การคุ้มครองสิทธิ

ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียม

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ยินข่าวดีที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับประเด็นความเท่าเทียมทางเพศกันมาบ้างแล้วนะครับ เมื่อเร็วๆ นี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบรายงานผลการศึกษาเรื่อง ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียมตั้งแต่ห้องเรียนถึงที่ทำงาน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐได้หันมาให้ความสนใจและลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเองอย่างปลอดภัยและเท่าเทียมกัน

ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียมตั้งแต่ห้องเรียนถึงที่ทำงาน

การขับเคลื่อนในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นการปรับเปลี่ยนทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่การศึกษา การสาธารณสุข ไปจนถึงสถานที่ทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณก็ได้รับสิทธิและการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม โดยหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้เข้ามาเป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

ก้าวต่อไปของสังคมไทยกับความเท่าเทียมที่จับต้องได้

เรามาดูกันดีกว่าว่าการที่รัฐบาลผลักดันนโยบาย ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียมตั้งแต่ห้องเรียนถึงที่ทำงาน นั้นส่งผลอย่างไรบ้าง:

  • ภาคการศึกษา: มีการบรรจุเรื่องความหลากหลายลงในหลักสูตร เพื่อสร้างความเข้าใจและยอมรับตั้งแต่เด็ก รวมถึงมีมาตรการสถานศึกษาปลอดภัย 3 ป. ที่คอยดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด
  • ภาคสาธารณสุข: เกิดโครงการอย่าง BKK Pride Clinic ที่ให้บริการสุขภาพที่เป็นมิตร ไม่ตัดสิน และเข้าใจความต้องการเฉพาะตัวของผู้มีความหลากหลายทางเพศ
  • ภาคแรงงาน: สนับสนุนให้สถานประกอบการเปิดรับและเคารพความแตกต่าง ไม่เลือกปฏิบัติในการรับเข้าทำงานหรือให้สวัสดิการ

นอกจากนี้ ในมุมของกฎหมาย เรายังเห็นความพยายามอย่างต่อเนื่องในการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม เพื่อให้ทุกคนมีความมั่นคงในชีวิตคู่และได้รับการรับรองสิทธิเท่ากับคู่รักทั่วไป นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่าสังคมไทยกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และมุ่งหน้าไปสู่ความหลากหลายที่สวยงาม

ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การที่หน่วยงานระดับสูงอย่าง ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียมตั้งแต่ห้องเรียนถึงที่ทำงาน ถือเป็นสัญญาณบวกที่ยอดเยี่ยมครับ แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าอาจต้องใช้เวลาปรับจูนความเข้าใจกันอีกสักนิด แต่การที่ภาครัฐเริ่มต้นให้ความสำคัญอย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้ คือพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง ไม่ว่าคุณจะนิยามตัวเองว่าอย่างไรก็ตาม

แล้วคุณล่ะครับ มีความเห็นอย่างไรกับก้าวสำคัญครั้งนี้? มาร่วมแชร์ความคิดเห็นและเป็นกำลังใจให้กับความเท่าเทียมในสังคมไทยไปด้วยกันนะครับ เพราะทุกเสียงของคุณมีความหมายเสมอ

ที่มา – ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียมตั้งแต่ห้องเรียนถึงที่ทำงาน

สมาคมนักข่าวฯ เตือน “คำผกา” รักษาศรัทธาสื่อ

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เตือน “คำผกา” รักษาศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน พร้อมเรียกร้องให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ รักษามาตรฐานความรับผิดชอบ เพื่อรักษาศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 8 ก.ย. 2568 สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ออกแถลงการณ์ เรื่อง บทบาทสื่อมวลชนต่อการแสดงออกในที่สาธารณะ มีใจความว่า สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ขอแสดงความห่วงใยต่อกรณีการแสดงออกของ คุณลักขณา ปันวิชัย ผู้ดำเนินรายการ ที่ได้ใช้ถ้อยคำล้อเลียน คุณสิริลภัส กองตระการ (สส.พรรคประชาชน) พร้อมโยงถึงภาวะโรคซึมเศร้า ในการจัดรายการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเกียรติศักดิ์ของบุคคลและสร้างบาดแผลต่อผู้ป่วยที่กำลังเผชิญภาวะทางจิตใจ

สมาคมฯ เห็นว่า การแสดงออกดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักจริยธรรมของวิชาชีพสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้กระทำมีสถานะเป็นผู้ทำหน้าที่สื่อสาธารณะ ซึ่งควรยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่อาจนำไปสู่ความเกลียดชังหรือดูหมิ่นบุคคลใด

สมาคมฯ ขอย้ำว่า การทำงานสื่อมวลชนทุกแขนงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 27 และควรตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและกลุ่มเปราะบางในสังคม

ทั้งนี้ แม้การแสดงออกดังกล่าวจะเกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนบุคคลบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และแม้คุณลักขณาจะได้ตัดสินใจยุติบทบาทการดำเนินรายการ “คุยคลายข่าว” ชั่วคราวแล้วก็ตาม สมาคมฯ ขอเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกคนยังคงมีพันธะทางจริยธรรม ที่จะต้องรักษามาตรฐานการแสดงออกให้เหมาะสม และไม่ใช้ถ้อยคำที่อาจนำไปสู่การดูหมิ่น กดทับ หรือสร้างความเกลียดชังต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

จึงขอเรียกร้องให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อทุกคนรักษามาตรฐานความรับผิดชอบทางวิชาชีพ และแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นและศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เตือน “คำผกา” รักษาศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน

จากกรณีดังกล่าว สังคมออนไลน์ต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงจริยธรรมของสื่อมวลชนและความเหมาะสมในการแสดงความคิดเห็นในพื้นที่สาธารณะ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จึงออกมาเตือนถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานวิชาชีพเพื่อรักษาศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน

ความสำคัญของการรักษาศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน

การรักษาศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นกลางแก่ประชาชน การที่ประชาชนมีความเชื่อมั่นในสื่อมวลชน จะทำให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังมีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐและภาคเอกชน การที่สื่อมวลชนสามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระและเป็นกลาง จะทำให้สังคมมีความโปร่งใสและมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน

ดังนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อทุกคนจึงควรตระหนักถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานทางจริยธรรมและแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นและศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน

การที่สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยออกมาเตือน “คำผกา” ให้รักษาศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นการย้ำเตือนให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ

การแสดงออกของสื่อมวลชนแต่ละคนมีผลกระทบต่อภาพรวมของวงการ การกระทำที่ไม่เหมาะสมของคนเพียงคนเดียว อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสื่อมวลชนทั้งหมดได้ ดังนั้น การรักษามาตรฐานและจริยธรรมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ผู้ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนควรพึงระลึกเสมอว่า ทุกการกระทำและคำพูดมีผลต่อความน่าเชื่อถือโดยรวมขององค์กรและวิชาชีพ การรักษาศรัทธาของประชาชนจึงเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เตือน “คำผกา” รักษาศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน

“แก้วสรร” แนะวิธีค้านเพิกถอนที่ดินเขากระโดง

“แก้วสรร” แนะช่องทางชาวบ้านสุจริต สามารถใช้สิทธิ์คัดค้านเพิกถอนที่ดินเขากระโดงได้ หากถูกกรมที่ดิน–รฟท.ละเมิด โดยอ้างอิง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ม.51–52

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย และอดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้ออกมาแสดงความเห็นในประเด็นที่กระทรวงมหาดไทยเตรียมสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดงจำนวน 5,083 ไร่ โดยเน้นย้ำว่า ในฐานะประชาชนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง กรมที่ดินไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการเพิกถอนที่ดินทั้งหมดได้ เนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกาผูกพันเฉพาะ 35 รายที่เป็นคู่ความในคดีแพ่งระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับประชาชนเท่านั้น

นายแก้วสรรอธิบายว่า ก่อนที่กรมที่ดินจะดำเนินการใดๆ จะต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ทั้งในส่วนของแผนที่ เอกสาร และหลักฐานที่แต่ละฝ่ายใช้อ้างสิทธิ์ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติในเรื่องนี้ และจำเป็นต้องมีการพิสูจน์ตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผู้ถือครองที่ดินประมาณ 900 ราย ได้มีโอกาสโต้แย้งว่าที่ดินที่ตนถือครองนั้นไม่ใช่ที่ดินของการรถไฟฯ

“แก้วสรร” แนะช่องทางชาวบ้านสุจริต สามารถใช้สิทธิ์คัดค้านเพิกถอนที่ดินเขากระโดงได้

ชี้ช่องทางชาวบ้านสุจริตใช้สิทธิคัดค้านได้

นายแก้วสรรกล่าวว่า สิทธิของชาวบ้านที่ได้มาโดยสุจริต มักจะไม่ได้รับความสำคัญจากภาครัฐ หน่วยงานต่างๆ มักดำเนินการในลักษณะที่ไม่คุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเต็มที่ ดังนั้น หากกรมที่ดินยังไม่ดำเนินการใดๆ ก็ให้มองว่าเป็นการข่มขู่ แต่หากมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดของชาวบ้านที่ได้มาโดยสุจริตจริง ประชาชนสามารถใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 51 และ 52 เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหน่วยงานรัฐไม่สามารถแสดงเหตุผลความจำเป็นในการใช้ที่ดินได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ นายแก้วสรรยังเสริมว่า ชาวบ้านอาจมีสิทธิได้รับการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบตัวเงิน หรือในรูปแบบอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

การรถไฟฯ ปล่อยปละละเลย

นายแก้วสรรยังวิพากษ์วิจารณ์การรถไฟฯ ว่า ที่ผ่านมาไม่เคยแสดงท่าทีหวงแหนที่ดิน ปล่อยให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แล้วเหตุใดจึงเพิ่งจะมาหวงแหนในตอนนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่สามารถชี้แจงได้ว่าจะนำที่ดินไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด นอกจากการอ้างว่าเป็นพื้นที่ของตนเองเท่านั้น

นายแก้วสรรระบุทิ้งท้ายว่า “หากประชาชนได้สิทธิ์มาโดยสุจริต และการรถไฟฯ ไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนในการใช้ที่ดิน กรมที่ดินจะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ไม่ได้ เพราะไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดสิทธิของชาวบ้าน แต่ยังเป็นการบั่นทอนหลักกฎหมาย และทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบเอกสารสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทย”

ในมุมมองของผู้เขียน การออกมาให้ความเห็นของนายแก้วสรรในครั้งนี้ ถือเป็นการจุดประกายความหวังให้กับชาวบ้านที่อาจกำลังกังวลใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยังเป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา

ที่มา – “แก้วสรร” แนะช่องทางชาวบ้านสุจริต สามารถใช้สิทธิ์คัดค้านเพิกถอนที่ดินเขากระโดงได้

Scroll to top