การจัดการขยะ

ปชน. ผลักดันกฎหมายใหม่ 9 ชุด สานต่อกฎหมายค้าง

พรรคประชาชน หรือ ปชน. ประกาศเดินหน้าทำงานรับใช้ประชาชนอย่างเต็มที่ หลังจาก กกต. รับรองผลเลือกตั้ง สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่กำลังจะเปิดประชุมในเร็ววันนี้ พรรคพร้อมสานต่อกฎหมายที่ค้างอยู่ให้สำเร็จ และปชน. ผลักดันกฎหมายใหม่ 9 ชุดทันทีที่สภาเปิด เพื่อสร้าง “กฎหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลง” ที่ตอบโจทย์ชีวิตประชาชนทุกด้าน

แม้จะมีข้อครหาเรื่องการเลือกตั้งปี 2569 แต่ปชน. ยืนยันว่าจะไม่หยุดนิ่ง จะใช้กลไกนิติบัญญัติผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้ให้เกิดผลจริง โดยแสวงหาความร่วมมือจากทุกพรรคในสภา และรณรงค์นอกสภาเพื่อให้กฎหมายเหล่านี้ผ่านความเห็นชอบ

ปชน. ผลักดันกฎหมายใหม่ 9 ชุด

ปชน. ผลักดันกฎหมายใหม่ 9 ชุดแรกนี้ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ 9 ด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจ ปราบโกง กระจายอำนาจ ไปจนถึงสิทธิเสรีภาพและปฏิรูปการเมือง แต่ละชุดออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยให้ตรงจุดและยั่งยืน

ชุดที่ 1: สร้างเศรษฐกิจเพื่อทุกคน

  • พ.ร.บ. ประกันสังคม: ปรับระบบให้โปร่งใส ยึดโยงกับประชาชน ลดการทุจริต เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนเข้าถึงง่ายขึ้น
  • พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน: ปรับสูตรคำนวณค่าแรงขั้นต่ำให้เป็นธรรม สอดคล้องค่าครองชีพ ลดความเหลื่อมล้ำในวัยทำงาน
  • พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล: กำกับแพลตฟอร์มต่างชาติ เช่น Grab, Foodpanda ให้จ่ายภาษีและคุ้มครองแรงงานในระบบ
  • พ.ร.บ. โรงแรม: ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่พักรายย่อย แข่งขันได้กับทุนใหญ่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน

ชุดที่ 2: ปราบโกง

  • พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร: บังคับเปิดเผยข้อมูลรัฐให้ประชาชนตรวจสอบได้ ลดช่องทางคอร์รัปชั่น
  • พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ / พ.ร.บ. สำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO): เพิ่มกลไกตรวจสอบงบประมาณสาธารณะให้มีประสิทธิภาพ

ชุดที่ 3: กระจายอำนาจ

  • พ.ร.บ. กรุงเทพมหานคร: ปรับโครงสร้าง กทม. ให้ใกล้ชิดประชาชน ลด centralization
  • พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ / พ.ร.บ. จัดตั้ง อปท. / พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน: ปลดล็อกท้องถิ่นเรื่องบริการสาธารณะและรายได้
  • พ.ร.บ. เลือกตั้งท้องถิ่น: ส่งเสริมเลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมกันทั่วประเทศ

ชุดที่ 4: ลดค่าไฟอย่างยั่งยืน

  • พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน: เปิดเสรีตลาดซื้อขายไฟฟ้า ลดการผูกขาด ลดค่าไฟให้ประชาชน

ชุดที่ 5: ยกระดับคุณภาพชีวิต

  • พ.ร.บ. ประปาแห่งชาติ: ยกระดับน้ำประปาให้ดื่มได้ทั่วประเทศ
  • พ.ร.บ. ขนส่งทางบก: ปลดล็อกขนส่งสาธารณะ ลดค่าครองชีพ

