กองปราบ

กองปราบ หอบสำนวนทุจริตสอบท้องถิ่น ส่ง ป.ป.ช.พิจารณา

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ดำเนินการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในคดีความที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของระบบราชการไทย โดยล่าสุด กองปราบ หอบสำนวนทุจริตสอบท้องถิ่น ส่ง ป.ป.ช.พิจารณา เพื่อให้ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้พิจารณาแนวทางการดำเนินคดีต่อไปอย่างเป็นธรรมและโปร่งใสที่สุด

ความคืบหน้าคดี กองปราบ หอบสำนวนทุจริตสอบท้องถิ่น ส่ง ป.ป.ช.พิจารณา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยพ.ต.อ.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. นำเอกสารสำนวนคดีจำนวนกว่า 2 ลัง หรือประมาณ 10 แฟ้ม ส่งมอบให้ ป.ป.ช. โดยการดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการตรวจสอบคดี กองปราบ หอบสำนวนทุจริตสอบท้องถิ่น ส่ง ป.ป.ช.พิจารณา เพื่อหาข้อยุติว่าจะให้หน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการไต่สวนข้อเท็จจริง เพื่อเอาผิดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด

รายละเอียดกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดี

จากการตรวจสอบข้อมูลในสำนวนคดี พบว่ากลุ่มผู้ต้องหาถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่:

  • กลุ่มผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูง: ได้แก่ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาฯ มศว ซึ่งถูกแจ้งข้อหาหนักทั้งเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การปลอมแปลงเอกสารราชการ และการรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ
  • กลุ่มข้าราชการท้องถิ่น: มีจำนวน 11 ราย ซึ่งมีพฤติการณ์สนับสนุนการกระทำความผิดในขั้นตอนการแก้ไขกระดาษคำตอบ ณ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี

ข้อหาที่กลุ่มเหล่านี้ต้องเผชิญนั้นมีความร้ายแรงและซับซ้อน ตั้งแต่การร่วมกันเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร ไปจนถึงการเปิดเผยข้อมูลหรือเอกสารที่เป็นความลับของทางราชการเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อน การดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงให้กับผู้ที่คิดจะแสวงหาผลประโยชน์จากการสอบเข้ารับราชการ

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตามองกันต่อไปว่า หลังจากที่กองปราบปรามได้ส่งสำนวนไปยัง ป.ป.ช. แล้ว ผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไรและใครจะต้องได้รับโทษตามกฎหมายบ้าง เชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถกู้คืนความศรัทธาให้กับประชาชนที่ตั้งใจสอบเข้าทำงานด้วยความสามารถของตนเองได้อย่างแน่นอน

ที่มา – กองปราบ หอบสำนวนทุจริตสอบท้องถิ่น ส่ง ป.ป.ช.พิจารณา

คดีโกงสอบท้องถิ่น 7 ผู้ถูกกล่าวหา เข้าพบกองปราบฯ ปฏิเสธตอบคำถามสื่อฯ

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามข่าวคราวที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อระบบราชการไทยอย่างมาก สำหรับสถานการณ์ล่าสุดใน คดีโกงสอบท้องถิ่น 7 ผู้ถูกกล่าวหา เข้าพบกองปราบฯ ปฏิเสธตอบคำถามสื่อฯ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของกระบวนการยุติธรรมในการจัดการกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบครั้งนี้ครับ

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา กลุ่มข้าราชการผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 7 ราย พร้อมทีมที่ปรึกษากฎหมายได้เดินทางมายังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ตามหมายเรียก เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับทราบข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวอย่างเนืองแน่น แต่กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเลือกที่จะปิดปากเงียบและปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ใดๆ ต่อสื่อมวลชนทั้งสิ้น

