กัมพูชาลอบวางระเบิด

ทบ. ซัดกัมพูชาลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทย

โฆษกกองทัพบก ซัดกัมพูชาพฤติกรรมสวนทางข้อตกลงหยุดยิง จงใจลอบวางระเบิด ละเมิดข้อตกลงและอนุสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่อง หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บอีกครั้งบริเวณปราสาทตาควาย สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมของฝ่ายกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าสวนทางกับข้อตกลงหยุดยิงและจงใจลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทย

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมากล่าวถึงกรณีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งถูกลอบวางโดยฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขวาท่อนล่างขาด การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรม

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 แล้ว และเป็นครั้งที่ 3 หลังจากที่ไทยและกัมพูชาได้ทำข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีในอนุสัญญาออตตาวา ที่ห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกชนิด การกระทำดังกล่าวเป็นการลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทยอย่างจงใจ และมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์

โฆษกกองทัพบกยังระบุอีกว่า เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้งในพื้นที่ชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาร้ายและพฤติกรรมต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชาในการคุกคามฝ่ายไทย และละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนไทย ซึ่งสวนทางกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างประเทศในการประชุม GBC ที่ผ่านมา นับเป็นการยืนยันว่าการใช้อาวุธโดยฝั่งกัมพูชายังคงมีความพยายามอยู่ตลอด แม้จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม

ทบ. ซัดกัมพูชาลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทย

กองทัพบกเชื่อว่า การวางทุ่นระเบิดเป็นไปอย่างมีระบบและมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อใช้ในการคุกคามและทำร้ายฝ่ายไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดเกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทย พฤติกรรมและการกระทำเช่นนี้เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินการอยู่ ผ่านกลไกทวิภาคี

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์ทบ. ซัดกัมพูชาลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทย ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกันลดลง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ เป็นไปได้ยากขึ้น กระทรวงการต่างประเทศของไทยต้องเข้ามามีบทบาทในการเจรจาและทำความเข้าใจกับฝ่ายกัมพูชา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา

กองทัพบกจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังในพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการลาดตระเวนและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่อาจหลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิดก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขสถานการณ์

  • รัฐบาลไทยและกัมพูชาควรเปิดโต๊ะเจรจาอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน
  • ควรมีการจัดตั้งกลไกตรวจสอบร่วมกัน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย
  • ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ชายแดน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างรอบด้าน การใช้ความอดทนอดกลั้นและการเจรจาเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

ที่มา – ทบ. ซัดกัมพูชาพฤติกรรมสวนทางข้อตกลงหยุดยิง จงใจลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทย

ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน เร่งจ่ายเยียวยา: กต. ซัดใช้เด็กเป็นด่าน

ศบ.ทก. เร่งจ่ายเยียวยา ขออภัยประชาชนล่าช้า เข้มป้องแฮกระบบคอมพิวเตอร์ 24 ชม. ด้าน ก.ต่างประเทศ แจงไทยลุยฟ้องประชาคมโลก ซัดกัมพูชาใช้ประชาชนเป็นด่านหน้า ทอ. ยังเข้มสกัดโดรนผิดกฎหมาย-ภัยมั่นคง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) เป็นประธานการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ต่อมาเวลา 18.00 น. พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก. แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ว่า สถานการณ์ชายแดนโดยรวมในห้วงที่ผ่านมาถือว่าทั้ง 2 ฝ่ายยังตรึงกำลัง ไม่ปรากฏการเคลื่อนไหวของกำลังที่สำคัญ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวตรวจพบการลักลอบการวางทุ่นระเบิดของทหาร BHQ กัมพูชา ในพื้นที่อธิปไตยของไทย แม้ผลักดันกลับไปแล้วแต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าทางฝ่ายกัมพูชาก็ยังคงมีการละเมิดข้อตกลงของการประชุม JBC อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาและดูแลสุขภาพจิตของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) แจ้งความคืบหน้าในที่ประชุม ศบ.ทก. ว่า สั่งจ่ายเงินเยียวยาประชาชนไปแล้ว โดยวันที่ 26 สิงหาคม 2568 สปน. จะนำงบประมาณสั่งจ่ายไปยังพื้นที่ใน จ.อุบลราชธานี เป็นจังหวัดแรก จากนั้นจะเป็น จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ และ จ.ศรีสะเกษ ที่ต่อไป ถ้าประชาชนสามารถยื่นเอกสารได้อย่างครบถ้วน เงินจะถึงท่านได้อย่างเร็ว สปน. เล็งเห็นถึงปัญหาความขัดข้องและความล่าช้าในการสั่งจ่ายงบประมาณไปยังประชาชน ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขให้กระบวนการสั่งจ่ายมีความรวดเร็ว ต้องกราบขออภัยประชาชนในโอกาสนี้ แต่อย่างไรก็ตามเราพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหานี้

