การขนส่งสาธารณะ

“ชนินทร์” ยินดี ครม. สานต่อ “ตั๋วร่วม” เชื่อช่วยประชาชน

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ใช้รถไฟฟ้าเดินทางไปทำงานหรือไปเรียนในทุกๆ วัน คงจะประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะเมื่อต้องเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าสนใจมากครับ เมื่อ “ชนินทร์” ยินดี ครม. สานต่อ “ตั๋วร่วม” เชื่อลดภาระประชาชนได้ อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การเดินทางในกรุงเทพฯ สะดวกและประหยัดขึ้นกว่าเดิมมาก

“ชนินทร์” ยินดี ครม. สานต่อ “ตั๋วร่วม” เชื่อลดภาระประชาชนได้

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความยินดีกับมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบการปรับอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าทุกสีและทุกสาย โดยเตรียมใช้ระบบตั๋วร่วมที่คิดค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ในอัตรา 17-45 บาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้จริงภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 นี้ ถือเป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอย ซึ่งการที่ “ชนินทร์” ยินดี ครม. สานต่อ “ตั๋วร่วม” เชื่อลดภาระประชาชนได้ นั้น เพราะนโยบายนี้จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาค่าครองชีพในการเดินทางได้อย่างตรงจุด

ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากระบบตั๋วร่วม

การเดินหน้าในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เดินทางอย่างแท้จริง โดยมีข้อดีที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • ประหยัดค่าใช้จ่าย: การเข้าสู่ระบบที่เสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียวจะช่วยลดภาระกระเป๋าสตางค์ของคนเมืองได้มหาศาล
  • ความสะดวกสบาย: การเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสายรถไฟฟ้าจะไร้รอยต่อมากขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องการซื้อบัตรหลายใบ
  • เพิ่มการเข้าถึง: เมื่อราคาเข้าถึงง่ายขึ้น ผู้คนก็จะหันมาใช้ขนส่งสาธารณะแทนรถส่วนตัวมากขึ้น ลดปัญหาการจราจรติดขัด

นอกจากเรื่องของ “ชนินทร์” ยินดี ครม. สานต่อ “ตั๋วร่วม” เชื่อลดภาระประชาชนได้ แล้ว เขายังได้ฝากประเด็นสำคัญถึงกระทรวงคมนาคมให้ใส่ใจเรื่องการปรับปรุงกายภาพสถานี เพื่อให้รองรับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้พิการและผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย เพื่อให้ระบบขนส่งมวลชนของเราเป็นมิตรกับทุกคนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องราคาที่ถูกลง แต่ต้องมาพร้อมกับการบริการที่ครอบคลุมและมีมาตรฐานสากลด้วยครับ

ในมุมมองของผม การผลักดันเรื่องนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แม้เราอาจจะยังไปไม่ถึงจุดหมายสูงสุดตามที่หวังไว้ แต่การลดความเหลื่อมล้ำในการเดินทางเป็นสิ่งที่เราต้องสนับสนุนอย่างเต็มที่ และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการให้ทันตามกำหนดเวลาเพื่อให้ประชาชนได้ใช้บริการกันจริงๆ โดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – “ชนินทร์” ยินดี ครม. สานต่อ “ตั๋วร่วม” เชื่อลดภาระประชาชนได้

“ชัยวัฒน์” ประกาศเป็นผู้ว่าฯ กทม. คิวแรกสางปมกลิ่นโรงขยะอ่อนนุชและสิทธิบัตรทอง

“ชัยวัฒน์” ประกาศเป็นผู้ว่าฯ กทม. คิวแรกสางปมกลิ่นโรงขยะอ่อนนุชและสิทธิบัตรทอง ถือเป็นข่าวร้อนที่คนกรุงเทพฯ กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาชน ได้แถลงวิสัยทัศน์ภายใต้แคมเปญ “กรุงเทพง่ายๆ” เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 เพื่อตอบโจทย์ปัญหาชีวิตประจำวันของประชาชนในเมืองหลวง

“ชัยวัฒน์” ประกาศเป็นผู้ว่าฯ กทม. คิวแรกสางปมกลิ่นโรงขยะอ่อนนุชและสิทธิบัตรทอง

ในงานแถลงครั้งนี้ นายชัยวัฒน์ได้เน้นย้ำถึงวาระเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขทันทีหากได้รับเลือกตั้ง โดยเฉพาะปัญหากลิ่นเหม็นจากโรงขยะอ่อนนุชที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านกว่า 4 แสนคนในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ตรงของผู้ว่าฯ กทม. โดยตรง นอกจากนี้ยังมุ่งยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุขให้รองรับผู้ใช้สิทธิบัตรทองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนยุ่งยากในการรักษาพยาบาล เช่น ปัญหาใบส่งตัวที่เป็นอุปสรรคใหญ่

วิสัยทัศน์ “กรุงเทพง่ายๆ” และนโยบาย 4 ง่าย

วิสัยทัศน์หลักคือ “กรุงเทพง่ายๆ” ที่มุ่งคืนเวลาสู่ประชาชนจากการถูกเมือง “ขโมยเวลา” ไปกับค่าครองชีพ การเดินทาง และสวัสดิการ โดยเสนอนโยบาย “4 ง่าย” ได้แก่ ง่ายในการเดินทาง ง่ายในการรักษา ง่ายในการอยู่อาศัย และง่ายในการทำมาหากิน พร้อมทีม ส.ก. ครบ 50 เขตเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการผลักดันร่าง พ.ร.บ.กทม. ฉบับใหม่ เปลี่ยนระบบบริหารจาก Positive List (ทำได้เฉพาะที่กฎหมายกำหนด) เป็น Negative List (ทำได้ทุกอย่างยกเว้นที่ห้าม) เพื่อให้ กทม. มีอำนาจตัดสินใจเบ็ดเสร็จในเรื่องสำคัญ เช่น จัดการสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรคผ่านศูนย์สุขภาพของ กทม. และขยายรถเมล์ในถนนสายใหม่ๆ ที่ปัจจุบันยังไม่เต็มประสิทธิภาพ

