การจัดการภัยพิบัติ

“เต้” ชู “มหกรรมปั๊มบุตร” ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย กทม.

“เต้” ชู “มหกรรมปั๊มบุตร” ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย กทม.

โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. บรรยากาศร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง เมื่อ “เต้” มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ควงแขน “หน่อง ภาสพงศ์” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 7 จากกลุ่มกรุงเทพบินได้ ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนพร้อมเสนอไอเดียนโยบายใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายเพิ่มประชากรผ่าน “มหกรรมปั๊มบุตร” เพื่อแก้ปัญหาอัตราการเกิดที่ต่ำลงในปัจจุบัน

เจาะลึกนโยบายเพิ่มประชากรผ่าน “มหกรรมปั๊มบุตร” ของกลุ่มกรุงเทพบินได้

“เต้” มงคลกิตติ์ ได้ให้รายละเอียดว่า ปัจจุบันอัตราการเกิดของเด็กในกรุงเทพฯ ลดลงอย่างน่าใจหาย เหลือเพียง 60,000 คนต่อปีเท่านั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นคุณภาพชีวิตและสร้างอนาคตของชาติ นโยบาย “มหกรรมปั๊มบุตร” จึงถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนคู่สมรสที่มีความพร้อม ทั้งนี้จะมีการสนับสนุนเงินทุนรวม 100,000 บาท แบ่งเป็นช่วงตั้งครรภ์และการคลอดบุตร เพื่อให้ครอบครัวมีความมั่นคงและช่วยเพิ่มจำนวนประชากรวัยแรงงานในอนาคต

นอกเหนือจากนโยบายสนับสนุนการมีบุตรแล้ว ทีมงานยังได้เน้นย้ำประเด็นเรื่องความปลอดภัยในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะการตรวจสอบอาคารเก่าที่มีความเสี่ยงต่อเหตุแผ่นดินไหวหรือการพังถล่ม โดยทางกลุ่มกรุงเทพบินได้มีแผนการที่ชัดเจน ดังนี้:

  • จัดตั้งทีมช่างโยธา กทม. สแกนตรวจสอบอาคารเก่าในเขตประวัติศาสตร์
  • เตรียมแผนรับมือภัยพิบัติแผ่นดินไหว พร้อมงบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์ทันสมัย
  • จัดตั้ง “หน่วยซีล กทม.” สำหรับภารกิจกู้ภัยในอาคารสูงและเหตุเพลิงไหม้
  • เพิ่มเฮลิคอปเตอร์เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เข้าถึงยาก

มุมมองต่อการพัฒนาเมืองและความปลอดภัย

หน่อง ภาสพงศ์ กล่าวเสริมว่า ปัญหาอาคารที่ก่อสร้างก่อนมี พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร ถือเป็นระเบิดเวลาที่ต้องได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วน การสแกนพื้นที่เฝ้าระวังในเขตชั้นใน เช่น เขตสัมพันธวงศ์ หรือเขตพระนคร จึงเป็นภารกิจหลักที่ต้องทำทันทีหากได้รับเลือก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอาคารถล่มที่สร้างความสูญเสีย ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้สมัครหมายเลข 7 ไม่ได้มองแค่ปัญหาในปัจจุบัน แต่ยังมองไกลไปถึงอนาคตและการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างมีระบบ

การหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ จึงไม่ได้มีแค่เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการแก้ปัญหารถติดเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของคนกรุงเทพฯ อย่างครอบคลุม เชื่อว่าหากประชาชนเปิดใจรับฟังนโยบายเชิงรุกแบบนี้ จะเห็นได้ถึงความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาเมืองหลวงอย่างยั่งยืน แล้วคุณล่ะคิดว่านโยบายนี้จะช่วยพลิกโฉมกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และมีประชากรคุณภาพเพิ่มขึ้นได้จริงหรือไม่?

