กาซา

Board of Peace ทรัมป์ส่งรายงานกาซาแรกต่อUN ชงตั้งรัฐชั่วคราว

Board of Peace ของทรัมป์ส่งรายงานแผนกาซาฉบับแรกต่อUN ชงตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล-ส่งกองกำลังปลดอาวุธฮามาส นับเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขวิกฤตฉนวนกาซา ที่กำลังเผชิญความเสียหายอย่างหนักจากความขัดแย้งยืดเยื้อ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการนำสันติภาพมาสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางอีกครั้ง

Board of Peace ของทรัมป์ส่งรายงานแผนกาซาฉบับแรกต่อUN ชงตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล-ส่งกองกำลังปลดอาวุธฮามาส

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ที่ทรัมป์จัดตั้งขึ้นเพื่อกำกับดูแลการเปลี่ยนผ่านอำนาจในกาซา ได้ยื่นรายงานฉบับแรกต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN) รายงานนี้เสนอแนวทางชัดเจนในการจัดตั้งฝ่ายบริหารพลเรือนเฉพาะกาลสำหรับกาซา โดยมีคณะกรรมการบริหารกาซาแห่งชาติ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญชาวปาเลสไตน์ 15 คน ที่ได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คณะนี้กำลังเตรียมบุคลากรตำรวจพลเรือนนับหลายหมื่นคน เพื่อฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

นอกจากนี้ Board of Peace ของทรัมป์ส่งรายงานแผนกาซาฉบับแรกต่อUN ยังเรียกร้องให้ชาตินานาชาติส่งกองกำลังทหารเข้าร่วมภารกิจปลดอาวุธกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ปัจจุบันมีหลายประเทศแสดงความสนใจเข้าร่วมแล้ว ดังนี้

  • แอลเบเนีย
  • อินโดนีเซีย
  • คาซัคสถาน
  • โคโซโว
  • โมร็อกโก

นายนิโคเลย์ ลาเดนอฟ ผู้แทนระดับสูงด้านกาซา กล่าวว่าการดำเนินการนี้จะช่วยให้กาซาเข้าสู่ระยะของการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว โดยขณะนี้โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลายไปกว่า 60-70% ระบบสาธารณสุขล่มสลายเกือบทั้งหมด ทำให้ประชาชนเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนัก

ความเสียหายรุนแรงในกาซาและแผนฟื้นฟูจาก Board of Peace ของทรัมป์

รายงานชี้แจงว่าความเสียหายในกาซานั้นรุนแรงมาก โรงพยาบาล ถนน สะพาน และที่อยู่อาศัยจำนวนมากถูกทำลาย ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนกว่า 2 ล้านคน คณะทำงานกำลังเจรจากับทางการอิสราเอลเพื่อเพิ่มจำนวนรถบรรทุกขนส่งสินค้าจำเป็น เช่น อาหาร ยา และน้ำมัน ให้เข้าสู่กาซาได้มากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังคงตึงเครียด

นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อปลายปี 2566 กาซาได้กลายเป็นสมรภูมิที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคน และผู้ลี้ภัยจำนวนมาก การที่ Board of Peace ของทรัมป์ส่งรายงานแผนกาซาฉบับแรกต่อUN ชงตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล-ส่งกองกำลังปลดอาวุธฮามาส ถือเป็นข้อเสนอที่อาจเปลี่ยนเกมได้ ทรัมป์ซึ่งเคยผลักดันข้อตกลงอับราฮัม อัคคอร์ด (Abraham Accords) ระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับหลายแห่ง เชื่อมั่นว่าการปลดอาวุธฮามาสและตั้งรัฐบาลชั่วคราวจะปูทางสู่สันติภาพยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม แผนนี้ยังเผชิญอุปสรรคมากมาย เช่น การต่อต้านจากกลุ่มฮามาส การเจรจาที่ยากลำบากกับอิสราเอล และความกังวลจากนานาชาติเรื่องเสี่ยงต่อการขยายความขัดแย้ง คณะกรรมการกำลังเร่งรัดกระบวนการคัดเลือกเจ้าหน้าที่ และประสานงานกับ UN เพื่อให้แผนเดินหน้าได้เร็วที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีแผนฟื้นฟูระยะยาว เช่น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ การพัฒนาเศรษฐกิจผ่านโครงการพลังงานและการท่องเที่ยว รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรพลเรือนให้มีประสิทธิภาพ ชาติมุสลิมอย่างอินโดนีเซียและโมร็อกโกที่แสดงเจตจำนงเข้าร่วม ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับภารกิจนี้

