การค้าระหว่างประเทศ

สหรัฐฯ คืนภาษีทรัมป์ 8.1 หมื่นล้าน หลังศาลชี้ผิดกฎหมาย

เป็นประเด็นที่นักธุรกิจและผู้ติดตามข่าวเศรษฐกิจโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุดมีรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้เร่งดำเนินการคืนเงินภาษีศุลกากรแก่บริษัทต่างๆ เป็นมูลค่ามหาศาลถึง 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงมาจากมาตรการที่เรียกว่า สหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” แล้ว 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย ในช่วงที่ผ่านมา

วิเคราะห์การบังคับใช้มาตรการ สหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” แล้ว 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย

การคืนเงินจำนวนมหาศาลนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า การจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมภายใต้มาตรการ “ภาษีต่างตอบแทน” ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นั้นเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ส่งผลให้รัฐบาลต้องรับภาระคืนเงินภาษีให้แก่บริษัทนำเข้าสินค้าจำนวนมากที่ได้ชำระไปก่อนหน้านี้

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกรณี สหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” แล้ว 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย

ตัวเลขการคืนภาษีที่สูงถึง 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณนี้ ถือเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดในเชิงนโยบายเศรษฐกิจที่หวังจะใช้ภาษีศุลกากรเป็นยาครอบจักรวาลในการแก้ไขปัญหาการขาดดุล

ผลกระทบที่ตามมามีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • งบประมาณขาดดุลที่เพิ่มสูงขึ้นแตะระดับ 1.367 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 9 เดือนแรก
  • ภาระด้านดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐบาลพุ่งสูงขึ้นถึง 14%
  • ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับคู่ค้าสำคัญ เช่น จีน ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรป

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการคืนเงินไปแล้ว แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเตรียมเดินหน้าใช้มาตรการภาษีระลอกใหม่ในอัตรา 10% ถึง 12.5% โดยอ้างประเด็นการบังคับใช้แรงงานและกำลังการผลิตล้นเกิน ซึ่งอาจกลายเป็นปมร้อนรอบใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับมุมมองในเรื่องนี้ การพยายามผลักดันภาษีศุลกากรโดยละเลยข้อจำกัดด้านกฎหมายอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของเอกชนในระยะยาว การที่รัฐบาลต้องหาทางออกใหม่ๆ เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทำเนียบขาวต้องเร่งแก้ไขก่อนที่ความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางการค้าจะบอบช้ำไปมากกว่านี้

ที่มา – สหรัฐฯ คืน “ภาษีทรัมป์” แล้ว 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย

“ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองฝีมือฉกาจ ออกมาเปิดประเด็นว่า “ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่ โดยมองว่าข่าวลือที่แพร่สะพัดในโลกออนไลน์นั้นมีความพยายามในการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี แต่กลับกลายเป็นว่าเป็นการด้อยค่าการทำงานหนักของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุ่มเทกันมาอย่างเต็มที่เพื่อให้การเจรจาครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จ

“ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่

การเจรจาธุรกิจระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องที่จะให้ใครคนใดคนหนึ่งมาแอบอ้างผลงานได้โดยง่าย ซึ่งรศ.ดร.ธนพร ได้ย้ำชัดเจนว่ากรณีที่เป็นข่าวเรื่องการส่งออกกุ้งไปมาเลเซียนั้น เบื้องหลังความสำเร็จคือการทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่เทคนิคจากทั้งสองประเทศตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนเต็ม ฝ่ายไทยมีการวางแผนและส่งเจ้าหน้าที่ไปจัดทำรายละเอียดการนำเข้าปลากะพงและตรวจสอบมาตรฐานฟาร์มกุ้งล่วงหน้า โดยทุกอย่างดำเนินการตามกรอบของอาเซียนอย่างเคร่งครัด

กระบวนการระดับสากลไม่ใช่เกมการเมือง

รศ.ดร.ธนพร ยังตั้งคำถามถึงกระแสข่าว “ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่ ว่าขบวนการเหล่านี้กำลังทำร้ายจิตใจข้าราชการผู้ปฏิบัติงานจริง โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • ความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่รัฐ: ความสำเร็จเกิดจากทีมเทคนิคที่เดินทางไปกัวลาลัมเปอร์ก่อนใคร ไม่ใช่บารมีของบุคคลภายนอก
  • ความถูกต้องของกลไกการค้า: ประเทศคู่ค้าย่อมไม่ทำข้อตกลงระดับรัฐกับผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย
  • การตรวจสอบความจริง: การกล่าวอ้างเลื่อนลอยโดยไม่มีหลักฐานทางเอกสารสัญญานั้น ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างทางการเมืองได้

หลายคนมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นเพียงความพยายามของเหล่า IO ที่ต้องการฉวยโอกาสในช่วงที่กระแสนายใหญ่คัมแบ็ก เพื่อหวังสร้างซีนการเมืองให้ดูว่าทุกอย่างต้องผ่านมือผู้นำตัวจริง ทั้งที่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องขับเคลื่อนด้วยกลไกของรัฐบาลชุดปัจจุบันและเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เราเห็นว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นทะลัก การเสพข่าวจากแหล่งที่เพียงแค่ต้องการปั่นกระแส “ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่ อาจทำให้เรามองข้ามความทุ่มเทของเหล่าข้าราชการไทยที่ทำงานปิดทองหลังพระมาโดยตลอด ดังนั้น สังคมควรให้ค่ากับผลงานที่เป็นเนื้อเป็นหนังมากกว่าการเชื่อถือวาทกรรมทางการเมืองที่ไร้หลักฐานรองรับ

ที่มา – “ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่

ไทยเดินหน้าเจรจา FTA ปิดดีลแล้ว 2 ใน 3 พร้อมกางแผนเตรียมเป็นเจ้าภาพหารือ

เชื่อว่าคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า การค้าข้ามพรมแดนในยุคนี้คือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ข่าวล่าสุดที่น่ายินดีคือ ไทยเดินหน้าเจรจา FTA ปิดดีลแล้ว 2 ใน 3 พร้อมกางแผนเตรียมเป็นเจ้าภาพหารือ เพื่อขยับขยายโอกาสทางธุรกิจกับทางสหภาพยุโรป (EU) ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น งานนี้ถือเป็นการบ้านชุดใหญ่ที่ภาครัฐกำลังเร่งเครื่องอย่างเต็มสูบเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสู้กับตลาดโลกได้แบบยั่งยืนครับ

ไทยเดินหน้าเจรจา FTA ปิดดีลแล้ว 2 ใน 3 พร้อมกางแผนเตรียมเป็นเจ้าภาพหารือ

การเจรจา FTA รอบที่ 9 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ถือเป็นก้าวสำคัญมาก เพราะเราสามารถตกลงรายละเอียดร่วมกันไปได้ถึง 8 เรื่อง ครอบคลุมเนื้อหามากกว่า 60% ของทั้งหมด ซึ่งนายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า นี่คือสัญญาณบวกที่แสดงถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองของทั้งสองฝ่ายในการผลักดันให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

ก้าวต่อไปของการเป็นเจ้าภาพหารือปลายกันยายนนี้

สำหรับแผนในอนาคตอันใกล้ ไทยเดินหน้าเจรจา FTA ปิดดีลแล้ว 2 ใน 3 พร้อมกางแผนเตรียมเป็นเจ้าภาพหารือ ในรอบที่ 10 ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ โดยประเด็นที่เหลืออยู่อีกประมาณ 6 หัวข้อสำคัญที่เราต้องคุยกันให้จบ ได้แก่:

  • การค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม
  • การเจรจาด้าน Digital Trade
  • กฎระเบียบและข้อบังคับทางการค้า
  • การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

ระหว่างนี้ทีมงานไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการเตรียมตัวอย่างหนักผ่านการประชุม Intersessional meeting เพื่อหาทางออกหรือ “Landing Zone” ในบทที่เหลือ โดยตั้งเป้าให้มีความคืบหน้าให้มากที่สุดก่อนการประชุมจริงจะมาถึงครับ

ความท้าทายที่แท้จริงคือ การรักษาสมดุลระหว่าง “ความเร็วและคุณภาพ” ตามแนวทางที่คุณวีระพงษ์เน้นย้ำ เพราะการรีบปิดดีลโดยไม่ดูผลกระทบต่อ SME หรือเกษตรกรไทยนั้นไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน ทางรัฐบาลจึงยึดมั่นว่าจะต้องมีการ “สงวนและปกป้อง” ในจุดที่เปราะบาง เช่น มาตรฐานยาและมาตรฐานการดูแลพืชสัตว์ ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายไทยและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อไม่ให้เราเสียเปรียบในระยะยาว