ส่วนเรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีการตรวจพบการเข้ามาโจมตีระบบทางไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นระบบความปลอดภัยต่างๆ ประชาชนตรวจพบมีการแฮกข้อมูลเข้ามา เราไม่ได้นิ่งนอนใจ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ดำเนินการเฝ้าระวังและตรวจสอบภัยคุกคามทางไซเบอร์ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเหตุการณ์ติดตามสถานการณ์และความเสียหายที่เกิดขึ้น และจะร่วมกับ ศบ.ทก. กำหนดท่าทีที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินการระหว่างประเทศต่อไปบนข้อมูลที่มีหลักฐานชัดเจน หากมีการตรวจพบเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ประชาชนสามารถแจ้งมายังที่ศูนย์ประสานงานการรักษาระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT)

ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน เร่งจ่ายเยียวยา กต. ซัดกัมพูชาใช้เด็ก-คนแก่เป็นด่านหน้า

ทางด้าน นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า การดำเนินการเชิงรุกของไทยในเวที นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีภารกิจเดินทางเยือนนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2568 ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับกรณีที่กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และละเมิดพันธกรณีอนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ นายมาริษ มีกำหนดเข้าพบกับผู้แทนประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีบทบาทสำคัญในประเด็นทุ่นระเบิด รวมถึงคณะกรรมการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา เพื่อยืนยันหลักฐานเชิงประจักษ์ให้เห็นว่าไทยยึดมั่นในการเปิดเผยโปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมถึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายโน้มน้าวกัมพูชาให้ปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างจริงจัง และร่วมมือกับไทยในการเก็บกู้ระเบิดตามแนวชายแดนไทย โดยยังคงยืนหยัดดำเนินการเชิงรุก พร้อมให้ความร่วมมือกับกลไกสากลทุกขั้นตอนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจและจริงใจว่าไทยไม่มีสิ่งใดต้องปกปิด นอกจากนี้ นายมาริษ ยังกำหนดพบกับสำนักงานใหญ่ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เพื่อย้ำว่าการดำเนินการทั้งหมดของไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

นายนิกรเดช กล่าวอีกว่า ขอใช้โอกาสนี้แสดงให้เห็นถึงการกระทำของกัมพูชาที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรม โจมตีเป้าหมายพลเรือน การนำเด็กมาใช้ในคลิปวิดีโอกับทุ่นระเบิด การใช้พื้นที่ชุมชนเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ผลักดันเด็ก คนชรา และผู้พิการ ให้ออกมาเป็นด่านหน้า เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรมและขัดต่อกติกาสากลโดยสิ้นเชิง ขอย้ำว่าความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องได้รับการคุ้มครองสูงสุดในฐานะประเทศที่มีความรับผิดชอบต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ ประเทศไทยจะยังคงร่วมมือกับประชาคมโลกอย่างใกล้ชิดเพื่อให้กัมพูชาปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาออตตาวาและหลักการสากล โดยเฉพาะกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง

ทอ. ยังเข้มสกัดโดรนผิดกฎหมาย พร้อมเร่ง ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน

ขณะที่ น.อ.กฤษณัส กาญจนกุล ผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงานบูรณาการระบบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ กองทัพอากาศ ระบุว่า การต่อต้านโดรนผิดกฎหมาย กองทัพอากาศได้บูรณาการทุกเหล่าทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหา เนื่องจากปัจจุบันยังมีการกำหนดการห้ามบินโดรนในพื้นที่สำคัญ ได้แก่ พื้นที่ทางทหาร หน่วยราชการ และตามแนวชายแดน โดยพื้นที่ที่บินโดรนได้นั้นเป็นไปตามประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ต้องทำตามข้อกำหนดที่ให้ลงทะเบียนการขึ้นบิน ทำการบินในระยะความสูงไม่เกิน 90 เมตร และสามารถบินได้เฉพาะเวลากลางวัน

โดยหน่วยงานมั่นคงได้บูรณาการขีดความสามารถในการต่อต้านโดรน ด้วยระบบของทุกหน่วยงานทั้งการค้นหา การสกัดกั้นและทำลาย รวมถึงแลกเปลี่ยนข่าวกรองเพื่อป้องกันและต่อต้านโดรนเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และแบ่งพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อให้การต่อต้านโดรนครอบคลุมทุกพื้นที่สำคัญ การจำกัดโดรนผิดกฎหมายทั้งทหารตำรวจ ฝ่ายปกครอง ได้ผนึกกำลังค้นหาจับกุมผู้ปล่อยโดรนผิดกฎหมายในประเทศไทยอย่างจริงจัง หากประชาชนพบเห็นการใช้โดรนผิดกฎหมายหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงขอให้แจ้งข้อมูลสำคัญ เช่นวันเวลาที่พบเห็น ลักษณะโดรน รวมถึงภาพถ่าย ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเร็ว.

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเร่งจ่ายเงินเยียวยาและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยแสดงจุดยืนในการปกป้องอธิปไตยและหลักมนุษยธรรมในเวทีระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน และต้องจับตาดูว่า ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน จะมีความคืบหน้าในการช่วยเหลืออย่างไรต่อไป

ที่มา – ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน เร่งจ่ายเยียวยา กต. ซัดกัมพูชาใช้เด็ก-คนแก่เป็นด่านหน้า

รัฐบาลซัดกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ลอบวางระเบิด


รัฐบาลซัดกัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ

สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติ แต่รัฐบาลติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พบกัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ ยืนยันไทยตอบโต้ทั้งทางการทูตและความมั่นคง

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) สรุปสถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ว่าเหตุการณ์โดยรวมเป็นปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง โดยกองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวของกัมพูชาในบางพื้นที่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม และผลการประชุม GBC เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม รวมถึงสนธิสัญญาออตตาวา

เมื่อวานนี้ (23 สิงหาคม) กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ที่ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ที่ทหารกัมพูชาลักลอบเข้ามาวาง เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พบวัตถุระเบิดเพิ่มเติมได้แก่ กับระเบิด PMN-2 จำนวน 2 ลูก (รวมเป็น 3 ลูก) ลูกระเบิด ค.ด้าน จำนวน 2 ลูก และตะปูเรือใบอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐาน และเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดออกจากพื้นที่แล้ว

รัฐบาลจับตา กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ

รัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามความเคลื่อนไหวของกัมพูชาอย่างใกล้ชิด และพร้อมตอบโต้ทั้งทางการทูตและความมั่นคงอย่างเหมาะสม รวมถึงจะมีการชี้แจงให้ประชาคมระหว่างประเทศรับรู้ถึงการกระทำของกัมพูชาที่ละเลยและละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ ทั้ง 3 ส่วนข้างต้นอย่างแน่นอน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การกระทำของกัมพูชาที่ละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

ที่มา – รัฐบาลซัดกัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง ยังคงลอบวางระเบิด-ตะปูเรือใบ

กองทัพไทยย้ำ! ทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 67 กัมพูชายังมี

กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก โดยยืนยันว่าทุ่นระเบิดที่พบเป็นของใหม่ทั้งหมด และพื้นที่ดังกล่าวเคยได้รับการกวาดล้างไปแล้ว 100%

พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ออกมาแถลงถึงกรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่กำลังพลไทย 5 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน ผลการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ยืนยันว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ของใหม่ สภาพสมบูรณ์ พร้อมใช้งาน และมีการอำพรางอย่างมิดชิด ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหาย

ที่สำคัญคือ ทุ่นระเบิดที่พบไม่ใช่ทุ่นเก่าตามที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง แต่เป็นทุ่นใหม่ที่มีตัวอักษรคมชัด สปริง เข็มแทงชนวน และชิ้นส่วนภายในอยู่ในสภาพใหม่สมบูรณ์ ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลที่เผยแพร่ออกมา

พื้นที่กวาดล้างแล้ว 100%

พล.ต.วิทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่ช่องบกและช่องอานม้าซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุนั้น TMAC ได้ทำการกวาดล้างทุ่นระเบิดไปแล้ว 100% และมีการรายงานต่อที่ประชุมอนุสัญญาออตตาวาทุกปี โดยไม่เคยพบทุ่น PMN-2 ในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่เคยมีทุ่นชนิดนี้อยู่ในครอบครอง และได้ทำลายทุ่นระเบิดคงคลังทั้งหมดตั้งแต่ปี 2546 โดยไม่มี PMN-2 อยู่ในบัญชีแม้แต่ลูกเดียว

ในทางตรงกันข้าม เอกสารรายงานต่ออนุสัญญาออตตาวา ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2024 ระบุชัดเจนว่า กัมพูชายังคงครอบครองทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และชนิดอื่นๆ รวมกว่า 3,700 ลูก โดยอ้างว่าเก็บไว้เพื่อการฝึกตามมาตรา 3 ของอนุสัญญาฯ แต่การลักลอบนำทุ่น PMN-2 มาวางในเขตอธิปไตยของไทย ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาอย่างร้ายแรง และเอาผิดได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ดังนั้น กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก จึงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญและมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา และความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ต้องตกเป็นเหยื่อของทุ่นระเบิด

กองทัพไทย โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ขอยืนยันว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ตรวจสอบได้ ยืนยันชัดเจนว่าทุ่นระเบิดที่ทำให้กำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บ เป็นทุ่นระเบิดใหม่ชนิด PMN-2 ที่ฝ่ายกัมพูชาลักลอบนำมาวางในพื้นที่ชายแดนไทย ไม่ใช่ทุ่นเก่าตามที่มีการกล่าวอ้าง เหตุการณ์นี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาและเป็นการกระทบต่ออธิปไตยของประเทศไทยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก ทำให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาความมั่นคงและปลอดภัยในพื้นที่ดังกล่าว การร่วมมือกันระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ แฉปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก

“มาริษ” ใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา

“มาริษ” สายตรงเลขาธิการ UN – รมว.กต.ญี่ปุ่น ขอให้ใช้กลไกออตตาวาสอบสวนกัมพูชาละเมิดอนุสัญญา พร้อมขอมาเลเซีย-สิงคโปร์กดดันให้ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด เมินฟ้อง UNSC อีกรอบ ชี้ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการดำเนินการภายหลัง กำลังพลกองร้อยทหารพรานที่ 2610 รวม 7 นาย ซึ่งทำการลาดตระเวนในพื้นที่ช่องจุบตะโมก จังหวัดสุรินทร์ บริเวณใกล้ปราสาทตาเมือนธม ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเมื่อวานนี้ (12 สิงหาคม 2568) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตใจของฝ่ายกัมพูชา ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ว่า เมื่อวานนี้ตนได้โทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นจะเป็นประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อขอให้ใช้กลไกในกรอบอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ไต่สวนการกระทำของกัมพูชา ซึ่งฝ่ายเลขาธิการของอนุสัญญาออตตาวา ได้มีหนังสือตอบกลับมาด้วยแล้ว

