การค้า

อนุทิน ถกกองทัพ ก่อนเยือนจีน ย้ำไม่ปิดกั้นไกล่เกลี่ย ไทย – กัมพูชา

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางไปตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อหารือเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ โดยใจความสำคัญของการเดินทางครั้งนี้คือการกระชับความสัมพันธ์และหารือประเด็นความมั่นคงระดับภูมิภาค

อนุทิน ถกกองทัพ ก่อนเยือนจีน ย้ำไม่ปิดกั้นไกล่เกลี่ย ไทย – กัมพูชา

การหารือกับเหล่าทัพถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะอนุทิน ถกกองทัพ ก่อนเยือนจีน ย้ำไม่ปิดกั้นไกล่เกลี่ย ไทย – กัมพูชา ในกรณีที่หากทางจีนมีความประสงค์จะเข้ามาเป็นตัวกลางในการประสานรอยร้าวในพื้นที่ชายแดน นายกรัฐมนตรีได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าประเทศไทยเปิดกว้างและพร้อมรับฟังทุกแนวทางที่จะนำไปสู่สันติภาพและการพัฒนาพื้นที่ให้ยั่งยืน

กางประเด็นหารือระหว่าง ไทย-จีน และ ไทย-เมียนมา

นอกเหนือจากเรื่องชายแดนแล้ว นายกฯ ยังเตรียมหารือกับผู้นำจีนในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น:

  • การกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
  • ความร่วมมือด้านความมั่นคงในระดับภูมิภาค
  • การเตรียมต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศจีนที่จะเดินทางมาเยือนไทยในสัปดาห์หน้า

ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเร่งด่วนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา โดยระบุว่าจะหยิบยกประเด็นเรื่องมลพิษทางอากาศ ปัญหาฝุ่นควัน การปนเปื้อนในแม่น้ำกก รวมถึงความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติดซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งมือแก้ไขให้เห็นผลจริง

เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดน นายกรัฐมนตรียังคงเน้นย้ำถึงแนวคิด อนุทิน ถกกองทัพ ก่อนเยือนจีน ย้ำไม่ปิดกั้นไกล่เกลี่ย ไทย – กัมพูชา โดยถือว่าจีนเป็นมหามิตรที่พร้อมจะสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างดีเสมอมา การพูดคุยจึงอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันและความมั่งคั่งของประชาชนไทยเป็นสำคัญ

สำหรับท่าทีของกองทัพ พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เปิดเผยว่าการประชุมครั้งนี้เป็นไปอย่างเป็นระบบและกระชับ ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันดีระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายความมั่นคง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

เราคงต้องมาร่วมลุ้นกันว่า การเดินทางเยือนจีนรอบนี้ของนายอนุทิน จะนำมาซึ่งข่าวดีหรือความร่วมมือใหม่ๆ ที่จะส่งผลบวกต่อประเทศไทยอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะแผนรับมือประเด็นชายแดนที่ถือเป็นหัวใจหลักในการสร้างเสถียรภาพในระดับภูมิภาค หากสามารถหาจุดร่วมกันได้สำเร็จ ย่อมถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” ถกกองทัพไทย ก่อนเยือนจีน ย้ำไม่ปิดกั้นเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ไทย – กัมพูชา

เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. ขับเคลื่อน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้กันมาบ้างแล้วนะครับ ล่าสุดทางคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเน้นย้ำถึงเรื่องสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจและชีวิตประจำวันของเรานั่นก็คือ เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศครับ

เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก

เหตุผลที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานเป็นอันดับต้นๆ ก็เพราะว่าประเทศไทยยังมีจุดอ่อนเรื่อง Energy Intensity หรือความเข้มข้นของการใช้พลังงาน ซึ่งเราอยู่ในอันดับที่ 67 ของโลกครับ สาเหตุหลักมาจากการที่เรายังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงมาก จนคิดเป็นมูลค่าเกือบ 10% ของจีดีพี หากเราบริหารจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ ความเสี่ยงของประเทศก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

กลยุทธ์การทำงานผ่านคณะกรรมการ กรอ.