เมกะโปรเจกต์พลิกฟื้นคลองทั่วกรุง

สำหรับแผนพัฒนาขนาดใหญ่ นายชัยวัฒน์เสนอ “พลิกฟื้นคลองทั่วกรุง” โดยใช้คลองที่มีอยู่นับร้อยสายเป็นโครงข่ายสัญจรหลัก เชื่อมต่อขนส่งสาธารณะ พัฒนาริมคลองเป็นย่านท่องเที่ยว ชุมชน และเศรษฐกิจ เพื่อกระจายรายได้สู่ทุกเขต แทนการพึ่งพาพื้นที่บกเพียงอย่างเดียว โครงการนี้จะช่วยเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่เดินทางสะดวกและมีเสน่ห์มากขึ้น

  • แก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงขยะอ่อนนุชและสิทธิบัตรทอง
  • พัฒนาคลองเป็นเส้นทางสัญจรและท่องเที่ยว
  • ผลักดัน พ.ร.บ.กทม. ใหม่เพื่อเพิ่มอำนาจบริหาร
  • นโยบาย 4 ง่ายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงระบบ เช่น การจัดการขนส่งสาธารณะให้ครอบคลุมมากขึ้น และยกระดับบริการสุขภาพให้เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่พึ่งพาสิทธิบัตรทอง การประกาศครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของนายชัยวัฒน์ในการเป็นผู้ว่าฯ ที่ใส่ใจปัญหาเรื้อรังของคนกรุง

หากคุณกำลังมองหาผู้ว่าฯ ที่จะนำพากรุงเทพฯ สู่ยุคใหม่ ติดตามการหาเสียงของนายชัยวัฒน์ต่อไป เพราะนโยบายเหล่านี้อาจเปลี่ยนชีวิตคนเมืองได้จริง นี่คือโอกาสในการเลือกตั้งที่ไม่ควรพลาด!

ที่มา – “ชัยวัฒน์” ประกาศเป็นผู้ว่าฯ กทม. คิวแรกสางปมกลิ่นโรงขยะอ่อนนุชและสิทธิบัตรทอง

เปิดลงทะเบียนเงินช่วยเหลือ 16-19 เม.ย. 2569 ภาคขนส่ง

เปิดลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือระหว่างวันที่ 16 – 19 เมษายน 2569 เพื่อพยุงภาคขนส่ง เริ่มแล้ว! หากคุณเป็นผู้ประกอบการในภาคขนส่ง ไม่ว่าจะรถโดยสาร รถบรรทุก หรือรถรับจ้าง อย่าพลาดโอกาสนี้ รัฐบาลจัดสรรงบ 2,060 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนน้ำมัน ลดค่าครองชีพประชาชน และตรึงค่าโดยสารไม่ให้แพงขึ้น โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา

เปิดลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือระหว่างวันที่ 16 – 19 เมษายน 2569 เพื่อพยุงภาคขนส่ง เริ่มอย่างไร?

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการนี้เรียบร้อย นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล สั่งการให้ดำเนินการโปร่งใส ตรวจสอบได้ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดลงทะเบียนออนไลน์ที่ https://tss.dlt.go.th/ ตลอด 24 ชม. หรือไปยื่นที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ วันที่ 16-19 เม.ย. 2569 เวลา 8.30-16.30 น.

หลังลงทะเบียน โอนเงินผ่านพร้อมเพย์ทันทีที่ตรวจสิทธิ์ ช่วยเหลือ 42 วัน จาก 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569 ต้องวิ่งรถตามระยะที่กำหนด ตรวจสอบด้วย GPS เพื่อความโปร่งใส

ใครมีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือ?

ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก:

  • รถโดยสารสาธารณะ: รถประจำทางหมวด 1,4 ในกทม. ได้ 5,040 บ./คัน (วิ่ง ≥2,500 กม.) หมวด 2,3 ได้ 2 บ./กม. สูงสุด 700/500 บ./วัน รถไม่ประจำทาง รถบัส 5,000 บ. มินิบัส/ตู้ 3,600 บ./คัน
  • รถบรรทุก: ≥10 ล้อ 6,000 บ./คัน (≥4,000 กม.) ขนาดเล็ก 3,000 บ./คัน (≥2,500 กม.)
  • รถรับจ้าง: แท็กซี่ 5,040 บ./คัน (ใช้แอป DLT GPS NOTICE ≥2,500 กม.) มอเตอร์ไซค์รับจ้าง 840 บ./คัน

เงื่อนไขสำคัญ: รถจดทะเบียนถูกต้อง ใบอนุญาตไม่หมดอายุ วิ่งจริงตามกำหนด หากให้ข้อมูลเท็จหรือไม่ใช้แอป ตัดสิทธิ์และโดนโทษ!