ในมุมมองของผู้เขียน แผนจาก Board of Peace ของทรัมป์นี้อาจเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับชาวกาซา หากทุกฝ่ายร่วมมือกันจริงจัง สันติภาพในตะวันออกกลางจะใกล้เข้ามา คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – Board of Peace ของทรัมป์ส่งรายงานแผนกาซาฉบับแรกต่อUN ชงตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล-ส่งกองกำลังปลดอาวุธฮามาส

ไอร์แลนด์-สเปน บอยคอตยูโรวิชัน 2026

ไอร์แลนด์, สเปน, เนเธอร์แลนด์ และสโลวีเนีย ประกาศถอนตัวจากการประกวดเพลงยูโรวิชันประจำปี 2026 อย่างเป็นทางการ เพื่อประท้วงการตัดสินใจของสหภาพการแพร่ภาพกระจายเสียงแห่งยุโรป (EBU) ที่ยังคงอนุญาตให้อิสราเอลเข้าร่วมแข่งขัน ท่ามกลางวิกฤตสงครามในฉนวนกาซา และข้อกล่าวหาเรื่องการลงคะแนนที่ไม่เป็นธรรม

ความขัดแย้งเกี่ยวกับสถานะของอิสราเอลในเวทียูโรวิชัน 2026 ได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนนำไปสู่การบอยคอตครั้งสำคัญ หลังจากการประชุมของสมาชิกสหภาพการแพร่ภาพกระจายเสียงแห่งยุโรป (EBU) ซึ่งเป็นผู้จัดงาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยไอร์แลนด์ แถลงว่า “การเข้าร่วมของเรายังคงเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ เมื่อพิจารณาถึงความสูญเสียชีวิตอันน่าเศร้าในกาซา และวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตพลเรือนจำนวนมาก”

ส่วนสเปนเรียกร้องให้มีการลงคะแนนลับเกี่ยวกับการแบนอิสราเอล แต่ถูกปฏิเสธ ทำให้สเปนแถลงว่า การตัดสินใจนี้ “เพิ่มความไม่ไว้วางใจต่อการจัดการเทศกาล” และสเปนซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่ม “บิ๊กไฟว์” ที่สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่ ได้ยืนยันการถอนตัวจากการแข่งขันและการไม่ถ่ายทอดสดรอบชิงชนะเลิศและรอบรองชนะเลิศ

ด้านเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า “การเข้าร่วมภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันนั้นเข้ากันไม่ได้กับคุณค่าสาธารณะซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเรา” ขณะที่สโลวีเนีย ยืนยันว่าจุดยืนของพวกเขายังไม่เปลี่ยนแปลง โดยกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงกฎใหม่ ๆ ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

การประชุมของ EBU ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมาณ 50 องค์กร รวมถึง BBC ได้มีการหารือถึงอนาคตของการแข่งขันที่มีผู้ชมกว่า 150 ล้านคนต่อปี โดยมุ่งเน้นไปที่การรับรองกฎใหม่เพื่อป้องปรามการรณรงค์ลงคะแนนเสียงที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งมีข้อกล่าวหาว่าอิสราเอลได้ส่งเสริมผู้เข้าแข่งขันของตนอย่างไม่ยุติธรรมในปีนี้

