กัญชา

สูบกัญชาในโรงพยาบาล ควันโขมง รปภ.เตือนไม่ฟัง

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความมึนงงให้กับผู้ที่พบเห็นอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ชวนอึ้งขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครนายก เมื่อมีชายรายหนึ่งตัดสินใจนั่งสูบกัญชาในโรงพยาบาล ควันโขมง รปภ.เตือนไม่ฟัง จนเจ้าหน้าที่ต้องประสานตำรวจเข้ามาระงับเหตุและตักเตือนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนี้

เหตุการณ์สูบกัญชาในโรงพยาบาล ควันโขมง รปภ.เตือนไม่ฟัง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ บริเวณโต๊ะม้าหินข้างตึกสูตินารี โรงพยาบาลนครนายก โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้สังเกตเห็นชายวัย 24 ปีรายหนึ่ง นั่งสูบกัญชาอย่างสบายใจโดยไม่สนสถานที่ ซึ่งเป็นเขตโรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยผู้ป่วยและญาติที่มาใช้บริการ เจ้าหน้าที่ รปภ. ได้พยายามเข้าไปเตือนด้วยตัวเองก่อนแล้ว แต่ชายคนดังกล่าวกลับเพิกเฉย ไม่ยอมหยุดพฤติกรรมนี้ ทำให้ทาง รปภ. ต้องตัดสินใจแจ้งตำรวจสายตรวจให้เข้ามาช่วยระงับเหตุทันที

เปิดสาเหตุทำไมถึงกล้าสูบกัญชาในโรงพยาบาล ควันโขมง รปภ.เตือนไม่ฟัง

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจและ รปภ. พบว่าชายคนดังกล่าวนั่งอยู่บริเวณโต๊ะหินอ่อนในสภาพที่มีกลิ่นกัญชาคละคลุ้ง เมื่อมีการตรวจค้นกระเป๋าจึงพบทั้งห่อกัญชาและอุปกรณ์การสูบที่ทำดัดแปลงมาจากขวดพลาสติกซุกซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ใกล้กำแพงโรงพยาบาล ซึ่งพฤติกรรมสูบกัญชาในโรงพยาบาล ควันโขมง รปภ.เตือนไม่ฟังนั้น ถือเป็นเรื่องที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญและไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่โรงพยาบาลซึ่งเป็นเขตปลอดบุหรี่และควรเป็นสถานที่สะอาด ปลอดภัยสำหรับทุกคน

  • โรงพยาบาลคือสถานที่รักษาผู้ป่วย ควรเป็นเขตปลอดควันทุกชนิด
  • การสูบกัญชาในที่สาธารณะโดยเฉพาะในโรงพยาบาลถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้อื่น
  • ควรเคารพกฎระเบียบของสถานที่เพื่อสุขอนามัยของส่วนรวม

อย่างไรก็ตาม หลังจากเจ้าหน้าที่ได้ว่ากล่าวตักเตือนและยึดอุปกรณ์การสูบไป ชายคนดังกล่าวได้ยกมือไหว้ขอโทษและยอมรับผิดแต่โดยดี โดยอ้างว่าตนมาเฝ้าแม่ที่กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ทางเจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจปล่อยตัวไปเนื่องจากเห็นแก่ความจำเป็นและเจ้าหน้าที่ไม่ได้ติดใจเอาความต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สรุปแล้วเหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นว่า แม้กัญชาจะเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายในบางประการ แต่การใช้ในที่สาธารณะอย่างไม่คำนึงถึงกาลเทศะ โดยเฉพาะในสถานที่ที่ผู้คนเจ็บป่วย ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบตามมาเสมอ เราควรมีจิตสำนึกต่อส่วนรวมให้มากขึ้น เพื่อให้โรงพยาบาลเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลกับควันพิษหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ครับ

ที่มา – สูบกัญชาในโรงพยาบาล ควันโขมง รปภ.เตือนไม่ฟัง แจ้งตำรวจระงับเหตุ ว่ากล่าวตักเตือน

