การขนส่ง

สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2%

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะรายงานล่าสุดที่ สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความท้าทายท่ามกลางปัจจัยลบจากภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2%

แม้ว่าจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 จะดูชะลอตัวลง แต่หากเราพิจารณาให้ลึกซึ้งจะพบว่าเศรษฐกิจไทยยังมีจุดแข็งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในภาคการลงทุนและการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่คอยพยุงให้ตัวเลขไม่ติดลบ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงถึง 13.4% ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาสเลยทีเดียว

ปัจจัยบวกที่น่าจับตามองในครึ่งปีหลัง

นอกจากเรื่องตัวเลข สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2% แล้ว เรายังเห็นสัญญาณบวกจากภาคการท่องเที่ยว แม้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีจำนวนลดลงบ้าง แต่รายรับเฉลี่ยต่อนักท่องเที่ยวกลับสูงขึ้นถึง 53,000 บาทต่อทริป นอกจากนี้ สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นแรงหนุนสำคัญให้ภาคการส่งออกเติบโตได้ดี

  • การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 13.4% เน้นเครื่องจักรและซอฟต์แวร์
  • ภาคการส่งออกสินค้าขยายตัว 14.1% ตามวัฏจักรเทคโนโลยีโลก
  • รายได้เฉลี่ยต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ช่วยประคองภาคบริการ
  • คาดการณ์ว่าไตรมาส 3 จะเป็นจุดต่ำสุดของปีและปรับตัวดีขึ้นในครึ่งหลัง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะเรื่องหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียของกลุ่ม SME ที่ยังคงเป็นปัจจัยที่ภาครัฐต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รัฐบาลจึงต้องดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างแม่นยำและตรงจุดเพื่อประคองกำลังซื้อในประเทศให้ฟื้นตัวอย่างมั่นคง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ทวีความรุนแรงขึ้น และราคาน้ำมันเริ่มทรงตัวได้ตามคาดการณ์ เชื่อมั่นว่าเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่ 2.2% นั้นเป็นไปได้ โดยต้องอาศัยการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและการผลักดันโครงการลงทุนต่างๆ อย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมสำหรับภาคธุรกิจและประชาชนต่อไป

ที่มา – สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2%

อภิสิทธิ์ ขอบคุณรัฐบาลพับแผนแลนด์บริดจ์ ชี้ตัดสินใจถูกต้อง

อภิสิทธิ์ ขอบคุณรัฐบาลพับแผนแลนด์บริดจ์ ชี้ตัดสินใจถูกต้อง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ เมื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อสถานการณ์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคใต้ โดยระบุว่า อภิสิทธิ์ ขอบคุณรัฐบาลพับแผนแลนด์บริดจ์ ชี้ตัดสินใจถูกต้อง เพราะเป็นการก้าวเดินที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางจากการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูง ไปสู่แนวทางที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงมากกว่าเดิม

นายอภิสิทธิ์กล่าวเสริมว่า การยกระดับภาคใต้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเมกะโปรเจกต์ที่ใช้งบมหาศาลเสมอไป แต่คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้มีประสิทธิภาพ ทั้งระบบราง ถนน และท่าเรือ เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่พื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับโครงการ Missing Link แทนนั้น ถือว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงน้อยกว่าหลายเท่าตัว

เหตุผลที่การยกเลิกแลนด์บริดจ์เป็นแนวทางที่ใช่

โครงการ Missing Link ที่ถูกหยิบยกขึ้นมานั้น มีความสอดคล้องกับแนวคิด อภิสิทธิ์ ขอบคุณรัฐบาลพับแผนแลนด์บริดจ์ ชี้ตัดสินใจถูกต้อง ซึ่งรวมถึงแนวคิดต่อเนื่องอย่าง “Southern Connect” ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีข้อดีที่น่าสนใจดังนี้:

  • ต้นทุนต่ำกว่า: การใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีศักยภาพอยู่แล้ว ทำให้ลดงบประมาณลงทุนมหาศาลเมื่อเทียบกับโครงการแลนด์บริดจ์
  • ความคุ้มค่าสูง: เน้นการใช้งานจริงทั้งการขนส่งสินค้าและการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เส้นทางสงขลา-ปีนัง
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: มีผลกระทบต่อพื้นที่น้อยกว่า ทำให้ภาคประชาสังคมยอมรับได้ง่าย
  • การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน: การดึงศักยภาพจากการรถไฟฯ มาต่อยอดเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายอภิสิทธิ์ยังได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลต้องการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ควรนำผลการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยทำไว้ไปพัฒนาต่อทันที แทนการเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและงบประมาณแผ่นดินได้มาก สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดลำดับความสำคัญของโครงการคมนาคมให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงของประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก

สำหรับมุมมองส่วนตัว การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนถึงการแพ้หรือชนะทางการเมือง แต่คือชัยชนะของประชาชนที่รัฐบาลเลือกเดินในทางที่สร้างประโยชน์ได้จริง ในท้ายที่สุดไม่ว่าโครงการไหนจะถูกหยิบยกขึ้นมา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความโปร่งใสในการดำเนินงานและความคุ้มค่าที่ภาษีของประชาชนต้องถูกใช้ไปอย่างสมเหตุสมผลที่สุดครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ขอบคุณรัฐบาลพับแผน “แลนด์บริดจ์” ชี้ตัดสินใจถูกต้อง

นายกฯ ปิดฉากโรดโชว์จีน ดึงทุนบิ๊กเทค 7 หมื่นล้านลงทุนในไทย

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวใหญ่ในแวดวงเศรษฐกิจมาฝากกัน ล่าสุด “คุณอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีได้นำทัพทีมไทยแลนด์ไปสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในการเดินสายโรดโชว์ที่ประเทศจีน จนสามารถ **นายกฯ ปิดฉากโรดโชว์จีน ดึงทุนบิ๊กเทค 7 หมื่นล้านลงทุนในไทย** ได้สำเร็จ ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตามองมากสำหรับอนาคตของประเทศเราครับ

นายกฯ ปิดฉากโรดโชว์จีน ดึงทุนบิ๊กเทค 7 หมื่นล้านลงทุนในไทย: ยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่ยุคใหม่

การเดินทางในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การไปพบปะพูดคุยธรรมดา แต่เป็นการลงลึกถึงรายละเอียดความร่วมมือกับบริษัทระดับโลกถึง 4 แห่ง ตั้งแต่ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง ฉางอาน ออโตโมบิล ไปจนถึงยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์สื่อสารความเร็วสูงอย่าง อินโนไลท์ เทคโนโลยี และ อีออปตอลิงก์ เทคโนโลยี รวมถึง เสียวหมี่ ที่พร้อมขยายฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (IoT) เข้ามาในบ้านเรา

เปิดกลยุทธ์ Thailand FastPass เร่งเครื่องลงทุนให้ติดลมบน

ทำไมยักษ์ใหญ่เหล่านี้ถึงเลือกเรา? คำตอบอยู่ที่ความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐานและนโยบาย Thailand FastPass ที่เข้ามาช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากให้เป็น One-stop Service นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวในประเด็น นายกฯ ปิดฉากโรดโชว์จีน ดึงทุนบิ๊กเทค 7 หมื่นล้านลงทุนในไทย ยังสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงกับการดึงฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะช่วย Upskilling แรงงานไทยให้เก่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว

ผลตอบรับที่เกิดขึ้นถือเป็นก้าวสำคัญของไทยในการก้าวขึ้นเป็นดาวรุ่งด้านเทคโนโลยีของโลก โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การจ้างงาน: คาดว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นนับหมื่นอัตรา โดยเฉพาะตำแหน่งงานวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี
  • ซัพพลายเชน: ผู้ประกอบการ SMEs ไทยกว่า 40 รายเริ่มปรับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้แล้ว
  • ความยั่งยืน: การดึงดูดอุตสาหกรรม EV และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะจะช่วยวางรากฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้กับประเทศ

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองที่ไทยจะได้เป็นศูนย์กลาง (Hub) การผลิตระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง การที่ภาครัฐลดอุปสรรคให้การทำธุรกิจมีความโปร่งใส ไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนระดับโลกได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันมหาศาลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวครับ

ที่มา – นายกฯ ปิดฉากโรดโชว์จีน ดึงทุนบิ๊กเทค 7 หมื่นล้านลงทุนในไทย

โดรนยูเครนถล่มคลังสินค้า บ.ค้าปลีกรัสเซีย ดับ 8 ราย

เรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก เมื่อเกิดข่าวใหญ่ว่า โดรนยูเครนถล่มคลังสินค้า บ.ค้าปลีกรัสเซีย ชื่อดังอย่าง Wildberries จนเกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวรัสเซีย ซึ่งนับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

