การค้าต่างตอบแทน

“ศุภจี” เผย พบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งดีล ART ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ

“ศุภจี” เผย พบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งดีล ART ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ เป็นข่าวที่หลายคนในวงการส่งออกไทยให้ความสนใจมากเลยนะครับ เพราะเกี่ยวข้องกับโอกาสลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ โดยตรง

เมื่อเวลา 08:45 น. วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยแบบเป็นกันเอง หลังจากเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อพบปะหารือกับนายเจมิสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) และนายริก สไวต์เซอร์ (Rick Switzer) รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เพื่อเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ ART (Agreement on Reciprocal Trade) ให้แล้วเสร็จไวๆ ลดความเสี่ยงที่จะโดนภาษีจากสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ที่เกี่ยวกับการค้าที่ไม่เป็นธรรม

“ศุภจี” เผย พบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งดีล ART ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ

ตอนนี้ทีมเจรจาของไทยยังประจำการอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเลยครับ เพื่อคุยรายละเอียดทางเทคนิคใน 2 ประเด็นหลักๆ ได้แก่ Asset Capacity หรือขีดความสามารถด้านมูลค่าสินทรัพย์ และ Forced Labour หรือแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ กังวลมาตลอด ส่วนตัวนางศุภจีเองก็ได้ไปชี้แจงท่าทีของไทยแบบชัดเจน หลังจากที่ไทยส่งคำตอบอย่างเป็นทางการไปตั้งแต่วันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา ไม่มีปัญหาติดขัดอะไรเลย

ทั้งสองฝ่ายยืนยันร่วมกัน

สิ่งสำคัญคือ ทั้งไทยและสหรัฐฯ ต่างยืนยันตรงกันว่าต้องการให้การค้าระหว่างสองประเทศเกิดประโยชน์สูงสุดต่อกันและกัน ไม่ใช่แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกจากนี้ยังเร่งเจรจาเรื่อง ART ที่ค้างมาจากรัฐบาลก่อนหน้า ให้เสร็จก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มไต่สวนตามมาตรา 301 ซึ่งเป็นกฎหมายที่สหรัฐฯ ใช้ตอบโต้การค้าที่มองว่าไม่เป็นธรรม เช่น การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หรือการอุดหนุนอุตสาหกรรมเกินควร

ชี้แจงประเด็นเกินดุลการค้า

อีกเรื่องที่คุยกันคือสินค้าที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งปีที่แล้วเพิ่มขึ้นจากปีก่อนแบบชัดเจน แต่ศุภจีชี้แจงข้อมูลเชิงลึกเลยครับ ว่าสินค้าที่เกินดุลเพิ่มอย่างน้อย 30% เป็นสินค้าของบริษัทอเมริกันที่มาลงทุนในไทย เช่น ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีหรือยานยนต์ ส่วนอีกกว่า 20% เป็นสินค้าของบริษัทไทยแท้ๆ ดังนั้นเรื่องกังวลการสวมสิทธิ์จากจีนหรือประเทศอื่น ไทยมีเอกสารหลักฐานพร้อมชี้แจงทุกประเด็น ไม่ต้องห่วง

  • ประเด็น Asset Capacity: เกี่ยวกับการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ของธุรกิจไทยให้โปร่งใส
  • Forced Labour: ไทยยืนยันไม่มีแรงงานบังคับ ยึดหลักสิทธิมนุษยชนเต็มที่
  • เกินดุลการค้า: ชี้แจงที่มาสินค้า ลดข้อสงสัยสวมสิทธิ์
  • ART: ความตกลงที่ช่วยลดอุปสรรคการค้าทั้งสองทาง

“ศุภจี” เผย พบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งดีล ART ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ แบบนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทยเลยครับ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา อาหารทะเล และเครื่องจักรที่ส่งไปสหรัฐฯ เป็นตลาดใหญ่ ถ้าปิดดีลได้ จะช่วยลดความเสี่ยงภาษีเพิ่ม และรักษายอดส่งออกที่โตต่อเนื่อง ไทยเกินดุลสหรัฐฯ กว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แต่เป็นการเกินดุลที่ win-win เพราะสหรัฐฯ ได้ลงทุนในไทยเยอะ

สำหรับมาตรา 301 นี่แหละครับที่หลายคนกลัว เพราะสหรัฐฯ เคยใช้กับจีนแล้วโดนภาษีหนัก ส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลก การที่ไทย proactive ชี้แจงล่วงหน้าแบบนี้ เป็นกลยุทธ์ดีมาก ช่วยเสริมภาพลักษณ์ไทยในสายตานานาชาติ

สรุปแล้ว การเจรจาครั้งนี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการรักษาสมดุลการค้า ลดความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันของสหรัฐฯ หากสำเร็จ ART จะเป็นใบเบิกทางให้การส่งออกไทยเติบโตยั่งยืนยิ่งขึ้น คุณคิดว่าประเทศไทยจะปิดดีลนี้ได้เมื่อไหร่? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตการค้าอื่นๆ ที่นี่!