ส่วนตัวผมมองว่าการที่มีความคืบหน้าไปถึง 2 ใน 3 นั้นเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก แม้เส้นทางข้างหน้าจะเหลืออีกหลายประเด็นที่ต้องขบคิด แต่ถ้าประเทศไทยยืนหยัดบนหลักการที่เน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง สอดคล้องไปกับกฎกติกาโลกได้สำเร็จ นี่จะเป็นโอกาสทองครั้งใหญ่ที่ผู้ประกอบการไทยจะได้เข้าสู่ตลาด EU อย่างเต็มภาคภูมิครับ

ที่มา – ไทยเดินหน้าเจรจา FTA ปิดดีลแล้ว 2 ใน 3 พร้อมกางแผนเตรียมเป็นเจ้าภาพหารือ ปลายกันยายนนี้

นายกฯ อนุทิน หารือ ปธน.ปูติน เน้นย้ำมิตรภาพ ไทย-รัสเซีย

นายกฯ อนุทิน หารือ ปธน.ปูติน เน้นย้ำมิตรภาพ ไทย-รัสเซีย

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีและเป็นบรรยากาศที่ชื่นมื่นสุดๆ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปร่วมการประชุม ASEAN-Russia Commemorative Summit ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย และได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศที่มีมายาวนานกว่า 130 ปี โดยในการหารือครั้งนี้ นายกฯ อนุทิน หารือ ปธน.ปูติน เน้นย้ำมิตรภาพ ไทย-รัสเซีย ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกมิติ

ก้าวสำคัญสู่ความร่วมมือเศรษฐกิจ-พลังงาน

นอกจากมิตรภาพที่ดีต่อกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังมุ่งเน้นไปที่การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพลังงาน โดยเฉพาะการมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการค้าการลงทุน นายกฯ อนุทิน หารือ ปธน.ปูติน เน้นย้ำมิตรภาพ ไทย-รัสเซีย โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ด้านพลังงาน: รัสเซียพร้อมสนับสนุนไทยด้วยก๊าซ LNG ปิโตรเคมี และปุ๋ย เพื่อสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน
  • ด้านเศรษฐกิจ: ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้มากขึ้น รวมถึงการเจรจา FTA กับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU)
  • ด้านการท่องเที่ยว: รัสเซียเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุดจากยุโรปที่มาไทย ซึ่งจะมีการต้อนรับและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลไทยพร้อมเดินหน้าผลักดันความร่วมมือต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมฯ ที่กำลังจะมาถึงในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

ในประเด็นความมั่นคงและการพัฒนา นายกรัฐมนตรียังได้ขอบคุณรัสเซียที่สนับสนุนบทบาทของอาเซียน โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมมือกับรัสเซียเพื่อรับมือกับความท้าทายของโลกยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไซเบอร์หรือความมั่นคงทางอาหาร สิ่งนี้เป็นการยืนยันว่าการที่ นายกฯ อนุทิน หารือ ปธน.ปูติน เน้นย้ำมิตรภาพ ไทย-รัสเซีย ในครั้งนี้ จะนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาลต่อทั้งสองชาติอย่างแน่นอน

ถือเป็นก้าวสำคัญของนโยบายต่างประเทศที่มุ่งเน้นความสัมพันธ์แบบรอบด้าน เชื่อว่าการร่วมมือกันครั้งนี้จะช่วยให้คนไทยได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ และสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศในระยะยาวครับ

ที่มา – ชื่นมื่น! นายกฯ อนุทิน หารือ ปธน.ปูติน ดีลความร่วมมือเศรษฐกิจ-พลังงาน เน้นย้ำมิตรภาพ ไทย-รัสเซีย

ศุภจี คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หากสหรัฐลงนามสันติภาพ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามข่าวเศรษฐกิจที่น่าจับตามองกันสักนิด เมื่อคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้ออกมาเปิดเผยความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย โดย ศุภจี คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หากสหรัฐลงนามสันติภาพ ซึ่งถือเป็นข่าวดีในท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดมาอย่างยาวนาน

วิเคราะห์ทำไม ศุภจี คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หากสหรัฐลงนามสันติภาพ ถึงเป็นไปได้?