กัญชาไม่เสรี รัฐบาลย้ำ สธ. คุมเข้มช่อดอก ต้องมีใบสั่งแพทย์

กัญชาไม่เสรี รัฐบาลย้ำ สธ. คุมเข้มช่อดอก ต้องมีใบสั่งแพทย์

หลายคนอาจกำลังสับสนกับสถานะของกัญชาในประเทศไทย แต่ทางภาครัฐได้ออกมาทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างชัดเจนแล้วว่า กัญชาไม่เสรี รัฐบาลย้ำ สธ. คุมเข้มช่อดอก ต้องมีใบสั่งแพทย์ เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดและควบคุมให้เหมาะสมกับการใช้เพื่อการแพทย์เท่านั้น

ในปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมภายใต้กฎหมายที่เข้มงวด การที่ใครจะนำไปศึกษาวิจัย ส่งออก หรือจำหน่ายเพื่อการค้า จะต้องได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามมาตรา 46 หากฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษตามกฎหมายที่รุนแรง ดังนั้นเรามาทำความเข้าใจข้อปฏิบัติที่ถูกต้องกันครับ

ทำไมกัญชาไม่เสรี รัฐบาลย้ำ สธ. คุมเข้มช่อดอก ต้องมีใบสั่งแพทย์

เหตุผลที่ทางรัฐบาลต้องออกมาตรการนี้ เนื่องจากกัญชายังถูกจัดเป็นยาเสพติดร้ายแรงในหลายประเทศทั่วโลก การเพิกเฉยต่อกฎหมายอาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่สำหรับนักเดินทางได้ ทางการได้ระบุแนวทางปฏิบัติในการใช้กัญชาไว้ดังนี้ครับ:

  • การจำหน่ายช่อดอกต้องมีใบสั่งจ่ายยาจากผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์เท่านั้น
  • ห้ามจำหน่ายผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ออนไลน์ทุกรูปแบบ
  • ห้ามใช้เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) ในการขายกัญชา
  • ห้ามจำหน่ายเพื่อการสูบในสถานที่ประกอบการอย่างเด็ดขาด
  • ห้ามทำการโฆษณากัญชาในทุกช่องทาง

หากมีผู้กระทำผิดหรือลักลอบจำหน่ายโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ จะมีความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี หรือปรับสูงสุด 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และที่สำคัญที่สุดคือกรณีการลักลอบส่งออก ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีโทษหนักถึงขั้นจำคุก 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของมูลค่าสินค้า

ในฐานะผู้บริโภค เราควรตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนซื้อหรือใช้งานกัญชาทุกครั้ง เพราะกัญชาไม่เสรี รัฐบาลย้ำ สธ. คุมเข้มช่อดอก ต้องมีใบสั่งแพทย์ เพื่อความปลอดภัยและเพื่อไม่ให้คุณต้องเสี่ยงกับโทษทางกฎหมายที่รุนแรง หากพบเห็นการกระทำผิด อย่าลืมแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ป.ป.ส. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมงนะครับ

ที่มา – กัญชาไม่เสรี รัฐบาลย้ำ สธ. คุมเข้มช่อดอก ซื้อ-ขายต้องมีใบสั่งแพทย์ ลักลอบนำออกนอก เจอคุก 10 ปี

กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ.

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองสถานการณ์เรื่องพืชกัญชาในบ้านเราอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากฝั่งรัฐสภา โดยนายสกลธี ภัททิยกุล ประธานคณะ กมธ.สาธารณสุข ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าว่า ทางกรรมาธิการกำลังเร่งศึกษาและร่างกฎหมายเพื่อควบคุมการใช้งานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการทำ กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ. เพื่อให้กฎหมายมีความครอบคลุมและอุดช่องโหว่ทางกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน

กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ. สู่การจัดการที่เป็นระบบ

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือการลักลอบส่งออกกัญชาไปยังต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยข้อมูลจากกรรมาธิการสาธารณสุขระบุว่า ในปีงบประมาณ 2569 มีการตรวจพบการลักลอบส่งออกกัญชาสูงถึง 56 ตัน ซึ่งมากกว่าปี 2567 ถึง 16 เท่าตัวเลยทีเดียว จุดหมายปลายทางสำคัญคือประเทศอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของประเทศอย่างหนัก เนื่องจากขณะนี้เรายังไม่มีกฎหมายหลักที่ควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ การที่ กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ. จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะจัดการปัญหาการแพร่ระบาดและส่งออกกัญชาผิดแหล่งให้เด็ดขาดขึ้น

ทำไมต้องเร่งร่างกฎหมายใหม่ให้ทัน ม.ค. 70?

  • อุดช่องโหว่สุญญากาศทางกฎหมายที่ไม่มีอำนาจควบคุมเพียงพอ
  • ยกระดับบทลงโทษต่อผู้ลักลอบส่งออก ไม่ใช่แค่ปรับแล้วจบไป
  • สร้างความเป็นระเบียบและมาตรฐานให้สังคมไทยในระดับสากล
  • บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศุลกากร

อย่างไรก็ตาม กระบวนการร่างกฎหมายคงต้องใช้เวลาพอสมควร โดยคาดว่าร่างของกระทรวงสาธารณสุขและร่างของกรรมาธิการจะสามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2570 ระหว่างนี้คณะ กมธ. จะยังคงทำงานอย่างเข้มข้นในการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เพื่อให้แน่ใจว่าตัวบทกฎหมายที่ออกมาจะตอบโจทย์ปัญหาการลักลอบและการใช้กัญชาในทางที่ผิดอย่างแท้จริง

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การที่ กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ. จะช่วยเปลี่ยนสถานการณ์จากที่ประเทศไทยเคยเป็นแหล่งแพร่ระบาดให้กลับมามีระบบระเบียบได้อย่างที่หวังไว้หรือไม่ สำหรับประชาชนทั่วไป การรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายใหม่ในอนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อไม่ให้ตนเองต้องตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มขบวนการลักลอบผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ที่มา – กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ. คาดเข้าสภาฯ ม.ค. 70

เตือนรับหิ้วหรือฝากของบินไปต่างประเทศ อาจตกเป็นเหยื่อขบวนการขนกัญชาข้ามชาติ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยคุ้นชินกับการเห็นโพสต์รับหิ้วสินค้าหรือฝากเพื่อนซื้อของเวลาไปต่างประเทศ แต่รู้ไหมว่าพฤติกรรมดูเหมือนเล็กน้อยนี้ อาจทำให้คุณกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงได้โดยไม่รู้ตัว หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปต่างประเทศ ต้องอ่านบทความนี้ด่วน เพราะเรื่องของ เตือนรับหิ้วหรือฝากของบินไปต่างประเทศ อาจตกเป็นเหยื่อขบวนการขนกัญชาข้ามชาติ เป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยเด็ดขาด

เตือนรับหิ้วหรือฝากของบินไปต่างประเทศ อาจตกเป็นเหยื่อขบวนการขนกัญชาข้ามชาติ

ปัจจุบันขบวนการลักลอบนำกัญชาผิดกฎหมายออกนอกประเทศมักจะใช้แผนประทุษกรรมโดยการว่าจ้างหรือหลอกล่อให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นคนหิ้วสัมภาระ หากคุณหลวมตัวรับฝากของแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจมีกัญชาซุกซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งจะทำให้ชีวิตของคุณต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล

อันตรายจากการรับฝากของที่ไม่รู้จัก

การถูกชักชวนให้ถือกระเป๋าหรือฝากกล่องพัสดุข้ามประเทศ เป็นรูปแบบคลาสสิกที่ขบวนการมิจฉาชีพใช้บ่อยครั้ง หลายคนอาจคิดว่ามีแค่ของใช้ส่วนตัวทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว เตือนรับหิ้วหรือฝากของบินไปต่างประเทศ อาจตกเป็นเหยื่อขบวนการขนกัญชาข้ามชาติ โดยที่ภายในอาจซุกซ่อนช่อดอกกัญชาหรือผลิตภัณฑ์กัญชาที่ผิดกฎหมายในต่างประเทศไว้อย่างแนบเนียน

