การกระจายอํานาจ

เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย

เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย อย่าแค่เล่นเก้าอี้ดนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อคุณพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณี เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย ครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

ในฐานะประชาชน เราต่างเฝ้ามองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นเพียงการสลับตำแหน่ง หรือเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่แท้จริง คุณพร้อมพงศ์ย้ำชัดว่า เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย โดยเน้นย้ำว่าต้องเลิกเล่นเกมเก้าอี้ดนตรี และหันมาวางคนให้ตรงกับงาน เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

บทบาทสำคัญกับการผลักดันเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากประเด็นเรื่องการเมืองแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือการเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็นแม่ทัพเศรษฐกิจ ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญหาก เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย แล้วผลลัพธ์ที่ได้คือคนเก่งที่ลงไปขับเคลื่อนรายได้ในพื้นที่จริง จะถือเป็นก้าวย่างที่น่าชื่นชม โดยมีประเด็นหลักที่ควรให้ความสำคัญดังนี้:

  • ความโปร่งใสในการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง
  • การตรวจสอบความผิดปกติในการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นกว่า 5,000 ราย
  • การมอบอำนาจให้ผู้ว่าฯ บริหารจัดการงบประมาณเพื่อสร้างรายได้ในจังหวัด
  • ดัชนีชี้วัดผลงานที่ชัดเจนและจับต้องได้

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าการปรับคณะรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า โจทย์ใหญ่ที่สุดคือความเชื่อมั่นของประชาชน การที่พรรคเพื่อไทยออกมาเตือนในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเล่นเกมการเมือง แต่เป็นการสะท้อนเสียงของคนในสังคมที่อยากเห็นระบบราชการไทยพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น อย่าปล่อยให้การโยกย้ายเป็นเพียงการจัดสรรผลประโยชน์ เพราะในยุคสมัยนี้ ผลลัพธ์จากการทำงานคือสิ่งที่จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับนักการเมืองทุกคนครับ

ที่มา – เพื่อไทย ดักคอ “อนุทิน” แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย อย่าแค่เล่นเก้าอี้ดนตรี แนะวางคนให้ตรงงาน

“เท้ง” ลั่นอยากเห็นพูดคุยสันติสุขเดินหน้า มองยุบ กอ.รมน. คือปลายทาง ชี้กองทัพต้องไม่ยุ่งการเมือง

“เท้ง” ลั่นอยากเห็นพูดคุยสันติสุขเดินหน้า มองยุบ กอ.รมน. คือปลายทาง ชี้กองทัพต้องไม่ยุ่งการเมือง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ที่ได้ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งเจ้าตัวได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “เท้ง” ลั่นอยากเห็นพูดคุยสันติสุขเดินหน้า มองยุบ กอ.รมน. คือปลายทาง ชี้กองทัพต้องไม่ยุ่งการเมือง เพราะเชื่อว่าความขัดแย้งทั้งหมดควรจบลงที่การเจรจามากกว่าการใช้กำลังเพียงอย่างเดียว

กระบวนการสันติสุขต้องเดินหน้าควบคู่กับการพัฒนา

นายณัฐพงษ์มองว่า การดูแลความสงบสุขให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นภารกิจสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการพูดคุยเพื่อสันติสุขที่ชะงักไปนานถึง 2 ปี ควรได้รับการสานต่อ ไม่ว่าจะเป็นการทดลองหยุดยิงหรือการนำร่องในระยะ 40 วัน เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยพร้อมที่จะเลือกแนวทางที่สันติมากกว่าการใช้ความรุนแรงหรือกำลังทหารเพียงด้านเดียว การที่ “เท้ง” ลั่นอยากเห็นพูดคุยสันติสุขเดินหน้า มองยุบ กอ.รมน. คือปลายทาง ชี้กองทัพต้องไม่ยุ่งการเมือง จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าฝ่ายการเมืองอยากเห็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนผ่านกลไกที่โปร่งใส