สถานการณ์ระทึกขวัญเมื่อโดรนยูเครนถล่มคลังสินค้า บ.ค้าปลีกรัสเซีย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยโดรนพิฆาตของทางฝั่งยูเครนพุ่งเป้าโจมตีคลังสินค้าขนาดใหญ่ของ Wildberries ซึ่งเปรียบเสมือน Amazon แห่งรัสเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเบื้องต้นรวม 8 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 62 ราย สร้างความตกตะลึงให้กับสถานการณ์สงครามที่กำลังดำเนินอยู่

เปิดสาเหตุทำไมโดรนยูเครนถล่มคลังสินค้า บ.ค้าปลีกรัสเซีย

ทางฝั่งยูเครน โดยประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า เป้าหมายในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงคลังสินค้าทั่วไป แต่เป็นสถานที่สำคัญในการจัดหาและส่งผ่านชิ้นส่วนที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งถูกนำไปใช้ผลิตโดรนและอุปกรณ์นำทางให้กับกองทัพรัสเซีย เพื่อใช้ในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานภายในยูเครน นี่จึงเป็นการตอบโต้เพื่อตัดวงจรโลจิสติกส์การทหารของศัตรูให้ได้มากที่สุด

สาเหตุสำคัญที่ทำให้พื้นที่เหล่านี้ตกเป็นเป้าหมาย มีดังนี้:

  • การตัดเส้นทางลำเลียง: เพื่อขัดขวางการจัดส่งอุปกรณ์ทหาร เช่น วิทยุสื่อสารและเสื้อเกราะ
  • ทำลายชิ้นส่วน Dual-use: ป้องกันไม่ให้สินค้าทั่วไปถูกดัดแปลงไปใช้ในทางสงคราม
  • ผลกระทบทางจิตวิทยา: การโจมตีแหล่งรายได้และเศรษฐกิจของรัสเซียส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสังคม

ด้านทาเทียนา คิม ซีอีโอของ Wildberries ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “ค่ำคืนที่เลวร้ายที่สุด” ของบริษัท ขณะที่ผู้ว่าการแคว้นตัมบอฟได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อพนักงานที่ต้องเสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดในครั้งนี้

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าในสงครามยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงแนวหน้าเท่านั้นที่ต้องรับมือกับอันตราย แต่ระบบห่วงโซ่อุปทานและคลังสินค้าในเขตเมืองก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วความรุนแรงเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หวังว่าความขัดแย้งนี้จะหาทางออกในระดับเจรจาได้เสียที

ที่มา – โดรนยูเครนถล่ม คลังสินค้า บ.ค้าปลีกรัสเซียไฟลุกท่วม ดับแล้ว 8 ศพเจ็บอื้อ

“คมนาคม” อัดฉีด 2 หมื่นล้าน หนุนขนส่ง 7 กลุ่ม EV

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวขนส่งและคนรักรถ EV ทุกท่าน! วันนี้มีข่าวร้อนที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมวงการขนส่งไทยให้เป็นสีเขียวกันเลยนะครับ นั่นคือ คมนาคม อัดฉีด 2 หมื่นล้าน เพื่อหนุนผู้ประกอบการขนส่ง 7 กลุ่มใหญ่ ให้เปลี่ยนรถเก่าๆ มาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบเต็มระบบ ด้วยแพ็กเกจสุดคุ้มอย่างช่วยเงินดาวน์ ดอกเบี้ยคนละครึ่ง และภาษีป้ายรถ 0% ฟังดูน่าสนใจใช่มั้ยล่ะ?

คมนาคม อัดฉีด 2 หมื่นล้าน หนุนขนส่ง 7 กลุ่ม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยความคืบหน้าแผนใหญ่ของกระทรวงคมนาคม ที่เตรียมหารือกับกระทรวงการคลังในสัปดาห์นี้เลย เพื่อสรุป

รูปแบบช่วยเหลือให้ชัดเจน ก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป แทนที่จะเป็นแค่รถเก่าแลกรถใหม่ แต่ปรับมาเป็นโมเดลเช่าซื้อหรือซื้อรถใหม่แทน โดยรัฐจะช่วยอุดหนุนตรงจุด เช่น เงินดาวน์ ดอกเบี้ยสินเชื่อคนละครึ่งกับผู้ประกอบการ และยกเว้นภาษีป้ายรถประจำปีเหลือ 0% สุดๆ ไปเลย!