หากคุณถูกจับกุมที่สนามบินปลายทาง โทษที่ได้รับอาจรุนแรงถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษประหารชีวิต ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้นๆ และต่อให้รอดพ้นจากต่างประเทศมาได้ ก็ยังต้องรับโทษในประเทศไทยตามกฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น:

  • พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560: โทษจำคุกสูงสุด 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของ
  • พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย: โทษจำคุกสูงสุด 1 ปี หรือปรับ 20,000 บาท
  • กฎหมายต่างประเทศที่เข้มงวด: โทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การปฏิเสธคำขอรับฝากของหรือการรับหิ้วสินค้าจากคนแปลกหน้า หรือแม้แต่คนที่รู้จักไม่ดีพอ จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด นอกจากนี้ยังต้องหมั่นตรวจสอบสัมภาระของตนเองก่อนขึ้นเครื่องบินทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยและอนาคตที่สดใสของคุณเอง

รัฐบาลไทยได้ออกมาแสดงความห่วงใยและขอให้ประชาชนระมัดระวังตัวให้มากที่สุด หากพบเห็นเบาะแสการกระทำผิดหรือการชักชวนทางออนไลน์ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 และ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง การรู้เท่าทันกลโกงคือวิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้เราเดินทางได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

บทเรียนสำคัญในครั้งนี้คือ อย่าใจอ่อนให้กับเงินค่าจ้างหรือคำขอร้องแปลกหน้าที่อาจนำหายนะมาสู่ชีวิต โปรดจดจำไว้เสมอว่า เตือนรับหิ้วหรือฝากของบินไปต่างประเทศ อาจตกเป็นเหยื่อขบวนการขนกัญชาข้ามชาติ เป็นคำเตือนที่ควรบอกต่อ เพื่อให้เพื่อนร่วมทางทุกคนปลอดภัยจากขบวนการเหล่านี้ครับ

ที่มา – เตือนรับหิ้วหรือฝากของบินไปต่างประเทศ อาจตกเป็นเหยื่อขบวนการขนกัญชาข้ามชาติ

เด็ก 18 เดือนฟื้นใน “ห้องดับจิต” หลังหมอเพิ่งประกาศตาย 5 ชั่วโมง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องปาฏิหาริย์มาบ้าง แต่วันนี้มีข่าวใหญ่จากต่างประเทศที่ทำเอาคนทั้งโลกต้องทึ่งและตั้งคำถามไปพร้อมๆ กัน เมื่อมีรายงานว่าเด็ก 18 เดือนฟื้นใน “ห้องดับจิต” หลังหมอเพิ่งประกาศตาย 5 ชั่วโมง โดยเหตุการณ์ระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นที่รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ในระหว่างช่วงการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ที่ผ่านมา

เหตุการณ์เหลือเชื่อเมื่อเด็ก 18 เดือนฟื้นใน “ห้องดับจิต” หลังหมอเพิ่งประกาศตาย 5 ชั่วโมง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อครอบครัวพบเด็กชายวัย 18 เดือนหมดสตินอนคว่ำหน้าอยู่ในสระว่ายน้ำที่บ้านพัก เจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางความตื่นตระหนกของคนในครอบครัว แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผันเมื่อทีมแพทย์ประจำโรงพยาบาลได้ประกาศว่าเด็กรายนี้เสียชีวิตแล้วในเวลา 18.20 น. ของวันนั้น