สำหรับการขับเคลื่อนครั้งนี้ จะใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. เข้ามาเป็นหัวหอกสำคัญ โดยเน้นย้ำว่า เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก ในการปรับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืนมากกว่าเดิม การทำงานของ กรอ. ในชุดนี้จะเน้นความร่วมมือเหมือนสมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม คือให้ภาคเอกชนนำภาครัฐสนับสนุน โดยมีเป้าหมายหลักคือ:

  • การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจให้คล่องตัว
  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด
  • การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่
  • การลดขั้นตอนผ่านโครงการต้นแบบอย่าง Thailand Fast Pass

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องอันดับความสามารถในการแข่งขันของ IMD ที่ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 ถือเป็นสัญญาณที่ดีครับ แม้ว่าเราจะยังมีเรื่องที่ต้องปรับปรุง เช่น ด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อม แต่การที่ภาครัฐเริ่มหันมาปรับกระบวนทัศน์จากการ “ใช้งบประมาณ” มาเป็นการ “ปลดล็อกกฎระเบียบ” ก็ถือเป็นแนวทางที่น่าจับตามองอย่างมากเลยทีเดียว

ในมุมมองของผม การที่คุณเอกนิติระบุว่า เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก นั้นไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทั้งเรื่องค่าครองชีพและราคาสินค้าที่พุ่งสูงจากต้นทุนพลังงาน หากเราสามารถลดการนำเข้าและหันไปใช้พลังงานทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเติบโตแบบก้าวกระโดดได้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “เอกนิติ” ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก

ทรัมป์ถึงจีนแล้ว เตรียมร่วมประชุมสุดยอดครั้งสำคัญกับสี จิ้นผิง

ทรัมป์ถึงจีนแล้ว เตรียมร่วมประชุมสุดยอดครั้งสำคัญกับสี จิ้นผิง เป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกจับตามอง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางมาถึงกรุงปักกิ่งในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569 โดยมีกำหนดการพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อหารือประเด็นสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์อิหร่าน การค้า การลงทุน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และประเด็นไต้หวัน

ทรัมป์ถึงจีนแล้ว เตรียมร่วมประชุมสุดยอดครั้งสำคัญกับสี จิ้นผิง: รายละเอียดการเดินทาง

เครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันของทรัมป์ลงจอดที่สนามบินนานาชาติปักกิ่ง เวลา 19.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังบินตรงจากกรุงวอชิงตัน ทรัมป์ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากคณะผู้แทนจีน รวมถึงรองประธานาธิบดีฮั่น เจิ้ง, นายเซี่ย เฟิง เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ และหม่า เจาซวี่ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศ กองทหารเกียรติยศจัดแถวต้อนรับ และนักเรียนจีนโบกธงชาติทั้งสองประเทศ ตะโกน “ยินดีต้อนรับ” เป็นภาษาจีนกลาง ทรัมป์ชูกำปั้นและยิ้มกว้างตอบรับ ก่อนขึ้นรถลิมูซีน

การเยือนครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาเยือนจีนอย่างเป็นทางการ และเป็นครั้งแรกของทรัมป์นับตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ปักกิ่งให้กับการเยือนนี้

ประเด็นหลักในการประชุมทรัมป์ถึงจีนแล้ว เตรียมร่วมประชุมสุดยอดครั้งสำคัญกับสี จิ้นผิง

นักวิเคราะห์คาดว่าประเด็นอิหร่านจะเป็นหัวข้อหลัก เนื่องจากจีนเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่านแม้ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ทรัมป์กล่าวก่อนเดินทางว่า จะ “หารือกันยาวๆ” กับสี จิ้นผิง และชื่นชาพสีว่า “ค่อนข้างทำได้ดี” พร้อมยืนยันสหรัฐฯ จะชนะสถานการณ์นี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังครอบคลุม:

  • การค้าและการลงทุน: ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ขอให้สี “เปิดประเทศ” จีนให้ธุรกิจสหรัฐฯ โดยมี CEO ชั้นนำร่วมเดินทาง
  • ไต้หวัน: การขายอาวุธสหรัฐฯ ให้ไต้หวันที่เป็นจุดขัดแย้ง
  • AI: ความเสี่ยงและโอกาสจากปัญญาประดิษฐ์