ความคืบหน้าคดีโกงสอบท้องถิ่น 7 ผู้ถูกกล่าวหา เข้าพบกองปราบฯ ปฏิเสธตอบคำถามสื่อฯ

การเข้าพบพนักงานสอบสวนในครั้งนี้ถือเป็นกลุ่มสุดท้ายหลังจากที่ก่อนหน้านี้มีบุคคลสำคัญและอดีตข้าราชการระดับสูงหลายรายได้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาไปก่อนหน้าแล้ว โดยพฤติการณ์ที่ถูกตรวจสอบพบนั้นมีความเกี่ยวพันกับการแก้ไขกระดาษคำตอบเพื่อให้ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รับบรรจุเป็นข้าราชการ ซึ่งถือเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบสอบคัดเลือกของท้องถิ่นอย่างรุนแรง

กางไทม์ไลน์การล้างบางทุจริตและการบรรจุตัวจริง

นอกจากข่าว คดีโกงสอบท้องถิ่น 7 ผู้ถูกกล่าวหา เข้าพบกองปราบฯ ปฏิเสธตอบคำถามสื่อฯ แล้ว ทางกระทรวงมหาดไทยได้วางกรอบเวลาที่ชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาและให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่สอบได้ด้วยความสามารถจริงๆ ดังนี้ครับ:

  • 11 สิงหาคม 2569: ประชุมซักซ้อมแนวทางปฏิบัติร่วมกับท้องถิ่นจังหวัดทั่วประเทศ
  • สิ้นเดือนสิงหาคม 2569: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะออกคำสั่งถอดถอนผู้ทุจริตและบรรจุตัวจริงเข้าสู่ตำแหน่ง
  • 12 สิงหาคม 2569: พนักงานสอบสวนคาดว่าจะสรุปสำนวนส่งต่อให้ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินคดีในขั้นต่อไป

สถานการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การตรวจสอบจากภาคประชาชนและกระบวนการยุติธรรมมีความเข้มข้นขึ้น หากเราต้องการเห็นสังคมไทยก้าวไปข้างหน้า ระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ 100% เท่านั้น หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบอย่างจริงจังครับ

ที่มา – คดีโกงสอบท้องถิ่น 7 ผู้ถูกกล่าวหา เข้าพบกองปราบฯ ปฏิเสธตอบคำถามสื่อฯ

กมธ.ป.ป.ช. มีมติขอข้อมูล-เอกสารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ปมทุจริตสอบท้องถิ่น

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวกรณีการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ เมื่อล่าสุดคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยมีมติขอข้อมูล-เอกสารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ปมทุจริตสอบท้องถิ่น เพื่อคลี่คลายปมปัญหาที่ว่าทำไมคะแนนถึงไม่ตรงกันระหว่างไฟล์ต้นฉบับกับรายชื่อที่ประกาศออกมาครับ

กมธ.ป.ป.ช. มีมติขอข้อมูล-เอกสารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ปมทุจริตสอบท้องถิ่น

การประชุมเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญเมื่อ กมธ. ป.ป.ช. ได้เชิญหน่วยงานต่างๆ เข้าชี้แจง โดยประเด็นหลักคือรายชื่อผู้ผ่านการสอบกว่า 15,000 รายชื่อ ซึ่งพบความผิดปกติว่ามีการแก้ไขคะแนนในแฟลชไดรฟ์ที่เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะกระทบต่อนักสอบนับแสนรายที่สู้ชีวิตมาอย่างสุจริต

เปิดปมร้อน: ทำไมแฟลชไดรฟ์ถึงถูกแก้ไขข้อมูล?

จากการชี้แจงพบว่า ข้อมูลที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ผู้รับจ้าง) ตรวจสอบนั้นถูกต้อง แต่พอมาอยู่ที่ฝ่ายผู้ว่าจ้างกลับพบร่องรอยการแก้ไข นี่คือสิ่งที่ กมธ. ป.ป.ช. กำลังเร่งหาคำตอบว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการทุจริตนี้ กมธ.ป.ป.ช. มีมติขอข้อมูล-เอกสารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ปมทุจริตสอบท้องถิ่น เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเปลี่ยนคะแนนที่น่าสงสัย โดยเฉพาะประเด็นการเก็บข้อมูลไว้ในแฟลชไดรฟ์ที่ไม่มีการเข้ารหัสความปลอดภัยใดๆ