ทว่าความจริงกลับน่าตกใจยิ่งกว่า หลังจากผ่านไปถึง 5 ชั่วโมง ในขณะที่เจ้าหน้าที่จากนิติเวชกำลังจะเคลื่อนย้ายร่างไปจัดการตามขั้นตอน พวกเขากลับพบว่าเด็กน้อยยังคงมีลมหายใจอยู่! นี่คือจุดที่ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าเหตุใดเด็ก 18 เดือนฟื้นใน “ห้องดับจิต” หลังหมอเพิ่งประกาศตาย 5 ชั่วโมง ได้อย่างไร และมาตรฐานการวินิจฉัยของแพทย์ในขณะนั้นมีปัญหาหรือไม่

ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังปาฏิหาริย์และการตรวจสอบ

ปัจจุบันหนูน้อยผู้นี้ได้รับการรักษาและกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยแล้ว แต่ประเด็นการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะประเด็นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเคยเตือนเรื่องสัญญาณชีพ แต่แพทย์เจ้าของไข้กลับมั่นใจในการตัดสินใจของตนเอง จนนำไปสู่ความผิดพลาดครั้งใหญ่ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบร่องรอยการยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดในบ้าน ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อหาปล่อยปละละเลยต่อพ่อแม่ของเด็กอีกด้วย

  • โรงพยาบาลกำลังทบทวนมาตรฐานการดูแลรักษาครั้งใหญ่
  • มีการตรวจสอบการทำงานของแพทย์เวรในวันเกิดเหตุ
  • เจ้าหน้าที่เตรียมพิจารณาตั้งข้อหากับผู้ปกครองหากพบความบกพร่อง

เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่สำหรับผู้ปกครองทุกคนในการดูแลบุตรหลานให้ใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงอย่างสระว่ายน้ำ และยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของมาตรฐานทางการแพทย์ที่ต้องมีความแม่นยำ ทุกวินาทีมีค่าเสมอไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ใดก็ตาม คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? ระบบการแพทย์ควรมีการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเหลือเชื่อเช่นนี้อีก

ที่มา – เด็ก 18 เดือนฟื้นใน “ห้องดับจิต” หลังหมอเพิ่งประกาศตาย 5 ชั่วโมง

พัฒนา ยืนยันไม่ปล่อย เกียร์ว่าง ชูยุทธศาสตร์คุมเข้มกัญชา

พัฒนา ยืนยันไม่ปล่อย เกียร์ว่าง ชูยุทธศาสตร์คุมเข้มกัญชา

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อเมื่อนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกมาโต้กลับพรรคประชาชนอย่างเป็นทางการ หลังมีการตั้งคำถามถึงนโยบายกัญชา โดยย้ำชัดว่ากระทรวงฯ ไม่ได้มีการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม หรือปล่อยให้เกิด พัฒนา ยืนยันไม่ปล่อย เกียร์ว่าง ชูยุทธศาสตร์คุมเข้มกัญชา แต่อย่างใด

ทางกระทรวงสาธารณสุขยังคงยืนกรานเดินหน้ายุทธศาสตร์ 4 มิติ เพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมายและสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน โดยเน้นย้ำจุดยืนที่ว่ากัญชาไทยจะต้องเป็นไปเพื่อการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อการสูบสันทนาการ

เจาะลึก 4 ทิศทางยุทธศาสตร์คุมเข้มกัญชา

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมรัฐบาลถึงระบุว่า พัฒนา ยืนยันไม่ปล่อย เกียร์ว่าง ชูยุทธศาสตร์คุมเข้มกัญชา เรามาดูรายละเอียดการทำงานเชิงรุกที่น่าสนใจกันครับ:

  • Proactive (เชิงรุก): ยกระดับการตรวจสอบสถานประกอบการผ่าน Digital Health Ecosystem มีการปักหมุด GPS ร้านค้าที่ถูกกฎหมาย และจัดการขั้นเด็ดขาดกับร้านเถื่อนกว่า 6,000 แห่ง
  • Protect (คุ้มครอง): พัฒนาระบบคัดกรองผู้ป่วยจิตเวชให้แม่นยำขึ้น โดยแยกแยะให้เห็นว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีปัจจัยเสี่ยงจากสารเสพติดอื่นร่วมด้วย
  • Provide (บริการอย่างปลอดภัย): กฎหมายเข้มงวดในการห้ามจำหน่ายแก่เด็กต่ำกว่า 20 ปี สตรีมีครรภ์ และจัดระบบร้านค้าต้องมีบุคลากรทางการแพทย์ดูแล
  • Promote (ผลักดันกฎหมาย): เร่งผลักดัน พ.ร.บ. กัญชา กัญชง ให้สำเร็จ เพื่อบังคับใช้บทลงโทษขั้นสูงสุดแก่ผู้ที่นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

