กาญจนบุรี

สั่งเร่งค้นหา 3 เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอุทยานทองผาภูมิ หายตัวไปขณะลาดตะเวน

สั่งเร่งค้นหา 3 เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอุทยานทองผาภูมิ หายตัวไปขณะลาดตะเวน

เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกและได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก สำหรับกรณีข่าวการสั่งเร่งค้นหา 3 เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอุทยานทองผาภูมิ หายตัวไปขณะลาดตะเวน ในพื้นที่ป่าปิล๊อคคี่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังพลเพื่อออกตามหาอย่างเต็มความสามารถ หลังจากขาดการติดต่อนานหลายชั่วโมงท่ามกลางสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ

ภารกิจในครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจำนวน 3 นาย ได้ออกเดินลาดตะเวนเพื่อปราบปรามขบวนการลักลอบขุดแร่ทองในเขตป่าสมบูรณ์ แต่เมื่อถึงกำหนดเวลานัดหมายกลับไม่สามารถติดต่อได้ ส่งผลให้ต้องมีการบูรณาการกำลังทหาร ฉก.ลาดหญ้า และ ตชด. เข้าช่วยเหลือทันที เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าลึกที่มีความอันตราย ทั้งจากสัตว์ป่าและสภาพภูมิประเทศที่ค่อนข้างทุรกันดาร

สถานการณ์ล่าสุดในการค้นหาเจ้าหน้าที่

ปัจจุบันกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ยกระดับการทำงาน โดยมีการใช้เฮลิคอปเตอร์บินปูพรมในพื้นที่เป้าหมายเพื่อให้การสั่งเร่งค้นหา 3 เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอุทยานทองผาภูมิ หายตัวไปขณะลาดตะเวน เป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด การปฏิบัติการร่วมกันครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การประสานงานระหว่างทีมภาคพื้นดินและทางอากาศเพื่อแข่งกับเวลา โดยเฉพาะปัญหาเรื่องฝนที่ตกหนักและน้ำป่าไหลหลากที่เป็นอุปสรรคสำคัญ

  • ทีมที่ 1: เดินเท้าจากจุดเริ่มต้นลาดตะเวนเดิมเพื่อสำรวจเส้นทางที่คาดว่าเจ้าหน้าที่จะผ่าน
  • ทีมที่ 2: เดินย้อนจากหมู่บ้านปิล๊อคคี่เข้าหาจุดที่คาดการณ์ไว้
  • การสนับสนุนทางอากาศ: ใช้เฮลิคอปเตอร์บินค้นหาในจุดอับสายตาและพื้นที่ที่เข้าถึงยาก

อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่ติดตามข่าวการสั่งเร่งค้นหา 3 เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอุทยานทองผาภูมิ หายตัวไปขณะลาดตะเวน เราคงต้องส่งกำลังใจให้ทั้ง 3 ท่านปลอดภัย และขอให้ทีมกู้ภัยทุกฝ่ายปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีครับ เชื่อว่าด้วยความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่ป่าไม้และหน่วยสนับสนุนที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ จะสามารถนำตัวเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 กลับมาได้อย่างปลอดภัยในเร็ววันนี้ครับ

ที่มา – สั่งเร่งค้นหา 3 เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอุทยานทองผาภูมิ หายตัวไปขณะลาดตะเวน

เจ็บรวม 16 ราย เหตุเก๋งพุ่งชนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อ้างคนขับโรคประจำตัวกำเริบ

เจ็บรวม 16 ราย เหตุเก๋งพุ่งชนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อ้างคนขับโรคประจำตัวกำเริบ

กลายเป็นเหตุการณ์สุดระทึกที่สร้างความตกใจให้กับผู้ปกครองและคนในชุมชนอย่างมาก เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถเก๋งพุ่งชนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.แก่งเสี้ยน จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บรวม 16 ราย โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่เด็กๆ กำลังนอนหลับพักผ่อนหลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ทำให้เกิดการสูญเสียและบาดเจ็บอย่างไม่คาดฝัน