ขั้นตอนลงทะเบียนง่ายๆ

  1. เข้าเว็บ tss.dlt.go.th หรือไปสำนักงานขนส่ง
  2. กรอกข้อมูลรถและผู้ประกอบการ
  3. ยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบ DLT พร้อมซัปพอร์ต
  4. รอตรวจสอบและรับเงินพร้อมเพย์

มาตรการนี้ไม่เพียงช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุน แต่ยังตรึงค่าโดยสาร ดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่คนเดินทางเยอะ ภาคขนส่งจะได้รับการพยุงให้มีบริการเพียงพอ

ในมุมมองของเรา มาตรการนี้ตอบโจทย์ดีมาก เพราะกำหนดให้วิ่งจริง ใช้ GPS ติดตาม ช่วยให้เงินถึงคนที่ทำงานหนักจริงๆ ไม่ใช่แจกสุ่ม ถ้าคุณเป็นวินมอเตอร์ไซค์หรือคนขับแท็กซี่ รีบเช็คสิทธิ์เลย อย่ารอช้าเพราะปิดรับ 19 เม.ย.เท่านั้น!

นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะขนส่งสินค้าและผู้โดยสารไหลลื่น สินค้าถึงผู้บริโภคถูกกว่าเดิม หากมีคำถาม สามารถติดต่อกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง

CTA: สมัครวันนี้เพื่อรับเงินช่วยเหลือทันที! คลิก ที่นี่ หรือไปสำนักงานใกล้บ้าน อย่าพลาดโอกาสพยุงธุรกิจของคุณ

ที่มา – เปิดลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือระหว่างวันที่ 16 – 19 เมษายน 2569 เพื่อพยุงภาคขนส่ง

“ชัยวัฒน์” ชี้รัฐแจงเรื่องน้ำมันย้อนแย้งความจริง

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันผันผวนหนักจากปัจจัยสงครามและปัญหาการขนส่งทั่วโลก “ชัยวัฒน์” ชี้รัฐแจงเรื่องน้ำมันย้อนแย้งความจริง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนหลายคนกำลังให้ความสนใจ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ฝ่ายต่างประเทศ ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การชี้แจงของรัฐบาลเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันสำรองดูไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตามปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ

“ชัยวัฒน์” ชี้รัฐแจงเรื่องน้ำมันย้อนแย้งความจริง

วันที่ 16 มีนาคม 2569 นายชัยวัฒน์ ระบุว่าปริมาณน้ำมันที่รัฐบาลอ้างว่ามีเพียงพอและเหลือเกือบร้อยวัน น่าจะนับรวมน้ำมันที่กำลังขนส่งอยู่ด้วย แต่ในความเป็นจริง ตามปั๊มน้ำมันโดยเฉพาะในต่างจังหวัด หลายแห่งเริ่มขาดแคลน บางปั๊มจำกัดการเติมได้เพียง 500 บาทต่อครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น มีรายงานว่าบางวัดไม่สามารถรับเผาศพได้เพราะขาดน้ำมัน สร้างปัญหาการจัดเก็บศพอย่างหนัก การชี้แจงเช่นนี้จึงดูย้อนแย้งกับสิ่งที่ประชาชนเผชิญ

ปัญหาการใช้เงินกองทุนน้ำมันพยุงราคาไม่ยั่งยืน

นายชัยวัฒน์วิเคราะห์ว่า รัฐบาลกำลังใช้นโยบาย补贴ราคาน้ำมันด้วยเงินจากกองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นการบิดเบือนราคาตลาด ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น บริษัทขนส่ง เกษตรกร และอุตสาหกรรม ที่ปกติซื้อน้ำมันจำนวนมากจากโรงกลั่น ต้องหันมาแย่งเติมที่ปั๊มเพื่อราคาถูกกว่า 14 บาท ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปเติมน้ำมันลำบาก การพึ่งพากองทุนเช่นนี้ไม่ยั่งยืน เพราะจะสะสมหนี้และดอกเบี้ย เปรียบเสมือนเอาเงินภาษีของประชาชนในอนาคตมาหลอกตัวเองในปัจจุบัน

เพื่อแก้ปัญหา “ชัยวัฒน์” ชี้รัฐแจงเรื่องน้ำมันย้อนแย้งความจริง โดยเสนอมาตรการระยะสั้น เช่น สนับสนุน Work from Home ในหน่วยงานรัฐและเอกชน ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ส่งเสริมขนส่งสาธารณะด้วยการลดค่ารถเมล์ รถไฟฟ้า หรือให้ขึ้นฟรีชั่วคราว ซึ่งแม้จะเริ่มช้าแต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำ

ข้อเสนอแนะระยะยาวปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน

สำหรับระยะยาว นายชัยวัฒน์แนะนำให้ทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยกำหนดเพดานค่าการกลั่น หากเกินให้เก็บภาษีลาภลอยจากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น (Unearned Profit) แล้วนำเงินมาช่วยลดภาระประชาชน นอกจากนี้ ควรปรับโครงสร้างน้ำมันชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซลและเอทานอลจากปาล์มและผลผลิตเกษตร ในช่วงน้ำมันโลกแพง การเพิ่มสัดส่วนเอทานอลจะช่วยดึงราคาลงได้ หากปรับโครงสร้างให้เหมาะสมโดยไม่กระทบกองทุน

  • ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ว่ารถยนต์ส่วนใหญ่เติม E20 หรือไบโอดีเซลได้
  • ส่งเสริมโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน โดยให้รัฐรับซื้อไฟฟ้าจากหลังคาบ้านโดยไม่ยุ่งยาก
  • กระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบ เช่น ยูเรีย เพื่อป้องกันราคาปุ๋ยและอาหารพุ่ง

ปัญหายังไม่จบแค่น้ำมัน เพราะราคาค่าไฟ ก๊าซหุงต้มจะตามมา สงครามที่กำลังดำเนินอยู่ไม่น่าจะคลี่คลายเร็ว รัฐต้องสื่อสารตรงไปตรงมาถึงสินค้าที่จะแพง เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัว

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้รัฐบาลปรับนโยบายพลังงานให้ยั่งยืนมากขึ้น ฟังเสียงจากฝ่ายค้านและผู้เชี่ยวชาญจะช่วยลดผลกระทบต่อค่าครองชีพได้ คุณล่ะคิดอย่างไรกับข้อเสนอของชัยวัฒน์? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับทราบด้วยนะครับ

ที่มา – “ชัยวัฒน์” ชี้รัฐแจงเรื่องน้ำมันย้อนแย้งความจริง ใช้เงินกองทุนพยุงไม่ยืน แนะลดค่ารถเมล์ รถไฟฟ้า

สกัดขึ้นค่าโดยสาร คุมเข้มทุกระบบ พิพัฒน์ตั้ง War Room

ในสถานการณ์ที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก รัฐบาลไทยไม่นิ่งนอนใจ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมที่ออกมาตรการ สกัดขึ้นค่าโดยสาร คุมเข้มทุกระบบ ตามคำสั่งของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อปกป้องประชาชนจากภาระค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูง

วิกฤติตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกผันผวนอย่างหนัก ซึ่งอาจกระทบต้นทุนเชื้อเพลิงในไทย แม้รัฐบาลจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ แต่ผู้ประกอบการขนส่งบางรายอาจฉวยโอกาสขึ้นค่าโดยสาร กระทรวงคมนาคมจึงเร่งตั้ง War Room หรือศูนย์ติดตามสถานการณ์ เพื่อจับตาการเคลื่อนไหวทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด

พิพัฒน์ รัชกิจประการ

สกัดขึ้นค่าโดยสาร คุมเข้มทุกระบบ ครอบคลุมทุกภาคส่วน

มาตรการ สกัดขึ้นค่าโดยสาร คุมเข้มทุระบ ม นี้ครอบคลุมการขนส่งทั้ง 4 ระบบหลัก ได้แก่ ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางราง โดยห้ามผู้ประกอบการปรับขึ้นเกินกรอบกฎหมายกำหนด พร้อมขอความร่วมมือตรึงราคาในช่วงวิกฤติ เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้อย่างสบายใจ

นอกจากนี้ ยังมีการรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงาน รายงานต่อศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและเตือนภัยด้านการคมนาคม (ศผส.คค.) เพื่อเตรียมสำรองเชื้อเพลิงและช่วยเหลือผู้ประกอบการ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มาตรการนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระประชาชน แต่ยังรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กวดขันรถโดยสาร

สำหรับการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบกจะตรวจสอบรถโดยสารประจำทาง รถสาธารณะ รถรับจ้างทุกประเภท ให้เรียกเก็บค่าโดยสารตามอัตราที่กฎหมายกำหนด หากพบการละเมิดจะลงโทษทันที สิ่งนี้ช่วยให้ประชาชนที่พึ่งพารถเมล์หรือแท็กซี่ไม่ต้องกังวลกับค่าโดยสารที่พุ่งปรี๊ด

กรมเจ้าท่า (จท.) ดูแลเรือโดยสารและสินค้า

ทางน้ำ กรมเจ้าท่าจะกำกับผู้ประกอบการเรือโดยสารและเรือสินค้า ไม่ให้คิดค่าบริการเกินกำหนด พร้อมติดตามค่าระวางสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจกระทบราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะในภาคใต้และเกาะต่างๆ

การบินพลเรือนและทางราง ป้องกันความเสี่ยง

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จะกำกับสายการบินให้ยึดกฎหมายค่าโดยสารและสินค้า พิจารณาตรึงราคาในช่วงผันผวน ส่วนกรมการขนส่งทางรางจะประเมินความเสี่ยงรถจักรไอน้ำมันดีเซล เตรียมแผนบริหารล่วงหน้า เพื่อให้รถไฟยังวิ่งได้ปกติ

  • ตรวจสอบและกวดขันรถโดยสารประจำทาง รถสาธารณะ รถรับจ้างทุกประเภท
  • ติดตามผู้ประกอบการเรือโดยสารและเรือขนส่งสินค้า
  • กำกับสายการบินเรื่องค่าโดยสารและค่าขนส่งสินค้า
  • ประเมินความเสี่ยงต้นทุนพลังงานทางราง

นายพิพัฒน์ ย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก จะไม่ยอมให้เกิดการขึ้นค่าโดยสารเกินกฎหมาย และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะให้บริการอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม

War Room การคมนาคม

มาตรการนี้ถือเป็นการตอบสนองที่รวดเร็วและเด็ดขาด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบรรเทาความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันโลก หากสถานการณ์คลี่คลาย ประชาชนจะได้ประโยชน์เต็มๆ ในระยะยาว ควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตาม เพื่อความยั่งยืนของระบบขนส่งไทย

ความเห็นส่วนตัว: การตั้ง War Room เป็นไอเดียดีเยี่ยม ช่วยให้รัฐบาลตอบสนองได้ทันท่วงที ลดโอกาสถูกเอาเปรียบจากวิกฤติ หากคุณเดินทางบ่อย อย่าลืมแจ้งเบาะแสหากเจอค่าโดยสารแพงผิดกฎหมายนะครับ

เรียกดูข่าวเพิ่มเติม: คลิกติดตาม นโยบายรัฐ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – สกัดขึ้นค่าโดยสาร คุมเข้มทุกระบบ “พิพัฒน์” สั่งตั้ง War Room จับตาวิกฤติตะวันออกกลาง