การที่รัฐมนตรีออกมาคาดการณ์เช่นนี้ ไม่ได้มาจากความฝัน แต่มาจากสมมติฐานที่ชัดเจนว่าหากสหรัฐอเมริกาสามารถทำข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่านได้สำเร็จ และมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมหภาคของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการขนส่งสินค้าและการค้าระหว่างประเทศที่เคยติดขัดจะกลับมาคล่องตัวขึ้น

ปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้ ศุภจี คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หากสหรัฐลงนามสันติภาพ เป็นจริง

  • ราคาพลังงานลดลง: หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซผ่อนคลาย ค่าขนส่งและราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลง ทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยถูกลง
  • กำลังซื้อฟื้นตัว: เมื่อสินค้าส่งออกไปได้ดีขึ้นและต้นทุนถูกลง จะช่วยให้เศรษฐกิจในภาพรวมมีกำลังซื้อที่แข็งแกร่งขึ้น
  • ความชัดเจนในการลงทุน: เมื่อความขัดแย้งจบลง นักลงทุนจะมีความเชื่อมั่นและกล้าที่จะวางแผนงานมากขึ้น

ในมุมมองของกระทรวงพาณิชย์เอง ก็ได้เตรียมมาตรการรับมือไว้ในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ การปรับเป้า GDP ของไทยให้สูงกว่า 2% ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริงและช่วยเพิ่มรอยยิ้มให้กับคนไทยทุกคนในช่วงครึ่งปีหลังนี้ครับ

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การรอคอยความชัดเจนอีกเพียง 1-2 วันหลังการเซ็นสัญญาคงเป็นช่วงเวลาตัดสินใจสำคัญที่เราต้องร่วมลุ้นไปพร้อมๆ กัน แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าการเมืองโลกครั้งนี้จะส่งผลต่อกระเป๋าตังค์ของคุณอย่างไรบ้าง มาแชร์ความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – “ศุภจี” คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หากสหรัฐลงนามสันติภาพ -เชื่อสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น

“สุริยะ” เลื่อนบินมาเลเซียคุยปลดล็อกนำเข้ากุ้งไทย

เชื่อว่าหลายคนกำลังติดตามข่าวคราวในภาคเกษตรกรรมอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศเลื่อนการเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียเพื่อเจรจาเกี่ยวกับประเด็น “สุริยะ” เลื่อนบินมาเลเซียคุยปลดล็อกนำเข้ากุ้งไทย ออกไปก่อน เนื่องจากติดภารกิจเร่งด่วนของรัฐมนตรีเกษตรฯ ของฝั่งมาเลเซียครับ

“สุริยะ” เลื่อนบินมาเลเซียคุยปลดล็อกนำเข้ากุ้งไทย ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา

การเจรจาในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย เพราะเป้าหมายหลักคือการขอให้มาเลเซียปลดล็อกการระงับนำเข้ากุ้งไทยทั้ง 5 สายพันธุ์ เพื่อเปิดตลาดและระบายสินค้าออกสู่ต่างประเทศให้ได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะต้องเลื่อนการเดินทางออกไป แต่ทางกระทรวงเกษตรฯ ก็ย้ำว่าพร้อมที่จะประสานงานใหม่ทันทีที่ทางฝั่งนู้นสะดวกครับ

รายละเอียดดีลแลกเปลี่ยนและการปรับตัว “สุริยะ” เลื่อนบินมาเลเซียคุยปลดล็อกนำเข้ากุ้งไทย

นอกจากประเด็นเรื่องกุ้งแล้ว ยังมีข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับการเจรจาแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรระหว่างสองประเทศ ดังนี้:

  • รัฐบาลไทยเตรียมยื่นข้อเสนอขอให้นำเข้ากุ้งไทยได้ตามปกติ โดยเน้นเรื่องมาตรฐานคุณภาพสินค้า
  • ไทยพร้อมเปิดทางให้มาเลเซียนำเข้า “ปลากะพง” เข้ามายังไทย เพื่อแสดงถึงทัศนคติการแลกเปลี่ยนทางการค้าที่เป็นธรรม
  • เน้นการปรับปรุงขั้นตอนการพิจารณาให้นำเข้า-ส่งออกมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น
  • การหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติม จะต้องเป็นภารกิจหลักของกระทรวงพาณิชย์ที่มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นผู้ดูแล

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบตอนนี้จะทำอย่างไร? เบื้องต้นทางรัฐมนตรีได้ระบุว่านางศุภจีจะเข้ามาดูแลและช่วยเหลือในส่วนนี้อย่างเต็มที่ครับ

