสร้างเส้นทางยุทธวิธีตลอดแนวชายแดน
  3. ที่ประชุมได้วางแนวทางการดำเนินการต่อการละเมิดอธิปไตยของไทย โดยยึดหลักการตามกฎการใช้กำลังสากล (ROE – Rules of Engagement) เมื่อมีการกระทำที่เข้าข่ายการกระทำที่เป็นปรปักษ์ (Hostile Act) หรือเจตนาที่เป็นปรปักษ์ (Hostile Intent) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการสอดแนมหรือการเตรียมการเพื่อโจมตี ซึ่งตามกฎการใช้กำลัง สามารถใช้เป็นเหตุเริ่มต้นการป้องกันตนเองได้ โดยที่ประชุมได้วางมาตรการทั้งเชิงรุกและเชิงรับเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอแนวทางการปฏิบัติต่อสถานการณ์ต่างๆ ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว

เหตุผลในการปิดด่านชายแดนและการสร้างรั้ว

การตัดสินใจปิดด่านชายแดนกัมพูชาและการสร้างรั้วชายแดนเป็นมาตรการที่สะท้อนถึงความกังวลอย่างจริงจังต่อสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบัน แม้ว่าประเทศไทยและกัมพูชาจะมีสัมพันธ์ทางการทูต แต่การป้องกันผลประโยชน์ของชาติต้องมาเป็นอันดับแรก การเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

การดำเนินการตามกฎการใช้กำลังสากล (ROE) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเด็ดเดี่ยว การใช้มาตรการทั้งเชิงรุกและเชิงรับควบคู่กันไปจะช่วยให้กองทัพมีความพร้อมในการตอบสนองต่อภัยคุกคามในทุกรูปแบบ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน การตัดสินใจใดๆ จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงความมั่นคงของชาติและความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสำคัญ การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใสจะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในมาตรการที่รัฐบาลและกองทัพกำลังดำเนินการอยู่

การที่ผบ.เหล่าทัพเห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการดูแลรักษาความปลอดภัยของประเทศ การสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในสถานการณ์โลกปัจจุบัน

อนาคตและความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการปิดด่านชายแดน แต่ประเทศไทยยังคงมุ่งหวังที่จะรักษาสัมพันธไมตรีที่ดีกับกัมพูชา การแก้ไขปัญหาต่างๆ จะต้องดำเนินการผ่านช่องทางทางการทูตและการเจรจา การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกันจะเป็นหนทางนำไปสู่ความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค

การพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าชายแดนก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนและการค้าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่ที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา เป็นมาตรการชั่วคราวที่มุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยของประเทศเป็นหลัก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี และประเทศไทยและกัมพูชาจะสามารถกลับมามีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและมั่นคงได้ในอนาคต

ที่มา – ที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ เห็นชอบปิดด่านชายแดนกัมพูชา จนกว่าจะไม่เป็นภัยคุกคามประเทศไทย

กองทัพไทยย้ำ! ทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 67 กัมพูชายังมี

กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก โดยยืนยันว่าทุ่นระเบิดที่พบเป็นของใหม่ทั้งหมด และพื้นที่ดังกล่าวเคยได้รับการกวาดล้างไปแล้ว 100%

พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ออกมาแถลงถึงกรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่กำลังพลไทย 5 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน ผลการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ยืนยันว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ของใหม่ สภาพสมบูรณ์ พร้อมใช้งาน และมีการอำพรางอย่างมิดชิด ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหาย

ที่สำคัญคือ ทุ่นระเบิดที่พบไม่ใช่ทุ่นเก่าตามที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง แต่เป็นทุ่นใหม่ที่มีตัวอักษรคมชัด สปริง เข็มแทงชนวน และชิ้นส่วนภายในอยู่ในสภาพใหม่สมบูรณ์ ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลที่เผยแพร่ออกมา

พื้นที่กวาดล้างแล้ว 100%

พล.ต.วิทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่ช่องบกและช่องอานม้าซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุนั้น TMAC ได้ทำการกวาดล้างทุ่นระเบิดไปแล้ว 100% และมีการรายงานต่อที่ประชุมอนุสัญญาออตตาวาทุกปี โดยไม่เคยพบทุ่น PMN-2 ในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่เคยมีทุ่นชนิดนี้อยู่ในครอบครอง และได้ทำลายทุ่นระเบิดคงคลังทั้งหมดตั้งแต่ปี 2546 โดยไม่มี PMN-2 อยู่ในบัญชีแม้แต่ลูกเดียว

ในทางตรงกันข้าม เอกสารรายงานต่ออนุสัญญาออตตาวา ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2024 ระบุชัดเจนว่า กัมพูชายังคงครอบครองทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และชนิดอื่นๆ รวมกว่า 3,700 ลูก โดยอ้างว่าเก็บไว้เพื่อการฝึกตามมาตรา 3 ของอนุสัญญาฯ แต่การลักลอบนำทุ่น PMN-2 มาวางในเขตอธิปไตยของไทย ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาอย่างร้ายแรง และเอาผิดได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ดังนั้น กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก จึงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญและมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา และความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ต้องตกเป็นเหยื่อของทุ่นระเบิด

กองทัพไทย โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ขอยืนยันว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ตรวจสอบได้ ยืนยันชัดเจนว่าทุ่นระเบิดที่ทำให้กำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บ เป็นทุ่นระเบิดใหม่ชนิด PMN-2 ที่ฝ่ายกัมพูชาลักลอบนำมาวางในพื้นที่ชายแดนไทย ไม่ใช่ทุ่นเก่าตามที่มีการกล่าวอ้าง เหตุการณ์นี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาและเป็นการกระทบต่ออธิปไตยของประเทศไทยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก ทำให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาความมั่นคงและปลอดภัยในพื้นที่ดังกล่าว การร่วมมือกันระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ แฉปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก

Scroll to top