รายงานข่าวระบุว่า การลงมติยอมรับมาตรการใหม่นี้ผูกมัดกับข้อตกลงที่สมาชิกจะไม่ดำเนินการลงคะแนนเสียงเพื่อพิจารณาสถานะการเข้าร่วมของอิสราเอล ทำให้ EBU ยืนยันว่าสมาชิกที่ต้องการเข้าร่วมและปฏิบัติตามกฎใหม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันปี 2026

นายมาร์ติน กรีน ผู้อำนวยการยูโรวิชัน กล่าวแสดงความยินดีที่สมาชิกได้มี “โอกาสถกเถียง” เกี่ยวกับสถานะของอิสราเอล โดยระบุว่า การลงมติแสดงให้เห็นว่าสมาชิกเห็นพ้องต้องกันว่า “ยูโรวิชันไม่ควรถูกใช้เป็นเวทีทางการเมือง แต่ต้องรักษาความเป็นกลางไว้”

ขณะที่ นายไอแซก เฮอร์ซ็อก ประธานาธิบดีอิสราเอล ยกย่องการตัดสินใจของ EBU ว่าเป็น “สัญลักษณ์แห่งชัยชนะเหนือผู้ที่พยายามปิดปากอิสราเอลและเผยแพร่ความเกลียดชัง” โดยหวังว่าการแข่งขันจะยังคงเป็นเวทีที่ยกย่องมิตรภาพระหว่างผู้คนและวัฒนธรรม

ด้าน นายโกลัน ยอชปาซ ซีอีโอของ KAN (สถานีโทรทัศน์ของอิสราเอล) ชี้ว่า ความพยายามตัดสิทธิ์อิสราเอล “สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นการบอยคอตทางวัฒนธรรม” และเตือนว่า “การบอยคอตอาจเริ่มต้นที่อิสราเอล แต่มันอาจจบลงที่ใด หรือทำร้ายใครอื่นอีกบ้าง ก็ไม่มีใครรู้”

ทั้งนี้ เยอรมนี ซึ่งเคยขู่ว่าจะถอนตัวหากอิสราเอลถูกแบน ยินดีกับการตัดสินใจนี้ และตั้งตารอที่จะเข้าร่วมการแข่งขันต่อไป ส่วนกลุ่มประเทศนอร์ดิก ได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก และไอซ์แลนด์ ออกแถลงการณ์ร่วมว่า “สนับสนุน” การตัดสินใจของ EBU ในการ “จัดการกับจุดอ่อนที่สำคัญ” ของระบบลงคะแนน อย่างไรก็ตามไอซ์แลนด์ จะยังไม่ตัดสินใจขั้นสุดท้ายจนกว่าจะถึงสัปดาห์หน้า ส่วนเบลเยียม ระบุว่าจะ “แจ้งจุดยืนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”

การตัดสินใจของ EBU ครั้งนี้ได้เผยให้เห็นความแตกแยกครั้งใหญ่ในยูโรวิชัน ระหว่างประเทศที่ยืนยันการเข้าร่วมเพื่อสนับสนุนความเป็นกลางทางวัฒนธรรม กับประเทศที่ตัดสินใจบอยคอตด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรมและหลักจริยธรรม.

ไอร์แลนด์-สเปน นำทัพบอยคอตประกวดร้องเพลง “ยูโรวิชัน 2026 หลังอิสราเอลได้สิทธิ์เข้าร่วม

การประกาศถอนตัวของไอร์แลนด์และสเปนในการประกวดร้องเพลง “ยูโรวิชัน 2026 หลังอิสราเอลได้สิทธิ์เข้าร่วม” ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในวงการเพลงระดับนานาชาติ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการประท้วงทางการเมือง แต่ยังเป็นการตั้งคำถามถึงจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเวทีระดับโลก

ทำไมไอร์แลนด์และสเปนถึงบอยคอตยูโรวิชัน 2026?