คาดว่างบประมาณที่ต้องใช้อยู่ที่ 10,000-20,000 ล้านบาท มุ่งเป้าไปที่รถที่ใกล้หมดอายุการใช้งานก่อน เพราะเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว โดยทั่วประเทศมีรถเข้าข่ายเกือบ 1 แสนคัน เช่น รถสองแถวอายุเกิน 10 ปีที่มีอยู่ราว 17,000 คัน นอกจากนี้ยังเปิดกว้างให้รถที่ยังไม่หมดอายุแต่เจ้าของอยากเปลี่ยนเป็น EV เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงแพงๆ ก็สมัครได้ตามความสมัครใจเลยครับ

7 กลุ่มขนส่งที่จะได้รับการสนับสนุนจากคมนาคม อัดฉีด 2 หมื่นล้าน

  • รถแท็กซี่
  • รถตู้โดยสารประจำทาง
  • รถเมล์หรือรถบัสโดยสารประจำทาง
  • รถสองแถว
  • รถยนต์รับจ้างส่วนบุคคล (ไม่เกิน 7 ที่นั่ง)
  • รถตุ๊กตุ๊กและรถจักรยานยนต์รับจ้าง
  • รถบรรทุกสินค้า

กลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบหนักจากราคาน้ำมันที่พุ่งปรี๊ดและต้นทุนการเดินรถที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในยุควิกฤตพลังงานโลกตอนนี้ การเปลี่ยนเป็น EV จะช่วยลดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงลงได้มหาศาล เพราะชาร์จไฟฟ้าถูกกว่าน้ำมันหลายเท่า แถมยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้อากาศในเมืองไทยสะอาดขึ้นด้วยนะครับ

ทำไมนโยบายคมนาคม อัดฉีด 2 หมื่นล้าน ถึงสำคัญมาก?

ปัจจุบัน รถขนส่งส่วนใหญ่ยังใช้พลังงานฟอสซิลที่แพงและสกปรก รัฐบาลไทยเองก็กำลังผลักดัน EV อย่างจริงจังอยู่แล้ว ด้วยการลดภาษีนำเข้า EV และสร้างสถานีชาร์จทั่วประเทศ นโยบายนี้จะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น โดยเฉพาะรถที่หมดอายุตามกฎหมาย เช่น รถตู้โดยสารที่ไม่ขยายอายุแล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถมินิบัส EV เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและคนขับ ประโยชน์ไม่ใช่แค่ประหยัดเงิน แต่ยังยกระดับภาพลักษณ์ขนส่งไทยให้ทันสมัย สามารถแข่งขันได้ในยุค Net Zero ด้วย

ลองคิดดูสิครับ ถ้ารถแท็กซี่หรือรถตู้เปลี่ยนเป็น EV เต็มตัว ค่าใช้จ่ายรายวันลดลง 30-50% เลยนะ เพราะน้ำมันแพงขนาดนี้ แถมบำรุงรักษาน้อยกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายในอีก ผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังลำบากจะหายใจหายคอได้ง่ายขึ้น รัฐยังได้บรรลุเป้า ESG ด้านสิ่งแวดล้อมด้วย มัน win-win สุดๆ ไปเลย!

อย่างไรก็ตาม ต้องรอสรุปจากที่ประชุมคลังก่อน แต่เชื่อว่าดีลนี้จะออกมาแจ่มแน่นอน เพื่อนๆ ผู้ประกอบการขนส่งล่ะครับ พร้อมเปลี่ยนรถเป็น EV กันยัง? นโยบายนี้เป็นโอกาสทองเลยนะ ช่วยลดภาระหนี้และต้นทุนระยะยาวได้จริง หากคุณมีประสบการณ์ใช้ EV หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนรถ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน หรือติดตามอัปเดตข่าว EV และนโยบายรัฐเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – “คมนาคม” อัดฉีด 2 หมื่นล้าน หนุนขนส่ง 7 กลุ่มเปลี่ยนรถ EV ชูช่วยเงินดาวน์-ภาษี 0%

“กรุณพล” ชี้ วิกฤติน้ำมัน รัฐล้มเหลว ชู 5 ข้อเสนอ

กรุณพล ชี้ วิกฤติน้ำมัน สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาลชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธุรกิจร้านอาหารและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตรในคืนเดียว ทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจพุ่งปรี๊ด ผู้ประกอบการหลายรายกำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ในบทความนี้เราจะมาวิเคราะห์ปัญหานี้กันแบบเจาะลึก พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจจากนายกรุณพล เทียนสุวรรณ หรือที่รู้จักในนาม “เพชร กรุณพล” รองโฆษกพรรคประชาชน