จากการรายงานเบื้องต้นพบว่า เจ็บรวม 16 ราย เหตุเก๋งพุ่งชนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อ้างคนขับโรคประจำตัวกำเริบ จนทำให้รถเสียหลักหลุดโค้งและพุ่งชนกำแพงศูนย์ฯ ทะลุเข้าไปในห้องที่เด็กๆ กำลังนอนอยู่ แรงกระแทกทำให้เศษปูนกระเด็นใส่เด็กจนได้รับบาดเจ็บ ทั้งศีรษะแตกและมีแผลฟกช้ำตามร่างกาย ถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

สรุปสถานการณ์และมาตรการช่วยเหลือ

หลังจากเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ได้เร่งเข้าช่วยเหลือและลำเลียงเด็กนักเรียนรวมถึงคนขับรถส่งโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนาโดยด่วน โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • เด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บรวม 14 ราย
  • คนขับรถและผู้ร่วมทางบาดเจ็บ 2 ราย
  • ผู้ว่าราชการจังหวัดลงพื้นที่เยี่ยมผู้บาดเจ็บด้วยตนเอง
  • ทีมแพทย์เร่งให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถ

สาเหตุเบื้องต้นที่ทางคนขับได้กล่าวอ้างว่ามีอาการโรคประจำตัวกำเริบจนวูบขณะขับขี่นั้น กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยจะมีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงอีกครั้ง เจ็บรวม 16 ราย เหตุเก๋งพุ่งชนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อ้างคนขับโรคประจำตัวกำเริบ ในครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ที่ขับขี่รถยนต์ หากรู้ตัวว่ามีโรคประจำตัวที่อาจส่งผลต่อการขับขี่ ควรเพิ่มความระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการขับรถในภาวะเสี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นเช่นนี้อีก

ในฐานะสังคม เราขอเป็นกำลังใจให้เด็กๆ ทุกคนและครอบครัวผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้โดยเร็ว และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมาตรการป้องกันความปลอดภัยรอบศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อความอุ่นใจของผู้ปกครองทุกคน

ที่มา – เจ็บรวม 16 ราย เหตุเก๋งพุ่งชนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อ้างคนขับโรคประจำตัวกำเริบ

ระทึก เก๋งพุ่งชนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองสองตอน กาญจนบุรี

เหตุการณ์ระทึก เก๋งพุ่งชนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองสองตอน กาญจนบุรี

กลายเป็นข่าวที่สร้างความตกใจให้กับผู้ปกครองและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก กับเหตุการณ์ระทึก เก๋งพุ่งชนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองสองตอน กาญจนบุรี เมื่อรถยนต์เก๋งคันหนึ่งได้พุ่งเข้าชนอาคารเรียนของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเขตอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ในช่วงเวลาที่เด็กๆ กำลังนอนหลับพักผ่อนในช่วงกลางวันพอดี สร้างความเสียหายให้กับกำแพงอาคารอย่างหนักและส่งผลให้นักเรียนได้รับบาดเจ็บหลายราย

รายละเอียดเหตุการณ์ รถเก๋งพุ่งชนศูนย์เด็กเล็ก

จากรายงานของมูลนิธิขุนรัตนาวุธ พบว่าเมื่อได้รับแจ้งเหตุ ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รีบเร่งเข้าช่วยเหลือในทันที เบื้องต้นมีเด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บมากกว่า 10 ราย โดยเหตุการณ์ระทึก เก๋งพุ่งชนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองสองตอน กาญจนบุรี ครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับคุณครูและผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เด็กเล็กกำลังนอนพักผ่อนอยู่ภายในอาคาร

แม้ความเสียหายของตัวอาคารจะมีกำแพงทะลุและตัวรถได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่โชคยังดีที่จากการประเมินเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่กู้ภัย พบว่าไม่มีเด็กนักเรียนคนใดได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นวิกฤต ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าโล่งใจที่สุดสำหรับผู้ปกครองทุกท่านในขณะนี้

มาตรการความปลอดภัยหลังจากเกิดเหตุ

  • ตรวจสอบโครงสร้างอาคารเรียนเพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยก่อนกลับมาใช้งาน
  • จัดทำแนวป้องกันเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนในพื้นที่
  • เพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ผ่านเขตสถานศึกษาหรือแหล่งชุมชน

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ระทึก เก๋งพุ่งชนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองสองตอน กาญจนบุรี นี้ ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น โดยเฉพาะการขับขี่ใกล้เขตพื้นที่โรงเรียนหรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อแม้ในพื้นที่ที่เราคิดว่าปลอดภัยที่สุด