มุมมองต่อการยุบ กอ.รมน. และบทบาทกองทัพ

สำหรับประเด็นการยุบ กอ.รมน. นายณัฐพงษ์ได้ขยายความว่า นี่คือเป้าหมายปลายทางที่พรรคเสนอมาโดยตลอด ไม่ใช่แค่การยุบหน่วยงาน แต่เป็นการจัดระเบียบโครงสร้างความมั่นคงให้เป็นสากล:

  • การปฏิรูปกองทัพ: กองทัพควรทำหน้าที่ป้องกันประเทศเป็นหลัก ไม่ควรแทรกแซงการเมืองหรือทำหน้าที่ทับซ้อนกับหน่วยงานพลเรือน
  • ช่วงเปลี่ยนผ่าน: ยอมรับว่าอาจมีความจำเป็นต้องคงบางกลไกไว้ชั่วคราว แต่ปลายทางต้องชัดเจนว่าความมั่นคงต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย
  • การใช้กฎหมายพิเศษ: หากจำเป็นต้องใช้ ต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม ไม่มีการใช้อำนาจเกินขอบเขต หรือใช้ในทางที่ผิด

ท้ายที่สุด การที่ “เท้ง” ลั่นอยากเห็นพูดคุยสันติสุขเดินหน้า มองยุบ กอ.รมน. คือปลายทาง ชี้กองทัพต้องไม่ยุ่งการเมือง ไม่ใช่การประกาศสงครามกับหน่วยงานความมั่นคง แต่เป็นการเปิดพื้นที่เพื่อสื่อสารว่า เราต้องการให้เจ้าหน้าที่และฝ่ายการเมืองทำงานร่วมกันโดยเอาความสุขของประชาชนเป็นตัวตั้ง หากมีการสื่อสารที่เปิดกว้างและจริงใจ เชื่อว่าหนทางสู่สันติภาพจะมีความเป็นไปได้มากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “เท้ง” ลั่นอยากเห็นพูดคุยสันติสุขเดินหน้า มองยุบ กอ.รมน. คือปลายทาง ชี้กองทัพต้องไม่ยุ่งการเมือง

กมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต

กมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากครับ สำหรับกรณีข้อสงสัยเรื่องการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดทางคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยมีมติให้เร่งเดินหน้ากมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต หลังจากพบความผิดปกติในกระบวนการจัดสอบที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.)

นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ประธานกรรมาธิการฯ ได้ให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า แม้อธิการบดี มศว. จะไม่ได้เข้ามาชี้แจงต่อที่ประชุม แต่ทางกรรมาธิการเชื่อว่าปัญหานี้เป็นเรื่องของตัวบุคคลและกลุ่มเอกชนที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำข้อสอบออกมา มากกว่าที่จะเป็นความผิดของตัวสถาบันการศึกษาเองทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้เข้าสอบทุกคน การปฏิรูปครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วน

แนวทางการจัดการและกมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต

ปัญหาเรื่องการทุจริตสอบในอดีตส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของประชาชนอย่างรุนแรง ทำให้แนวความคิดที่ว่า กมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต กลายเป็นทางออกที่หลายฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน โดยมีแผนการดำเนินงานดังนี้:

  • รื้อโครงสร้างกฎหมายที่ใช้ในการจัดสอบบรรจุพนักงานส่วนท้องถิ่นทั้งหมด เพื่อปิดช่องโหว่เดิม
  • ตรวจสอบบริษัทเอกชนที่รับผิดชอบกระบวนการจัดสอบอย่างเข้มงวด
  • จัดตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามว่ามีข้าราชการหรือกลุ่มอิทธิพลใดเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้หรือไม่
  • สร้างระบบการคัดเลือกบุคคลที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ทางกรรมาธิการยังเน้นย้ำว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้จะต้องออกมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เพราะการสอบบรรจุข้าราชการไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นอนาคตของคนนับพันคนที่ตั้งใจมาทำงานรับใช้ประชาชน หากระบบคัดเลือกยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ความเชื่อมั่นในระบบราชการไทยก็จะยิ่งถดถอยลงไปอีก

ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวของกรรมาธิการชุดนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐสภาไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาคอร์รัปชันในระบบสอบคัดเลือก เราในฐานะประชาชนต้องช่วยกันจับตาดูการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ว่า จะสามารถเปลี่ยนแปลงระบบให้มีความโปร่งใสแบบยั่งยืนได้จริงหรือไม่ เพราะการสอบเข้าทำราชการควรเป็นพื้นที่ของคนมีความสามารถอย่างแท้จริง ไม่ใช่พื้นที่ของเส้นสายหรือการทุจริตครับ

ที่มา – กมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต

ลิซ่า จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจจัดสอบให้ท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อ “ลิซ่า” ภคมน หนุนอนันต์ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับปัญหางบประมาณและการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะข้อเสนอที่ให้ “ลิซ่า” จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจจัดสอบให้ท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกอยู่ในปัจจุบัน

“ลิซ่า” จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจจัดสอบให้ท้องถิ่น

จากการอภิปรายงบประมาณปี 2570 พบว่าสัดส่วนงบประมาณที่ส่งไปให้ท้องถิ่นยังคงไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ 35% ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยตรง นอกจากนี้ ในประเด็นการสอบแข่งขันเพื่อคัดเลือกบุคลากรท้องถิ่นนั้น เมื่อครั้งอดีตมีคำสั่ง คสช. เข้ามาดึงอำนาจไปไว้ที่ส่วนกลางด้วยข้ออ้างว่าเพื่อความโปร่งใส แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นตลกร้าย

แฉกลโกงขบวนการสอบสวนที่ส่วนกลาง

ปัจจุบันพบว่าการจัดสอบที่รวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางกลับเต็มไปด้วยการทุจริตอย่างเป็นระบบ มีการตั้งข้อสังเกตตั้งแต่กระบวนการจัดพิมพ์ข้อสอบที่ใช้โรงพิมพ์เดียวกับบัตรเลือกตั้ง ไปจนถึงการหลุดของไฟล์เฉลยข้อสอบ “ลิซ่า” จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจจัดสอบให้ท้องถิ่น เพราะเชื่อว่าการคืนอิสระให้อปท. กว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ จะช่วยลดช่องว่างในการทุจริตและสร้างความเป็นธรรมได้มากกว่า

  • ทุจริตเป็นระบบ: มีการรั่วไหลของข้อสอบตั้งแต่ขั้นตอนการออกข้อสอบ
  • ความหละหลวมของ TOR: เจ้าหน้าที่ขาดการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • คำถามถึงหน่วยงานรัฐ: ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นภาพสะท้อนของระบบราชการไทยที่มักใช้อำนาจรวมศูนย์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ การกระจายอำนาจจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณ แต่คือเรื่องของ “ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้” ซึ่งหากรัฐบาลยังคงอุ้มชูระบบเดิมไว้ ก็ยากที่จะกู้คืนความเชื่อมั่นจากประชาชนได้

ในมุมมองของผู้เขียน ความพยายามในการปฏิรูปครั้งนี้ถือเป็นการท้าทายระบบราชการที่ล้าหลัง การคืนอำนาจให้ท้องถิ่นจัดสอบเองไม่เพียงแต่จะช่วยให้ได้บุคลากรที่เหมาะสมกับพื้นที่ แต่ยังเป็นการคืนศักดิ์ศรีให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ควรมีความเป็นอิสระในการบริหารงาน นี่คือบทพิสูจน์สำคัญที่รัฐบาลต้องเลือกว่าจะยืนอยู่ข้างประชาชนหรือข้างระบบอุปถัมภ์ที่กัดกินประเทศมาอย่างยาวนาน

ที่มา – “ลิซ่า” จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจจัดสอบให้ท้องถิ่น แฉยับส่วนกลางโกงเป็นระบบ