โดยส่วนตัวผมมองว่าการเจรจาแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ที่มีการแลกเปลี่ยนสินค้าเช่นนี้ เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยปลดล็อกข้อพิพาทเรื่องกุ้งได้แล้ว ยังช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันในอาเซียนด้วย เราคงต้องคอยส่งกำลังใจให้ทีมงานรัฐบาลเจรจาดีลนี้ให้สำเร็จโดยเร็วที่สุดเพื่อปากท้องของพี่น้องเกษตรกรไทยทุกคนครับ

ที่มา – “สุริยะ” เลื่อนบินมาเลเซียคุยปลดล็อกนำเข้ากุ้งไทย เหตุรมต.มาเลเซียติดภารกิจ จ่อดีลนำเข้าปลากะพง

พาณิชย์-เกษตรฯ เร่งดูดซับกุ้งไทย เปิดตลาดใหม่ ป้องกันราคาหน้าฟาร์มตก

สวัสดีครับพี่น้องชาวเกษตรกรและผู้ประกอบการทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวที่น่าสนใจและเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวประมงบ้านเรามาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดภาครัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ กำลังเร่งดำเนินนโยบาย พาณิชย์-เกษตรฯ เร่งดูดซับกุ้งไทย เปิดตลาดใหม่ ป้องกันราคาหน้าฟาร์มตก หลังจากเกิดกรณีที่ประเทศมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งชั่วคราว ทำให้หลายฝ่ายต้องออกมาช่วยกันประคองสถานการณ์ไม่ให้ราคาหน้าฟาร์มทรุดตัวลงครับ

พาณิชย์-เกษตรฯ เร่งดูดซับกุ้งไทย เปิดตลาดใหม่ ป้องกันราคาหน้าฟาร์มตก

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรครับ เพราะมาเลเซียเป็นตลาดสำคัญ แต่ด้วยการประสานงานอย่างรวดเร็วของหน่วยงานภาครัฐ ทำให้มีการวางแผนมาตรการรับมือไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้พี่น้องเกษตรกรต้องแบกรับภาระหนักเกินไป โดยเป้าหมายหลักคือการดูดซับผลผลิตกุ้งส่วนเกินออกจากตลาดให้ได้เดือนละประมาณ 400 ตัน เพื่อรักษาสมดุลราคาไว้ให้ได้มากที่สุดครับ

รายละเอียดแผนการพาณิชย์-เกษตรฯ เร่งดูดซับกุ้งไทย เปิดตลาดใหม่ ป้องกันราคาหน้าฟาร์มตก

สำหรับการรับมือในระยะสั้น รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ออกแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนี้ครับ:

  • การขยายตลาดส่งออก: ใช้กิจกรรมส่งเสริมการขายในประเทศจีน เช่นงาน Top Thai Brands และ Thailand Week เพื่อระบายผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดต่างประเทศให้เร็วที่สุด
  • กระตุ้นการบริโภคในไทย: จัดงานมหกรรมอาหาร “หรอยริมเร” และกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านห้างสรรพสินค้าท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงผู้ซื้อโดยตรงกับเกษตรกร
  • การสนับสนุนจากรัฐ: นำโครงการไทยช่วยไทยพลัส และธงฟ้ามาใช้เพื่อลดความเสี่ยงสินค้าล้นตลาด

นอกจากนี้ ในระยะยาวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเดินหน้าเจรจาทางการทูตเพื่อหาทางคลี่คลายปัญหาอย่างยั่งยืน โดยมองถึงการใช้เวทีโลกอย่าง WTO หรืออาเซียนหากมีความจำเป็น เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจได้ว่าสินค้าของท่านจะมีที่รองรับและราคาจะเป็นธรรมแน่นอนครับ

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้แม้จะสร้างความกังวล แต่หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องแบบนี้ เชื่อว่าเราจะก้าวผ่านจุดนี้ไปได้ครับ และนี่เป็นโอกาสดีที่ผู้บริโภคชาวไทยจะได้สนับสนุนกุ้งคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ มาช่วยกันอุดหนุนกุ้งไทยกันเยอะๆ นะครับ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องเกษตรกรไทยของเราทุกคน

ที่มา – พาณิชย์-เกษตรฯ เร่งดูดซับกุ้งไทย เปิดตลาดใหม่ ป้องกันราคาหน้าฟาร์มตก

“ศุภจี” เผย พบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งดีล ART ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ

“ศุภจี” เผย พบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งดีล ART ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ เป็นข่าวที่หลายคนในวงการส่งออกไทยให้ความสนใจมากเลยนะครับ เพราะเกี่ยวข้องกับโอกาสลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ โดยตรง

เมื่อเวลา 08:45 น. วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยแบบเป็นกันเอง หลังจากเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อพบปะหารือกับนายเจมิสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) และนายริก สไวต์เซอร์ (Rick Switzer) รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เพื่อเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ ART (Agreement on Reciprocal Trade) ให้แล้วเสร็จไวๆ ลดความเสี่ยงที่จะโดนภาษีจากสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ที่เกี่ยวกับการค้าที่ไม่เป็นธรรม

“ศุภจี” เผย พบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งดีล ART ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ

ตอนนี้ทีมเจรจาของไทยยังประจำการอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเลยครับ เพื่อคุยรายละเอียดทางเทคนิคใน 2 ประเด็นหลักๆ ได้แก่ Asset Capacity หรือขีดความสามารถด้านมูลค่าสินทรัพย์ และ Forced Labour หรือแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ กังวลมาตลอด ส่วนตัวนางศุภจีเองก็ได้ไปชี้แจงท่าทีของไทยแบบชัดเจน หลังจากที่ไทยส่งคำตอบอย่างเป็นทางการไปตั้งแต่วันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา ไม่มีปัญหาติดขัดอะไรเลย

ทั้งสองฝ่ายยืนยันร่วมกัน

สิ่งสำคัญคือ ทั้งไทยและสหรัฐฯ ต่างยืนยันตรงกันว่าต้องการให้การค้าระหว่างสองประเทศเกิดประโยชน์สูงสุดต่อกันและกัน ไม่ใช่แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกจากนี้ยังเร่งเจรจาเรื่อง ART ที่ค้างมาจากรัฐบาลก่อนหน้า ให้เสร็จก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มไต่สวนตามมาตรา 301 ซึ่งเป็นกฎหมายที่สหรัฐฯ ใช้ตอบโต้การค้าที่มองว่าไม่เป็นธรรม เช่น การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หรือการอุดหนุนอุตสาหกรรมเกินควร

ชี้แจงประเด็นเกินดุลการค้า

อีกเรื่องที่คุยกันคือสินค้าที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งปีที่แล้วเพิ่มขึ้นจากปีก่อนแบบชัดเจน แต่ศุภจีชี้แจงข้อมูลเชิงลึกเลยครับ ว่าสินค้าที่เกินดุลเพิ่มอย่างน้อย 30% เป็นสินค้าของบริษัทอเมริกันที่มาลงทุนในไทย เช่น ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีหรือยานยนต์ ส่วนอีกกว่า 20% เป็นสินค้าของบริษัทไทยแท้ๆ ดังนั้นเรื่องกังวลการสวมสิทธิ์จากจีนหรือประเทศอื่น ไทยมีเอกสารหลักฐานพร้อมชี้แจงทุกประเด็น ไม่ต้องห่วง

  • ประเด็น Asset Capacity: เกี่ยวกับการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ของธุรกิจไทยให้โปร่งใส
  • Forced Labour: ไทยยืนยันไม่มีแรงงานบังคับ ยึดหลักสิทธิมนุษยชนเต็มที่
  • เกินดุลการค้า: ชี้แจงที่มาสินค้า ลดข้อสงสัยสวมสิทธิ์
  • ART: ความตกลงที่ช่วยลดอุปสรรคการค้าทั้งสองทาง

“ศุภจี” เผย พบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งดีล ART ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ แบบนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทยเลยครับ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา อาหารทะเล และเครื่องจักรที่ส่งไปสหรัฐฯ เป็นตลาดใหญ่ ถ้าปิดดีลได้ จะช่วยลดความเสี่ยงภาษีเพิ่ม และรักษายอดส่งออกที่โตต่อเนื่อง ไทยเกินดุลสหรัฐฯ กว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แต่เป็นการเกินดุลที่ win-win เพราะสหรัฐฯ ได้ลงทุนในไทยเยอะ

สำหรับมาตรา 301 นี่แหละครับที่หลายคนกลัว เพราะสหรัฐฯ เคยใช้กับจีนแล้วโดนภาษีหนัก ส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลก การที่ไทย proactive ชี้แจงล่วงหน้าแบบนี้ เป็นกลยุทธ์ดีมาก ช่วยเสริมภาพลักษณ์ไทยในสายตานานาชาติ

สรุปแล้ว การเจรจาครั้งนี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการรักษาสมดุลการค้า ลดความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันของสหรัฐฯ หากสำเร็จ ART จะเป็นใบเบิกทางให้การส่งออกไทยเติบโตยั่งยืนยิ่งขึ้น คุณคิดว่าประเทศไทยจะปิดดีลนี้ได้เมื่อไหร่? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตการค้าอื่นๆ ที่นี่!