  • ลำดับการส่งมอบแฟลชไดรฟ์จาก มศว ไปยัง สถ.
  • การติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์เพื่อขอให้ประทับตรามหาวิทยาลัยย้อนหลัง
  • ร่องรอยการเข้าถึงตู้นิรภัยที่ห้องอธิบดี
  • ความสอดคล้องของข้อมูลระหว่างหน่วยงานตรวจสอบ

ในสัปดาห์หน้าทาง กมธ. จะเชิญทั้ง ป.ป.ช., ป.ป.ท., ปปง. รวมไปถึงกองบังคับการปราบปรามมาร่วมโต๊ะประชุม เพื่อให้เกิดความกระจ่างและลากตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ ไม่ว่าผู้นั้นจะมีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหนก็ตาม เพราะการโกงสอบถือเป็นการทำลายระบบราชการและทำลายใจของคนรุ่นใหม่ที่มุ่งหวังจะรับใช้ชาติอย่างแท้จริง ครับ/ค่ะ

เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ และใครจะต้องรับผิดชอบต่อกรณีอื้อฉาวครั้งนี้ นี่คือบทเรียนสำคัญที่กระทรวงมหาดไทยต้องเร่งปฏิรูปกระบวนการสอบให้โปร่งใสและตรวจสอบได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่อย่างนั้นความเชื่อมั่นของระบบราชการไทยอาจสั่นคลอนไปมากกว่านี้ครับ

ที่มา – กมธ.ป.ป.ช. มีมติขอข้อมูล-เอกสารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ปมทุจริตสอบท้องถิ่น

ฝากขัง ศตพร น้องสาว ดร.วิน คดีโกงสอบท้องถิ่น

จากเหตุการณ์ที่เป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 กับข่าวการฝากขัง “ศตพร” น้องสาว ดร.วิน หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมคดีโกงสอบท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นคดีสะเทือนวงการข้าราชการไทยอย่างหนัก โดยวันนี้เราจะมาอัปเดตความคืบหน้าของกระบวนการยุติธรรมในคดีนี้กันครับ

เกาะติดความคืบหน้า ฝากขัง “ศตพร” น้องสาว ดร.วิน หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมคดีโกงสอบท้องถิ่น

พนักงานสอบสวนจากกองบังคับการปราบปราม ได้ดำเนินการนำตัว น.ส.ศตพร หรือ “จ๋า” ซึ่งเป็นน้องสาวของ นายอัศวิน (ดร.วิน) ไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอฝากขังผัดแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่เธอถูกจับกุมตัวได้ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งคดีนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ ดร.วิน และน้องสาวเท่านั้นที่ตกเป็นผู้ต้องหา แต่ยังมี จ่าสิบตรี ดร.พิชิต หรือ “จ่าพิชิต” ผู้อำนวยการกองในเทศบาลเมืองวิเชียรบุรี เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

รายละเอียดการดำเนินคดีและข้อหาที่ได้รับ

การดำเนินการฝากขัง “ศตพร” น้องสาว ดร.วิน หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมคดีโกงสอบท้องถิ่นในครั้งนี้ เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานจนแน่นหนา โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 รายถูกแจ้งข้อหาหนักร่วมกัน ดังนี้:

  • ร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจร
  • ร่วมกันเอาไปเสีย ซ่อนเร้น หรือทำให้เอกสารสูญหาย
  • ปลอมแปลงเอกสารราชการ
  • ร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

สำหรับในส่วนของ ดร.วิน และจ่าพิชิตนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผลโดย ป.ป.ช. ร่วมกับพนักงานสอบสวน เพื่อหาความเชื่อมโยงกับผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ เพิ่มเติม แม้ว่าในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาจะใช้สิทธิ์ขอมีทนายความและยังไม่ให้การใดๆ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