“เฉลิมพงศ์” ฉะยับระบบ “ผู้ว่าฯ ผ่านทาง” ย้ายบ่อยทำภูเก็ตพัง

“เฉลิมพงศ์” ฉะยับระบบ “ผู้ว่าฯ ผ่านทาง” ย้ายบ่อยทำภูเก็ตพัง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนภูเก็ตกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการเคลื่อนไหวของ นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ที่ออกมาตีแผ่ความล้มเหลวของการบริหารจัดการส่วนกลาง โดยเฉพาะเรื่องการโยกย้ายตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกิดขึ้นถี่เกินไป จนหลายคนตั้งฉายาให้ว่าเป็นระบบ “ผู้ว่าฯ ผ่านทาง” ที่สร้างความเสียหายให้กับจังหวัดท่องเที่ยวระดับโลกอย่างมหาศาล

นายเฉลิมพงศ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า การที่ผู้ว่าฯ ถูกย้ายบ่อยครั้งเพียงไม่ถึงปี ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบาย เมืองภูเก็ตไม่ได้ต้องการเพียงคนมาเพื่อรอเกษียณอายุราชการหรือสร้างผลงานเพื่อรอเลื่อนตำแหน่ง แต่ต้องการ “นักบริหาร” ที่เข้าใจปัญหาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติด ปัญหาน้ำประปา หรือแม้แต่เรื่องมาเฟียในพื้นที่

ปัญหาโครงสร้างที่ต้องแก้ไขด้วยการเลือกตั้ง

ทำไม “เฉลิมพงศ์” ฉะยับระบบ “ผู้ว่าฯ ผ่านทาง” ย้ายบ่อยทำภูเก็ตพัง กลายเป็นวาทกรรมหลักของเรื่องนี้? เพราะปัญหาของภูเก็ตมีความซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ด้วยนโยบายระยะสั้นๆ ที่สั่งตรงมาจากกรุงเทพฯ การบริหารที่ไร้ทิศทางคงที่ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าพวกเขาไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิตของเมืองตัวเองเลยแม้แต่น้อย

แนวทางที่ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชนเสนอและดูจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุดคือ:

  • การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง: เพื่อให้ผู้บริหารเมืองยึดโยงกับเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง
  • การกระจายอำนาจ: ให้คนในจังหวัดมีสิทธิ์จัดลำดับความสำคัญของปัญหาด้วยตัวเอง
  • ความรับผิดชอบเชิงประจักษ์: ถ้าผู้ว่าฯ คนไหนทำงานดี ประชาชนย่อมให้โอกาสทำงานต่อ แต่ถ้าทำพัง ประชาชนย่อมมีสิทธิ์ตัดสินผ่านคูหาเลือกตั้ง

หากเรายังวนเวียนอยู่กับระบบเดิมที่แต่งตั้งคนจากส่วนกลางลงมา โดยไม่ได้คำปรึกษาจากคนในพื้นที่ ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่ได้ยินข่าว “เฉลิมพงศ์” ฉะยับระบบ “ผู้ว่าฯ ผ่านทาง” ย้ายบ่อยทำภูเก็ตพัง จะยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกไปอีกนานแสนนาน

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยจะกล้าก้าวข้ามกรอบแนวคิดแบบรวมศูนย์เดิมๆ แล้วหันมามอบอำนาจการตัดสินใจให้คนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลบ้านเกิดของตนเอง เพื่อพัฒนาภูเก็ตให้เป็นเมืองที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนสำหรับทุกคน การทวงคืนสิทธิในการเลือกผู้นำจังหวัด คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง

ที่มา – “เฉลิมพงศ์” ฉะยับระบบ “ผู้ว่าฯ ผ่านทาง” ย้ายบ่อยทำภูเก็ตพัง

ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ปลดล็อกท้องถิ่น

ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ปลดล็อกท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อพรรคภูมิใจไทยเคาะมติเอกฉันท์ เดินหน้าเตรียมยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราอย่างเป็นทางการ โดยเน้นเป้าหมายไปที่การปรับโครงสร้างประเทศให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ก้าวทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

นายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้รายละเอียดว่า พรรคมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะผลักดันการแก้ไขใน 2 ประเด็นหลัก นั่นคือการยกเลิกหมวดการปฏิรูปประเทศ และการปลดล็อกอำนาจการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้จริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการกระจายอำนาจสู่ภูมิภาคอย่างแท้จริง