กำหนดการแน่นขนัด รวมงานเลี้ยงรับรอง จิบชา และหารือสองวัน โฆษกจีน กั๊ว เจี่ยคุน ระบุว่าปักกิ่งพร้อมขยายความร่วมมือ จัดการความต่าง และเพิ่มความมั่นคงให้โลก

ความสำคัญของการประชุมสุดยอดทรัมป์-สี จิ้นผิง

การประชุมนี้ไม่เพียงลดความตึงเครียด แต่ยังกำหนดทิศทางความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนในยุคใหม่ ท่ามกลางสงครามการค้าและ geopolitics ที่รุนแรง ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่คือโอกาสทองในการเจรจา โดยเฉพาะการค้าที่สหรัฐฯ ต้องการลดการขาดดุลกับจีน ขณะที่จีนหวังลดผลกระทบจาก санкции

ทรัมป์ยังเน้นย้ำถึงศักยภาพ CEO สหรัฐฯ ในการยกระดับเศรษฐกิจจีน ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อตกลงใหญ่ หากทั้งสองฝ่ายหาจุดร่วมได้

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเยือนนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ทรัมป์ในฐานะผู้นำที่เด็ดขาด ขณะที่สี จิ้นผิงแสดงน้ำใจต้อนรับเพื่อรักษาความสัมพันธ์ระยะยาว

ติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมได้ที่ข่าวต่างประเทศของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์ถึงจีนแล้ว เตรียมร่วมประชุมสุดยอดครั้งสำคัญกับสี จิ้นผิง

รัฐบาลปราบเข้มสินค้าผิดกฎหมาย จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง

สวัสดีครับทุกท่าน ในยุคที่การค้าขายออนไลน์และชายแดนคึกคัก รัฐบาลไทยไม่ยอมให้สินค้าผิดกฎหมายรุกล้ำเข้ามาง่ายๆ โดยเฉพาะในพื้นที่สำคัญอย่างภาคใต้ตอนล่าง ล่าสุดมีข่าวดีที่ รัฐบาลปราบเข้มสินค้าผิดกฎหมาย จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 จับกุมได้รวม 622 คดีเลยทีเดียว! ค่าปรับพุ่งสูงถึง 245.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 119% แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยับยั้งปัญหานี้

รัฐบาลปราบเข้มสินค้าผิดกฎหมาย จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง

ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐบาลโดยกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ได้บูรณาการกำลังทุกภาคส่วน ปราบปรามสินค้าละเมิดกฎหมายสรรพสามิตอย่างเชิงรุก ภายใต้นโยบาย “ปราบปรามเชิงรุก ยุติวงจรผิดกฎหมาย” พื้นที่เป้าหมายคือ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ สงขลา ตรัง นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา และสตูล ซึ่งเป็นด่านหน้าชายแดนสำคัญใกล้เคียงมาเลเซีย ทำให้เป็นจุดเสี่ยงสูงต่อการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย

ผลการปฏิบัติงานเข้มข้นในช่วงดังกล่าว สามารถจับกุมคดีได้ 622 คดี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 8.83% ของคดีทั่วประเทศ! นี่ไม่ใช่ตัวเลขธรรมดา แต่สะท้อนถึงการทำงานที่ทุ่มเท โดยค่าปรับและประมาณการค่าปรับรวมกว่า 245.55 ล้านบาท สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปีก่อน สิ่งนี้ช่วยคืนความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจถูกกฎหมาย และปกป้องรายได้ของชาติที่สูญหายไปกับสินค้าละเมิด

ประเภทสินค้าที่ถูกจับกุมมากที่สุดในรัฐบาลปราบเข้มสินค้าผิดกฎหมาย จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง

เมื่อเจาะลึกข้อมูล พบว่าสินค้าหลักที่ถูกปราบปรามคือยาสูบและสุรา ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและเศรษฐกิจโดยตรง นี่คือสรุปผลการจับกุมหลัก:

  • ยาสูบ: 317 คดี ค่าปรับ 5.84 ล้านบาท ภาษีสูญเสีย 12.54 ล้านบาท ประมาณการค่าปรับ 232.11 ล้านบาท ยึดได้ 200,106 ซอง (ในประเทศ 22,030 ซอง ต่างประเทศ 178,076 ซอง) เพิ่มขึ้น 34% จากปีก่อน
  • สุรา: 153 คดี ค่าปรับ 1.57 ล้านบาท ยึดสุราในประเทศ 1,482 ลิตร สุราต่างประเทศ 101 ลิตร
  • น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน: 125 คดี ค่าปรับ 5.56 ล้านบาท ยึดได้ 67,402 ลิตร
  • เครื่องดื่ม: 16 คดี ค่าปรับ 0.14 ล้านบาท ยึด 4,436 ลิตร
  • ไพ่: 10 คดี ค่าปรับ 65,750 บาท ยึด 285 สำรับ
  • ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องดื่ม: 1 คดี ค่าปรับ 7,125 บาท ยึด 44 กิโลกรัม

ตัวเลขเหล่านี้มาจากการสกัดกั้นเส้นทางลักลอบตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง โดยเฉพาะยาสูบที่เพิ่มขึ้นกว่า 50,000 ซอง แสดงถึงความสำเร็จในการตัดวงจรการกระจายสินค้าผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดน

ความสำคัญของการปราบปรามในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

ภาคใต้ตอนล่างไม่ใช่แค่พื้นที่ท่องเที่ยว แต่เป็นประตูการค้าสำคัญ การลักลอบสินค้าผิดกฎหมายอย่างยาสูบ สุรา และน้ำมัน ทำให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่เถื่อนที่ไม่มีมาตรฐาน และอาชญากรรมข้ามชาติ รัฐบาลจึงเน้นการบริหารจัดการของกลางให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำน้ำมันยึดมาขายทอดตลาดคืนประโยชน์สาธารณะ นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจถูกกฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อยับยั้งตั้งแต่ต้นตอ ไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง สุดท้ายแล้ว มาตรการนี้ไม่เพียงเพิ่มรายได้ให้ประเทศ แต่ยังปกป้องสังคมจากสินค้าคุณภาพต่ำที่อาจก่ออันตราย

ในมุมมองของผม การที่ รัฐบาลปราบเข้มสินค้าผิดกฎหมาย จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง สำเร็จขนาดนี้ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความจริงจัง หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ปัญหานี้จะหมดไปในอนาคตอันใกล้ คุณล่ะคิดอย่างไรกับผลงานนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ-การเมืองเพิ่มเติมจากบล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – รัฐบาลปราบเข้มสินค้าผิดกฎหมาย จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ช่วง ก.พ. – มี.ค. จับกุมรวม 622 คดี

วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนฯ กระทบไทยระยะสั้น: สนค.แนะปรับตัว

สนค. ชี้วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้น แนะภาครัฐและเอกชนเร่งปรับตัวรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แม้ว่าผลกระทบโดยตรงในปัจจุบันจะยังจำกัด

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เฝ้าติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด โดยประเมินว่าผลกระทบในระยะสั้นต่อการค้าและเงินเฟ้อของไทยมีจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการค้าระหว่างไทยและเวเนซุเอลามีน้อยมาก และราคาน้ำมันโลกยังไม่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว สถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการจัดระเบียบโลกใหม่ ซึ่งภาครัฐและเอกชนไทยควรเตรียมพร้อมรับมือ

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. เปิดเผยว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อการควบคุมแหล่งพลังงานและการตัดวงจรอิทธิพลของมหาอำนาจในลาตินอเมริกา แม้ว่าในเบื้องต้นตลาดโลกจะยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง และราคาน้ำมันดิบไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น แต่ความเสี่ยงและความผันผวนในตลาดการเงินโลกกลับเพิ่มขึ้น นักลงทุนเริ่มโยกย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐและทองคำ

สนค. ประเมินว่าในระยะสั้น ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้นค่อนข้างจำกัด ทั้งในด้านการค้าและการเงิน มูลค่าการค้าระหว่างไทยและเวเนซุเอลาในปี 2568 มีเพียง 55.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.01% ของการค้ารวม นอกจากนี้ ไทยก็ไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลาโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในด้านพลังงานและเงินเฟ้อ หากสหรัฐฯ สามารถควบคุมแหล่งน้ำมันและเพิ่มกำลังการผลิตในเวเนซุเอลาได้สำเร็จ จะส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในระยะกลางถึงยาว แม้ว่าราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดต้นทุนค่าครองชีพและเงินเฟ้อได้ แต่ก็อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาสินค้าเกษตรของไทย เช่น ยางพาราและพืชพลังงาน ซึ่งมักมีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมัน

นอกจากนี้ ในด้านค่าเงินบาท หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง มูลค่าการนำเข้าของไทยก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้ความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงและส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย

สถานการณ์วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้นนี้ยังเป็นสัญญาณของการจัดระเบียบโลกใหม่และการแทรกแซงประเทศอื่น ๆ ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น การกีดกันทางเทคโนโลยี และการแบ่งขั้วห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าโลกโดยรวมและทำให้การส่งออกของไทยชะลอตัว

วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม นายนันทพงษ์ มองว่า ท่ามกลางวิกฤตและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ในฐานะประเทศที่วางตัวเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และขั้วอำนาจตรงข้าม เช่น จีน จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมายังภูมิภาคอาเซียนเร็วขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า ทำให้ไทยมีโอกาสดึงดูดเงินลงทุนและส่งออกสินค้าทดแทนไปยังสหรัฐฯ

แนวทางรับมือผลกระทบจากวิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยไทยต้องรักษาจุดยืนความเป็นกลางเพื่อรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสหรัฐฯ และกลุ่มพันธมิตรเดิมของเวเนซุเอลา (จีน รัสเซีย) ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาการค้าเชิงรุก เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมที่ต้องการย้ายฐานการผลิตหรือต้องการลดความเสี่ยงจากสงครามการค้าเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย

ภาคเอกชนเองก็ต้องเน้นความคล่องตัว บริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาประเทศคู่ขัดแย้งมากเกินไป เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับระเบียบโลกใหม่ได้อย่างมั่นคง

โดยสรุป แม้ว่าวิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้นในวงจำกัด แต่ภาครัฐและเอกชนไทยต้องเตรียมตัวรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว โดยการปรับตัวเชิงรุกและการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง และคว้าโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก

ที่มา – สนค.ชี้วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้น แนะภาครัฐ-เอกชนเร่งปรับตัว

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุย ทรัมป์รับคำเชิญเยือนจีน

การพูดคุยระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯ เป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เมื่อ ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน เรื่องนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีความท้าทายหลายประการ

โดนัลด์ ทรัมป์ คุยกับ สี จิ้นผิง ทางโทรศัพท์ โดยหารือกันหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องยูเครนและไต้หวัน ซึ่งฝ่ายจีนย้ำว่า ไต้หวันควรกลับคืนสู่จีน

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นฝ่ายโทร ก่อนที่ในเวลาต่อมา นายทรัมป์จะโพสต์ข้อความเปิดเผยข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับการคุยครั้งนี้

“ผมเพิ่งมีการคุยโทรศัพท์ที่ดีมากกับประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) ของจีน เราหารือกันในหลายประเด็นรวมถึง เรื่องยูเครน/รัสเซีย, เฟนทานิล, ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ เราได้มีการทำข้อตกลงที่ดีและสำคัญมากสำหรับเกษตรกรผู้ยิ่งใหญ่ของเรา และมันจะดีขึ้นอีก” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“ความสัมพันธ์ของเรากับจีนนั้นเข้มแข็งอย่างยิ่ง การโทรศัพท์ครั้งนี้เป็นการติดตามผลจากการประชุมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของเราที่ประเทศเกาหลีใต้เมื่อสามสัปดาห์ก่อน ตั้งแต่นั้นมาก็มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญจากทั้งสองฝ่ายในการทำให้ข้อตกลงของเราเป็นปัจจุบันและถูกต้อง”