หากมองในมุมของจริยธรรมและการสอบแข่งขัน คดีนี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่แสดงให้เห็นว่าการทุจริตในระบบราชการไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สุดท้ายย่อมหลีกหนีความผิดไปไม่ได้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของขบวนการโกงสอบนี้จะจบลงอย่างไร และมีใครที่ต้องรับโทษเพิ่มอีกหรือไม่ครับ

ที่มา – ฝากขัง “ศตพร” น้องสาว ดร.วิน หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมคดีโกงสอบท้องถิ่น

กองปราบรับตัว ดร.วิน แก๊งโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่ด่านหนองคาย

กองปราบรับตัว ดร.วิน แก๊งโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่ด่านหนองคาย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต่างให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดในคดีทุจริต ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ดำเนินการประสานงานกับทางการ สปป.ลาว จนสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหารายสำคัญในคดีนี้ได้สำเร็จ ซึ่งก็คือ กองปราบรับตัว ดร.วิน แก๊งโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่ด่านหนองคาย หลังจากที่หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านได้สำเร็จ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคาย ท่ามกลางความสนใจของประชาชนที่เฝ้าติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด

เบื้องหลังการจับกุม ดร.วิน แก๊งโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น

สำหรับการจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการติดตามขบวนการทุจริตการสอบบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นคดีที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของระบบการสอบคัดเลือก โดย นายวิน ธนพชรโภคิน หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดร.วิน ผู้ซึ่งมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ตกเป็นผู้ต้องหาสำคัญในขบวนการนี้ กองปราบรับตัว ดร.วิน แก๊งโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่ด่านหนองคาย หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สปป.ลาว ได้แสดงความร่วมมือในการควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ขั้นตอนหลังจากนี้ ทางพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามจะทำการคุมตัวผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการสอบปากคำอย่างเข้มงวด เพื่อขยายผลถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในขบวนการโกงสอบนี้ สำหรับสถานะความคืบหน้าของคดีมีประเด็นที่น่าจับตามองดังนี้:

  • กองปราบได้เตรียมหลักฐานมัดตัวผู้ต้องหาทั้งหมด
  • มีการประสานขอข้อมูลความเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การสอบปากคำจะมุ่งเป้าไปที่การเปิดโปงขบวนการทุจริตทั้งหมด

จากเหตุการณ์ กองปราบรับตัว ดร.วิน แก๊งโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่ด่านหนองคาย ครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของระบบการสอบบรรจุข้าราชการในประเทศไทย ที่ต้องมีการเพิ่มความรัดกุมและมาตรการป้องกันการโกงให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อให้โอกาสอันเป็นธรรมแก่ผู้ที่ตั้งใจศึกษาและสอบด้วยความสามารถของตนเองอย่างแท้จริง การกวาดล้างขบวนการเหล่านี้ให้สิ้นซากเป็นสิ่งที่ประชาชนต่างเรียกร้อง เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับสังคมไทยต่อไปในอนาคต

ที่มา – “กองปราบ” รับตัว “ดร.วิน” แก๊งโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่ด่านหนองคาย

กองปราบจับแล้ว “ดร.วิน-น้องสาว” แก๊งโกงสอบท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทยอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามเปิดฉากปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นคดีที่สร้างความเสียหายต่อระบบราชการไทยอย่างใหญ่หลวง จนนำมาสู่ข่าวใหญ่ของช่วงเวลานี้คือ กองปราบจับแล้ว “ดร.วิน-น้องสาว” แก๊งโกงสอบท้องถิ่น ที่สร้างชื่อเสียงในแวดวงวิชาการและตำแหน่งงานระดับสูงมาอย่างยาวนาน

เบื้องลึกปฏิบัติการ กองปราบจับแล้ว “ดร.วิน-น้องสาว” แก๊งโกงสอบท้องถิ่น

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีหลังพบความผิดปกติในการสอบคัดเลือกข้าราชการ จนกระทั่งล่าสุด พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้กองปราบฯ เร่งติดตามผู้กระทำความผิด ซึ่งศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 3 รายหลัก ที่น่าตกใจคือหนึ่งในนั้นมี ดร.วิน หรือ นายอัศวิน โชติพนัง ซึ่งมีโปรไฟล์ที่โดดเด่นมากในสังคม