ที่มา – “เต้” ควง “หน่อง ภาสพงศ์” ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ดันนโยบายเพิ่มประชากรผ่าน “มหกรรมปั๊มบุตร”

“ทรงศักดิ์” เร่งเครื่องแก้ฝุ่นตามสั่งนายกฯ

ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในภาคเหนือของไทยกลับมาหนักอีกครั้ง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ทุกปีในช่วงฤดูแล้ง ไฟป่า การเผาในพื้นที่เกษตร และมลพิษข้ามพรมแดน ทำให้ค่าฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐาน ล่าสุด รัฐบาลได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้

ทรงศักดิ์ เร่งเครื่องแก้ฝุ่นตามข้อสั่งการนายกฯ

วันที่ 21 เมษายน 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยยืนยันว่าจะเร่งเครื่องแก้ฝุ่นตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งสั่งการให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อป้องกันภัยพิบัติในพื้นที่ภาคเหนือ โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานด้วยตัวเอง

ทรงศักดิ์ เร่งเครื่องแก้ฝุ่นตามข้อสั่งการนายกฯ นี้ จะเน้นการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม โดยฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการจะนำเสนอโครงสร้างองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะเรียบร้อยภายในวันเดียวกันนี้ โครงสร้างดังกล่าวเคยมีมาก่อน แต่ครั้งนี้จะกำชับให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาและแก้ไขได้จริง ไม่ใช่แค่แก้ไขบนกระดาษ

รายละเอียดการตั้งคณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติภาคเหนือ

คณะกรรมการชุดนี้จะมีหน้าที่หลักในการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน เพื่อป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติจากฝุ่นควัน โดยเฉพาะในจังหวัดภาคเหนือตอนบน เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน ที่มักเผชิญปัญหานี้หนักที่สุด การตั้งคณะกรรมการจะช่วยให้มีระบบบัญชาการที่ชัดเจน ลดความล่าช้าในการตัดสินใจ

สาเหตุหลักของปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ

ฝุ่น PM2.5 เกิดจากหลายปัจจัยหลัก ได้แก่ การเผาไหม้ในที่โล่งเพื่อเตรียมดินทำการเกษตร การเผาป่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ รวมถึงมลพิษจากยานพาหนะและโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ลมฤดูหนาวที่พัดพามลพิษจากเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา ลาว และพม่า ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย ผลกระทบไม่ใช่แค่ไอร้อนไอหอบ แต่ยังรวมถึงโรคหัวใจ มะเร็งปอด และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

มาตรการเร่งด่วนที่คาดหวังจากทรงศักดิ์ เร่งเครื่องแก้ฝุ่น

จากแนวทางที่รองนายกฯ ทรงศักดิ์ เร่งเครื่องแก้ฝุ่น จะครอบคลุมหลายมิติ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน นอกจากการตั้งคณะกรรมการแล้ว ยังมีแผนงานอื่นๆ ที่จะถูกนำมาปรับใช้ ดังนี้

  • ควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร: ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ สร้างจุดตรวจ และใช้โดรนเฝ้าระวัง พร้อมให้คำแนะนำทางเลือกแทนการเผา เช่น ไถกลบหรือใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ
  • ระบบเฝ้าระวังและพยากรณ์อากาศ: ติดตั้งสถานีวัดคุณภาพอากาศเพิ่มเติม เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์กับแอปพลิเคชันสำหรับประชาชน
  • ส่งเสริมพลังงานสะอาด: สนับสนุนเกษตรกร改ใช้เครื่องจักรไฟฟ้า ลดการใช้รถเก่า และปลูกป่าชายเลนเพื่อดูดซับคาร์บอน
  • ความร่วมมือข้ามพรมแดน: เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดการเผาในลุ่มน้ำโขงร่วมกัน
  • มาตรการช่วยเหลือประชาชน: แจกหน้ากากอนามัยฟรี เปิดห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนและชุมชน

การดำเนินการเหล่านี้จะถูกกำกับดูแลโดยคณะกรรมการ เพื่อให้เกิดการบูรณาการสูงสุด รัฐบาลยังวางแผนใช้งบประมาณพิเศษเพื่อเร่งรัดโครงการ โดยคาดว่าจะเห็นผลชัดเจนในฤดูแล้งปีหน้า

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม

ฝุ่น PM2.5 ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวภาคเหนือลดลงกว่า 30% ต่อปี เกษตรกรไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้เต็มที่ และค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูง การที่ทรงศักดิ์ เร่งเครื่องแก้ฝุ่นจึงไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่เป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วย

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของรัฐบาลแสดงถึงความจริงจัง หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ปัญหาฝุ่นจะถูกจัดการได้อย่างยั่งยืน ชาวภาคเหนือควรเตรียมตัวรับมือไปก่อน และติดตามความคืบหน้าของคณะกรรมการนี้ หากคุณมีประสบการณ์จากฝุ่น PM2.5 แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้เพื่อนๆ รู้!

ที่มา – “ทรงศักดิ์” เร่งเครื่องแก้ฝุ่นตามข้อสั่งการนายกฯ ตั้ง คกก.ป้องกันภัยพิบัติภาคเหนือ

นายกฯ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ไฟป่า-PM2.5

สวัสดีครับทุกคน ในช่วงฤดูแล้งแบบนี้ ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 กลับมาหลอกหลอนชาวภาคเหนืออีกครั้ง ทำให้อากาศแย่ สุขภาพประชาชนเสี่ยง แต่มีข่าวดีที่ทำให้เรายิ้มได้ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เสียสละเสี่ยงอันตราย ทุ่มเทป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่า-PM2.5 อย่างเต็มที่ วันนี้เรามาเล่าเรื่องนี้แบบเป็นกันเองกันนะครับ

นายกฯ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ไฟป่า-PM2.5

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นายกฯ นำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่วัดพระธาตุดอยสะเก็ด อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามภารกิจดับไฟป่าแบบแนวคิด “ป่าเปียก” หรือ Wet Fire Break ที่ฉีดน้ำสร้างแนวกันไฟ และใช้โดรน UAV ขนาดใหญ่สำรวจ-ดับไฟ นายกฯ บอกเลยว่าประทับใจมากกับความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่ต้องเผชิญความร้อน ควันพิษ เสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องป่าและอากาศให้คนไทย

“เราต้องเน้นป้องกันมากกว่าแก้” นายกฯ กล่าว พร้อมขอบคุณทุกคนที่เป็นด่านหน้าดูแลป่าและสภาพอากาศ รัฐบาลจะทำทุกทางสนับสนุน ไม่ว่าจะภูมิปัญญาชาวบ้านหรือเทคโนโลยีไฮเทค ห้ามเผาเด็ดขาด งดซื้อสินค้าจากการเผา บังคับใช้กฎหมายเข้มงวดจากตำรวจ ทหาร ป่าไม้ ทุกฝ่ายช่วยกัน ลดความเสียหายจากมนุษย์ที่ซ้ำเติมธรรมชาติ

นายกฯ ลงพื้นที่ดับไฟป่า

นายกฯ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ไฟป่า-PM2.5 เน้นไม่เสี่ยงชีวิต

นายกฯ ย้ำชัด “ต้องไม่เสี่ยงชีวิต ลั่นไม่สามารถเสียกำลังพลคนใดไปได้” ให้ระดมสมอง โดยนายอำเภอเป็นหัวหน้า ผู้ว่าฯ เป็น Single Command ติดตามใกล้ชิด ใช้ดุลยพินิจสูงสุด หากจุดร้อนอันตรายก็ลดผลกระทบแทนบุกเด็ดขาด นอกจากนี้ ยังสั่งถ่ายทอดนโยบายผ่านวิทยุสื่อสารดิจิทัลไปยัง 17 จังหวัดเหนือ 196 อำเภอ 1,559 ตำบล 14,496 หมู่บ้าน เพื่อให้ทุกคนรับรู้และช่วยกัน