ในฐานะสื่อมวลชน เราขอส่งกำลังใจให้เด็กๆ ทุกคนหายไวๆ และขอชื่นชมทีมกู้ภัยมูลนิธิขุนรัตนาวุธที่เข้าถึงที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว หากมีความคืบหน้าของคดีหรืออาการของเด็กๆ เพิ่มเติม ทางเราจะรีบนำมาอัปเดตให้ทราบกันต่อไปครับ

ที่มา – ระทึก เก๋งพุ่งชนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองสองตอน กาญจนบุรี นร.เจ็บกว่า 10 ราย

สกัดจับรถตู้ขนแรงงานต่างด้าว ซิ่งเสียหลักพุ่งชนเกาะกลาง

สกัดจับรถตู้ขนแรงงานต่างด้าว ซิ่งเสียหลักพุ่งขึ้นเกาะกลางถนน

เหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงสนธิกำลังกับหลายหน่วยงานทำการ สกัดจับรถตู้ขนแรงงานต่างด้าว หลังได้รับรายงานว่ามีการลักลอบนำพาคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายผ่านทางช่องทางธรรมชาติ การปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการกวาดล้างขบวนการค้ามนุษย์ที่ทำกันเป็นกระบวนการอย่างจริงจัง

ในเช้าวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังลาดตระเวน พบรถตู้ต้องสงสัยยี่ห้อโตโยต้าสีขาววิ่งอยู่บนถนนสายกาญจนบุรี–น้ำตกเอราวัณ เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวขอตรวจค้น ผู้ขับขี่กลับมีพิรุธและเร่งเครื่องหลบหนีอย่างรวดเร็ว จนเกิดการไล่ล่าไปตามเส้นทางท่าพะเนียด–บ่อพลอย กระทั่งรถตู้คันดังกล่าวเสียหลักพุ่งขึ้นเกาะกลางถนน ทำให้ไม่สามารถขับต่อไปได้

เปิดเบื้องหลังปฏิบัติการ สกัดจับรถตู้ขนแรงงานต่างด้าว

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จ พบว่าผู้ขับขี่คือ นายวรพันธ์ อายุ 34 ปี โดยเมื่อตรวจสอบภายในรถทุกคนต้องตกใจกับภาพที่เห็น เพราะภายใน สกัดจับรถตู้ขนแรงงานต่างด้าว คันนี้มีการอัดแน่นของแรงงานชาวเมียนมาจำนวนถึง 43 ชีวิต ซึ่งทั้งหมดไม่มีเอกสารการเดินทางใดๆ มาแสดงแก่เจ้าหน้าที่

จากการสอบสวนผ่านล่าม แรงงานเหล่านี้ยอมรับว่าลักลอบเข้ามาทางด่านบ้านบ่อญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายจะเดินทางไปทำงานต่อที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงถึงคนละเกือบหนึ่งแสนบาท ส่วนทางด้านคนขับรถสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจากนายหน้าชื่อ “สไปร” ให้มารับคนงานจากสวนส้มโอเพื่อไปส่งปลายทาง โดยได้รับค่าจ้างรายหัว ซึ่งนับเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของเพื่อนร่วมทางอย่างมาก

  • แรงงานต่างด้าวจำนวน 43 คนถูกควบคุมตัว
  • คนขับชาวไทยโดนข้อหาให้ที่พักพิงและช่วยเหลือคนต่างด้าว
  • เส้นทางหลักที่มักถูกใช้ลักลอบเข้าเมืองคือพื้นที่ชายแดนกาญจนบุรี

ความพยายามในการลักลอบขนคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายไม่เพียงแต่เป็นความผิดทางกฎหมายร้ายแรง แต่ยังเป็นอันตรายต่อชีวิตของแรงงานที่ถูกเบียดเสียดมาในรถตู้ รวมถึงผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ การที่รถเสียหลักพุ่งขึ้นเกาะกลางถนนเป็นบทเรียนสำคัญว่า การกระทำเช่นนี้ไม่มีความปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย ทางการไทยยังคงต้องเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยบนท้องถนนในอนาคต

ที่มา – สกัดจับรถตู้ขนแรงงานต่างด้าว ซิ่งเสียหลักพุ่งขึ้นเกาะกลางถนน พบอัดคนมา 43 ชีวิต