ชุดที่ 6: ปกป้องสิ่งแวดล้อม

  • พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: รับมือโลกรวน วางแผนปรับตัว
  • พ.ร.บ. ขยะ: จัดการขยะเป็นระบบ ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

ชุดที่ 7: ปฏิรูปการศึกษา

  • พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ: สร้างการศึกษาที่มีความหมายและสุขภาพจิตดี
  • พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครู: ลดภาระครู สร้างโรงเรียนปลอดภัย

ชุดที่ 8: คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ

  • Anti-SLAPP: ต่อต้านฟ้องปิดปาก ปกป้องนักเคลื่อนไหว
  • พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ: คุ้มครองสิทธิชุมนุมสันติ
  • ปรับประมวลกฎหมายอาญา ฯลฯ: ยุติลอยนวลพ้นผิดนักการเมือง

ชุดที่ 9: ปฏิรูปการเมือง

  • แก้ไขรัฐธรรมนูญ: ทำให้องค์กรอิสระยึดโยงประชาชน
  • พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส.: จัดการเลือกตั้งโปร่งใส
  • ร่าง รธน. ใหม่: รัฐธรรมนูญของประชาชน

สานต่อกฎหมายที่ค้างอยู่ให้สำเร็จ

นอกจากนี้ ปชน. ยังเรียกร้องให้ ครม. ใหม่ยืนยันกฎหมายค้างกว่า 20 ฉบับที่ผ่านวาระ 1 แล้ว ตาม รธน. มาตรา 147 ตัวอย่างสำคัญ เช่น

  • พ.ร.บ. อากาศสะอาด: แก้ฝุ่น PM2.5
  • พ.ร.บ. ล้มละลาย: ช่วยประชาชนฟื้นฟูธุรกิจ
  • พ.ร.บ. อำนวยความสะดวก: ทบทวนใบอนุญาตเก่า
  • พ.ร.บ. PRTR: เปิดข้อมูลมลพิษอุตสาหกรรม
  • พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน: ลดชั่วโมงทำงาน เพิ่มวันลา
  • พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า: ป้องกันผูกขาด
  • พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร: ยุติธรรมเสมอภาค

ส.ส. ปชน. จะรายงานตัวที่รัฐสภาเช้าวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. นี้ เพื่อเริ่มปฏิบัติหน้าที่ สร้างพื้นที่สภาเป็นความหวังของประชาชน

การผลักดันกฎหมายเหล่านี้ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่คือเครื่องมือเปลี่ยนสังคมไทยให้ก้าวหน้า ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มคุณภาพชีวิต คุณคิดอย่างไรกับแผน ปชน. ผลักดันกฎหมายใหม่ 9 ชุด นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ ร่วมติดตามและสนับสนุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน!

ที่มา – ปชน. ประกาศเดินหน้าทำงานรับใช้ประชาชน สานต่อกฎหมายที่ค้างอยู่ให้สำเร็จ พร้อมดันกฎหมายใหม่ 9 ชุด

เปิดแผนสิ่งแวดล้อม ทดสอบโรงกำจัดขยะอ่อนนุช 1,000 ตัน/วัน

วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องสำคัญที่กำลังเป็นกระแสในกรุงเทพฯ กันนะครับ เปิดแผนสิ่งแวดล้อม ทดสอบโรงกำจัดขยะที่อ่อนนุช ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตัน/วัน โครงการนี้จากบริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ที่จะเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าสะอาด ช่วยยกระดับการจัดการขยะของ กทม. ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกับชุมชนรอบข้างด้วย

เปิดแผนสิ่งแวดล้อม ทดสอบโรงกำจัดขยะที่อ่อนนุช ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตัน/วัน

บริษัทฯ ได้เดินหน้าจัดเวทีประชุมกลุ่มย่อย เพื่อชี้แจงข้อมูลและมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม (CoP) ให้ชุมชนทราบ โดยเฉพาะในเขตประเวศ ช่วงวันที่ 19-28 กุมภาพันธ์ 2569 และต่อเนื่องถึง 1 มีนาคม 2569 นายนพดล พฤกษะวัน กรรมการผู้จัดการ เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความเข้าใจก่อนเริ่มทดสอบระบบรับขยะในเดือนมีนาคมนี้