ในมุมมองของรัฐมนตรี การมุ่งเน้นไปที่วาทกรรมทางการเมืองอาจไม่ใช่ทางออกของปัญหาที่ดีที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือการร่วมมือกันผลักดันร่างพระราชบัญญัติให้ผ่านสภา เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายที่แข็งแรงและครอบคลุมทุกมิติของการควบคุม การอ้างตัวเลขหรือความกังวลใจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากทุกฝ่ายไม่ร่วมกันอุดช่องว่างทางกฎหมายอย่างจริงจัง

ท้ายที่สุด การทำงานของภาครัฐในขณะนี้ถือว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับสังคม หากพรรคการเมืองทุกพรรคหันมาจับมือกันผลักดันกฎหมายหลักให้เสร็จสิ้น เชื่อว่าปัญหาความกังวลใจของประชาชนจะได้รับการคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้น และนั่นคือคำยืนยันว่า พัฒนา ยืนยันไม่ปล่อย เกียร์ว่าง ชูยุทธศาสตร์คุมเข้มกัญชา เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทยทุกคนครับ

ที่มา – “พัฒนา“ ยืนยันไม่ปล่อย “เกียร์ว่าง” ชูยุทธศาสตร์คุมเข้มกัญชา

อนุทิน ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ขนกัญชาต้องรับกรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองและกฎหมายไทย เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการลักลอบนำพืชกัญชาออกไปจำหน่ายต่างประเทศ โดยย้ำชัดว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่ง “อนุทิน” ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ใครขนกัญชาออกนอกประเทศต้องรับกรรม เพื่อให้สังคมเข้าใจตรงกันว่ากัญชาไทยไม่ใช่สินค้าที่จะส่งออกได้เสรีครับ

อนุทิน ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ขนกัญชาต้องรับกรรม

เหตุการณ์การลักลอบขนกัญชาข้ามพรมแดนเป็นเรื่องที่ทางการให้ความสำคัญอย่างมากครับ ท่านนายกฯ ได้กล่าวว่าเมื่อมีการตั้งใจทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด ใครที่คิดจะลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นๆ ตามกฎหมายของแต่ละประเทศที่ไปถึง เพราะถือว่าเป็นการทำลายชื่อเสียงและกฎระเบียบของไทยในระดับสากล สำหรับประเด็นเรื่อง อนุทิน ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ขนกัญชาต้องรับกรรม นั้น นายกฯ ได้เน้นย้ำว่ากฎหมายไทยเข้มงวดกับเรื่องนี้มาก

คุมเข้มการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์เท่านั้น

นอกจากนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งผลักดันกฎหมายฉบับใหม่ เพื่อให้การควบคุมดูแลกัญชาเป็นไปอย่างชัดเจน โดยมีเป้าหมายหลักดังนี้ครับ:

  • เน้นการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น
  • ป้องกันการนำกัญชาไปใช้เพื่อความบันเทิง สันทนาการ หรือการสูบเสพ
  • กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่ละเมิดข้อบังคับ
  • สร้างมาตรการควบคุมการนำเข้าและส่งออกกัญชาอย่างเข้มงวด

ความชัดเจนในกฎหมายถัดจากนี้ จะช่วยลดปัญหาเรื่องการนำกัญชาไปใช้อย่างผิดประเภทได้อย่างมาก ไม่ว่าจะถูกนำไปใช้สันทนาการหรือการส่งออกที่ผิดกฎหมาย ทุกอย่างจะถูกจัดระเบียบให้เข้ารูปเข้ารอย เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยครับ

บทสรุปของเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจนนะครับว่า กัญชาจะถูกจำกัดวงไว้แค่เรื่องสุขภาพและการรักษาพยาบาลเท่านั้น การเดินทางไปต่างประเทศหรือทำธุรกิจที่นอกเหนือจากกรอบกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงมาก ดังนั้น อย่าลองดีกับกฎหมาย เพราะผลลัพธ์ที่ตามมาอาจไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ สำหรับผู้ที่สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำแถลงของนายกฯ สามารถติดตามต่อได้ที่ด้านล่างนี้ครับ

ที่มา – “อนุทิน” ลั่น ลักลอบคือตั้งใจทำผิดกฎหมาย ใครขนกัญชาออกนอกประเทศต้องรับกรรม

โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ “อิฐ” ส่งตรงจากไทย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในต่างแดน เมื่อทางการโปแลนด์และเยอรมนีประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ในการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ หลังจากมีการตรวจพบกัญชาล็อตมหึมาน้ำหนักรวมเกือบ 1.2 ตัน โดยเป็นการลักลอบขนส่งในรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์บรรทุกอิฐที่ส่งตรงมาจากประเทศไทยครับ

เบื้องลึกปฏิบัติการ โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ “อิฐ” ส่งตรงจากไทย

เหตุการณ์นี้ถือว่าสั่นสะเทือนวงการขนส่งสินค้าอย่างมาก เพราะเครือข่ายอาชญากรรมกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้ช่องทางธรรมดา แต่เลือกใช้ห่วงโซ่อุปทานทางการค้าปกติมาบังหน้า โดยใช้การสำแดงสินค้าว่าเป็น “อิฐ” เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิบัติการ โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ “อิฐ” ส่งตรงจากไทย ในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือขั้นสูงสุดระหว่างหน่วยงานความมั่นคงในยุโรปหลายแห่ง

รายละเอียดการตรวจสอบและของกลาง

จากการรายงานข่าวทราบว่า ของกลางถูกตรวจพบใน 2 ตู้คอนเทนเนอร์หลัก โดยแยกเป็นดังนี้:

  • จุดตรวจที่ 1: ท่าเรือฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี พบกัญชาหนัก 815 กิโลกรัม ซุกซ่อนมาในอิฐศิลาแลงที่ดัดแปลงเป็นพิเศษ
  • จุดตรวจที่ 2: ปลายทางในโปแลนด์ พบกัญชาเพิ่มเติมอีก 379 กิโลกรัม

มูลค่าความเสียหายในตลาดมืดนั้นพุ่งสูงถึง 425 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าขบวนการเหล่านี้มีความซับซ้อนและมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี การที่เจ้าหน้าที่สามารถติดตามและยึดของกลางได้นั้น ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงจากการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน

ผลกระทบและบทลงโทษ

หลังจากปฏิบัติการ โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ “อิฐ” ส่งตรงจากไทย สิ้นสุดลง เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วรวม 8 ราย อายุระหว่าง 29 ถึง 57 ปี ซึ่งทั้งหมดต้องเผชิญกับข้อหาหนักฐานนำเข้าและลักลอบขนส่งยาเสพติดในปริมาณมหาศาล โดยมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี หากศาลตัดสินว่าผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหาครับ

เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่คิดจะใช้เส้นทางการค้าทางทะเลเพื่อทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย เพราะเทคโนโลยีการตรวจค้นและเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในยุโรปปัจจุบันเข้มข้นขึ้นมาก หวังว่าการจับกุมในครั้งนี้จะช่วยสกัดกั้นขบวนการข้ามชาติเหล่านี้ไม่ให้ขยายตัวได้อีก หากใครมีข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถคอมเมนต์คุยกันได้ที่ด้านล่างเลยครับ

ที่มา – โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ “อิฐ” ส่งตรงจากไทย