นายมาริษ ระบุต่อไปว่า ในวันศุกร์นี้ (15 สิงหาคม 2568) จะมีการพูดคุยกับประเทศผู้บริจาคในกรอบอนุสัญญาออตตาวา เพื่อให้เห็นการดำเนินการของกัมพูชา โดยเฉพาะในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee : GBC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแต่กัมพูชากลับปฏิเสธ พร้อมทั้งได้โทรศัพท์พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของมาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อขอให้ใช้กลไกอาเซียนกดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องการวางทุ่นระเบิดที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ การดำเนินการทางการทูตของนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการขอความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อกดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

“มาริษ” ใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา

การที่นายมาริษได้หารือกับเลขาธิการ UN และรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเพื่อขอให้ใช้กลไกออตตาวาสอบสวนกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง กลไกออตตาวาเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบและกดดันให้ประเทศต่างๆ ปฏิบัติตามพันธกรณีในการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การที่ไทยผลักดันให้มีการใช้กลไกนี้จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยจะไม่ยอมให้การละเมิดอนุสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของกลไกออตตาวาในการสอบสวนกัมพูชา

การใช้กลไกออตตาวาในการสอบสวนกัมพูชา จะช่วยให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การที่นานาชาติให้ความสนใจและเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะช่วยเพิ่มแรงกดดันต่อกัมพูชาให้ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ การพูดคุยกับมาเลเซียและสิงคโปร์เพื่อขอให้ใช้กลไกอาเซียนกดดันกัมพูชา เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจ เนื่องจากอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความใกล้ชิดกับทั้งไทยและกัมพูชา การที่อาเซียนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การที่กัมพูชายังคงปฏิเสธที่จะร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ไทยก็ไม่ควรย่อท้อและควรเดินหน้าผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ทุกช่องทางที่มีอยู่ ทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระหว่างประเทศ

การดำเนินการของนายมาริษในการผลักดันให้มีการใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนและสร้างสันติภาพและความมั่นคงให้กับภูมิภาคได้ในที่สุด

การที่นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการอย่างแข็งขันในการขอความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา ถือเป็นความพยายามที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน แม้ว่าความสำเร็จจะยังไม่แน่นอน แต่การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สิ่งสำคัญคือการที่ไทยต้องยังคงเดินหน้าผลักดันประเด็นนี้ในทุกเวที และสร้างความเข้าใจกับนานาชาติให้เห็นถึงผลกระทบของการวางทุ่นระเบิดต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ การได้รับความสนับสนุนจากนานาชาติจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้กัมพูชาหันมาร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

สุดท้ายนี้ หวังว่าความพยายามของรัฐบาลไทยในการใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนได้อย่างยั่งยืน และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – “มาริษ” คุยเลขาฯ UN-กต.ญี่ปุ่นใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา เมินฟ้อง UNSC ชี้ไม่มีหลักฐาน

อนุดิษฐ์จี้ รบ. เร่งฟ้อง ICC ดับมโน **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16**

“อนุดิษฐ์” จี้รัฐบาลเร่งฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ เอาผิดกัมพูชาลอบวางระเบิดทำทหารไทยสูญเสียขา 5 นาย ละเมิดอนุสัญญาออตตาวาชัดเจน ดับมโนกระแสข่าวกัมพูชาจ่อใช้โดรนสกัด F-16 ไม่น่าเกิดขึ้นได้

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 13 สิงหาคม 2568 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดได้รับบาดเจ็บขาซ้ายขาด ระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทำให้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 จนถึงวันนี้ ทหารไทยสูญเสียขาไปแล้วถึง 5 นาย ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างที่จะระบุได้ชัดเจนว่า ประเทศไทยเราไม่ได้เป็นคนวางกับระเบิดไว้แน่นอน เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เห็นจะมีทหารกัมพูชาไปเหยียบเลยสักคน โดยกัมพูชาจะดูตามพื้นที่ที่เราลาดตระเวนและอาศัยช่วงเวลาที่ไม่มีทหารปฏิบัติภารกิจ แอบเข้ามาวางกับระเบิดไว้ ทำให้ทหารไทยเหยียบกับระเบิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฟ้องร้องต่อนานาชาติ เพราะเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาของฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน และสามารถที่จะเอาเรื่องดังกล่าวขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ผมเชื่อว่ารัฐบาลและกองทัพคงจะมองประเด็นนี้อยู่และก็ไม่น่าจะละเลย อย่างไรก็ตาม ควรสื่อสารกับพี่น้องประชาชนว่าอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว”