ที่มา – “ศุภจี” เผย พบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งดีลความตกลงการค้าต่างตอบแทน ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ

จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองและพลังงานโลก เมื่อจีนประกาศชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับและปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกาที่มุ่งเป้าไปยังบริษัทโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็ก 5 แห่งในจีน โดยกล่าวหาว่าซื้อน้ำมันจากอิหร่านจำนวนมาก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่ามาตรการดังกล่าวของสหรัฐฯ ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และจีนจะไม่นำไปปฏิบัติตามเด็ดขาด จีนถือเป็นผู้นำเข้าหลักของน้ำมันอิหร่าน โดยเฉพาะผ่านโรงกลั่นอิสระขนาดเล็กที่เรียกว่า “โรงกลั่นกาน้ำชา” (teapot refineries) ซึ่งอาศัยน้ำมันดิบราคาถูกจากอิหร่านเป็นหลัก

จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

สหรัฐฯ พยายามตัดเส้นทางการเงินของรัฐบาลอิหร่าน โดยยกระดับการคว่ำบาตรโรงกลั่นจีนหลังจากเคยทำมาก่อนหน้านี้ในปีที่แล้ว กระทรวงพาณิชย์จีนวิจารณ์หนักว่า มาตรการนี้เป็นการแทรกแซงกิจกรรมทางการค้าปกติของวิสาหกิจจีนกับประเทศที่สามอย่างไม่ชอบธรรม และละเมิดบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

“เรายืนหยัดคัดค้านการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ไม่มีมติจากสหประชาชาติและขาดฐานกฎหมายระหว่างประเทศ” แถลงการณ์ระบุชัดเจน บริษัทที่ถูกคว่ำบาตรครอบคลุม 3 แห่งในมณฑลซานตง และอีก 2 แห่งในพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ ล่าสุดสหรัฐฯ ยังประกาศคว่ำบาตร “ชิงเต่า ไห่เย่ ออยล์ เทอร์มินัล” ที่นำเข้าน้ำมันอิหร่านหลายสิบล้านบาร์เรล สร้างรายได้มหาศาลให้เตหะราน

ผลกระทบจากการที่จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

สถานการณ์นี้เกิดท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังไม่มีแนวโน้มยุติสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งปะทุจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จีนซึ่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ใช้ท่าทีแข็งกร้าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง โดยเฉพาะในตลาดน้ำมันที่ผันผวน

  • โรงกลั่นกาน้ำชาในจีน: ผลิตน้ำมันราคาถูกกว่า 20-30% เมื่อใช้น้ำมันอิหร่าน
  • ปริมาณนำเข้า: จีนนำเข้าน้ำมันอิหร่านกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
  • ผลต่อราคาน้ำมันโลก: อาจทำให้ราคาพุ่งหากจีนหันไปซื้อจากแหล่งอื่น
  • ความสัมพันธ์จีน-อิหร่าน: เสริมสร้างพันธมิตรผ่านโครงการสายแถบและเส้นทาง

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยังมีกำหนดเยือนจีนปลายเดือนนี้ เพื่อหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งอาจเป็นโอกาสคลายความตึงเครียด แต่ท่าทีของจีนชี้ให้เห็นถึงการเผชิญหน้าที่ยืดเยื้อ

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การที่จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน สะท้อนถึงสงครามการค้าที่ลุกลามสู่พลังงาน สหรัฐฯ ต้องการกดดันอิหร่าน แต่จีนซึ่งพึ่งพาน้ำมันราคาถูก จะไม่ยอมเสียเปรียบง่ายๆ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนในตลาดน้ำมันโลก โดยเฉพาะหากขยายไปสู่การตอบโต้ทางเศรษฐกิจ

สำหรับนักลงทุน ควรจับตาการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ และนโยบายพลังงานของจีนต่อไป หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและ geopolitics แนะนำติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – จีนลั่นไม่ยอมรับ สหรัฐฯ คว่ำบาตรโรงกลั่น ฐานซื้อน้ำมันอิหร่าน

Scroll to top