การกลั่นแกล้ง

ตำรวจแคนาดา เผยชื่อมือปืนหญิงข้ามเพศกราดยิงคร่า 8 ศพ

เหตุการณ์สะเทือนขวัญในแคนาดาได้รับความสนใจจากทั่วโลก เมื่อตำรวจแคนาดา เผยชื่อมือปืนหญิงข้ามเพศ กราดยิง 2 จุด คร่า 8 ศพ เจ็บ 25 ราย ล่าสุดมีการอัปเดตข้อมูลสำคัญจากรองผู้บัญชาการตำรวจ ซึ่งช่วยให้เข้าใจเหตุการณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เหตุกราดยิงเกิดขึ้นที่โรงเรียนมัธยมทัมเบลอร์ ริดจ์ และบ้านพักใกล้เคียงในรัฐบริติชโคลัมเบีย สร้างความโศกสลดให้กับชุมชนท้องถิ่น

ตำรวจแคนาดา เผยชื่อมือปืนหญิงข้ามเพศ กราดยิง 2 จุด คร่า 8 ศพ เจ็บ 25 ราย

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายดเวย์น แมคโดนัลด์ รองผู้บัญชาการตำรวจแคนาดา ได้จัดการแถลงข่าวเพื่ออัปเดตความคืบหน้าของคดี โดยยืนยันว่าจำนวนผู้เสียชีวิตปรับลดจาก 9 รายเหลือ 8 ราย และเปิดเผยชื่อผู้ก่อเหตุคือ เจสซี แวน รูตเซลลาร์ อายุ 18 ปี ซึ่งเป็นหญิงข้ามเพศ เสียชีวิตจากการทำร้ายตัวเอง ผู้ต้องสงสัยเกิดเป็นเพศชาย แต่เริ่มเปลี่ยนเพศเมื่อ 6 ปีก่อน และนิยมตัวเองว่าเป็นผู้หญิงทั้งในสังคมและสาธารณะ

รูตเซลลาร์เคยเป็นนักเรียนของโรงเรียนมัธยมทัมเบลอร์ ริดจ์ แต่ลาออกเมื่อ 4 ปีก่อน ตำรวจยืนยันว่าไม่มีหลักฐานว่าถูกกลั่นแกล้งจากเรื่องการเปลี่ยนเพศ

รายละเอียดผู้เสียชีวิตในเหตุตำรวจแคนาดา เผยชื่อมือปืนหญิงข้ามเพศ

ที่โรงเรียน มีผู้เสียชีวิต 6 ราย ได้แก่ บุคลากรหญิง 1 ราย นักเรียนชาย 2 ราย และนักเรียนหญิง 3 ราย ส่วนใหญ่ถูกยิงในห้องสมุด มี 1 รายเสียชีวิตที่บันไดหนีไฟ ขณะที่บ้านพักของผู้ต้องสงสัย พบศพแม่และน้องชายต่างมารดา 2 ราย โดยเยาวชนหญิงซึ่งเป็นญาติแจ้งเหตุหลังจากโรงเรียนถูกโจมตี นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บ 25 ราย ซึ่งกำลังรับการรักษา

  • ผู้เสียชีวิตที่โรงเรียน: 6 ราย (บุคลากร 1, นักเรียน 5)
  • ผู้เสียชีวิตที่บ้าน: แม่และน้องชาย 2 ราย
  • อาวุธที่ใช้: ปืนยาว 1 กระบอก, ปืนพกดัดแปลง 1 กระบอก
  • ผู้บาดเจ็บ: 25 ราย

ประวัติผู้ต้องสงสัยและประเด็นอาวุธปืน

ตำรวจเคยเข้าไปตรวจบ้านครอบครัวผู้ต้องสงสัยหลายครั้งเนื่องจากปัญหาสุขภาพจิต โดยบางครั้งเกี่ยวข้องกับอาวุธ เมื่อ 2 ปีก่อนมีการยึดปืน แต่ต่อมาถูกคืนเพราะเจ้าของถูกกฎหมาย ผู้ต้องสงสัยมีใบอนุญาตปืนที่หมดอายุปี 2567 และไม่มีปืนลงทะเบียนในชื่อ ปัจจุบันตำรวจยังไม่มีเบาะแสมแรงจูงใจ แต่กำลังสืบสวนเต็มที่

เหตุการณ์นี้จุดประกายให้สังคมแคนาดาพูดถึงปัญหาการครอบครองอาวุธปืน แม้แคนาดาจะมีกฎหมายควบคุมปืนเข้มงวด แต่ก็ยังเกิดเหตุรุนแรงได้ โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพจิต ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แคนาดาเผชิญเหตุกราดยิงหลายครั้ง เช่น ที่โนวาสโกเชียในปี 2020 ที่คร่าชีวิต 22 ราย ทำให้รัฐบาลออกกฎหมายห้ามปืนกึ่งอัตโนมัติเพิ่มเติม

บทเรียนจากเหตุกราดยิงในแคนาดา

นอกจากประเด็นเพศสภาพของผู้ก่อเหตุ ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยหลักตามที่ตำรวจนายแมคโดนัลด์ยืนยัน สิ่งที่ควรตระหนักคือการติดตามสุขภาพจิตของเยาวชน โรงเรียนและชุมชนควรมีระบบคัดกรองและสนับสนุนที่ดีขึ้น ในแง่กฎหมายอาวุธ รัฐบาลแคนาดาอาจต้องทบทวนกระบวนการคืนอาวุธและตรวจสอบใบอนุญาตให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