คณะที่ร่วมลงพื้นที่เพียบ ทั้งรองนายกฯ ทรงศักดิ์ (ประธานฯ สาธารณภัยเหนือ), ศุภจี รองนายกฯ, สุริยะ เกษตร, สุชาติ ทส., ไชยชนก ดีอี, เจเศรษฐ์ มท. ช่วยฯ, และผู้บริหารสูงสุดอีกมากมาย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังขนาดไหน

ภาพเจ้าหน้าที่ดับไฟ
โดรนดับไฟป่า
  • มาตรการหลัก: สร้างแนวป่าเปียก, ใช้โดรน UAV สำรวจ
  • ป้องกัน: ห้ามเข้าป่า, งดเผา, บังคับกฎหมาย
  • สนับสนุน: เทคโนโลยีดิจิทัลกระจายข่าว
  • เป้าหมาย: ลด PM2.5 ฟื้นท่องเที่ยวเชียงใหม่-เชียงราย

นายกฯ ยังกังวลเรื่องเศรษฐกิจ จากที่เชียงรายนักท่องเที่ยวหาย สนามบินโล่ง รายได้ท่องเที่ยวเสียหายหนัก แม้ฤดูฝนจะมาใน 2 เดือน แต่ต้องรีบแก้ก่อนน้ำท่วมซ้ำ นี่คือการแสดงออกว่ารัฐบาลใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมและประชาชนจริงๆ

ในฐานะคนไทย เราควรช่วยกันงดเผา垃圾 ช่วยแจ้งเบาะแสไฟป่า และสนับสนุนเจ้าหน้าที่ นายกฯ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ไฟป่า-PM2.5 แบบนี้ ทำให้เรามีความหวังมากขึ้น คุณล่ะคิดยังไง? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ ช่วยกันลดไฟป่า PM2.5 ได้ตั้งแต่วันนี้!

คณะรัฐมนตรีลงพื้นที่
นายกฯ ให้กำลังใจ

ที่มา – นายกฯ ขอบคุณเจ้าหน้าที่เสียสละเสี่ยงอันตราย ทำทุกทางป้องกัน แก้ปัญหาไฟป่า-PM2.5

“จูรี” แฉระบบเตือนภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ล้มเหลว

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่เมื่อปลายปี 2568 สร้างความเสียหายมหาศาลกว่า 2 หมื่นล้านบาท และคร่าชีวิตผู้คนไป 145 ราย ทำให้ “จูรี” หรือนายจูรี นุ่มแก้ว ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ต้องลุกขึ้นแฉระบบเตือนภัยที่ล้มเหลวในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อ 8 เมษายน 2569 ชาวบ้านจำนวนมากไม่ได้รับแจ้งเตือนทันเวลา เยียวยาช้ามาก จนเกิดคำถามว่ารัฐบาลจะปล่อยให้เกิดซ้ำอีกหรือไม่

“จูรี” แฉระบบเตือนภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ล้มเหลว

นายจูรีอภิปรายด้วยความสะเทือนใจ เสนอญัตติขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อปฏิรูป “หาดใหญ่โมเดล” การจัดการน้ำแบบบูรณาการ เขาชี้ความล้มเหลว 3 ระยะของรัฐบาลที่ทำให้เศรษฐกิจพังพินาศ ชาวบ้านทุกภาคส่วนเดือดร้อน ตั้งแต่แม่ค้าตลาดนัดไปจนถึงนักธุรกิจและโรงเรียน

ระยะที่ 1: ระบบเตือนภัยเข้าไม่ถึงประชาชน

แม้มีข้อมูลดีจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน GISTDA แต่ไม่ถูกแปลเป็นภาษาชาวบ้านเข้าใจ เช่น กรณี “น้องโฉม” ตื่นมากลางดึกเจอน้ำท่วมบ้าน 3 เมตร จูรีเสนอใช้ Digital Twin และ AI แจ้งเตือนรายบุคคลล่วงหน้า 24-48 ชั่วโมง เพื่อให้ทุกคนตั้งตัวทัน