กกต. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าเขตบางกะปิ เกิน 50%

กกต. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าเขตบางกะปิ ในวันนี้ พบว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้มาใช้สิทธิล่วงหน้ามากกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะที่โครงการตะวันนา 2 แขวงคลองจั่น ซึ่งเป็นจุดที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุดในกรุงเทพฯ กว่า 58,000 คน เรียกได้ว่าทำให้ กกต. มั่นใจมากขึ้นในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้

กกต. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าเขตบางกะปิ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 ก.พ. 2569 นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้งประจำ กกต. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขต ณ โครงการตะวันนา 2 ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกตั้งล่วงหน้าในกรุงเทพมหานคร เพราะมีผู้ลงทะเบียนสูงสุดถึง 58,683 คน จากยอดรวมกว่า 800,000 คนทั่วกรุงเทพฯ

จากการตรวจสอบพบว่าทุกอย่างจัดการได้ดีเยี่ยม แม้จำนวนผู้ลงทะเบียนจะเยอะ แต่เขตบางกะปิและ กกต.กรุงเทพฯ ได้วางแผนแบ่งโซนตามภูมิภาคอย่างชาญฉลาด ทำให้ไม่มีแออัดหรือสับสน ช่วงเช้าเท่านั้นก็มีผู้มาใช้สิทธิเกิน 50% แล้ว และยังไม่มีปัญหาหรือร้องเรียนใดๆ เลย

มั่นใจมาใช้สิทธิเกินร้อยละ 50 จากยอดลงทะเบียน

นายสิทธิโชติ กล่าวอย่างมั่นใจว่า กกต. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าเขตบางกะปิ ครั้งนี้ยืนยันได้ว่าการเลือกตั้งล่วงหน้าจะสำเร็จเกินเป้า ผู้ที่ลงทะเบียนแล้วควรรีบมาใช้สิทธิภายใน 17.00 น. วันนี้ เพราะถ้าพลาดจะไปใช้สิทธิในวันจริง 8 ก.พ. 2569 ไม่ได้นะครับ

ภาพรวมทั่วประเทศก็ปกติสุดๆ ประชาชนมาใช้สิทธิเยอะ แต่ยังไม่พบการกระทำผิดกฎหมายหรือทำลายบัตรเลย คาดว่าช่วงบ่ายจะคึกคักยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังย้ำเรื่องความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง ทุกใบมีโค้ดกำกับ ไม่มีพิมพ์ซ้ำแน่นอน หลังปิดหีบจะรวบรวม คัดแยก ส่งด้วยไปรษณีย์ไทย มีการรักษาความปลอดภัย 24 ชม. และกล้อง CCTV ตลอดทาง

สำหรับบัตรจากต่างประเทศและนอกราชอาณาจักร ก็ทยอยส่งกลับมาแล้ว 50% จะคัดแยกส่งต่อตามปกติ ส่วนเรื่องลงประชามติล่วงหน้า ย้ำว่าทำไม่ได้เพราะขัดกฎหมาย อาจโมฆะได้ เสียเงินเสียเวลาเปล่าๆ

บรรยากาศคึกคักตั้งแต่เช้า ที่หน่วยเลือกตั้งบางกะปิ

ทีมข่าวลงพื้นที่จริง พบว่าก่อนเปิด 8.00 น. เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมสุดๆ แบ่ง 85 ชุดเลือกตั้งตาม 4 ภูมิภาค สีแยกชัด: ภาคใต้ม่วง 34 ชุด, อีสานน้ำตาล 23 ชุด, กลาง-ตะวันออก-ตะวันตก ชมพู 20 ชุด, เหนือเขียว 12 ชุด ประชาชนสแกน QR เช็คลำดับง่ายจัง

  • มีกองตรวจสอบข้อมูล ใช้คอมพิวเตอร์ช่วย
  • ระดมเจ้าหน้าที่ กทม. จิตอาสา รด. ดูแลทั่วถึง
  • รถพยาบาล เคลื่อนที่ ตำรวจ 86 ชุด เทศกิจ จราจร
  • รถ booster สัญญาณมือถือ-เน็ต
  • ที่จอดรถ 1,000 คัน แนะใช้ขนส่งสาธารณะ รถไฟฟ้าสีเหลือง สถานีบางกะปิ หรือเรือคลองแสนแสบ

หลัง 17.00 น. คัดแยกบัตร ส่ง 9 ชุดไปรษณีย์ ก่อน 18.00 น. ไปยังจังหวัดต่างๆ เรียบร้อยหมด

การเลือกตั้งล่วงหน้าครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของประชาชนไทยที่สูงมาก หากทุกคนร่วมมือแบบนี้ ประชาธิปไตยของเราจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น อย่าลืมเช็คสิทธิและไปใช้สิทธิให้ครบทุกคนนะครับ จะได้เลือกผู้แทนที่แท้จริง!