กรุณพล ชี้ วิกฤติน้ำมัน สะท้อนรัฐบริหารล้มเหลว

วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายกรุณพล ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า กรุณพล ชี้ วิกฤติน้ำมัน ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลที่ใช้นโยบายตรึงราคาน้ำมันจนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดทุนยับเยิน ก่อนจะปล่อยลอยตัวราคาอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบสะเทือน โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่ครอบครัวของนายกรุณพลเองก็ทำมานานกว่า 40 ปี จึงเข้าใจปัญหานี้อย่างถ่องแท้ ลูกค้าหาย ต้นทุนพุ่ง ก๊าซหุงต้มและน้ำมันแพงขึ้น ร้านอาหารไทยนับแสนรายตกอยู่ในภาวะทางตัน

ผลกระทบรุนแรง 3 ระดับ จากกรุณพล ชี้ วิกฤติน้ำมัน

วิกฤตินี้กระทบหนักใน 3 ระดับหลัก ดังนี้

  • ระดับผู้ประกอบการรายย่อย: ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และก๊าซหุงต้มพุ่งสูง ผลกำไรที่บางอยู่แล้วหายวับไป ผู้ประกอบการหลายรายต้องปิดร้านเพราะแบกไม่ไหว สถานการณ์นี้ทำให้ครอบครัวหลายพันครอบครัวสูญเสียรายได้หลัก
  • ระดับผู้ประกอบการขนาดกลาง: กดดันจากทุกด้าน ต้นทุนคงที่สูง แต่กำลังซื้อของลูกค้าลดลงเพราะประชาชนต้องจ่ายเงินแพงขึ้นกับพลังงาน ส่งผลให้ยอดขายตกฮวบ ร้านที่เคยฟื้นตัวจากโควิดกำลังเจอปัญหาใหม่
  • ระดับผู้ประกอบการรายใหญ่: ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก การขนส่งขาดแคลนน้ำมัน ทำให้กระจายสินค้าไม่ได้ สุดท้ายนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว

ทั้งหมดนี้เกิดจากการขาดวิสัยทัศน์ ฝืนกลไกตลาดจนพังพินาศ ในช่วงที่ธุรกิจกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด รัฐกลับสร้างภาระใหม่ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ

ข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 เรื่อง จากกรุณพล ชี้ วิกฤติน้ำมัน

นายกรุณพล ชูข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม 5 เรื่อง เพื่อให้รัฐบาลนำไปปรับใช้ทันที

  1. ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอย่างเร่งด่วน: ลดหย่อนทันทีเพื่อลดภาระต้นทุนให้ประชาชนและธุรกิจ ช่วยให้ราคาน้ำมันไม่พุ่งสูงเกินไป
  2. ช่วยเหลือเฉพาะเจาะจงกลุ่มผู้ผลิตอาหาร: อุดหนุนราคาพลังงานสำหรับร้านอาหารและเกษตรกร เพื่อรักษาราคาอาหารให้เสถียร ประชาชนไม่เดือดร้อน
  3. ปรับโครงสร้างยุติเอื้อนายทุนพลังงาน: หันมาโฟกัสลดค่าครองชีพประชาชน แทนการเอื้อกลุ่มทุนใหญ่
  4. ส่งเสริมเข้าสู่ระบบภาษี: จูงใจผู้ประกอบการด้วยแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ สำหรับผู้ที่จดทะเบียนถูกต้อง
  5. ปรับลดภาระภาษี เพิ่มหักค่าใช้จ่ายเหมา: จาก 60% เป็น 90% ช่วยผู้ประกอบการลดภาษีได้มากขึ้น สร้างสภาพคล่อง

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารรับมือวิกฤติ

นอกจากนี้ นายกรุณพล ยังมีคำแนะนำปฏิบัติจริงสำหรับเจ้าของร้านอาหาร

  • บริหารเมนู: ยกเลิกเมนูผลกำไรต่ำ ต้นทุนสูงทิ้งไปเลย
  • ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น: ลดค่าขนส่ง หันไปซื้อจากแหล่งใกล้เคียง สนับสนุนชุมชนด้วย
  • ประหยัดพลังงาน: ใช้เทคโนโลยีประหยัดไฟ ประหยัดก๊าซ ลดต้นทุนทุกขั้นตอน

วิกฤติน้ำมันครั้งนี้เป็นบทเรียนราคาแพง หากรัฐยังแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ธุรกิจร้านอาหารทั่วประเทศจะซบเซาหนัก ความไม่พอใจของประชาชนจะบานปลาย สุดท้ายรัฐบาลเสียหายมหาศาล ในฐานะนักอ่าน คุณล่ะคิดอย่างไรกับข้อเสนอเหล่านี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ผู้ประกอบการที่กำลังเดือดร้อน เพื่อช่วยกันกดดันให้รัฐแก้ปัญหาจริงจัง ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน!