เหตุการณ์ตำรวจแคนาดา เผยชื่อมือปืนหญิงข้ามเพศ กราดยิง 2 จุด คร่า 8 ศพ เจ็บ 25 รายนี้ สะท้อนปัญหาสังคมที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพจิต การเข้าถึงอาวุธ และการเปลี่ยนผ่านเพศสภาพที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด หากไม่จัดการอย่างเหมาะสม อาจเกิดซ้ำได้

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการป้องกันต้องเริ่มจากครอบครัวและโรงเรียน โดยส่งเสริมการปรึกษาเรื่องสุขภาพจิตอย่างเปิดกว้าง และสนับสนุนนโยบายควบคุมอาวุธที่สมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับความปลอดภัยสาธารณะ

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ตำรวจแคนาดา เผยชื่อมือปืนหญิงข้ามเพศ กราดยิง 2 จุด คร่า 8 ศพ เจ็บ 25 ราย

“พิพัฒน์” โต้ข่าวเท็จ ไม่เคยส่งน้ำมันไปลาว

“พิพัฒน์” โต้ข่าวเท็จ ไม่เคยส่งน้ำมันไปลาว-กัมพูชา ย้ำวางมือธุรกิจพลังงานกว่า 22 ปี ด้าน PT ยืนยันไม่เคยส่งออก ชี้เจตนากลั่นแกล้งทางการเมือง เตรียมดำเนินคดี

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กล่าวหาว่า “น้ำมันที่ส่งไปประเทศลาว และถูกนำไปขายต่อยังประเทศกัมพูชา เป็นของนายพิพัฒน์” โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า เป็นข้อมูลเท็จ ไม่เป็นความจริง และเป็นการกล่าวหาเพื่อทำลายชื่อเสียงอย่างร้ายแรง

นายพิพัฒน์ ระบุว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการค้าหรือการส่งออกน้ำมันตามที่มีการกล่าวหา ตนได้วางมือจากธุรกิจพลังงานตั้งแต่ปี 2546 หรือกว่า 22 ปี และไม่ได้เป็นกรรมการ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารในบริษัทพลังงานใดๆ ในปัจจุบัน

พร้อมกันนี้ บริษัท พีที (PTG Energy) ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า ไม่เคยมีการส่งน้ำมันไปขายยังประเทศลาวหรือประเทศกัมพูชา ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จในโลกออนไลน์แต่อย่างใด

นายพิพัฒน์ ย้ำว่า การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว เป็นการสร้างข้อมูลเท็จ มุ่งหวังให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิ ของตนเองอย่างร้ายแรง พร้อมระบุว่า มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้ง และหวังผลทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยกำลังได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากประชาชน ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง

“ผมยืนยันว่าเป็นข่าวเท็จทั้งหมด ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ตามที่ถูกกล่าวหา ผมพร้อมรับการตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมายทุกประการและจะดำเนินคดีกับผู้ที่เป็นต้นตอ รวมถึงผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และยืนยันว่าจะไม่ยอมให้การสร้างข่าวเท็จมาทำลายชื่อเสียงเกียรติภูมิของผมได้”

“พิพัฒน์” โต้ข่าวเท็จ ไม่เคยส่งน้ำมันไปลาว

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ในประเด็นการส่งน้ำมันไปขายยังประเทศลาวและกัมพูชานั้น นายพิพัฒน์ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าข้อมูลที่เผยแพร่นั้นไม่เป็นความจริงและเป็นการใส่ร้ายเพื่อหวังผลทางการเมือง

นายพิพัฒน์ได้ชี้แจงว่าตนเองได้วางมือจากธุรกิจพลังงานไปกว่า 22 ปีแล้วและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการบริหารงานของบริษัทพลังงานใดๆ ในปัจจุบัน นอกจากนี้ บริษัท PTG Energy ก็ได้ออกมายืนยันว่าไม่เคยมีการส่งน้ำมันไปขายยังประเทศลาวหรือกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง

ทำไมนายพิพัฒน์ถึงต้องออกมาโต้ข่าวเท็จเรื่องส่งน้ำมันไปลาว?

การออกมาโต้แย้งข่าวเท็จในครั้งนี้ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากข่าวปลอมดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ การปล่อยให้ข่าวเท็จแพร่กระจายออกไปโดยไม่มีการแก้ไข อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของนายพิพัฒน์ได้

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังเชื่อว่าการเผยแพร่ข่าวเท็จดังกล่าวมีเจตนาทางการเมืองแอบแฝง โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยกำลังมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล การสร้างข่าวเสียหายจึงอาจเป็นความพยายามที่จะลดความน่าเชื่อถือของพรรคและตัวนายพิพัฒน์เอง

นายพิพัฒน์ยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่สร้างและเผยแพร่ข้อมูลเท็จดังกล่าวอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิ์และชื่อเสียงของตนเอง และเพื่อเป็นตัวอย่างให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่หรือส่งต่อ

การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อถือและเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่มีข่าวสารมากมายแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การร่วมกันตรวจสอบและคัดกรองข้อมูลจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องสร้างความเสียหายต่อสังคมโดยรวม “พิพัฒน์” โต้ข่าวเท็จ ไม่เคยส่งน้ำมันไปลาว และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบทุกรูปแบบ

ที่มา – “พิพัฒน์” โต้ข่าวเท็จ ไม่เคยส่งน้ำมันไปลาว-กัมพูชา เตรียมดำเนินคดีคนใส่ร้ายถึงที่สุด

Scroll to top