ระยะที่ 2: การบริหารจัดการมั่วซั่ว

การช่วยเหลือไร้เอกภาพ สื่อสารล่มทั้งเมือง เจ้าหน้าที่บางส่วนไม่ช่วยชาวบ้านที่รอความตาย อ้างรอรับนายกฯ และ ครม. จนยอดตายพุ่ง 145 ราย การทำงานแบบ “มั่วตั้วคั่วตอก” ทำให้ประชาชนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ระยะที่ 3: เยียวยาช้าเหมือนเต่าเรียกพี่

เงินซ่อมบ้านล่าช้า 150 วัน NASA ไปดวงจันทร์แค่ 3 วัน แต่เงินช่วยเหลือยังไม่ถึง ชาวบ้านได้แค่ 150 บาท จากเพดาน 49,000 บาท จูรีถาม “150 บาทเอาไปซ่อมอะไร?” ชาวบ้านเข็ดแล้ว ไม่อยากรอข้าวผัดจากนายกฯ

จูรีจี้ตั้งกรรมาธิการ 3 ภารกิจหลัก:

  • เตรียมพร้อม: ใช้เทคโนโลยีเตือนภัย ปรับผังเมืองระบายน้ำ
  • เผชิญหน้า: บูรณาการหน่วยงาน มี Single Command Center
  • ฟื้นฟู: ปฏิรูประบบเยียวยา ลดเอกสาร Soft Loan ช่วย SME

อีก 6 เดือนฤดูฝนใหม่จะมา คูคลองยังตื้น เครื่องสูบน้ำยังไม่พร้อม ชาวหาดใหญ่ต้องการการจัดการยั่งยืน

ด้าน “การดี” จี้สังคายนา “หาดใหญ่โมเดล”

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนญัตติ ชี้รัฐบาลยึดเยียวยา ไม่ป้องกัน รายงานถอดบทเรียนยังไม่แล้วเสร็จ เธอเตือน “ฝน 300 ปีอาจมาอีกปีนี้” อ้าง ศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ชี้จุดอ่อน 4 ประการ

  • ระบบแจ้งเตือนล่าช้า สื่อสารไม่เชื่อมโยง
  • ผังเมืองหาดใหญ่หมดอายุตั้งแต่ 2555 ใช้ผังจังหวัดแทน
  • เมืองเติบโตผิดทิศ 堵ทางน้ำธรรมชาติ
  • ไร้เอกภาพ ขาด Data-Driven Command Center

ดร.การดีเลี่ยนคำขอโทษซ้ำซาก เสนอ Big Win เช่น Street Canal, Local Alert, Data-Driven Policy เปลี่ยนจากเยียวยาเป็นป้องกัน เพราะสูญเสียชีวิตประเมินค่าไม่ได้

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่รัฐบาลต้องแก้ไขด่วน หาดใหญ่โมเดลคือคำตอบเพื่ออนาคตที่ปลอดภัย คุณคิดว่ารัฐบาลจะลุกขึ้นจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ที่มา – “จูรี” แฉระบบเตือนภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ล้มเหลว ด้าน “การดี” จี้สังคายนา “หาดใหญ่โมเดล”

“ลิซ่า ภคมน” ลั่นคนใต้ยังไม่ได้เงินซ่อมบ้านน้ำท่วม

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นที่ชาวใต้หลายพันครัวเรือนกำลังเดือดร้อนกันอย่างหนัก นั่นคือเรื่อง “ลิซ่า ภคมน” ลั่นคนใต้ยังไม่ได้เงินซ่อมบ้านน้ำท่วม ซึ่งเป็นข่าวที่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อ ลิซ่า ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กทวงถามให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหานี้แบบเป็นกันเอง แต่แฝงความเด็ดขาดสุดๆ หลังจากน้ำท่วมภาคใต้แห้งสนิทไปนาน 3 เดือน ชาวบ้านต้องดิ้นรนซ่อมบ้านด้วยตัวเอง แต่เงินช่วยเหลือยังค้างอยู่ในระบบราชการ!