“ตอนนี้เราสามารถตั้งเป้าไปที่ภาพรวมใหญ่ได้ เพื่อจุดประสงค์นั้น ประธานาธิบดีสีได้เชิญผมไปเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนเมษายน ซึ่งผมได้ตอบรับ และผมได้เชิญเขามาเป็นแขกของผมสำหรับการเยือนอย่างเป็นทางการในสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี เราตกลงกันว่าการที่เราสื่อสารกันบ่อยครั้งเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผมตั้งตาคอยที่จะทำเช่นนั้น”

ด้านสำนักข่าว ซินหัว ของจีน รายงานว่า ระหว่างการพูดคุย ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้แจ้งต่อประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “การกลับคืนสู่จีนของไต้หวัน เป็นส่วนสำคัญของระเบียบโลกหลังสงคราม”

“จีนและสหรัฐฯ เคยต่อสู้เคียงข้างกันเพื่อต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิแสนยานุภาพนิยม และในตอนนี้ก็ควรทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องผลลัพธ์ของสงครามโลกครั้งที่สอง” นายสีกล่าว ตามรายงานของ ซินหัว

ทั้งนี้ จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง และไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมไต้หวัน แม้ว่ารัฐบาลไต้หวันจะปฏิเสธการกล่าวอ้างของจีนและระบุว่า มีเพียงประชาชนไต้หวันเท่านั้นที่สามารถตัดสินอนาคตของตนเองได้

ตอนนี้จีนกำลังเผชิญกับวิกฤตทางการทูตกับญี่ปุ่นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หลังจากที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า หากจีนโจมตีไต้หวันจนทำให้การดำรงอยู่ของญี่ปุ่นถูกคุกคาม ญี่ปุ่นก็อาจตอบสนองด้วยกำลังทหาร

นายสีกับนายทรัมป์พบกันที่เกาหลีใต้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม หลังจากความตึงเครียดทางการค้าดำเนินมานานหลายเดือนซึ่งเกิดจากนโยบายภาษีของทรัมป์ หลังจากนั้น จีนก็กลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ และระงับมาตรการขยายขอบเขตการจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก ขณะที่สหรัฐฯ ได้ลดภาษีสินค้าจากจีนลง 10%

ผู้นำจีนบอกกับผู้นำสหรัฐฯ ในการสนทนาครั้งล่าสุดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ มีเสถียรภาพและดีขึ้นนับตั้งแต่การประชุมที่เกาหลีใต้ “ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นอีกครั้งว่าความร่วมมือเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ในขณะที่การเผชิญหน้าจะทำลายทั้งสองฝ่าย” พร้อมกระตุ้นให้ทั้งสองประเทศรักษาแรงผลักดันเชิงบวกและขยายความร่วมมือระหว่างกัน

ผู้นำทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับสงครามในยูเครน โดยนายสียืนยันอีกครั้งว่าจีนสนับสนุนทุกความพยายามที่นำไปสู่สันติภาพ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดช่องว่างความแตกต่างของกันและกัน

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

สถานการณ์ระหว่างประเทศมีความผันผวนอยู่เสมอ การที่ ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน จึงเป็นสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

ทำไมการคุยกันของผู้นำจีนและสหรัฐฯ จึงมีความสำคัญ

การพูดคุยระหว่างผู้นำของสองประเทศมหาอำนาจนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของโลก การหารือในประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยูเครน ไต้หวัน หรือประเด็นทางการค้า ล้วนมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโลก

การที่ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรักษาช่องทางการสื่อสารและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ แม้ว่าจะมีข้อขัดแย้งในบางประเด็นก็ตาม

การที่ ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับประชาคมโลก เพราะแสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเทศยังคงเปิดโอกาสให้กับการเจรจาและการแสวงหาจุดร่วม

ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะยังคงมีความท้าทายอีกมากมาย แต่การที่ผู้นำทั้งสองยังคงสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าทั้งสองประเทศตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในระดับโลก

แน่นอนว่าการเจรจาและการพูดคุยกันย่อมดีกว่าการเผชิญหน้า การที่ ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและลดความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