เปิดรายชื่อผู้ต้องหาในคดี กองปราบจับแล้ว “ดร.วิน-น้องสาว” แก๊งโกงสอบท้องถิ่น

จากการตรวจสอบพบว่ารายชื่อผู้ถูกออกหมายจับมีดังนี้:

  • นายวิน ธนพชรโภคิน (ดร.วิน) ที่ปรึกษาผู้อำนวยการฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • น.ส.ศตพร ธนพชรโภคิน ซึ่งเป็นน้องสาวของ ดร.วิน
  • จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี

คดีนี้ถือว่ามีความซับซ้อนอย่างมาก เพราะการโกงสอบในตำแหน่งข้าราชการไม่เพียงแต่ทำลายโอกาสของผู้ที่ตั้งใจสอบมาอย่างสุจริต แต่ยังเป็นการดึงคนไร้คุณภาพเข้ามาสู่กลไกการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง การที่กองปราบฯ เดินหน้าจับกุม ดร.วิน และน้องสาวได้นั้น ถือเป็นก้าวสำคัญของกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ ดร.วิน ยังเคยได้รับตำแหน่งสำคัญในรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม แต่หลังจากมีข่าวการออกหมายจับ ทางหน่วยงานได้เร่งนำรูปและข้อมูลออกทันที สะท้อนให้เห็นว่าในโลกของการทำงาน การกระทำความผิดย่อมตามมาด้วยผลกระทบต่ออาชีพการงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนรายของผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี เชื่อว่าภายหลังการขยายผลของเจ้าหน้าที่ จะมีการออกหมายจับเพิ่มเติมอีกในเร็วๆ นี้แน่นอน

สุดท้ายนี้ คดีนี้คือบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคนว่า เส้นทางลัดในการรับราชการผ่านการทุจริตนั้นไม่เคยยั่งยืน และสุดท้ายความจริงจะเปิดเผยออกมาเสมอ เราต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาเพื่อรักษาความโปร่งใสในระบบราชการไทยให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – กองปราบจับแล้ว “ดร.วิน-น้องสาว” แก๊งโกงสอบท้องถิ่น เคยนั่งตำแหน่งสำคัญ กระทรวงเกรด A

ไล่ล่ากว่า 300 กม. สกัดจับแก๊งนักบิน ยึดไอซ์ 83 กก. ยาบ้า 2 แสนเม็ด

ไล่ล่ากว่า 300 กม. สกัดจับแก๊งนักบิน ยึดไอซ์ 83 กก. ยาบ้า 2 แสนเม็ด

เหตุการณ์สุดระทึกที่ทำเอาชาวบ้านต้องตกใจกันทั้งเส้นทาง เมื่อเจ้าหน้าที่กองปราบปรามต้องเปิดฉาก ไล่ล่ากว่า 300 กม. สกัดจับแก๊งนักบิน ยึดไอซ์ 83 กก. ยาบ้า 2 แสนเม็ด ซึ่งถือเป็นการกวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติดครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคอีสาน โดยปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากสายลับแจ้งเบาะแสว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดล็อตมหึมาผ่านเส้นทางบึงกาฬมุ่งหน้าสู่สกลนคร

เปิดเบื้องหลังปฏิบัติการ ไล่ล่ากว่า 300 กม. สกัดจับแก๊งนักบิน ยึดไอซ์ 83 กก. ยาบ้า 2 แสนเม็ด

การไล่ล่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่พบรถยนต์ต้องสงสัยสองคันขับตามกันมาด้วยความเร็วสูง เจ้าหน้าที่จึงส่งสัญญาณให้หยุดเพื่อทำการตรวจสอบ แต่แก๊งคนร้ายกลับเร่งเครื่องหลบหนีอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทำให้เกิดการติดตามกันข้ามจังหวัดเป็นระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร จนกระทั่งสามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้สำเร็จ ทั้งเหตุการณ์ ไล่ล่ากว่า 300 กม. สกัดจับแก๊งนักบิน ยึดไอซ์ 83 กก. ยาบ้า 2 แสนเม็ด นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทของตำรวจไทยในการสกัดกั้นภัยสังคม

จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า รับจ้างขนยาเสพติดเพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในครอบครัวและเที่ยวเตร่ ทางเจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อหาหนัก ดังนี้:

  • ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าและยาไอซ์)
  • ขับรถในขณะที่มีสารเสพติดในร่างกาย

สรุปรายละเอียดของกลางที่ยึดได้:

  • ยาบ้าจำนวน 220,000 เม็ด
  • ยาไอซ์น้ำหนักรวม 83 กิโลกรัม
  • รถยนต์และโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในขบวนการ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ให้แก่ผู้ที่คิดจะก้าวเข้าสู่วงจรยาเสพติด แม้จะอ้างความจำเป็นเรื่องการเงิน แต่ผลที่จะตามมานั้นไม่คุ้มค่าเลยกับการต้องมาใช้ชีวิตอยู่หลังกรงขัง การทลายเครือข่ายครั้งนี้ไม่เพียงแต่ยึดของกลางได้จำนวนมาก แต่ยังเป็นการตัดวงจรยาเสพติดที่จะแพร่กระจายเข้าสู่ชุมชนได้อีกมหาศาล ขอชื่นชมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันดูแลความสงบสุขของประชาชนครับ

ที่มา – ไล่ล่ากว่า 300 กม. สกัดจับแก๊งนักบิน ยึดไอซ์ 83 กก. ยาบ้า 2 แสนเม็ด

ผบช.ก. แจงคืบหน้า เอาผิดขบวนการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น

ผบช.ก. แจงคืบหน้า เอาผิดขบวนการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความคืบหน้าในคดีทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อชี้แจงสถานการณ์ให้ประชาชนได้รับทราบ ล่าสุด ผบช.ก. แจงคืบหน้า เอาผิดขบวนการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งเฉยต่อกระบวนการที่สร้างความไม่เป็นธรรมให้แก่ผู้เข้าสอบอย่างแน่นอน

รายละเอียดการตรวจสอบขบวนการโกงสอบ

พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ระบุว่าการทำงานครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก เพื่อให้การสืบสวนมีความละเอียดและแม่นยำที่สุด โดยในส่วนที่ตำรวจสอบสวนกลางดูแลโดยตรงคือ กรณีที่มีผู้นำกระดาษคำตอบออกมาแก้ไขจากระบบ ก่อนจะนำกลับเข้าไปใหม่ ซึ่งเป็นการกระทำที่อุกอาจและทำลายระบบคุณธรรมในการสอบอย่างสิ้นเชิง

หากถามว่าทำไมคดีถึงต้องใช้เวลา? คำตอบคือเพราะเจ้าหน้าที่ต้องการข้อมูลที่แน่นหนาที่สุด เพื่อเอาผิดผู้กระทำความผิดแบบถอนรากถอนโคน ดังนั้นการที่ ผบช.ก. แจงคืบหน้า เอาผิดขบวนการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น ออกมาในครั้งนี้ จึงเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับสังคมว่า กระบวนการยุติธรรมกำลังทำงานอย่างเต็มที่

  • ตำรวจสอบสวนกลางพร้อมสนับสนุนกำลังและข้อมูลให้ ป.ป.ช.
  • ประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยอย่างใกล้ชิด
  • รวบรวมพยานหลักฐานจากระบบการสอบเพื่อดำเนินคดีถึงที่สุด

การสอบราชการควรเป็นพื้นที่ของคนเก่งที่มีความสามารถ การปล่อยให้มีการทุจริตถือเป็นภัยเงียบที่ทำลายโอกาสของคนตั้งใจจริง หวังว่าการทำงานของตำรวจในครั้งนี้จะทำให้ขบวนการโกงสอบต้องได้รับโทษตามกฎหมาย เพื่อเป็นบรรทัดฐานที่ดีให้กับสนามสอบอื่นๆ ในอนาคต