ที่มา – “ศุภจี” เผย พบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งดีลความตกลงการค้าต่างตอบแทน ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ

“ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ปมเจรจาการค้า

“ทูตรัศม์” ฉะ นายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสแต่ทำประเทศเสียหาย ถามจะรับผิดชอบความเสียหายนี้อย่างไร

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาแสดงความเห็นวิจารณ์อย่างรุนแรงต่อกรณีที่นายกรัฐมนตรีพูดจาท้าทายสหรัฐอเมริกา จนนำไปสู่การระงับการเจรจา กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว ซึ่งกรณีดังกล่าวถูกเปิดเผยโดยนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศฯ ที่ระบุว่ารองผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ แจ้งขอระงับการเจรจาชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขให้ฝ่ายไทยกลับไปให้คำมั่นที่จะร่วมมือตาม Joint Declaration อีกครั้ง

นายรัศม์ชี้ว่า ไม่ทันขาดคำนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ได้จัดให้ที่บัดนี้ผลเสียได้เกิดขึ้นจริงแล้ว จึงอยากถามถึงความจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีต้องไปพูดจาท้าทายสหรัฐฯ มีประโยชน์ใดที่ต้องพูดเช่นนั้น ซึ่งคำพูดดังกล่าวเป็นเพียงการมุ่ง “เอาใจกระแสสังคมบางส่วน” โดยไม่สนใจผลกระทบต่อประเทศชาติโดยรวม ซึ่งแสดงถึง ความไม่รู้ ไม่เข้าใจบริบททางด้านการต่างประเทศ และนำมาซึ่งความเสียหายต่อประเทศ พร้อมทิ้งท้ายว่ายังไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบต่อความเสียหายนี้อย่างไร.

“ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับการเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสทำประเทศเสียหาย

จากกรณีที่นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของนายกรัฐมนตรีที่อาจนำไปสู่การระงับการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์และสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงนักการทูตและนักวิชาการด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ผลเสียทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ การระงับการเจรจาการค้า ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยอีกด้วย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการระงับการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ:

  • การลดลงของปริมาณการส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐอเมริกา
  • ความเสียหายต่อภาคธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออก
  • ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติลดลง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ตึงเครียดขึ้น

ทำไมนายรัศม์ถึงออกมา “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ?

นายรัศม์ ชาลีจันทร์ มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อสหรัฐอเมริกานั้น เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ นายรัศม์ยังตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝงอยู่ โดยมุ่งหวังที่จะเรียกคะแนนนิยมจากกลุ่มผู้สนับสนุนบางกลุ่ม โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติโดยรวม การกระทำเช่นนี้จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ข้อเสนอแนะและทางออกสำหรับประเทศไทย:

  • รัฐบาลควรทบทวนท่าทีและแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
  • ควรให้ความสำคัญกับการเจรจาและการประนีประนอมเพื่อแก้ไขปัญหา
  • ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
  • ควรเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้มีประสบการณ์

การที่ “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สุดท้ายนี้ เราทุกคนควรตระหนักว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน การแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลาง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับการเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสทำประเทศเสียหาย

“นายกฯ อนุทิน” เชื่อมั่นสันติภาพ หากกัมพูชาทำตามข้อตกลง

“นายกฯ อนุทิน” ร่วมลงนามถ้อยปฏิญญาสันติภาพ “ไทย-กัมพูชา” เชื่อหากทำได้ตามข้อตกลง จะสามารถบรรลุสิ่งที่เคยดูเหมือนเกินเอื้อมได้

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 ตุลาคม 2568(ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.) ณ ห้อง 406 – 407 ชั้น 4 ศูนย์ประชุม KLCC นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมลงนามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย (Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand on the outcomes of their meeting in Kuala Lumpur, Malaysia)

โดยนายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ (The Honorable Donald J. Trump) ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม (Dato’ Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมลงนามเพื่อเป็นสักขีพยานของถ้อยแถลงดังกล่าว ซึ่งพิธีลงนามในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนต่างประเทศ ร่วมติดตามและรายงานข่าวเป็นจำนวนมาก

โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์

สำหรับการลงนามในครั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยกย่องนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศที่ให้การตอบรับการเจรจา และยุติการหยุดยิงทันที เพื่อลดการสูญเสียชีวิต พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่เป็นตัวกลางในครั้งนี้

