การขับเคลื่อนนโยบาย

รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจจากทางภาครัฐมาฝากกัน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องการบุกรุกที่ดินของรัฐกันมาบ้าง ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศเดินหน้าเต็มสูบกับ รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว เพื่อปราบปรามการบุกรุกป่าสงวนและที่สาธารณะอย่างจริงจังครับ

ทำไมรัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว ถึงสำคัญ?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องภูเก็ต? คำตอบคือภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าที่ดินสูงมาก และมักเกิดปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบ ตั้งแต่การออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ป่าไม้ ไปจนถึงกลุ่มนอมินีที่ถือครองที่ดินแทนต่างชาติ การที่ รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว จะช่วยตรวจสอบย้อนหลังทุกเส้นทางและทุกตารางนิ้ว เพื่อทวงคืนสมบัติของชาติกลับมาให้ประชาชนทุกคนครับ

ผลงานเด่นจากภูเก็ตโมเดล

ปัจจุบันเราเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น:

  • การทวงคืนผืนป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 28 ปี
  • การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำในพื้นที่หาดนุ้ย และหาดฟรีดอม
  • การตรวจสอบกลุ่มโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
  • การจัดการสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางเข้าหาดสาธารณะ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมขยายผลแนวทางนี้ไปยังอุทยานแห่งชาติทับลานและพื้นที่สำคัญอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อหยุดยั้งการบุกรุกป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมีการทำงานร่วมกับ ปปง. เพื่อสาวไปถึงเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิดด้วยครับ

สรุปและมุมมองส่วนตัว

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเท่าเทียม จะช่วยให้ทรัพยากรธรรมชาติของไทยถูกรักษาไว้ให้คนรุ่นหลัง ไม่ใช่ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่ม เราต้องคอยติดตามดูครับว่าโมเดลนี้จะสามารถจัดการปัญหาการบุกรุกทั่วประเทศได้สำเร็จมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้แผ่นดินไทยเริ่มกลับมาเป็นของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริงครับ หากเพื่อนๆ พบเห็นการรุกที่สาธารณะ อย่าลืมแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยกันปกป้องสมบัติของชาตินะครับ

ที่มา – รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว ปราบบุกรุกป่าสงวน-อุทยานฯ-ที่สาธารณะ ขยายผลทั่วประเทศ

“ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน

“ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน

ถือเป็นก้าวย่างครั้งสำคัญของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อมีการประกาศแต่งตั้งให้ “ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน อย่างเป็นทางการ โดยนายภูร์ผา ไทยแท้ ได้ออกมาเปิดเผยความพร้อมในการเข้ารับตำแหน่งสำคัญนี้ เพื่อเป็นกระบอกเสียงหลักในการเชื่อมโยงนโยบายจากภาครัฐไปสู่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

ในยุคที่การสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม การที่ “ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างมาก นายภูร์ผาได้กล่าวขอบคุณนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ที่ให้ความไว้วางใจมอบหมายภารกิจอันมีเกียรตินี้ โดยเจ้าตัวยืนยันว่าจะทำงานด้วยความโปร่งใสและมุ่งเน้นผลลัพธ์เป็นหลัก

แนวทางการทำงานของ ภูร์ผา กับภารกิจใหม่ใน พม.

สำหรับเป้าหมายหลักหลังจากที่ “ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน คือการลดช่องว่างระหว่างนโยบายภาครัฐกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยมีแนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจนดังนี้:

  • การสื่อสารที่เข้าถึงง่าย: ย่อยข้อมูลซับซ้อนให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าใจได้รวดเร็ว
  • ความโปร่งใส: นำเสนอข้อมูลภารกิจของกระทรวงอย่างตรงไปตรงมา
  • การรับฟังเสียงสะท้อน: พร้อมเปิดรับความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงการทำงาน

การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพคือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคปัจจุบัน หากประชาชนไม่รับรู้ถึงสิทธิหรือนโยบายที่เขาควรได้รับ การทำงานของภาครัฐย่อมไปไม่ถึงเป้าหมาย การที่นายภูร์ผาเข้ามารับหน้าที่นี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่ากระทรวง พม. กำลังเร่งปรับตัวเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้เปราะบางและประชาชนทุกคนให้ทันท่วงทีมากขึ้น เราคงต้องร่วมกันส่งกำลังใจให้กับการทำงานชิ้นสำคัญนี้ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทยดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน

“กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามอง โดยนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือที่รู้จักในชื่อ “กังฟู” หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนระหว่างเดินทางเข้ารายงานตัวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 พรรคเล็กที่มี ส.ส. 6 เสียงจากบัญชีรายชื่อและเขตชายแดน พร้อมเติมพลังให้รัฐบาลใหม่หากได้รับการทาบทามอย่างเป็นทางการ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ แน่นอน

“กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข

การประกาศครั้งนี้ของ “กังฟู” ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ แต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของพรรคไทรวมพลังที่เกิดจากฐานเสียงประชาชนชายแดนใต้ ซึ่งผ่านความยากลำบากมานับไม่ถ้วน “เราจะไม่วิ่งเข้าไปขอตำแหน่งเอง มารยาททางการเมืองต้องรอให้พรรคใหญ่สุดอย่างพรรคภูมิใจไทยทาบทามก่อน” กังฟูกล่าวอย่างหนักแน่น นโยบายของทั้งสองพรรคมีจุดร่วมกันหลายประการ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาชายแดนและเศรษฐกิจ หากร่วมมือกันจะทำให้เสียงของชาวชายแดนดังขึ้นในสภาได้แน่นอน

6 เสียงเล็กๆ แต่พลังเต็มเปี่ยม

แม้พรรคไทรวมพลังจะมี ส.ส. เพียง 6 เสียง แต่ “กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข โดยย้ำว่าพร้อมสนับสนุนในหลักการเพื่อผลประโยชน์ประชาชน ไม่เล่นตัวหากได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการ เสียงเหล่านี้จะช่วยเติมพลังให้รัฐบาลเข้มแข็ง เดินหน้าแก้ปัญหาเรื้อรังได้เร็วขึ้น เช่น การผลักดัน พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล ที่ค้างอยู่ในสภาชุดก่อน รวมถึงร่าง พ.ร.บ.หนี้สิน ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย

นอกจากนี้ พรรคยังมุ่งสะท้อนปัญหาท้องถิ่นในสภา โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่ยังเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้ง การค้าชายแดน และผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันและสินค้าพุ่งสูง ชาวบ้านจำนวนมากยังลำบาก กังฟูเรียกร้องให้ ส.ส. ทั้ง 500 เสียงช่วยกันขับเคลื่อนวาระนี้ให้เป็นรูปธรรม

ปัญหาชายแดน: ต้องแก้ไขอย่างยั่งยืน

กังฟูแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ปัจจุบันจะนิ่งสงบ แต่ไม่ควรนิ่งนอนใจ หากฝั่งตรงข้ามมีการยั่วยุหรือเสริมกำลัง ทหารไทยก็ต้องตอบโต้ด้วยความแข็งแกร่งเช่นกัน “ปัญหานี้ไม่ได้แก้ได้ในวันสองวัน ต้องใช้แนวทางยั่งยืน ทั้งงบประมาณ ความมั่นคง และสวัสดิการครอบครัวทหารที่ยังค้างเงินเยียวยา” เขากล่าว พร้อมเชื่อมั่นในกองทัพไทยที่จะปกป้องชาติ

  • ผลักดัน พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล เพื่อเกษตรกร
  • ร่าง พ.ร.บ.หนี้สิน ช่วยลดภาระประชาชน
  • แก้ปัญหาชายแดนแบบยั่งยืน รวมสวัสดิการทหาร
  • ประสานงานระหว่างพรรคเพื่อรัฐบาลเข้มแข็ง