ที่มา – ผบช.ก. แจงคืบหน้า เอาผิดขบวนการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น ยันไม่ได้นิ่งเฉย

เปิดมูลเหตุ อดีตลูกเขยฆ่ายกครัว 3 ศพ อ้างป้องกันตัว

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสะเทือนขวัญที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมขณะนี้ กับกรณีการเปิดมูลเหตุ อดีตลูกเขยฆ่ายกครัว 3 ศพ อ้างป้องกันตัว ผู้ตายตื่นมาเจอขณะลักทรัพย์ ซึ่งสร้างความสลดใจให้กับผู้ที่ได้รับข่าวเป็นอย่างมาก โดยเรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้สำเร็จ

เจาะลึกปมเหตุการ เปิดมูลเหตุ อดีตลูกเขยฆ่ายกครัว 3 ศพ อ้างป้องกันตัว ผู้ตายตื่นมาเจอขณะลักทรัพย์

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อตำรวจได้รับแจ้งว่าครอบครัวของผู้ตายประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูก หายตัวไปอย่างปริศนาจากการตรวจสอบที่บ้านพักพบเพียงร่องรอยการตัดสายกล้องวงจรปิด และห้องครัวถูกงัดแงะ จนนำไปสู่การพบพยานหลักฐานสำคัญว่า นายสามารถ อดีตลูกเขยของผู้ตาย คือผู้ที่บุกรุกเข้าไปในบ้านช่วงกลางดึกก่อนจะหายตัวไปพร้อมกับครอบครัวนี้

เปิดคำสารภาพชวนอึ้งจากปากผู้ต้องหาถึงการ เปิดมูลเหตุ อดีตลูกเขยฆ่ายกครัว 3 ศพ อ้างป้องกันตัว ผู้ตายตื่นมาเจอขณะลักทรัพย์

หลังจากถูกเจ้าหน้าที่ชุดหนุมานกองปราบตามรวบตัวได้ในพื้นที่พัทยา นายสามารถได้รับสารภาพว่าตนเองลงมือก่อเหตุจริง โดยอ้างว่า:

  • ตนไม่มีงานทำและมีหมายจับคดีลักทรัพย์ติดตัว ทำให้ไม่มีเงินใช้
  • ตัดสินใจย่องเข้าบ้านอดีตแฟนสาวเพื่อลักทรัพย์เป็นครั้งที่ 3
  • อ้างว่าเมื่อผู้ตายตื่นมาเจอและพยายามจะใช้มีดดาบทำร้าย จึงเกิดการป้องกันตัวและบันดาลโทสะ
  • หลังจากนั้นจึงนำศพไปฝังอำพรางในไร่มันสำปะหลังเพื่อหนีความผิด

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องการอ้างว่าเป็นการป้องกันตัว เพราะพฤติกรรมการเตรียมการ ทั้งการตัดกล้อง วางแผนงัดแงะ และการทำผิดซ้ำซากถึง 3 ครั้ง แสดงให้เห็นถึงความใจเย็นและเจตนาที่เป็นภัยต่อสังคมอย่างยิ่ง ในขณะนี้คดีอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมและการชันสูตรพลิกศพเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ย้ำเตือนให้เราเห็นถึงอันตรายของการคบหาบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง และความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยในบ้านพักโดยเฉพาะผู้สูงอายุ การหมั่นสังเกตพฤติกรรมบุคคลรอบข้างและการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพอาจช่วยป้องกันเหตุร้ายที่ไม่คาดคิดได้ หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะนำความเป็นธรรมมาสู่ครอบครัวผู้สูญเสียโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – เปิดมูลเหตุ อดีตลูกเขยฆ่ายกครัว 3 ศพ อ้างป้องกันตัว ผู้ตายตื่นมาเจอขณะลักทรัพย์

Scroll to top