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ากัมพูชาพยายามจะใช้โดรนมาเพื่อสกัดกั้นการวิ่งขึ้นของเครื่องบิน F-16 ในกรณีที่อาจจะมีการสู้รบกันในอนาคตนั้น น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ข้อมูลตรงนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะว่าความเร็วของเครื่องบินรบอย่าง F-16 คงไม่มีใครสามารถบังคับให้โดรนมาเจอกันได้ ทั้งตอนออกตัว หรือจะอยู่กลางอากาศก็ตาม เป็นไปได้ยากมากๆ ขอให้อุ่นใจได้ และไม่ต้องกลัวในเรื่องนี้.

อนุดิษฐ์จี้ รบ. เร่งฟ้อง ICC ดับมโน กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16

จากกรณีที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการฟ้องร้องกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) จากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและสูญเสียขาไปถึง 5 นายนั้น ได้สร้างความสนใจและเกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของการดำเนินการดังกล่าว นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องข่าวลือที่ว่ากัมพูชาอาจใช้โดรนในการสกัดกั้นเครื่องบิน F-16 ก็ได้รับความสนใจเช่นกัน

ความเห็นของ น.อ.อนุดิษฐ์ ที่ว่าเรื่อง **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16** เป็นไปได้ยากนั้น ช่วยคลายความกังวลให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด

ความเป็นไปได้ที่ กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16

แม้ว่า น.อ.อนุดิษฐ์ จะมองว่าความเป็นไปได้ที่ **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16** นั้นต่ำมาก แต่การพิจารณาถึงศักยภาพและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ การพัฒนาโดรนในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งในด้านความเร็ว ความคล่องตัว และความสามารถในการบรรทุก ทำให้ไม่สามารถมองข้ามความเป็นไปได้ทั้งหมดได้

ดังนั้น การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

การที่ น.อ.อนุดิษฐ์ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ถือเป็นการเตือนสติให้ทุกฝ่ายไม่ประมาท และให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารและความมั่นคงของประเทศให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ

นอกจากประเด็นเรื่องความมั่นคงแล้ว การที่ น.อ.อนุดิษฐ์ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งฟ้องร้องกัมพูชาต่อ ICC ยังเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่าประเทศไทยจะไม่ยอมรับการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

รัฐบาลควรพิจารณาข้อเรียกร้องนี้อย่างรอบคอบและดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม เพื่อความเป็นธรรมและเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

โดยสรุปแล้ว แม้ว่าความเป็นไปได้ที่ **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16** จะค่อนข้างต่ำ แต่การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งจำเป็น และการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง การตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องนี้จะมีผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการตัดสินใจต่างๆ ของรัฐบาลจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “อนุดิษฐ์” จี้ รบ. เร่งฟ้อง ICC ดับมโนกระแสกัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16 ไม่น่าทำได้

กต. ประท้วงเหตุครั้งที่ 4 ประณามกัมพูชาซ้ำ

กต. ประท้วงเหตุครั้งที่ 4 ประณามกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกแถลงการณ์ประท้วงเป็นครั้งที่ 4 กรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลขณะลาดตระเวน โดยรัฐบาลไทยขอประณามการกระทำของกัมพูชาอย่างรุนแรงที่สุด พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมโลกพิจารณาทบทวนการให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เมื่อกำลังพลกองร้อยทหารพรานที่ 2610 จำนวน 7 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ช่องจุบตะโมก จังหวัดสุรินทร์ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง รวมถึงอนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

“รัฐบาลไทยขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลโดยฝ่ายกัมพูชา” แถลงการณ์ระบุ “ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตใจของฝ่ายกัมพูชา การกระทำดังกล่าวขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งขัดต่อหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ และเป็นการละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน”