เหตุผลเบื้องหลังการดัน ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา

สำหรับการยกเลิกหมวดการปฏิรูปประเทศ พรรคภูมิใจไทยมองว่าการคงกฎเกณฑ์ที่ตายตัวไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่คอยขัดขวางการแก้ปัญหาในมิติภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การปรับโครงสร้างนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการปัญหาของประเทศได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น ในขณะที่ประเด็นภาษีท้องถิ่นนั้น จะช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่จำกัด ทำให้ท้องถิ่นสามารถนำรายได้มาต่อยอดและพัฒนาพื้นที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

  • การยกเลิกหมวดปฏิรูปประเทศ: เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารราชการแผ่นดิน
  • ปลดล็อกภาษีท้องถิ่น: ให้อำนาจท้องถิ่นตรากฎหมายจัดเก็บภาษีเอง
  • แนวทางการดำเนินการ: ยื่นแก้ไขแบบรายมาตรา ซึ่งสามารถทำได้ตามสิทธิโดยไม่ต้องผ่านประชามติ

นอกจากประเด็นรัฐธรรมนูญแล้ว นายศุภชัยยังได้โต้กลับกรณีข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง โดยชี้ให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของบางบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีคดีความในอดีตนั้น ควรกลับมามองดูตัวเองบ้าง โดยเฉพาะประเด็นการรุกล้ำลำน้ำที่เคยถูกศาลตัดสินให้รื้อถอน ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญของการใช้มาตรฐานจริยธรรมในการตรวจสอบผู้อื่น

การตัดสินใจของพรรคในการรันภารกิจ ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการเมือง แต่ยังเป็นความพยายามในการปรับปรุงกลไกพื้นฐานของประเทศให้ใช้งานได้จริงในยุคสมัยใหม่ ต้องรอดูกันต่อไปว่าความเคลื่อนไหวนี้จะสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงเพียงใดในสมัยประชุมหน้า

คุณล่ะคิดอย่างไรกับการที่พรรคการเมืองหันมาผลักดันการกระจายอำนาจด้วยการปลดล็อกภาษีท้องถิ่น? นี่อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนในพื้นที่สามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าเดิมหรือไม่?

ที่มา – “ภูมิใจไทย” มติเอกฉันท์ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา โละหมวดปฏิรูปประเทศ-ปลดล็อกภาษีท้องถิ่น

ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค.

ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. นี้ แย้มเป็นผู้ชาย อายุไม่ถึง 60 ปี บุคลิกดี สวัสดีครับเพื่อนๆ คนกรุงเทพฯ ทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวการเมืองท้องถิ่นที่น่าติดตามมาฝากกัน พรรคประชาธิปัตย์ หรือ ปชป. กำลังเคลื่อนไหวร้อนแรง เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้ให้สัมภาษณ์แบบแย้มๆ ว่าผู้สมัครคนนี้เป็นผู้ชาย อายุยังไม่ครบ 60 ปี มีบุคลิกภาพดี และมีประวัติการทำงานที่น่าจับตามอง

ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค.

ข่าวนี้มาจากการให้สัมภาษณ์ของ “อภิสิทธิ์” ก่อนเข้าร่วมการปฐมนิเทศผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ของพรรค เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 พรรคปชป. ยืนยันความพร้อมเต็มสูบ ทั้งทีมงาน นโยบาย และผู้สมัคร โดยเน้นย้ำว่าพร้อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับชาวกรุงเทพฯ ที่กำลังเผชิญปัญหาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการจราจรติดขัด น้ำท่วม สิ่งแวดล้อม หรือการพัฒนาเมืองให้ทันสมัย

อภิสิทธิ์ยังชูจุดเด่นของพรรคที่มุ่งมั่นสร้างเอกภาพในทีมผู้สมัครสก. ครบทุกเขต ซึ่งผ่านการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว การปฐมนิเทศครั้งนี้เป็นการซักซ้อมความเข้าใจเรื่องกฎหมายเลือกตั้งและกรอบการทำงานของพรรค เพื่อให้ทุกคนพร้อมลุยรับใช้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ พรรคไม่กังวลเรื่องคู่แข่ง แต่โฟกัสที่การนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคนกรุง

คุณสมบัติเด่นของผู้สมัครที่ปชป. แย้มเบาๆ

จากที่แย้มออกมา ผู้สมัครปชป. คนนี้ตอบโจทย์ภาพลักษณ์ผู้นำท้องถิ่นได้ดีทีเดียว เป็นผู้ชายวัยทำงาน มีบุคลิกดี อายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งน่าจะนำพลังงานสดใหม่มาสู่การบริหารกทม. ที่ต้องการความคล่องตัวและนวัตกรรม นอกจากนี้ยังมีประวัติการทำงานที่น่าสนใจ ซึ่งคาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดเต็มๆ ในวันเปิดตัว

ย้อนดูอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ก่อตั้งมานานกว่า 80 ปี ผู้ก่อตั้งเคยเขียนไว้ชัดเจนว่า “รัฐควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากที่สุด” สมัยนั้นยังไม่มี อบจ. อบต. หรือผู้ว่าฯ ที่เลือกตั้งด้วยซ้ำ แต่ปชป. คือพรรคที่ผลักดันกฎหมายบริหารราชการกทม. พ.ศ. 2528 จนเป็นรากฐานมาถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องระหว่างแนวคิดพรรคกับการเมืองท้องถิ่น

นโยบายที่คาดหวังจากปชป. ในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.

แม้ยังไม่เปิดตัว แต่จากท่าทีของอภิสิทธิ์ คาดว่านโยบายจะเน้นแก้ปัญหาเรื้อรังของกทม. เช่น การจัดการจราจรด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ครบวงจร การป้องกันน้ำท่วมด้วยโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ การพัฒนาสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริการประชาชน เช่น แอปพลิเคชันแจ้งปัญหาแบบเรียลไทม์ ทีมสก. ที่ครบทีมจะช่วยเสริมพลังให้ผู้ว่าฯ ทำงานได้เต็มที่

การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญ เพราะกทม. คือหัวใจเศรษฐกิจของประเทศ ชาวกรุงกว่า 10 ล้านคนรอคอยผู้นำที่เข้าใจปัญหาและมีวิสัยทัศน์ ปชป. ที่มีประสบการณ์ยาวนานในเวทีท้องถิ่น ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือ เปรียบเทียบกับพรรคอื่นๆ ที่กำลังเคลื่อนไหว เช่น พรรคเพื่อไทย หรือก้าวไกล ที่มีผู้สมัครเด่นๆ ออกมาแล้ว

  • จุดแข็งของปชป.: อุดมการณ์ชัดเจน ประสบการณ์บริหารท้องถิ่น
  • ทีมสก. ครบทุกเขต พร้อมสนับสนุนผู้ว่าฯ
  • นโยบายตอบโจทย์คนกรุง เช่น จราจร น้ำท่วม สิ่งแวดล้อม
  • ผู้สมัครบุคลิกดี อายุน้อย พลังเยาว์

ในมุมมองของผม ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. ครั้งนี้ น่าจะสร้างเซอร์ไพรส์ให้วงการการเมืองได้ไม่น้อย เพราะรายละเอียดที่แย้มมามีเสน่ห์น่าติดตาม ชาวกรุงเทพฯ ควรศึกษาทุกทางเลือกให้ดี เพื่อเลือกผู้นำที่ใช่จริงๆ คุณคิดว่าผู้สมัครคนนี้จะเป็นใคร? ติดตามอัปเดตข่าวสารการเลือกตั้งกทม. และนโยบายจากพรรคต่างๆ ได้ที่บล็อกนี้เลยนะครับ!