การที่ผู้นำของทั้งสองประเทศยังคงเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่น่ายินดีและเป็นความหวังสำหรับอนาคต

ที่มา – ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

ทรัมป์สุมไฟอีก ขู่ยุติทำธุรกิจบางอย่างกับจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่จะยุติการทำธุรกิจกับจีนในบางเรื่อง รวมถึงการนำเข้าน้ำมันปรุงอาหาร เพื่อตอบโต้ที่จีนจงใจไม่ซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่ออดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน

เมื่อวันอังคารที่ 14 ตุลาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความเติมเชื้อไฟในสงครามการค้ากับจีนให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ประกาศจะตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน 100% จนทำให้ตลาดเงินคริปโตปั่นป่วนอย่างหนัก ก่อนที่เขากับรองประธานาธิบดีจะพยายามผ่อนคลายสถานการณ์

ข้อความล่าสุดของนายทรัมป์ซึ่งโพสต์บน Truth Social ระบุว่า “ผมเชื่อว่าการที่จีนจงใจไม่ซื้อถั่วเหลืองของเรา และก่อให้เกิดความยากลำบากต่อเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองของเรานั้น ถือเป็นการกระทำที่เป็นปรปักษ์ทางเศรษฐกิจ”

“เรากำลังพิจารณาที่จะยุติการทำธุรกิจกับจีน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันปรุงอาหาร และองค์ประกอบทางการค้าอื่น ๆ เพื่อเป็นการตอบโต้ ตัวอย่างเช่น เราสามารถผลิตน้ำมันปรุงอาหารเองได้อย่างง่ายดาย เราไม่จำเป็นต้องซื้อจากจีน” คำขู่ของทรัมป์ครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดความกังวลในตลาดโลกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ

ทรัมป์สุมไฟอีก ขู่ยุติทำธุรกิจบางอย่างกับจีน

การที่ทรัมป์ออกมาขู่ว่าจะ ยุติการทำธุรกิจบางอย่างกับจีน นั้น สร้างความไม่แน่นอนให้กับหลายภาคส่วน ภาคธุรกิจจะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นักลงทุนเองก็ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ผลกระทบจากการที่ทรัมป์ขู่ ยุติการทำธุรกิจบางอย่างกับจีน

  • ภาคการเกษตร: เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองในสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบโดยตรง หากจีนลดการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ
  • ภาคพลังงาน: หากสหรัฐฯ ยุติการนำเข้าน้ำมันปรุงอาหารจากจีน อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันปรุงอาหารในประเทศ
  • ตลาดการเงิน: ความไม่แน่นอนทางการค้าอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวน และนักลงทุนอาจหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การพึ่งพาซึ่งกันและกันมากเกินไป อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมือง การกระจายความเสี่ยงและแสวงหาตลาดใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจในยุคปัจจุบัน

ทรัมป์สุมไฟอีก ขู่ยุติทำธุรกิจบางอย่างกับจีน ท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ที่มีต่อจีนนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การออกมาขู่ว่าจะยุติการทำธุรกิจบางอย่างนั้น ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งขึ้นไปอีกขั้น สิ่งที่น่าจับตามองคือ จีนจะตอบโต้อย่างไร และสถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไรบ้าง

การที่ทรัมป์กลับมาแสดงบทบาทในเวทีการเมืองอีกครั้ง ยิ่งทำให้สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น การตัดสินใจของเขาอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ทุกฝ่ายจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

การที่ทรัมป์ออกมาโจมตีจีนในเรื่องการค้า สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของสหรัฐฯ เกี่ยวกับความได้เปรียบทางการค้าของจีน สหรัฐฯ มองว่าจีนใช้กลยุทธ์ที่ไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน และพยายามที่จะลดการพึ่งพาจีนในหลายๆ ด้าน

ไม่ว่าผลลัพธ์ของความขัดแย้งนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งที่แน่นอนคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคตอันใกล้นี้ การทำความเข้าใจพลวัตของความสัมพันธ์นี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ทรัมป์สุมไฟอีก ขู่ยุติทำธุรกิจบางอย่างกับจีน ตอบโต้ไม่ซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ

Scroll to top