การเคลื่อนไหวของพรรคไทรวมพลังครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคเล็กก็มีบทบาทสำคัญในเวทีการเมือง หากรัฐบาลใหม่ก่อตัว จะช่วยให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงเดินหน้าต่อเนื่อง โดยไม่ติดขัดจากเสียงข้างมากที่เปราะบาง

สุดท้าย “กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข ย้ำว่าพรรคพร้อมจับมือทุกฝ่ายเพื่อประชาชน ชาวชายแดนและคนไทยทั้งประเทศจะได้รับประโยชน์สูงสุด หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการการเมืองล่าสุด แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกมุมมองที่เป็นกลางและวิเคราะห์เชิงลึก

ที่มา – “กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข หากได้รับทาบทาม 6 เสียงพร้อมเติมพลังให้รัฐบาล

7,850 อปท. จับมือ ช่วยเด็กหลุดจากระบบ


7,850 อปท. จับมือ ช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา

7,850 อปท. จับมือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สร้าง “ตำบลแห่งโอกาส” ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ นี่คือก้าวสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทย

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า กองทุนฯ ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: หุ้นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout สู่ตำบลพื้นที่แห่งโอกาสที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนคนใดไว้ข้างหลัง” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จากทั่วประเทศเข้าร่วม การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่มีอยู่ราว 8.8 แสนคน

หลังจากที่ 11 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร สปสช. สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และ กสศ. ได้ร่วมลงนาม MOU แก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ให้ได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ

“ปี 2568 ถือเป็นครั้งแรกที่การดำเนินงานขยายจากพื้นที่นำร่อง 25 จังหวัด สู่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดย อปท. 7,850 แห่งจะเป็น “หัวใจ” และ “กลไกหลัก” ในการเปลี่ยนตำบลและอำเภอให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนไว้ข้างหลัง” นายพัฒนะ กล่าวถึงความสำคัญของบทบาท 7,850 อปท. จับมือ ช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา

7,850 อปท. จับมือ ช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา

นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า สถ. ทำงานร่วมกับ กสศ. มาอย่างต่อเนื่อง และการที่นโยบาย Thailand Zero Dropout ขยายครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ถือเป็นหมุดหมายที่รอคอย เพราะ อปท. เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนและปัญหามากที่สุด

“การค้นหาและช่วยเหลือเด็กนอกระบบจะเกิดขึ้นจริง หาก อปท. ในฐานะเจ้าภาพหลักลุกขึ้นมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง และจับมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างแนบแน่น” นายสุรพลกล่าว

ทำไม 7,850 อปท. จับมือกันถึงสำคัญต่อการช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ?

ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองประธานคณะอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า การศึกษาที่มีคุณภาพ คือ “คานงัด” สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ โดยมี อปท. เป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ความรับผิดชอบต่อสังคม และความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการทรัพยากร จึงสามารถเชื่อมโยงการศึกษากับการแก้ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“อปท. ต้องทำงานเชิงรุก ค้นหาและช่วยเหลือเด็กหลุดออกจากระบบเป็นรายกรณี และสร้างกลไกการส่งต่อให้เด็กได้กลับเข้าสู่การศึกษา ภายใต้หลักการของการให้ความรู้และการเปิดโอกาส” ศาสตราจารย์วุฒิสารกล่าว

การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีถอดบทเรียนการทำงานของ อปท. ซึ่งพบว่ามีการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแล้วกว่า 330 รูปแบบ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และการแก้ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ขณะเดียวกันยังพบอุปสรรคกว่า 381 ประเด็น ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นโจทย์แก้ไขต่อไป

การที่ 7,850 อปท. จับมือ กันในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างจริงจัง ด้วยการทำงานที่ใกล้ชิดกับชุมชนและความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

มาร่วมกันสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ 7,850 อปท. จับมือช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ เพื่อสร้างสังคมไทยที่ทุกคนมีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – 7,850 อปท. จับมือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ

ภูมิใจไทย กางแผน 120 วัน แก้รัฐธรรมนูญ

“ภูมิใจไทย” วางไทม์ไลน์ 120 วัน ยุบสภา เปิดโรดแมปแก้รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.กระจายอำนาจ – แก้ชายแดนไทยกัมพูชา ตามเงื่อนไขคุยพรรคส้ม ด้าน “อนุทิน” เก็บตัวไม่เข้าพรรค

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 2 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทย กรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรคทยอยเดินทางเข้ามาที่ทำการพรรค อาทิ นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล เพื่อเกาะติดสถานการณ์จัดตั้งรัฐบาล หลังพรรคประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทย  ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เดินทางเข้าพรรคในวันนี้

กรรมการบริหารพรรค วางโรดแมป 120 วัน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ

ทั้งนี้ รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทยระบุว่า วันนี้มีการประชุมของกรรมการบริหารพรรค เพื่อกำหนดกรอบและแนวทางนโยบายที่จะเริ่มดำเนินการภายใน 120 วัน หลังจากแถลงนโยบาย รวมถึงกรอบการลงพื้นที่ของฝ่ายบริหาร หรือ ครม.สัญจร ซึ่งจะเน้นไปในพื้นที่ภัยพิบัติ และจังหวัดที่มีปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประชาชนจะต้องได้รับการดูแลเป็นลำดับแรกๆ

ดันแก้รัฐธรรมนูญวาระแรกประชุมสภา

ส่วนการขับเคลื่อนวาระงานในสภาผู้แทนราษฎรจะเร่งบรรจุวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระแรกของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้กับพรรคประชาชน ซึ่งแหล่งข่าวยืนยันว่า จะดำเนินการให้เป็นไปตามที่แกนนำได้ร่วมกำหนดไว้ และยังจะพิจารณาปลดล็อกกฎหมายการกระจายอำนาจท้องถิ่นด้วย

“ภูมิใจไทย” กางโรดแมป 120 วัน แก้รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.กระจายอำนาจ ชายแดนไทย-กัมพูชา

พรรคภูมิใจไทยได้ประกาศแผนการดำเนินงานที่สำคัญภายใน 120 วัน โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การผลักดันกฎหมายกระจายอำนาจ และการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นี่คือประเด็นหลักที่พรรคให้ความสำคัญ และตั้งเป้าที่จะดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในช่วงเวลาที่กำหนด

ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ?

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญ เนื่องจากมองว่าเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความเป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมมากขึ้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะช่วยปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองและกฎหมายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และเอื้อต่อการพัฒนาในด้านต่างๆ

การกระจายอำนาจท้องถิ่นคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

การกระจายอำนาจท้องถิ่นคือการโอนอำนาจและทรัพยากรจากส่วนกลางไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นมีความสามารถในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การกระจายอำนาจจะช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น และทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืน

แก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา: ความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีมายาวนาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้ โดยมุ่งเน้นไปที่การเจรจา การสร้างความเข้าใจ และการพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีความเจริญและความสงบสุข

พรรคภูมิใจไทยกำลังเดินหน้าตามโรดแมปที่วางไว้ และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศภายใน 120 วันข้างหน้า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจ และการแก้ไขปัญหาชายแดนเป็นเป้าหมายหลักที่พรรคให้ความสำคัญ และต้องติดตามดูกันต่อไปว่าพรรคจะสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้หรือไม่ ทั้งนี้การดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาประเทศเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและยั่งยืน

โรดแมป 120 วันของพรรคภูมิใจไทยในการ ภูมิใจไทย กางโรดแมป 120 วัน แก้รัฐธรรมนูญ ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าพรรคจะสามารถผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้สำเร็จได้หรือไม่ และจะมีผลกระทบอย่างไรต่อประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – “ภูมิใจไทย” กางโรดแมป 120 วัน แก้รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.กระจายอำนาจ ชายแดนไทย-กัมพูชา

Scroll to top