ที่มา – “กรุณพล” ชี้ วิกฤติน้ำมันสะท้อนรัฐบริหารล้มเหลว ชูข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 เรื่อง

นายกฯ ถก ศบก. “เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ

นายกฯ ถก ศบก. “เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและการ供水ทั่วโลก วันนี้เรามีข้อมูลอัปเดตล่าสุดจากที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์ (ศบก.) ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อคลายกังวลให้ประชาชน

นายกฯ ถก ศบก. “เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน

เมื่อเวลา 11.55 น. วันที่ 15 มี.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ปรึกษาศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้เป็นประธานการประชุมสำคัญ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองผู้อำนวยการศบก. เข้าร่วม พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะกรรมการศบก. ต่างมาร่วมประชุมกันเต็มที่ ส่วนนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศบก. ที่กำลังตรวจราชการที่จังหวัดพัทลุง ก็วิดีโอคอนเฟอเรนซ์เข้ามาร่วมด้วย

สถานการณ์น้ำมันดิบ: พอใช้ได้ 90 วันสบายๆ

ในที่ประชุม นายเอกนิติ ได้ยืนยันชัดเจนว่าน้ำมันดิบของไทยยังมีเหลือเฟือ โดยนำน้ำมันดิบมากลั่นได้สบายๆ ถึง 90 วัน กระทรวงพลังงานรายงานว่าสต็อกยังเยอะมาก สิ่งที่เกิดปัญหาขึ้นตอนนี้ไม่ใช่ขาดแคลน แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการขนส่งและโลจิสติกส์ต่างหาก ทำให้หน้าปั๊มบางแห่งดูวุ่นวาย เปรียบเหมือนที่เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) เคยบอกว่าตู้ ATM เงินจะหมด แต่จริงๆ แล้วเงินยังมีเพียบเลย

นายเอกนิติ เน้นย้ำว่าประชาชนต้องรู้สึกมั่นใจว่าน้ำมันมีเยอะ ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้ง ปั๊ม PTT ปั๊มบางจาก และผู้ค้าอื่นๆ ยืนยันหมดแล้วว่าน้ำมันยังไม่หมด ยังเหลืออีกมาก ปัญหาคือการขนส่งที่ต้องเร่งจัดการ โดยเฉพาะช่วงที่ภาคอุตสาหกรรมหันมาเติมน้ำมันหน้าปั๊มมากขึ้น ทำให้คิวยาวและคนตื่นตระหนก

มาตรการเร่งด่วน 3 ข้อจากที่ประชุม

สรุปสิ่งที่ต้องทำทันทีจากที่ประชุม นายกฯ ถก ศบก. “เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน มีดังนี้:

  • 1. การสื่อสารกับประชาชน: ให้ผู้ค้าน้ำมันออกมายืนยันว่าน้ำมันเพียงพอ ช่วยลดความตื่นตระหนก ลดการแห่ไปเติมน้ำมันเกินจำเป็น
  • 2. บริหารจัดการขนส่งและโลจิสติกส์: กระทรวงพลังงานต้องรายงานจุดที่สต็อกใกล้หมด แล้วรีบส่งไปเติมทันที เหมือนกรณี ATM ที่เงินยังมีพอ ต้องกระจายให้ทั่วถึง
  • 3. จัดการภาคอุตสาหกรรม: สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเสนอทางออก โดยนายพิพัฒน์ แนะนำให้ภาคอุตสาหกรรมมีช่องทางเติมน้ำมันแยก ไม่แย่งกับประชาชนทั่วไป เพื่อไม่ให้หน้าปั๊มแออัด

นอกจากนี้ ยังมีการกำชับให้ทุกฝ่ายทำงานประสานกัน เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพสูงสุด สถานการณ์แบบนี้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่ไทยมีสต็อกน้ำมันดีพอที่จะรับมือได้ หากทุกคนเข้าใจและไม่ตื่นตระหนก

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบการสื่อสารของรัฐบาล ถ้าทำดี ประชาชนจะมั่นใจมากขึ้น ราคาน้ำมันไม่พุ่ง และเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ ลองนึกภาพถ้าทุกคนใจเย็น รอเติมตามปกติ สถานการณ์คงคลี่คลายเร็วมาก

ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองอัปเดตทุกวัน ที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ ถก ศบก. “เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน

Scroll to top