การลงพื้นที่ชี้แจงชุมชนใกล้เคียง

การประชุมจัดขึ้นที่ 2 ชุมชนหลัก ได้แก่ ชุมชนหมู่บ้านพัฒนาศาลาลอย และชุมชนเทพรักษา มีตัวแทนจากสำนักงานเขตประเวศและศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกฝ่ายมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัย

  • วันที่ 19-28 ก.พ. 2569: ลงพื้นที่ชุมชนหลัก
  • 1 มี.ค. 2569: ต่อเนื่องขยายการประชุม
  • มีผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท คอนซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี (COT) ร่วมติดตามตรวจสอบตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง

COT ในฐานะที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ได้รายงานผลการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และวางแผนขยายการมีส่วนร่วมไปยังชุมชนรอบๆ โครงการนี้ไม่ใช่แค่กำจัดขยะ แต่ยังพัฒนาชุมชนและรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

ภาพประชุมชี้แจงโครงการโรงกำจัดขยะอ่อนนุช
ภาพจากเวทีประชุมชุมชน

รายละเอียดโครงการกำจัดขยะเพื่อพลังงาน

เปิดแผนสิ่งแวดล้อม ทดสอบโรงกำจัดขยะที่อ่อนนุช ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตัน/วัน ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ ซอยอ่อนนุช 86 แขวงประเวศ เขตประเวศ สามารถกำจัดขยะได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน และรองรับสูงสุดถึง 1,600 ตันต่อวัน ดำเนินการภายใต้รูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะของ กทม. จากเดิมที่ใช้หลุมฝังกลบ

เทคโนโลยีการเผาไหม้ขยะเพื่อผลิตไฟฟ้า (Waste-to-Energy) เป็นวิธีที่ทันสมัย ลดปริมาณขยะได้ 90% และควบคุมมลพิษด้วยระบบกรองก๊าซขั้นสูง มาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น EU Emission Standards ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีผลกระทบต่ออากาศ น้ำ หรือดิน

ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

  • ลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบ ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน
  • ผลิตพลังงานไฟฟ้าสะอาด สนับสนุนเป้าหมายคาร์บอนต่ำของไทย
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ด้วยโครงการพัฒนาท้องถิ่น
  • เพิ่มงานและรายได้ให้คนในพื้นที่

เทียบกับวิธีเดิม โรงเผาขยะแบบนี้ประหยัดพื้นที่ ลดกลิ่นเหม็น และป้องกันน้ำชะขยะได้ดีกว่า นอกจากนี้ ยังมีแผนติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ให้ชุมชนตรวจสอบได้เอง

โครงการนี้เป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนกรุงเทพฯ สู่เมืองสีเขียว การมีส่วนร่วมของชุมชนจะทำให้ทุกอย่างราบรื่นและยั่งยืน หากคุณอยู่ใกล้เคียง ลองเข้าร่วมเวทีต่อไปเพื่อแลกเปลี่ยนไอเดีย

สุดท้าย โครงการนี้พิสูจน์ว่าการจัดการขยะสามารถเป็นโอกาสสร้างพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีได้ หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามข่าวสารจาก กทม. หรือบริษัทผู้พัฒนาได้เลยครับ!

ที่มา – เปิดแผนสิ่งแวดล้อม ทดสอบโรงกำจัดขยะที่อ่อนนุช ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตัน/วัน

“จ่าสิงห์” ลุยล้างบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว 30 วัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวดีสำหรับชาวฉะเชิงเทราและคนที่รักสิ่งแวดล้อมกันบ้างนะครับ “จ่าสิงห์” ลุยล้างบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง เพราะปัญหาบ่อขยะหนามแดงที่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นและน้ำเสียเน่าเสียมานานกว่า 20 ปี กำลังจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง!