เหตุการณ์ครั้งนี้และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจของกัมพูชาในการปฏิบัติตามมาตรการหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย รัฐบาลไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชายุตติการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาฯ โดยทันที

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยจะประท้วงไปยังกัมพูชา ประธานอนุสัญญาฯ และเลขาธิการสหประชาชาติ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด พิจารณาทบทวนการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว ไทยยังพิจารณาดำเนินมาตรการอื่นๆ เพื่อตอบโต้กัมพูชาตามที่เห็นสมควรต่อไป

ทำไมเหตุการณ์ กต. ประท้วงเหตุครั้งที่ 4 ประณามกัมพูชา ถึงสำคัญ?

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจาก:

  • เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน
  • ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยและกัมพูชา
  • สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • บ่อนทำลายความพยายามในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

“ไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ และผิดหวังอย่างยิ่งที่กัมพูชาซึ่งเคยผ่านเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และแสดงตนเป็นผู้ยึดมั่นในพันธกรณีตามอนุสัญญาฯ กลับใช้ทุ่นระเบิดเพื่อสังหารมนุษย์ด้วยกันอย่างไร้มนุษยธรรม และขอเรียกร้องให้ประชาคมอาเซียนซึ่งทำงานบนพื้นฐานของกฎกติกาสากล เรียกร้องให้กัมพูชาดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างจริงจัง และให้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวที่จัดตั้งขึ้นตามมติที่ประชุม GBC สมัยวิสามัญข้างต้น พิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนระหว่างการลงพื้นที่ในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อให้พื้นที่ชายแดนเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนผู้บริสุทธิ์ของทั้งสองประเทศ”

รัฐบาลไทยแสดงความผิดหวังอย่างยิ่งที่กัมพูชาซึ่งเคยประสบกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ กลับมาใช้ทุ่นระเบิดสังหารมนุษย์อย่างไร้มนุษยธรรม และเรียกร้องให้ประชาคมอาเซียนเรียกร้องให้กัมพูชาดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างจริงจัง

การกระทำของกัมพูชาในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ถือเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมและขัดต่อหลักการสากล ไทยจึงจำเป็นต้องออกมาประท้วงและเรียกร้องให้ประชาคมโลกกดดันให้กัมพูชายุตติการกระทำดังกล่าว และหันมาให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – กต. ประท้วงเหตุครั้งที่ 4 ประณามกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด! อาการปลอดภัยแล้ว

โฆษกกองทัพบกเผยอาการ “ส.อ.ธีรพล” เหยียบทุ่นระเบิดใกล้ปราสาทตาเมือนธม พ้นขีดอันตรายแล้ว ซัดกัมพูชาคุกคามชัดเจน ใช้อาวุธแบบซ่อนเร้น ลั่น หากสถานการณ์บีบบังคับไทยจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. ของวันนี้ สิบเอกธีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 พร้อมกำลังพลรวม 7 นาย ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทยบนเส้นทางประจำ ห่างจากปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 1 กิโลเมตร ระหว่างปฏิบัติภารกิจ สิบเอกธีรพลได้เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ฝ่ายกัมพูชาลอบวางไว้ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณข้อเท้าซ้าย ปัจจุบันได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมดงรัก อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

โฆษกกองทัพบก เผยต่อไปว่า เหตุการณ์นี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และไม่เคารพต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามใช้และวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกชนิด นับเป็นการลอบโจมตีที่มีเป้าหมายต่อกำลังพลฝ่ายไทยโดยตรง และเกิดขึ้นในเขตแดนไทย

“เหตุลักษณะเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในพื้นที่ชายแดน สะท้อนถึงเจตนาร้ายและพฤติกรรมต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชาในการคุกคามฝ่ายไทย ละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนไทย สวนทางกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างประเทศในการประชุม GBC ที่ผ่านมา จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าการใช้อาวุธโดยฝั่งกัมพูชายังคงมีอยู่ตลอดเวลาในช่วงมีข้อตกลงหยุดยิง”