ทลายปาร์ตี้ยา ล่องแพแม่น้ำแควน้อย ตรวจพบ 34 นักเที่ยวฉี่ม่วง

ทลายปาร์ตี้ยา ล่องแพแม่น้ำแควน้อย ตรวจพบ 34 นักเที่ยวฉี่ม่วง

เหตุการณ์สุดช็อกส่งท้ายสัปดาห์ เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดกาญจนบุรี ได้สนธิกำลังบุกเข้าจับกุมกลุ่มนักท่องเที่ยวที่จัดปาร์ตี้มั่วสุมเสพยาเสพติดบนแพล่องแม่น้ำแควน้อย ภายใต้ปฏิบัติการ “ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” ที่กำลังเข้มข้นอยู่ในขณะนี้ ทำให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เปิดเบื้องหลังปฏิบัติการ ทลายปาร์ตี้ยา ล่องแพแม่น้ำแควน้อย ตรวจพบ 34 นักเที่ยวฉี่ม่วง

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีกลุ่มบุคคลนัดรวมตัวกันล่องแพในแม่น้ำแควน้อย เพื่อจัดงานปาร์ตี้ที่มีลักษณะน่าสงสัยและอาจมีการใช้ยาเสพติด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จึงวางแผนลาดตระเวนทางเรือเพื่อเข้าตรวจสอบทันที ในขณะที่กำลังบุกเข้าจู่โจม พบว่าบนแพมีเสียงเพลงดังสนั่นและกลุ่มนักท่องเที่ยวจำนวน 55 ราย กำลังเริงร่าอย่างสนุกสนาน แต่เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ หลายคนถึงกับหน้าถอดสีและพยายามโยนสิ่งของบางอย่างทิ้งลงแม่น้ำทันที

จากการตรวจค้นอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบของกลางเป็นยาเสพติดประเภทเคตามีน และอุปกรณ์การเสพจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบลูกกระสุนปืนขนาด .380 อีกด้วย เมื่อนำตัวนักท่องเที่ยวทั้งหมดมาตรวจหาสารเสพติด พบว่ามีผลเป็นบวกหรือที่เรียกกันว่า “ฉี่ม่วง” ถึง 34 ราย แบ่งเป็นชาย 14 ราย และหญิง 20 ราย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างยิ่งสำหรับกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่

  • ผู้กระทำความผิดทั้งหมดถูกนำตัวส่งสถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรี
  • เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • เตรียมขยายผลหาที่มาของยาเสพติดล็อตนี้ต่อไป

เหตุการณ์ ทลายปาร์ตี้ยา ล่องแพแม่น้ำแควน้อย ตรวจพบ 34 นักเที่ยวฉี่ม่วง ในครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีให้กับนักท่องเที่ยวทุกคน ว่าการท่องเที่ยวอย่างสนุกสนานนั้นทำได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและไม่ผิดกฎหมาย การเข้ามามั่วสุมเสพยาเสพติดไม่เพียงแต่ทำลายสุขภาพของตนเอง แต่ยังเป็นการทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรีอีกด้วย หวังว่าเหตุการณ์นี้จะช่วยป้องปรามไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ทลายปาร์ตี้ยา ล่องแพแม่น้ำแควน้อย ตรวจพบ 34 นักเที่ยวฉี่ม่วง

อุทยานฯ ไทรโยค อัปเดตอาการ ลูกช้างป่าพลัดหลง ล่าสุด

เชื่อว่าหลายคนกำลังส่งกำลังใจให้เจ้าตัวเล็กกันอยู่แน่ๆ สำหรับข่าวคราวความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ อุทยานฯ ไทรโยค อัปเดตอาการ “ลูกช้างป่าพลัดหลง” บาดแผลดีขึ้น กินนมได้ตามปกติ ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่ทำให้แฟนคลับน้องช้างทั่วประเทศใจชื้นขึ้นมาบ้าง หลังจากที่ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

อัปเดตสถานการณ์ อุทยานฯ ไทรโยค อัปเดตอาการ “ลูกช้างป่าพลัดหลง” บาดแผลดีขึ้น กินนมได้ตามปกติ

จากการรายงานเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางอุทยานแห่งชาติไทรโยคได้เปิดเผยว่า ลูกช้างป่าพลัดหลง เพศเมียตัวนี้ มีพัฒนาการด้านสุขภาพในทิศทางที่ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะบาดแผลบริเวณช่องปากและใต้งวงที่เคยน่าเป็นห่วง ตอนนี้เริ่มมีการอักเสบลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ทีมสัตวแพทย์คอยทำความสะอาดแผลอย่างพิถีพิถันวันละ 2 ครั้งทั้งเช้าและเย็น

พฤติกรรมสุดน่ารักของลูกช้างป่าพลัดหลง

นอกจากสุขภาพทางกายแล้ว พฤติกรรมของน้องก็ทำเอาพี่ๆ เจ้าหน้าที่ยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว เพราะในตอนนี้เริ่มแสดงความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น สามารถเดินตามพี่เลี้ยงและทีมสัตวแพทย์ได้อย่างคล่องแคล่ว โดยมีกิจวัตรการกินและการนอนที่ค่อนข้างคงที่ คือนอนพักรอบละ 2-3 ชั่วโมงแล้วตื่นมากินนม ซึ่งปริมาณการกินนมผงที่ทำได้ถึง 7,600 มิลลิลิตรต่อวัน ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจมากสำหรับเด็กน้อยวัย 1 สัปดาห์

  • การดูแลสุขภาพ: ทำแผลสะดือ ช่องปาก และงวงวันละ 2 ครั้ง
  • โภชนาการ: ดื่มนมผงได้รวม 7,600 มิลลิลิตรใน 24 ชั่วโมง
  • กิจกรรมประจำวัน: เช็ดตัวด้วยน้ำขมิ้นผสมข่าเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม ทางทีมสัตวแพทย์ยังคงไม่ประมาท โดยยังคงเฝ้าติดตามอาการถ่ายเหลวและปัสสาวะที่มีสีเข้มอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการรักษาและปรับสูตรโภชนาการให้เหมาะสมที่สุด สำหรับใครที่ติดตามข่าว อุทยานฯ ไทรโยค อัปเดตอาการ “ลูกช้างป่าพลัดหลง” บาดแผลดีขึ้น กินนมได้ตามปกติ ก็มั่นใจได้เลยว่าน้องอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญที่รักและห่วงใยเสมือนลูกหลานของตัวเองอย่างแน่นอน

ในอนาคต หากน้องแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ เชื่อว่าน้องจะเป็นขวัญใจคนใหม่ของป่าไทรโยค และเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในการอนุรักษ์สัตว์ป่าของเราชาวไทย ขอให้เจ้าตัวเล็กเติบโตอย่างเข้มแข็งและกลับไปใช้ชีวิตในผืนป่าได้ในเร็ววันนะครับ/ค่ะ

ที่มา – อุทยานฯ ไทรโยค อัปเดตอาการ “ลูกช้างป่าพลัดหลง” บาดแผลดีขึ้น กินนมได้ตามปกติ

กรมอุทยานฯ เร่งรักษา สีดอทองม้วน ช้างป่าสลักพระ วัยกว่า 50 ปี

กรมอุทยานฯ เร่งรักษา สีดอทองม้วน ช้างป่าสลักพระ วัยกว่า 50 ปี

กลายเป็นประเด็นที่คนรักสัตว์ต่างส่งกำลังใจให้กันอย่างล้นหลาม สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ สีดอทองม้วน ช้างป่าวัยดึกที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จังหวัดกาญจนบุรี ล่าสุดเจ้าหน้าที่และทีมสัตวแพทย์มืออาชีพได้ระดมกำลังกันเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หลังจากพบว่าเจ้าช้างตัวนี้ได้รับบาดเจ็บรุนแรงบริเวณขาหลัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก

ทางทีมสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ทั้งจากบ้านโป่งและสาขาเพชรบุรี ได้เข้ามาดูแล สีดอทองม้วน อย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีการวางแผนการรักษาอย่างเป็นระบบ ทั้งการให้สารน้ำเกลือ วิตามินเสริม และยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่บาดแผลบริเวณขาหลังด้านซ้ายและฝ่าเท้าหลังข้างขวา

รายละเอียดการดูแล สีดอทองม้วน และความหวังในการฟื้นตัว

การทำงานของทีมงานในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะช้างป่าที่มีอายุมากถึง 50 ปี ร่างกายย่อมต้องการการดูแลที่ละเอียดอ่อน โดยข้อมูลจากหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระได้ระบุรายละเอียดความคืบหน้าไว้ดังนี้:

  • การกินอาหาร: แม้จะกินได้น้อย แต่มีการเสริมอ้อย ข้าวโพด มะม่วง และกล้วย เพื่อให้ได้รับพลังงาน
  • ระบบขับถ่าย: ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะช้างยังขับถ่ายปกติและไม่มีอาการท้องอืด
  • การพักผ่อน: เจ้าหน้าที่ต้องคอยเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากช้างยังไม่สามารถพยุงตัวขึ้นในท่านอนตั้งหัวได้

นอกเหนือจากการรักษาทางยาแล้ว ทีมสัตวแพทย์ยังคงต้องปรับแผนการรักษาแบบวันต่อวัน เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของ สีดอทองม้วน มากที่สุด ในขณะที่อาการโดยรวมยังถือว่าทรงตัวและอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด

สุดท้ายนี้ ทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว โปรดหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้จุดรักษาช้างป่า เพื่อป้องกันการรบกวนและช่วยให้ทีมสัตวแพทย์สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การช่วยเหลือสัตว์ป่าผู้ยิ่งใหญ่ตัวนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ เราเชื่อมั่นว่าสีดอทองม้วนจะผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปได้ ขอส่งแรงใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านและพี่ทองม้วนให้กลับมาแข็งแรงในเร็ววันครับ

ที่มา – กรมอุทยานฯ ระดมสัตวแพทย์เร่งรักษา “สีดอทองม้วน” ช้างป่าสลักพระ วัยกว่า 50 ปี

สาวอ้างกลุ่มเมียนมาบุกบ้านยามวิกาล คว้ามีดข่มขู่ ตำรวจบ่ายเบี่ยงรับแจ้งความ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีเรื่องราวที่น่าตกใจและกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นในจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อมีสาวอ้างกลุ่มเมียนมาบุกบ้านยามวิกาล คว้ามีดข่มขู่ ตำรวจบ่ายเบี่ยงรับแจ้งความ ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เป็นอย่างมาก

สาวอ้างกลุ่มเมียนมาบุกบ้านยามวิกาล คว้ามีดข่มขู่ ตำรวจบ่ายเบี่ยงรับแจ้งความ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อนางสาวบัวงาม อายุ 42 ปี ได้เข้าร้องเรียนต่อผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี หลังจากเธอถูกกลุ่มชาวเมียนมาจำนวนกว่า 10 คน บุกเข้ามาถึงหน้าบ้านพักในยามวิกาล พร้อมอาวุธมีดครบมือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะกลุ่มคนดังกล่าวเข้าใจผิดว่าเธอเป็นคนไปแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบร้านค้าของพวกเขา แม้เธอจะยืนยันว่าไม่ได้ทำ แต่ผลกระทบที่ตามมาคือความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ทำไมตำรวจถึงไม่รับแจ้งความในกรณี สาวอ้างกลุ่มเมียนมาบุกบ้านยามวิกาล คว้ามีดข่มขู่ ตำรวจบ่ายเบี่ยงรับแจ้งความ

สิ่งที่น่ากังวลไปกว่าการถูกข่มขู่ คือท่าทีของเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ ซึ่งผู้เสียหายระบุว่าร้อยเวรปฏิเสธที่จะรับแจ้งความ โดยให้เหตุผลว่า:

  • หลักฐานที่เป็นคลิปวิดีโอมีความไม่ชัดเจน
  • อ้างว่าการถือมีดไม่ใช่ปืน จึงอาจทำได้เพียงแค่ปรับเงินในข้อหาลหุโทษ
  • อ้างว่าการบุกรุกไม่เข้าข่ายความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน เพราะยังไม่ได้เข้ามาภายในตัวบ้าน

ข้ออ้างเหล่านี้ทำให้ประชาชนเกิดคำถามกับกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นว่า ปลอดภัยหรือไม่หากต้องเผชิญกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ ซึ่งผู้เสียหายต้องดิ้นรนเข้าร้องเรียนกับผู้การตำรวจจังหวัดเพื่อให้เกิดการตรวจสอบพฤติกรรมของแรงงานต่างชาติกลุ่มนี้อย่างจริงจัง