จับคาสนามบินภูเก็ต 2 หนุ่มอุซเบกิสถาน ซุกช่อดอกกัญชา

เหตุการณ์ระทึก จับคาสนามบินภูเก็ต 2 หนุ่มอุซเบกิสถาน ซุกช่อดอกกัญชา

เรียกได้ว่าเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาและเป็นอุทาหรณ์สำหรับนักเดินทางทุกคน เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้สนธิกำลังกันเข้าจับกุมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่พยายามลักลอบกระทำผิดกฎหมายร้ายแรง โดยการจับคาสนามบินภูเก็ต 2 หนุ่มอุซเบกิสถาน ซุกช่อดอกกัญชา-ยางกัญชา อัดแน่นเต็มกระเป๋าเดินทางเตรียมตัวออกนอกประเทศ แต่สุดท้ายก็ไม่รอดสายตาเจ้าหน้าที่ไปได้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจสัมภาระขาออกระหว่างประเทศ ได้ตรวจพบความผิดปกติจากเครื่องเอกซเรย์ภายในกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารชาวอุซเบกิสถาน 2 ราย คือ นายจาลิลโบเยวิช บุนยอดบอย จูราบอฟ และนายมูคิดดินโนวิช นูร์ซายิด มูคิดดินอฟ ซึ่งทั้งคู่มีอายุ 26 ปีเท่ากัน

รายละเอียดการตรวจสอบและของกลางที่ยึดได้

จากการตรวจค้นอย่างละเอียด พบว่าผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ซุกซ่อนสิ่งของผิดกฎหมายไว้ภายในกระเป๋าเดินทางอย่างหนาแน่น โดยแบ่งเป็นพฤติการณ์ดังนี้:

  • ผู้ต้องหารายแรก: พบช่อดอกกัญชาแห้งในถุงสุญญากาศ 30 ห่อ และกัญชาแปรรูปอีก 14 แท่ง น้ำหนักรวมกว่า 10 กิโลกรัม
  • ผู้ต้องหารายที่สอง: พบช่อดอกกัญชา 30 ห่อ, ยางกัญชา 8 ถุง และกัญชาแปรรูปอีกจำนวนหนึ่ง น้ำหนักรวมกว่า 15 กิโลกรัม

เมื่อเจ้าหน้าที่พบหลักฐานชัดเจนเช่นนี้ การจับคาสนามบินภูเก็ต 2 หนุ่มอุซเบกิสถาน ซุกช่อดอกกัญชา-ยางกัญชา อัดแน่นเต็มกระเป๋าเดินทางจึงเกิดขึ้นทันที โดยผู้ต้องหาทั้งสองยอมจำนนต่อหลักฐานและถูกควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สาคู เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพ.ร.บ.ศุลกากร หรือกฎหมายยาเสพติดที่เกี่ยวข้อง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายเกี่ยวกับกัญชาในประเทศไทยนั้นไม่ได้เปิดกว้างสำหรับการนำออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่มีใบอนุญาต แม้ว่าในประเทศจะมีการประกาศให้เป็นสมุนไพรควบคุม แต่การนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือการลักลอบนำออกไปต่างประเทศนั้นถือเป็นความผิดร้ายแรงที่อาจนำไปสู่การติดคุกและเสียประวัติการเดินทางอย่างถาวร

ในฐานะนักเดินทาง เราควรศึกษาข้อกำหนดของประเทศปลายทางและกฎหมายศุลกากรไทยให้ดีก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ทริปในฝันของคุณกลายเป็นฝันร้ายที่ต้องลงเอยในห้องขัง อย่าเสี่ยงกับสิ่งผิดกฎหมายเพราะผลที่ตามมานั้นไม่คุ้มค่าอย่างแน่นอน

ที่มา – จับคาสนามบินภูเก็ต 2 หนุ่มอุซเบกิสถาน ซุกช่อดอกกัญชา-ยางกัญชา อัดแน่นเต็มกระเป๋าเดินทาง

Scroll to top