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า วันนี้เป็นหมุดหมายบทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นการก้าวเดินอย่างเป็นรูปธรรมไปสู่สันติภาพ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ได้แสดงบทบาทนำในฐานะประธานอาเซียน และพยายามอย่างแข็งขันในการธำรงไว้ซึ่งความเป็นเอกภาพของอาเซียน พร้อมแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมสันติภาพระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นการเดินทางมาไกลตั้งแต่ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องต่อข้อตกลงหยุดยิงที่มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 การหารืออย่างต่อเนื่องนับแต่นั้น นำมาซึ่งผลลัพธ์สำคัญ คือ การลงนามในถ้อยแถลงในวันนี้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีขอบคุณประธานาธิบดีสหรัฐฯ สำหรับคำแสดงความเสียใจที่ท่านให้แก่ประเทศของเราต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย คำแสดงความเสียใจนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อประชาชนชาวไทยทุกคน

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ไทยยึดมั่นในสันติภาพ ถ้อยแถลงฉบับนี้สะท้อนเจตจำนงของเราที่จะลดช่องว่างความแตกต่างโดยสันติ ซึ่งหากสามารถดำเนินการตามถ้อยแถลงฉบับนี้ได้อย่างครบถ้วน จะเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่ยั่งยืน แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ การเริ่มต้นฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยที่ผ่านมา ชุมชนชายแดนของทั้งสองประเทศถูกแบ่งแยกด้วยความขัดแย้ง และพลเรือนผู้บริสุทธิ์ต้องเผชิญกับการสูญเสียที่ใหญ่หลวง ดังนั้น ถ้อยแถลงฉบับนี้จึงกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจนแก่ทั้งสองฝ่ายให้ลงมือปฏิบัติ

เราสามารถบรรลุสิ่งที่เคยดูเหมือนเกินเอื้อมได้ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงยินดีต่อข้อตกลงที่ว่า ภายหลังการลงนามในถ้อยแถลงในวันนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มดำเนินการตามที่ได้ตกลงกันไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนโดยเร็ว เพื่อรับประกันความปลอดภัยให้แก่ประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นและไว้เนื้อเชื่อใจ ก่อนที่ไทยจะเริ่มกระบวนการปล่อยตัวทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวจำนวน 18 นาย โดยเรามีความรับผิดชอบที่จะต้องดำเนินการด้วยความจริงใจและด้วยความสุจริตใจ เพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตและคุ้มครองความเป็นอยู่ของผู้คนตามแนวชายแดนร่วม

หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นในพื้นที่ สิ่งที่ได้ตกลงกันในวันนี้ต้องถูกนำไปปฏิบัติจริง จึงจะสามารถเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ได้อย่างแท้จริง สร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้แก่ประชาชน จึงจะเป็นการบรรลุสันติภาพที่แท้จริง ซึ่งคือสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง และสมควรได้รับ “สันติภาพที่มาพร้อมศักดิ์ศรี”

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเชิญชวนมิตรประเทศร่วมกันสนับสนุนกระบวนการนี้ เพื่อให้การดำเนินการตามถ้อยแถลงเป็นไปอย่างครบถ้วนและด้วยความจริงใจ นำไปสู่การฟื้นฟูเสถียรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความร่วมมือให้กลับมาอีกครั้ง ทั้งระหว่างไทยและกัมพูชา และทั่วทั้งภูมิภาค

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีมีความยินดีอย่างยิ่งที่ในวันนี้เราได้ประกาศแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศไทย (Joint Statement on a Framework for a U.S. -Thailand Agreement on Reciprocal Trade) ซึ่งนายกรัฐมนตรีหวังว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้การเจรจาเรื่องภาษีสามารถบรรลุข้อสรุปได้ภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงจะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่ธาตุที่มีความสำคัญ (MOU between our governments on cooperation on critical minerals) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความยืดหยุ่นและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาวต่อไป

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยมีคณะเข้าร่วม ได้แก่ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

“นายกฯ อนุทิน”เชื่อหาก “กัมพูชา” ทำตามข้อตกลง จะสามารถบรรลุสันติภาพได้

การลงนามในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสู่สันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชา การที่ “นายกฯ อนุทิน” เชื่อหาก “กัมพูชา” ทำตามข้อตกลง จะสามารถบรรลุสันติภาพได้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

ความสำคัญของข้อตกลงและความเชื่อมั่นของ “นายกฯ อนุทิน”

ความเชื่อมั่นของ “นายกฯ อนุทิน”เชื่อหาก “กัมพูชา” ทำตามข้อตกลง จะสามารถบรรลุสันติภาพได้ นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลักดันกระบวนการสันติภาพให้เดินหน้าต่อไป ข้อตกลงนี้ไม่เพียงแต่เป็นการยุติความขัดแย้ง แต่ยังเป็นการเริ่มต้นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศอีกด้วย

การที่ “นายกฯ อนุทิน”เชื่อหาก “กัมพูชา” ทำตามข้อตกลง จะสามารถบรรลุสันติภาพได้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับกัมพูชาเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและสงบสุขสำหรับทั้งสองประเทศและภูมิภาค

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน”เชื่อหาก “กัมพูชา” ทำตามข้อตกลง จะสามารถบรรลุสันติภาพได้

Scroll to top