ที่มา – ปชป. เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่า ฯ กทม. 16 พ.ค. นี้ แย้มเป็นผู้ชาย อายุไม่ถึง 60 ปี บุคลิกดี

“อภิสิทธิ์” ดีใจ รัฐบาลเดินหน้าพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

“อภิสิทธิ์” ดีใจ รัฐบาลเดินหน้าพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ แนะ 2 ข้อเร่งสะสาง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในวันนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นอย่างชัดเจนต่อการแต่งตั้งคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาความไม่สงบที่ยืดเยื้อมานาน

“อภิสิทธิ์” ดีใจ รัฐบาลเดินหน้าพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ แนะ 2 ข้อเร่งสะสาง

ในวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุย โดยระบุว่า ดีใจที่รัฐบาลเดินหน้าเรื่องนี้ เพราะก่อนหน้านี้ได้ท้วงติงในช่วงแถลงนโยบายต่อรัฐสภาที่ขาดการกล่าวถึงประเด็นนี้ แม้จะมีการรายงานในสภาความมั่นคง แต่ยังให้น้ำหนักน้อยเกินไป ทั้งที่การพูดคุยคือกระบวนการที่มีโอกาสแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนที่สุด

นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่าการเลือกบุคคลเป็นพลเรือนช่วยสร้างความมั่นใจได้ แต่ต้องระวังเรื่องการข่าวที่อาจทำให้เกิดความหวาดระแวง โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงที่มักถูกมองว่าใช้วงเจรจาหาข้อมูล ดังนั้นคณะพูดคุยต้องสร้างความไว้วางใจ สร้างภาพชัดเจนว่าจะนำไปสู่อะไร โดยเฉพาะการกระจายอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญที่ยังคงเป็นราชอาณาจักรอัน indivisible เพื่อให้ประชาชนหลากหลายเชื้อชาติอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน รักษาอัตลักษณ์ของตน

2 ข้อแนะนำเร่งด่วนจาก “อภิสิทธิ์” ดีใจ รัฐบาลเดินหน้าพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

นอกจากนี้ ในพื้นที่ยังมี 2 เรื่องเร่งสะสางเพื่อลดความขัดแย้ง:

  • คดีลอบสังหาร ส.ส.: หลังจับกุมผู้ต้องหาแล้ว ต้องขยายผลถึงผู้บงการ โดยเฉพาะตรวจสอบการใช้รถราชการและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อความโปร่งใส มิเช่นนั้นจะยิ่งสร้างความหวาดระแวง
  • หยุดใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO): การใช้ IO กับผู้เห็นต่างและสื่อมวลชน ไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับเพาะความเกลียดชังและขัดแย้งมากขึ้น

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของสงขลา เริ่มมาตั้งแต่ปี 2547 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับพันราย การพูดคุยสันติภาพจึงเป็นทางออกที่ทุกฝ่ายรอคอย รัฐบาลต้องสื่อสารให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าใจว่า การกระจายอำนาจไม่ใช่การแยกตัว แต่เป็นการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสนา และภาษา

การสร้างความไว้วางใจต้องเริ่มจากความโปร่งใส เช่น การเปิดเผยข้อมูลคดีสำคัญ และหยุดการแทรกแซงข้อมูลที่บิดเบือน หากทำได้ จะช่วยลดช่องว่างระหว่างฝ่ายรัฐกับกลุ่มผู้เห็นต่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรมีกลไกตรวจสอบอิสระเพื่อให้ประชาชนมั่นใจในกระบวนการ

ในมุมมองของผู้เขียน การริเริ่มนี้เป็นสัญญาณบวก แต่ต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิด หากรัฐบาลทำตามคำแนะนำของนายอภิสิทธิ์ได้ โอกาสสู่สันติภาพยั่งยืนจะสูงขึ้นมาก คุณคิดอย่างไรกับแนวทางนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อกระจายข้อมูลที่เป็นประโยชน์!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ดีใจ รัฐบาลเดินหน้าพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ แนะ 2 ข้อเร่งสะสาง

“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางสังคมที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปัญหา“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ ที่ น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู ส.ส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเตือนอย่างจริงจังในวันที่ 14 เมษายน 2567 เธอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมทั้งหมด เพื่อแก้ไขช่องโหว่ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กหลุดระบบ และประชาชนเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ

“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ

จากประสบการณ์ในพื้นที่ลำปางและทั่วประเทศ น.ส.เพ็ญภัค เน้นย้ำว่า ไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อมรองรับ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ การดูแลระยะยาว หรือรายได้หลังเกษียณ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด และตัวเลขนี้น่าจะพุ่งสูงขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากไม่มีการเตรียมการ จะเกิดวิกฤตใหญ่แน่นอน

ปัญหาสังคมสูงวัยที่เพ็ญภัคชี้ให้เห็น

ระบบสวัสดิการผู้สูงอายุในไทยยังขาดความครบวงจร ไม่มีการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันที่เพียงพอ สุขภาพจิตถูกละเลย และการดูแลแบบประคับประคองในชุมชนก็ยังไม่ทั่วถึง น.ส.เพ็ญภัค เสนอให้พัฒนาระบบดูแลระยะยาวที่ชุมชนเป็นฐาน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตดี สามารถอยู่กับครอบครัวได้นานขึ้น แทนที่จะต้องพึ่งพาโรงพยาบาลหรือบ้านพักคนชราที่มีจำนวนจำกัด

เด็กหลุดระบบการศึกษา สัญญาณเตือนอนาคตชาติ

อีกปัญหาใหญ่ที่“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ คือ เด็กและเยาวชนนับแสนคนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา สาเหตุหลักมาจากความยากจน ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและ鄉村 รวมถึงการขาดระบบช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง สถิติจากกระทรวงศึกษาฯ ชี้ว่ามีเด็กหลุดระบบกว่า 300,000 คนต่อปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำลังแรงงานในอนาคต ทำให้ประเทศขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ ส.ส.เพ็ญภัค จึงจี้ให้ปฏิรูปกฎหมายการศึกษา สร้างความเสมอภาค ลดช่องว่างระหว่างพื้นที่ และพัฒนาโปรแกรมช่วยเหลือเด็กเสี่ยงอย่างเร่งด่วน

กลุ่มเปราะบางตกหล่นจากสวัสดิการ

นอกจากนี้ ประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการ ผู้มีรายได้น้อย และครัวเรือนยากลำบาก ยังจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการ เนื่องจากฐานข้อมูลรัฐยังไม่เชื่อมโยง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพไม่พอ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำรุนแรง น.ส.เพ็ญภัค ชี้ว่าต้องสร้างระบบข้อมูลกลางที่เชื่อมทุกหน่วยงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงจุดและทั่วถึงทุกคน

ข้อเสนอปฏิรูปสวัสดิการจาก “เพ็ญภัค”

เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ส.ส.เพ็ญภัค มีข้อเสนอชัดเจน ดังนี้

  • กระจายอำนาจสวัสดิการให้ท้องถิ่น จัดการให้เหมาะกับบริบทแต่ละพื้นที่
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากชุมชน ภาคประชาสังคม ในการออกแบบนโยบาย
  • สร้างระบบสวัสดิการครบวงจรสำหรับผู้สูงอายุ ตั้งแต่ป้องกันจนถึงดูแลระยะยาว
  • ปฏิรูปการศึกษา ลดเด็กหลุดระบบด้วยงบประมาณและกฎหมายใหม่
  • พัฒนาฐานข้อมูลกลาง แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

การปฏิรูปเหล่านี้ไม่ใช่แค่เยียวยาเฉพาะหน้า แต่เป็นการสร้างระบบที่ยั่งยืน ให้คนไทยทุกวัยเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ในมุมมองของผู้เขียน ข้อเสนอของ“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ นี้เป็น roadmap ที่ชาญฉลาด หากรัฐบาลนำไปปฏิบัติจริง จะช่วยพลิกโฉมสังคมไทยได้ ลองคิดดูสิ ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ อนาคตจะยิ่งลำบาก คุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกันเถอะ!

ที่มา – “เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ จี้รัฐบาลปฏิรูปสวัสดิการทั้งระบบ อุดช่องเหลื่อมล้ำ

Scroll to top