พลตรีวินธัย ระบุต่อไป ยอมรับว่าพฤติกรรมและการกระทำลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการในมาตรการหยุดยิงอย่างแน่นอน รวมถึงเป็นท่าทีที่ชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาต้องการจะคุกคามฝ่ายไทยด้วยการใช้อาวุธทางทหารในรูปแบบซ่อนเร้นไม่เปิดเผย ทำให้เชื่อได้ว่ากัมพูชายังคงดำรงความมุ่งหมายที่จะทำร้ายฝ่ายไทยด้วยรูปแบบลอบทำร้ายอยู่เช่นนี้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่า ณ ช่วงเวลานี้จะอยู่ในช่วงการตกลงที่จะหยุดยิงซึ่งต้องไม่มีการใช้อาวุธต่อกันในทุกรูปแบบ

ขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นยังสอดรับกันอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะจากการที่กัมพูชาไม่ยอมตอบรับข้อเสนอฝ่ายไทยในเรื่องของทุ่นระเบิดจากการประชุม GBC ในครั้งที่ผ่านมา จึงเชื่อว่าเรื่องทุ่นระเบิดนี้น่าจะมีการวางแผนใช้กันมาอย่างเป็นระบบเพื่อเจตนานำมาใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทย

“ที่ผ่านมา กองทัพบกได้ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด และไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่หากสถานการณ์บีบบังคับก็อาจจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ในป้องกันตนเองภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศในการคลี่คลายสถานการณ์ที่ทำให้ฝ่ายไทยต้องสูญเสียกำลังพลอย่างต่อเนื่อง จากการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและรุกล้ำอธิปไตยของทหารกัมพูชา”

ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิดครั้งนี้ เป็นเครื่องสะท้อนถึงความตึงเครียดและความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ แม้จะมีการเจรจาและข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้นแล้วก็ตาม การกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

การที่กองทัพบกออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ในการใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องมีการหารือและการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อหาทางออกที่เป็นสันติวิธี

อาการล่าสุดของ ส.อ.ธีรพล

ถึงแม้ว่าอาการของ ส.อ.ธีรพล จะพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่เหตุการณ์นี้ได้สร้างความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

  • การดูแลรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
  • การให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านจิตใจ
  • การช่วยเหลือด้านสวัสดิการและค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การสำรวจและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และการเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์ที่ ส.อ.ธีรพล ประสบ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนและแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างสรรค์สันติสุขในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ส.อ.ธีรพล” เหยียบทุ่นระเบิด อาการพ้นขีดอันตราย ทบ. ซัดกัมพูชาคุกคามไทยชัดเจน

ชายแดนไทย-กัมพูชา ไร้ปะทะ ประชาชนกลับแล้ว

สถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดเป็นอย่างไร? หลายคนคงกังวลใจเกี่ยวกับข่าวความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดมาฝากกัน เพื่อคลายความกังวลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน

ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 จนถึงเช้าวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีการปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้น

กองกำลังของทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง โดยฝ่ายไทยยึดมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมาอย่างเคร่งครัด และมุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นสำคัญ นี่เป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพในพื้นที่

ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

ข่าวดีอีกเรื่องคือ ประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพทั้ง 4 จังหวัด ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและกลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัยหรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน เพื่อรักษาความสงบและอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งดูแลและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเร่งฟื้นฟูพื้นที่ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเดินหน้าต่อไปได้

แต่ก็มีข่าวร้ายล่าสุดคือ กองทัพบกได้รับรายงานว่า หน่วยทหารพรานร้อย ทพ.2610 ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสียขา 1 นาย ซึ่งขณะนี้ได้ลำเลียงส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงอันตรายที่ยังคงมีอยู่ในพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่

สถานการณ์โดยรวมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ ถือว่าอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ แม้จะยังมีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเกิดขึ้นบ้าง แต่หน่วยงานต่างๆ ก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่สภาพปกติ

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว หากพบสิ่งผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่สงบลงนี้ เป็นผลมาจากการเจรจาและความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย หวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเรื่อยๆ และนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่

ดังนั้นการตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

Scroll to top