เหตุผลหลักของการ“ไอร์แลนด์-สเปน นำทัพบอยคอตประกวดร้องเพลง ยูโรวิชัน 2026 หลังอิสราเอลได้สิทธิ์เข้าร่วม” คือการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อการที่ EBU อนุญาตให้อิสราเอลเข้าร่วมการแข่งขัน ท่ามกลางวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซา ประเทศเหล่านี้มองว่าการเข้าร่วมของอิสราเอลเป็นการขัดต่อหลักการด้านมนุษยธรรมและจริยธรรมที่ควรยึดมั่น

  • ไอร์แลนด์: มองว่าการเข้าร่วมยูโรวิชันของตนเองเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เนื่องจากความสูญเสียชีวิตและความทุกข์ทรมานของผู้คนในกาซา
  • สเปน: เรียกร้องให้มีการลงคะแนนลับเพื่อแบนอิสราเอล แต่ถูกปฏิเสธ ทำให้รู้สึกว่าการจัดการเทศกาลขาดความโปร่งใสและความเป็นธรรม

นอกจากนี้ เนเธอร์แลนด์และสโลวีเนียก็แสดงจุดยืนที่สอดคล้องกัน โดยเนเธอร์แลนด์เห็นว่าการเข้าร่วมภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันขัดต่อคุณค่าสาธารณะของตน ในขณะที่สโลวีเนียยืนยันว่าจุดยืนของตนยังคงไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงกฎใหม่

การตัดสินใจของ EBU ที่ยังคงอนุญาตให้อิสราเอลเข้าร่วมการแข่งขัน ได้ทำให้เกิดความขัดแย้งและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ประเทศที่ตัดสินใจบอยคอตมองว่าเวที “ยูโรวิชัน” ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือสนับสนุนการกระทำที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรม แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างวัฒนธรรม

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจใดๆ ในเวทีระดับโลกล้วนมีผลกระทบต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นของผู้คน การรักษาความเป็นกลางและความเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากทุกฝ่าย

การ“ไอร์แลนด์-สเปน นำทัพบอยคอตประกวดร้องเพลง ยูโรวิชัน 2026 หลังอิสราเอลได้สิทธิ์เข้าร่วม” จึงเป็นผลมาจากการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาพลักษณ์และค่านิยมของประเทศเหล่านั้น และเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาคมโลกถึงความสำคัญของการยึดมั่นในหลักการด้านมนุษยธรรม

การบอยคอตครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามอง และอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของการประกวดเพลงยูโรวิชัน รวมถึงเวทีการประกวดอื่นๆ ในระดับนานาชาติ การที่ประเทศต่างๆ กล้าที่จะแสดงจุดยืนของตนเองอย่างชัดเจน เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความรับผิดชอบต่อสังคมโลก

สุดท้ายแล้ว การ“ไอร์แลนด์-สเปน นำทัพบอยคอตประกวดร้องเพลง ยูโรวิชัน 2026 หลังอิสราเอลได้สิทธิ์เข้าร่วม” จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างไร? และ EBU จะมีการปรับตัวอย่างไร? คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ไอร์แลนด์-สเปน นำทัพบอยคอตประกวดร้องเพลง “ยูโรวิชัน 2026 หลังอิสราเอลได้สิทธิ์เข้าร่วม

ภาพดาวเทียมเผย กาซาซิตีถูกทำลายราบ เป็นจริง!

ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดแสดงให้เห็นความเสียหายอย่างกว้างขวางในกาซาซิตีถูกทำลายราบหลังจากการสู้รบที่เข้มข้น ข้อมูลจาก CNN เผยให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจในพื้นที่ ซึ่งตอกย้ำถึงผลกระทบอันเลวร้ายของความขัดแย้งที่มีต่อพลเรือน

รายงานจาก CNN นำเสนอการเปรียบเทียบภาพถ่ายดาวเทียมก่อนและหลังเหตุการณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากาซาซิตีถูกทำลายราบในหลายพื้นที่ อาคารบ้านเรือนกว่า 1,800 หลังถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม โดยส่วนใหญ่เป็นย่านที่อยู่อาศัยของผู้คน ทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงยิ่งขึ้น

กาซาซิตีถูกทำลายราบ: หายนะที่ไม่อาจมองข้าม

ภาพถ่ายดาวเทียมที่บันทึกระหว่างวันที่ 9 สิงหาคม ถึง 5 กันยายน เผยให้เห็นว่าการทำลายส่วนใหญ่เกิดจากการรื้อถอนอย่างเป็นระบบ โดยใช้เครื่องจักรกลหนัก เช่น รถขุดและรถตัก มากกว่าการทิ้งระเบิดทางอากาศโดยตรง พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ได้แก่ ไซตูน อัลตุฟฟะห์ และจาบาลิยา ซึ่งเป็นที่พักพิงของผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก การทำลายล้างดังกล่าวทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องไร้ที่อยู่อาศัยและเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

สถานการณ์ในกาซาซิตีทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออิสราเอลประกาศให้ชาวปาเลสไตน์อพยพออกจากพื้นที่ก่อนเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ การอพยพครั้งนี้สร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการพลัดถิ่นครั้งใหญ่ และความเสี่ยงที่พลเรือนจะได้รับอันตรายจากการสู้รบที่กำลังดำเนินอยู่ แม้จะมีความเสี่ยง หลายครอบครัวเลือกที่จะอยู่ในบ้านของตนเอง โดยไม่เต็มใจที่จะละทิ้งทุกสิ่งที่พวกเขารู้จัก

โฆษกหน่วยงานป้องกันพลเรือนในกาซาระบุว่า ระหว่างวันที่ 5 ถึง 8 กันยายน กองทัพอิสราเอลได้โจมตีอาคารสูง 5 แห่ง ซึ่งมีห้องพักอาศัยรวม 209 ห้อง แต่ละห้องมีผู้อยู่อาศัยอย่างน้อย 20 คน ทำให้ประชากรกว่า 4,000 คนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในชั่วข้ามคืน การทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และทำให้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคเลวร้ายลง

ผลกระทบต่อพลเรือนและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

กาซาซิตีถูกทำลายราบ ท่ามกลางวิกฤตความอดอยากที่สหประชาชาติระบุว่าเป็น “ฝีมือมนุษย์” สถานการณ์มีแนวโน้มที่จะเลวร้ายลงหากการโจมตียังคงดำเนินต่อไป ความอดอยากและความยากจนที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้คนจำนวนมากอยู่ในภาวะที่เปราะบางและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน การเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถูกจำกัดอย่างมากจากการสู้รบและการปิดล้อม ทำให้การบรรเทาทุกข์เป็นไปได้ยากสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด

โวล์เกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เตือนว่าการยกระดับการโจมตีในกาซาซิตีจะนำไปสู่การพลัดถิ่นครั้งใหญ่ การสังหารพลเรือน และการทำลายล้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รายงานล่าสุดของสหประชาชาติประเมินว่ากว่า 78% ของอาคารในฉนวนกาซาได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายจากการโจมตีที่ยืดเยื้อมาเกือบสองปี สถานการณ์นี้เรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อปกป้องพลเรือนและยุติความขัดแย้ง

การทำลายล้างที่เกิดขึ้นในกาซาซิตีถูกทำลายราบเป็นเครื่องเตือนใจถึงต้นทุนที่แท้จริงของสงครามที่มีต่อชีวิตมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน นานาชาติจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างทันท่วงทีและผลักดันให้มีการเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตระหนักถึงความหายนะที่เกิดขึ้น และร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ที่มา – ภาพดาวเทียมเผย กาซาซิตีถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองในเวลาเพียง 1 เดือน

Scroll to top