“ลิซ่า ภคมน” ลั่นคนใต้ยังไม่ได้เงินซ่อมบ้านน้ำท่วม

จากโพสต์ของลิซ่าเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เธอชี้แจงชัดเจนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้ำท่วมครั้งใหญ่ทำให้บ้านเรือนพังยับเยิน แต่ตอนนี้ชาวบ้านเข้าไปอยู่อาศัยได้แล้ว แต่เงินซ่อมบ้านจำนวน 49,500 บาทต่อหลัง ยังไม่ถึงมือใครเลย เพราะกระบวนการพิสูจน์ความเสียหายล่าช้าสุดๆ แถมตอนนี้เจ้าหน้าที่ลงสำรวจ ชาวบ้านก็ซ่อมไปแล้วตั้งนาน เก็บหลักฐานความเสียหายไว้ให้ดูได้ที่ไหนล่ะ?

ปัญหาหลักที่ลิซ่า ภคมน ชี้ให้เห็น

นอกจากความล่าช้าแล้ว ยังมีปัญหาทับถม เช่น เงินเยียวยาคำนวณเฉพาะค่าวัสดุ ไม่รวมค่าแรงช่าง ซึ่งในยุคนี้ค่าวัสดุก่อสร้างแพงขึ้นหลายเท่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ใช่ช่างหาต้องจ้างคนอื่นมาทำ ลิซ่าถามตรงๆ ว่าคนที่ร่างระเบียบเคยคิดถึงความเป็นจริงของชาวบ้านบ้างไหม? แถมข่าวดีที่รัฐมนตรีแบดประกาศว่ากกต.อนุมัติเงิน 2 พันล้านบาท ก็เป็นเงินถ้วนหน้าที่ค้างท่อมานาน ไม่ใช่ของใหม่เอี่ยมอะไร

เพื่อนๆ ลองนึกภาพตามนะครับ บ้านพัง ฝ้าเพดานหลุด ประตูหน้าต่างหาย ต้องกู้ยืมญาติพี่น้องมาซ่อมเพื่อให้ลูกหลานมีที่อยู่อาศัย แต่รัฐบาลกลับเงียบกริบ ไม่บอกว่าจะได้เงินเมื่อไหร่ นี่แหละคือความทุกข์ที่แท้จริงของคนใต้

ข้อเสนอสุดแซ่บจากลิซ่า ภคมน เพื่อแก้ปัญหาเงินซ่อมบ้านน้ำท่วม

ลิซ่าไม่ได้แค่วิจารณ์ แต่เสนอทางออกชัดเจนเลยครับ ถ้าเธอเป็นรัฐบาล จะทำยังไงบ้าง ลองดูรายการนี้:

  • เลิกใช้ระบบเดินจดด้วยมือ: 改ใช้ดาวเทียม GISTDA ที่เห็นความเสียหายบ้านเลขที่ไหนบ้างได้ชัดเจน พรรคประชาชนเคยไปคุยมาแล้ว เทคโนโลยีไทยเรามีพร้อม!
  • ขยายเพดานเงินซ่อมบ้าน: จาก 49,500 บาท เป็น 100,000 บาทต่อหลัง เพราะค่าวัสดุปี 2569 แพงมาก ไม่พอจริงๆ
  • กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น: ปลดล็อกให้ประกาศภัยพิบัติเอง ใช้งบในมือช่วยชาวบ้านทันที ไม่ต้องรอกรุงเทพฯ สั่ง
  • ปรับระเบียบกระทรวงการคลัง: รวมค่าแรงช่างเข้าไปด้วย เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ความสะดวกของเจ้าหน้าที่