ที่มา – กกต. ลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าเขตบางกะปิ มั่นใจมาใช้สิทธิเกินร้อยละ 50 จากยอดลงทะเบียน

ปชป. สู้ฝุ่น PM 2.5 หาเสียงตลาดยิ่งเจริญ

ปชป. สู้ฝุ่น PM 2.5 เร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด หาเสียงตลาดยิ่งเจริญ

“สกลธี” ควงคู่ “เนเน่ รัดเกล้า” ลุยตลาดยิ่งเจริญ ช่วยผู้สมัครหาเสียง เตือนประชาชนสวมหน้ากากเหตุ ค่าฝุ่นส้ม-แดงอันตราย พร้อมชูนโยบายประชาธิปัตย์ สู้ฝุ่น PM 2.5 เร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2568 นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร และนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ร่วมกับ นางสาววิเวียน จุลมนต์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 9 เบอร์ 1 ครอบคลุมพื้นที่ จตุจักร–บางเขน–หลักสี่ โดยทั้งสามคนลงพื้นที่หาเสียงตะลุยตลาดยิ่งเจริญ เขตบางเขน

สกลธี ภัททิยกุล และ รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี หาเสียง

นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ เปิดเผยว่า วันนี้ ค่าฝุ่น PM 2.5 ยังคงโชว์ค่าอยู่ในระดับสูงสีส้มถึงแดงซึ่งมีผลอันตรายต่อสุขภาพ จึงขอเน้นเตือนให้พี่น้องประชาชนในเขตดังกล่าว และประชาชนทุกพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ทั้ง 33 เขต สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นพิษ จนกว่าค่าฝุ่นจะอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

นายสกลธี กล่าวว่า สำหรับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับการแก้ปัญหานี้ คือ เรื่องแรกเราต้องเร่งผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้แก่ อากาศสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งยังมีมาตรการทั้ง 2 ด้าน คือ การจูงใจและการลงโทษ

นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ สู้ฝุ่น PM 2.5

รวมถึงนโยบายภาคการขนส่ง โดยสนับสนุนการขนส่งสาธารณะ ซึ่งมีการลดค่ารถไฟฟ้ากับรถเมล์เหลือ 5 บาทถึง 30 บาท เพื่อจูงใจให้คนมาใช้การขนส่งสาธารณะมากขึ้น และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในกระเป๋าของประชาชนอีกด้วย อีกทั้งมีมาตรการในการไม่สนับสนุนให้เกิดการเผา และช่วยเกษตรกรให้มีทางเลือกในการที่จะไม่ก่อให้เกิดมลพิษ

“การแก้ปัญหาดังกล่าว ที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมไว้ คือ ควรทำร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยวาระที่ประเทศไทย จะเป็นประธานอาเซียน ทางพรรคจะนำเสนอเรื่องนี้ให้เป็นวาระที่ต้องมีการร่วมมือกันระหว่างประเทศ เพราะหลายครั้งฝุ่นที่เกิดขึ้น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีผลมาจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยเกิดจากลมพัดเข้ามา” พร้อมย้ำว่า นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์เหล่านี้ สามารถทำได้จริง และที่สำคัญประหยัดงบประมาณ หรือกระทบงบภาครัฐจำนวนไม่มาก

ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

นายสกลธี ยังได้กล่าวถึงนโยบาย “ไทยหายจน” โดยมุ่งลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มรายได้ และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป โดยผ่านโครงการ “พันธบัตรป่าไม้ ปลูกป่าได้เงินเดือน” ซึ่งประเด็นนี้ ที่ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 9 เบอร์ 1 วิเวียน เป็นผู้ผลักดันหลักเรื่องนี้

โครงการพันธบัตรป่าไม้

ด้านนางสาววิเวียน ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 9 เบอร์ 1 กล่าวเสริมในเรื่องนี้ว่า นโยบายพันธบัตรป่าไม้ ต้องการให้ประชาชน หรือเกษตรกร หันมาปลูกป่ามากขึ้น โดยมีรัฐเป็นผู้จ้าง การปลูกป่านี้จะเป็นการดูดซับมลพิษตั้งแต่ต้นทาง อีกทั้งยังผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับสำคัญ ได้แก่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด, พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน และ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อให้คนกรุงเทพฯ ได้อากาศดี มีรายได้ดี

นายสกลธี ยังกล่าวด้วยว่า ตนขอแนะนำตัวผู้สมัคร สส.กทม. เขต 9 พร้อมขอคะแนนเสียงจากประชาชนในเขตนี้ ให้กับนางสาววิเวียน เบอร์ 1 และเลือกพรรคประชาธิปัตย์เบอร์ 27 ในการเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้

ประชาธิปัตย์ชูนโยบาย สู้ฝุ่น PM 2.5

พรรคประชาธิปัตย์มุ่งมั่นที่จะ สู้ฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง โดยการผลักดันกฎหมายและนโยบายต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น หากได้รับการสนับสนุนจากประชาชน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างยั่งยืน และทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การ สู้ฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถเอาชนะปัญหานี้ได้ พรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง และสร้างอากาศที่สะอาดสดใสให้กับประเทศไทย

ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องร่วมมือกัน สู้ฝุ่น PM 2.5 เพื่ออนาคตของลูกหลานของเรา

ที่มา – ปชป. ลุยหาเสียงตลาดยิ่งเจริญ ชูนโยบาย สู้ฝุ่น PM 2.5 เร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด

รัฐบาลเตือน! ฝุ่น PM 2.5 พุ่ง 14-16 ม.ค.

รัฐบาลเตือนฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค. ปี 2569 ย้ำคุมเข้มแหล่งกำเนิด งดเผา พร้อมพิจารณาขยาย WFH เพื่อลดปริมาณการจราจรและการปล่อยมลพิษในเขตเมือง

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ ได้แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงวันที่ 14–16 มกราคม 2569 โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ภาคกลางตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเกิดสภาวะอากาศปิดใกล้ผิวพื้น ประกอบกับอัตราการระบายอากาศที่ค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้ฝุ่นละอองสะสมและไม่สามารถระบายออกจากพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้คาดว่าสถานการณ์จะเริ่มบรรเทาลงหลังวันที่ 16 มกราคมเป็นต้นไป

นางสาวลลิดา ระบุว่า รัฐบาลได้กำชับให้กรมควบคุมมลพิษร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด สื่อสารและประสานหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยเฉพาะการงดการเผาในช่วงอากาศปิด พร้อมทั้งประสานกรุงเทพมหานครพิจารณายกระดับมาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) รวมถึงการขยายระยะเวลาการทำงานแบบ Work From Home เพื่อลดปริมาณการจราจรและการปล่อยมลพิษในเขตเมือง นอกจากนี้ ยังได้ประสานกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำเนินการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อทำลายชั้นอุณหภูมิผกผัน (Inversion) เพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นละออง พร้อมทั้งทำหนังสือถึงเลขาธิการอาเซียน เพื่อขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้านในกรณีมลพิษข้ามพรมแดนควบคู่กันไป

นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า รายงานคุณภาพอากาศ ณ วันที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 12.00 น. พบว่าปริมาณฝุ่น PM2.5 โดยภาพรวมของประเทศปรับตัวสูงขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ ได้แก่ เขตบางรัก ปทุมวัน และสาทร มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานอยู่ในระดับสีแดง ขณะที่หลายพื้นที่อยู่ในระดับสีส้ม เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ทั้งนี้ ศกพ. ขอความร่วมมือประชาชนติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง ใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดการจราจร และหากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ควรสวมหน้ากากอนามัยหรืออุปกรณ์ป้องกันฝุ่น พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยสามารถติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศได้ทางเว็บไซต์ Air4Thai.pcd.go.th หรือแอปพลิเคชัน Air4Thai

รัฐบาลเตือนฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค.

ทำไมรัฐบาลถึงเตือนเรื่องฝุ่น PM 2.5 พุ่ง?

สาเหตุที่รัฐบาลออกมาเตือนเรื่องสถานการณ์ ฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค. นี้ เนื่องจากสภาพอากาศในช่วงดังกล่าวมีลักษณะปิด ทำให้ฝุ่นละอองสะสมในปริมาณมาก อีกทั้งอัตราการระบายอากาศต่ำ ทำให้ฝุ่นไม่สามารถระบายออกไปได้ ส่งผลให้สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 รุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่

ผลกระทบจาก ฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค. นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงภาคกลางตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย ดังนั้นการติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของภาครัฐจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพจาก ฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค. เราควร:

  • ติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง
  • สวมหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้
  • ใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดการปล่อยมลพิษ
  • ดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว

สถานการณ์ ฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค. เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ไข การลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ การใส่ใจสุขภาพของตนเอง และการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

ที่มา – รัฐบาลเตือนฝุ่น PM 2.5 พุ่งช่วง 14-16 ม.ค คุมเข้มแหล่งกำเนิด–งดเผา พิจารณาขยาย WFH

พริษฐ์แนะ! ยอมรับปม รถไฟฟ้า 20 บาท ทำไม?

“พริษฐ์” แนะโฆษกพรรคเพื่อไทย ควรยอมรับตามตรง ต้นตอความล่าช้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท มาจากความไม่รอบคอบของรัฐบาลเอง

วันที่ 27 ส.ค. 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันว่า พรรคประชาชนเห็นด้วยกับ “หลักการ” ในการทำให้ระบบขนส่งสาธารณะทั้งในและนอกกรุงเทพมหานคร สะดวก ครอบคลุม และมีอัตราค่าโดยสารที่ประชาชนเข้าถึงได้ แต่ที่ผ่านมา เรามีข้อกังวลต่อ “วิธีการ” ที่รัฐบาลเลือกใช้ในการดำเนินนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทั้งในเรื่องของแหล่งงบประมาณและมาตรการป้องกันการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใดเกินจำเป็น

นายพริษฐ์ ยังระบุด้วยว่า เมื่อเย็นที่ผ่านมา (26 ส.ค. 2568) ได้มีโอกาสฟังการแถลงข่าวของนายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับกรณีนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ที่รัฐบาลประกาศเลื่อนออกไปให้ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมที่เคยวางไว้ว่าจะเริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 แม้นายดนุพรได้เริ่มต้นด้วยการ “ขอโทษ” ประชาชน แต่ตลอดการแถลงข่าวนั้น ตนได้เห็นแต่ความพยายามในการโยนความผิดทั้งหมดไปที่การที่กฎหมาย 3 ฉบับที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา รวมถึงความพยายามในการกระทบชิ่งมาที่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน ทั้งๆ ที่ต้นตอทั้งหมดของปัญหานี้ มาจากความไม่รอบคอบและความไม่หนักแน่นของรัฐบาลเองในการผลักดันนโยบายเรือธงของตนเอง

ตั้ง 5 คำถามชวนเพื่อไทยตอบ

“แทนที่จะพยายามพาดพิงพรรคอื่น ผมเห็นว่าจะเป็นประโยชน์กว่า หากพรรคเพื่อไทยตอบคำถามดังต่อไปนี้ให้ชัดๆ เพื่อให้สังคมสิ้นข้อสงสัย” นายพริษฐ์ กล่าวและถามว่า