“จ่าสิงห์” ลุยล้างบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือที่รู้จักกันในชื่อ จ่าสิงห์ ได้นำคณะทำงานบูรณาการลงพื้นที่ตรวจสอบบ่อขยะชุมชนหนามแดง หมู่ 5 ตำบลหนามแดง อำเภอแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือที่เรียกกันว่าแปดริ้วนั่นเอง การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่มาดูเฉยๆ นะครับ แต่เป็นการลงมือแก้ปัญหาตรงๆ ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อยุติความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ต้องทนกลิ่นเหม็นและน้ำเสียไหลลงลำรางสาธารณะมานานแสนนาน

ปัญหาที่พบในบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว

จากการตรวจสอบพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 75 ไร่ เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติเพียบเลยครับ โดยเฉพาะโรงงานคัดแยกสิ่งปฏิกูลที่ติดตั้งเครื่องจักรคัดแยกขยะถึง 2 เครื่อง แต่ไม่มีในรายการที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ! นอกจากนี้ยังมีการดัดแปลงอาคารไม่ตรงตามแผนที่ขออนุมัติ ไม่มีการแบ่งเขตพื้นที่ระหว่างโรงงานกับบ่อขยะให้ชัดเจนตามระเบียบด้วย สิ่งเหล่านี้ละเมิดกฎหมายชัดๆ

  • ติดตั้งเครื่องจักรคัดแยกขยะ 2 เครื่อง โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ดัดแปลงอาคารไม่ตรงตามที่อนุมัติ
  • ไม่แบ่งเขตโรงงานและบ่อขยะให้ชัดเจน
  • ก่อมลพิษกลิ่นเหม็นและน้ำเสียกระทบชุมชน

สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทราจึงไม่รอช้า ออกคำสั่งตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ให้ผู้ประกอบการ รื้อถอนเครื่องจักรเถื่อนและปรับปรุงผังโรงงานให้ถูกต้องภายใน 30 วัน ถ้าไม่ทำตามก็โดนฟันตามกฎหมายแน่นอน

จ่าสิงห์ ขีดเส้นตาย 30 วัน สั่งรื้อถอนทันที

จ่าสิงห์ประกาศกร้าวเลยครับว่าจะกลับมาตรวจติดตามด้วยตัวเองเมื่อครบ 30 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างได้รับการแก้ไขครบถ้วน ไม่ให้ปัญหาค้างคาแบบนี้ต่อไป นี่จะเป็นต้นแบบในการจัดระเบียบโรงงานจัดการขยะทั่วประเทศ ให้ทุกแห่งปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกัน ไม่สร้างมลพิษทำลายสุขภาพและคุณภาพชีวิตชาวบ้านอีก

“ผมจะกลับมาติดตามผลด้วยตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกประเด็นได้รับการแก้ไขครบถ้วน… เพื่อให้การดำเนินกิจการเป็นไปตามกฎหมายและไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ” จ่าสิงห์กล่าวทิ้งท้ายแบบเด็ดขาด

ปัญหาขยะเถื่อนแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในไทยนะครับ โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ชุมชนที่ขยายตัวเร็ว มลพิษจากกลิ่นและน้ำเสียส่งผลต่อสุขภาพ เช่น โรคทางเดินหายใจ ผิวหนัง และระบบนิเวศในลำราง การที่จ่าสิงห์ลงมือแบบนี้เป็นสัญญาณดี แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถ้าทุกหน่วยงานร่วมมือกัน เราจะจัดการปัญหาขยะได้ทั่วถึงแน่นอน

เพื่อนๆ คิดยังไงกับการลงพื้นที่ของจ่าสิงห์ครั้งนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตหลัง 30 วัน ว่าบ่อขยะเถื่อนแปดริ้วจะสะอาดเอี่ยมขนาดไหน! การแก้ปัญหาแบบนี้คือก้าวแรกสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืนครับ

ที่มา – “จ่าสิงห์” ลุยล้างบางบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว ขีดเส้นตาย 30 วันสั่งรื้อถอนเครื่องจักรเถื่อน

มท. เร่งฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

กระทรวงมหาดไทยเร่งเครื่องภารกิจ “14 วัน หาดใหญ่สะอาด” เดินหน้าฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เตรียมลดระดับภัยพิบัติ หวังเยียวยาประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุมติดตามความคืบหน้าการฟื้นฟูพื้นที่จังหวัดสงขลา ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ประชุมเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านภารกิจไปสู่การบริหารจัดการในระดับจังหวัด รวมถึงการฟื้นฟูและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมเสนอแผนการลดระดับสาธารณภัย จากระดับร้ายแรงอย่างยิ่ง (ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ลงมาเป็นระดับ 3 (ภัยขนาดใหญ่) และจะลดระดับลงไปเป็นภัยระดับจังหวัดตามลำดับ โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ต่อไป

ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยในหาดใหญ่ครั้งนี้ ว่าเป็นเหตุการณ์ “ภัย 300 ปี” ที่ประชาชนในพื้นที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน และในวันพรุ่งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำคณะนักวิชาการลงพื้นที่เพื่อถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและป้องกันในอนาคต นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายว่าภายใน 7 วัน ผู้ที่ยังคงพักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงจะสามารถเดินทางกลับบ้านได้ทั้งหมด โดยจะเหลือเพียงผู้ป่วยหนักจำนวน 18 ราย ที่ยังคงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์ ณ ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

นอกเหนือจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังได้ร่วมกับกองบัญชาการทหารสูงสุด ดำเนินภารกิจสำคัญภายใต้ชื่อ “14 วัน หาดใหญ่สะอาด” โดยมีการแบ่งพื้นที่ปฏิบัติการออกเป็น 4 โซน เพื่อเร่งดำเนินการจัดการขยะจำนวนมหาศาลกว่า 250,000 ตัน ที่ยังคงตกค้างอยู่ในพื้นที่ชุมชนเมืองหาดใหญ่ โดยมีกำหนดการที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 13 ธันวาคม 2568 สำหรับมาตรการเยียวยาประชาชนด้วยเงินช่วยเหลือจำนวน 9,000 บาท แม้ว่าจะมีการดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงพบปัญหาในเรื่องของการลงทะเบียนที่ผิดพลาด หรือข้อมูลที่ยังคงค้างอยู่ในระดับจังหวัด จึงได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเร่งติดตามและจัดส่งข้อมูลที่ถูกต้องโดยด่วน

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้แจ้งเตือนถึงสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศว่า จะมีฝนตกหนักต่อเนื่องในระหว่างวันที่ 13–18 ธันวาคม 2568 จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมแผนเผชิญเหตุ และใช้เครือข่ายประธานชุมชนทั้ง 103 แห่ง ในการแจ้งเตือนการอพยพประชาชนทันที หากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันขึ้นอีกครั้ง

มท. เร่งฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ความคืบหน้าการฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

การฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และการกลับมาใช้กลไกการบริหารจัดการในระดับจังหวัดจะเป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการช่วยเหลือประชาชน

ภารกิจสำคัญที่กำลังดำเนินการควบคู่กันไปคือ การจัดการขยะจำนวนมหาศาลในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ การเร่งระบายขยะออกจากพื้นที่ชุมชน จะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัย และสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง การจ่ายเงินช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและถูกต้อง จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และช่วยให้พวกเขาสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนักที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การเตรียมความพร้อมและมีแผนเผชิญเหตุที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะช่วยให้สงขลาสามารถกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง

ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจของทุกฝ่าย สงขลาจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ และกลับมาเป็นเมืองที่น่าอยู่และมีชีวิตชีวาอีกครั้งในเร็ววัน

ที่มา – มท. เร่งฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จ่อลดระดับภัยพิบัติ

Scroll to top