ข้อเสนอเหล่านี้ฟังดูเข้าท่าไหมครับ? มันจะทำให้การเยียวยาเร็วขึ้น ยุติธรรมขึ้น และตรงใจชาวบ้านมากกว่าเดิมเยอะ

นอกจากนี้ ลิซ่ายังตำหนิรัฐบาลว่าอย่าประโคมข่าวจ่ายเงินทีละนิด แต่ต้องแก้ระบบทั้งหมด ลิซ่าจะติดตามทวงถามต่อเนื่องด้วยพลังเดียวกับที่นักการเมืองไล่เก้าอี้รัฐมนตรี สุดยอดไปเลย!

ในฐานะคนไทยที่ห่วงใย เราควรติดตามเรื่องนี้ใกล้ชิด รัฐบาลต้องแสดงเจตจำนงจริงจัง ถ้าปล่อยไว้ ชาวใต้จะเดือดร้อนยาว คุณล่ะคิดยังไงกับข้อเสนอของลิซ่า? คิดว่ารัฐควรทำตามไหม? มาคอมเมนต์แชร์ความเห็นกันด้านล่างเลยนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้ปัญหาเงินซ่อมบ้านน้ำท่วมคลี่คลายเร็วๆ

ที่มา – “ลิซ่า ภคมน” ลั่น 3 เดือนแล้วคนใต้ยังไม่ได้เงินซ่อมบ้านน้ำท่วม เสนอรัฐแก้ระเบียบทั้งระบบ

ดุสิตโพล: การเมืองไทยแย่ลง จริงหรือ?

สถานการณ์การเมืองไทยแย่ลงในสายตาประชาชน จริงหรือไม่? ดุสิตโพลเผยผลสำรวจล่าสุดที่น่าสนใจเกี่ยวกับมุมมองของประชาชนต่อสถานการณ์การเมืองไทยในปี 2568 โดยเน้นไปที่ประเด็นสำคัญอย่างการจัดการภัยพิบัติ และความเชื่อมั่นต่อพรรคการเมืองต่างๆ

ดุสิตโพล เผยประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง จัดการภัยพิบัติ แผ่นดินไหว – น้ำท่วม ไม่เป็นระบบ

ผลสำรวจจาก “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าภาพรวมการเมืองไทยแย่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติที่ไม่เป็นระบบ เช่น ปัญหาน้ำท่วมและแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประชาชนมองอย่างไรต่อพรรคการเมือง?

นอกจากประเด็นเรื่องภัยพิบัติแล้ว ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมองว่าพรรคการเมืองต่างๆ ยังเน้นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลและควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ในการสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวน 1,194 คน ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม 2568 พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ร้อยละ 55.53 มองว่าภาพรวมการเมืองไทยแย่ลง
  • ร้อยละ 67.59 กังวลเรื่องการจัดการภัยพิบัติที่ไม่เป็นระบบ
  • ร้อยละ 59.05 มองว่าพรรคการเมืองเน้นประโยชน์ส่วนตน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน โดยสำหรับพรรคฝ่ายรัฐบาลคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพได้จริง (ร้อยละ 56.28) ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านคือ การตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา (ร้อยละ 64.07)

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ได้ให้ความเห็นว่า ผลโพลนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง และปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความกังวลคือปัญหาการจัดการภัยพิบัติและปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ประชาชนยังมองว่าพรรคการเมืองยังคงให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชน

ผศ.สรศักดิ์ มั่นศิลป์ รองคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้วิเคราะห์ว่า ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเมืองไทยอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ รวมถึงความไม่พอใจต่อการที่พรรคการเมืองเน้นผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม

ผลสำรวจนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาภัยพิบัติ หรือปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

การเมืองที่เน้นการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – ดุสิตโพล เผนประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง จัดการภัยพิบัติ แผ่นดินไหว – น้ำท่วม ไม่เป็นระบบ

Scroll to top