ข้อคิดจากเหตุการณ์นี้คือ: เมื่อเกิดภัยใกล้ตัว การรวบรวมหลักฐานและช่องทางการสื่อสารกับหน่วยงานระดับสูงเป็นสิ่งสำคัญ แม้เบื้องต้นอาจจะถูกบ่ายเบี่ยง แต่การรักษาสิทธิ์และการทวงถามความเป็นธรรมผ่านหน่วยงานระดับจังหวัดหรือสื่อมวลชน ยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เสียงเล็กๆ ถูกได้ยิน นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งเข้ามาจัดระเบียบและให้ความมั่นใจกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ข่มขู่เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

ที่มา – สาวอ้างกลุ่มเมียนมาบุกบ้านยามวิกาล คว้ามีดข่มขู่ ตำรวจบ่ายเบี่ยงรับแจ้งความ

ผู้ว่าฯ เมืองกาญจน์ เตือนหยุดรับซื้อ แร่ทองคำ หลังมีแก๊งแอบบุกรุกพื้นที่ป่า

ผู้ว่าฯ เมืองกาญจน์ เตือนหยุดรับซื้อ แร่ทองคำ หลังมีแก๊งแอบบุกรุกพื้นที่ป่า

ช่วงนี้ใครที่เป็นเจ้าของร้านทองหรือรับซื้อของเก่าในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีต้องระวังให้ดีเลยครับ เพราะล่าสุดท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีได้ออกประกาศเตือนอย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องการ หยุดรับซื้อ แร่ทองคำ ที่มีที่มาไม่ชัดเจน หลังจากพบเบาะแสว่ามีขบวนการบุกรุกพื้นที่ป่าอุทยานฯ เพื่อขุดดินร่อนทองอย่างผิดกฎหมายครับ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการลักลอบขุด แร่ทองคำ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิมากขึ้น เป็นเพราะราคาทองในตลาดโลกที่ผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น ทำให้นายทุนจ้างวานกลุ่มบุคคลให้เข้าไปขุดเจาะพื้นที่ป่าดิบชื้นจนเสียหายยับเยิน โดยเฉพาะในเขตป่าปิล๊อกคี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A อันเปราะบาง การกระทำเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายธรรมชาติ แต่ยังผิดกฎหมายร้ายแรงฐานบุกรุกทรัพยากรของชาติด้วย

อันตรายจากแร่ทองคำผิดกฎหมายที่คุณต้องรู้

สำหรับผู้ประกอบการร้านทอง การรับซื้อแร่เหล่านี้มีความเสี่ยงสูงมากครับ เพราะนอกจากจะผิด พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2560 ที่กำหนดว่าการครอบครองหรือซื้อขายแร่ต้องได้รับใบอนุญาตแล้ว ยังอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอีกด้วย หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบ ท่านอาจได้รับโทษดังนี้:

  • โทษจำคุก: สูงสุดไม่เกิน 1 ปี
  • โทษปรับ: ตั้งแต่ 3 ถึง 5 เท่าของมูลค่าแร่ที่ทำผิดกฎหมาย
  • โทษทางกฎหมายการฟอกเงิน: อาจถูกยึดทรัพย์และตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างเข้มงวด

เราต้องหันมาช่วยกันเป็นหูเป็นตาครับ การที่ท่านงดรับซื้อแร่ที่ไม่มีแหล่งที่มา จะช่วยกดดันไม่ให้นายทุนจ้างคนไปบุกรุกทำลายป่าไม้ของไทยเราได้ หากพบเบาะแสการลักลอบขุดหรือซื้อขายแร่ทองคำผิดกฎหมาย สามารถแจ้งไปที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) โทร. 032-211025 หรือแจ้งสายด่วน 191 ได้ทันทีครับ

เชื่อไหมครับว่า พื้นที่ป่ากว่า 27 ไร่ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิต้องถูกทำลายจนกลายเป็นอุโมงค์ขุดทอง เพียงเพื่อความต้องการส่วนตัวของนายทุนไม่กี่คน การรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ไม่ใช่แค่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่ต้องไม่สนับสนุนสินค้าผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อรักษาผืนป่าไทยให้ลูกหลานของเราต่อไปครับ

ที่มา – ผู้ว่าฯ เมืองกาญจน์ เตือนหยุดรับซื้อ “แร่ทองคำ” หลังมีแก๊งแอบบุกรุกพื้นที่ป่า

Scroll to top