1. เป็นแผนและความตั้งใจของรัฐบาลมาโดยตลอดเลยใช่หรือไม่ ว่ารัฐบาลจะเดินหน้านโยบายเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ต่อเมื่อกฎหมาย 3 ฉบับ (พ.ร.บ. ราง, พ.ร.บ. ตั๋วร่วม, พ.ร.บ. รฟม.) ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาและประกาศบังคับใช้? เพราะรัฐบาลไม่เคยชี้ชัดว่ากฎหมาย 3 ฉบับนี้ เป็นเพียง “ตัวช่วย” ในการผลักดันนโยบาย หรือเป็น “เงื่อนไขตั้งต้น” ที่ต้องเสร็จก่อนถึงจะเริ่มดำเนินนโยบายได้ ที่สำคัญ ในวันที่ 8 ก.ค. 2568 ที่ ครม. มีมติให้เริ่มคิดอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายตั้งแต่ 1 ต.ค. 2568 ทางรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีการพูดถึงเงื่อนไขว่ารัฐสภาจะต้องผ่านกฎหมาย 3 ฉบับนี้ ถึงจะเริ่มอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายได้ แต่วันนี้รัฐบาลเพียงแค่หยิบเรื่องกฎหมาย 3 ฉบับมาอ้าง เพราะไม่สามารถดำเนินการได้ทัน 1 ต.ค. 2568 ที่ประกาศไป

2. หากรัฐบาลยืนยันว่าเป็นแผนและความตั้งใจของรัฐบาลมาโดยตลอดว่า รัฐสภาจะต้องผ่านกฎหมาย 3 ฉบับก่อน ถึงจะเริ่มนโยบายเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายได้ แล้วเหตุใดรัฐบาลถึงประกาศว่าจะเริ่มต้นวันที่ 1 ต.ค. 2568 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นไปได้ยากที่กฎหมาย 3 ฉบับจะผ่านและบังคับใช้ทันกรอบเวลาดังกล่าว จึงเท่ากับว่า รัฐบาลไปสัญญากับประชาชนว่าค่าโดยสารจะลดเหลือ 20 บาทในวันที่ 1 ต.ค. 2568 ทั้งๆ ที่รัฐบาลรู้ตั้งแต่วันนั้นอยู่แล้ว ว่าจะมีเวลาเพียงแค่ 2 เดือน ในการทำให้ร่างกฎหมายจากชั้นกรรมาธิการ ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จนถึงการประกาศใช้

3. หากรัฐบาลมีความมุ่งมั่นว่าต้องการจะทำให้กฎหมายทั้ง 3 ฉบับผ่านทุกขั้นตอนให้ได้ภายในกรอบ 2 เดือนจริงๆ แล้วเหตุใด สส. รัฐบาลเองกลับไม่มาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียงและต่อเนื่อง เพื่อเร่งผลักดันกฎหมายดังกล่าว เพราะในความเป็นจริง กลับเห็นรองประธานสภาจากพรรคเพื่อไทยเอง ที่มักเป็นคนเลือกปิดประชุมสภาเร็วกว่ากำหนดในหลายครั้ง

4. ทางรัฐบาลจะเร่งหาทางออกหรือรับผิดชอบอย่างไร ต่อประชาชนที่อาจต้องเผชิญค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่สูงขึ้นกว่าที่พวกจ่ายอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงว่าจากความบกพร่องของรัฐบาล

5. เหตุใดโฆษกพรรคเพื่อไทยถึงต้องพูดทำนองว่าทางพรรคจะเดินหน้าผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับนี้ ทั้งๆ ที่พรรคเพื่อไทยมี สส. ในกรุงเทพและปริมณฑลเพียง 2 คนเท่านั้น

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า การที่โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาพูดทำนองตัดพ้อในลักษณะดังกล่าว จึงทำให้สังคมอดคิดไม่ได้ ว่าหรือลึกๆ แล้ว ท่านเชื่อจริงๆ ว่าพรรคการเมืองควรผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ที่พรรคตนเองมี สส. มากกว่าพื้นที่ที่พรรคตนเองไม่มี สส. จึงขอเสนอว่าหากท่านต้องการ “ขอโทษ” ประชาชน เกี่ยวกับความล่าช้าที่เกิดขึ้นจริงๆ ท่านควรหยุดเสียเวลาไปกับการหามุมในการโทษคนอื่น แต่ควรเริ่มจากการยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่าปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น มาจากความไม่รอบคอบและไม่จริงจังของรัฐบาลในการผลักดันแม้กระทั่งนโยบายเรือธงของตนเอง

พริษฐ์ชี้! รัฐบาลต้องยอมรับปมนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท

จากกรณีที่นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายของรัฐบาลเศรษฐา ต้องเลื่อนออกไป ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ล่าสุด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลควรยอมรับความจริงว่า ต้นตอของปัญหาความล่าช้ามาจากความไม่รอบคอบในการวางแผนและผลักดันนโยบายนี้เอง

นายพริษฐ์ ยังได้ตั้งคำถามถึงความชัดเจนของรัฐบาลเกี่ยวกับเงื่อนไขทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท และได้ตั้งข้อสังเกตถึงความมุ่งมั่นของ สส. รัฐบาลในการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ต้องแบกรับค่าโดยสารที่สูงขึ้น

ทำไมนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาท ถึงล่าช้า?

คำถามสำคัญที่นายพริษฐ์ได้ตั้งไว้ คือ ทำไมรัฐบาลถึงประกาศว่าจะเริ่มนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องอาจจะไม่ผ่านทันเวลาที่กำหนด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความรอบคอบในการวางแผนและดำเนินนโยบาย

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่โฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาพูดในลักษณะตัดพ้อ ซึ่งอาจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่า พรรคการเมืองควรผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ที่ตนเองมี สส. มากกว่า

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือ การยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทอย่างแท้จริง

ที่มา – “พริษฐ์” แนะโฆษกพรรคเพื่อไทย ยอมรับตามตรงรัฐบาลไม่รอบคอบทำนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท

Scroll to top