การจัดสรรงบประมาณ

รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย

รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการกระจายงบประมาณโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน ว่าอาจมีความไม่เป็นธรรม ล่าสุด นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนว่าการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้ไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยระบุว่า รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย อย่างเป็นรูปธรรม

ข้อเท็จจริงเบื้องหลังตัวเลขโครงการน้ำบาดาล

จากการชี้แจง พบว่าโครงการทั้งหมด 858 แห่งนั้นเป็นโครงการชุดเดิมและพิกัดเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อนำมาวางเทียบกับแผนที่เขตเลือกตั้งใหม่หลังปี 2566 ตัวเลขการกระจุกตัวของโครงการจึงเปลี่ยนไปตามผู้ชนะในแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่การจัดสรรใหม่เพื่อเอื้อประโยชน์พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจคือ:

  • พรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่างพรรคกล้าธรรม ก็ได้รับโครงการไปถึง 142 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 16.6 ของทั้งหมด
  • ค่าเฉลี่ยของจำนวนโครงการต่อ สส. 1 คน ของฝ่ายค้านบางพรรคสูงกว่าพรรคร่วมรัฐบาลเสียอีก
  • พื้นที่ของพรรคประชาชน กลับได้รับวงเงินเฉลี่ยต่อโครงการสูงที่สุดที่ 7.81 ล้านบาทต่อแห่ง

ด้วยเหตุนี้ รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย โดยยืนยันว่าวงเงินงบประมาณที่แตกต่างกันในแต่ละแห่งนั้น ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทางวิศวกรรม ความลึกของบ่อ และระยะทางในการเดินระบบท่อส่งน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยทางเทคนิคล้วนๆ ไม่ใช่เรื่องของการแบ่งเค้กทางการเมืองแต่อย่างใด

หากเราลองพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านจะเห็นได้ว่า พรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล ปัจจุบันกลับมีจำนวนโครงการในเขตพื้นที่ลดลงอย่างมากถึงร้อยละ 93 ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่ย้อนแย้งกับข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลจัดสรรงบให้พวกพ้อง นอกจากนี้ ในฐานะประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากน้ำสะอาด การได้รับข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จากทางรัฐบาลถือเป็นเรื่องดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดจากกระแสข่าวที่อาจยังไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน

รัฐบาลยืนยันพร้อมรับการตรวจสอบในทุกขั้นตอน ขอเพียงให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลที่รอบด้านและเป็นธรรมในการพิจารณา เพื่อให้โครงการน้ำบาดาลเหล่านี้สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนทั่วประเทศอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเขตเลือกตั้งของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม

ที่มา – รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย

รัฐบาล โต้ ไอซ์ ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำไม่ใช่การเมือง

รัฐบาล โต้ ไอซ์ ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำไม่ใช่การเมือง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมือง เมื่อคุณ ‘ไอซ์ รักชนก’ สส. จากพรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการกระจุกตัวของงบประมาณในโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน ซึ่งมีวงเงินสูงถึง 6,541.98 ล้านบาท โดยมองว่าอาจมีการจัดสรรงบไปลงในพื้นที่ของ สส. พรรคภูมิใจไทยมากเกินไปหรือไม่ ล่าสุดทางรัฐบาลโดยคุณลลิดา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้ออกมารัฐบาล โต้ “ไอซ์” ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำโครงการกำหนดพื้นที่ก่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่จัดสรรตามการเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชน

ข้อเท็จจริงเบื้องหลังโครงการน้ำบาดาล

ทางรัฐบาลได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า โครงการทั้ง 858 แห่งนี้ ไม่ใช่โครงการที่เพิ่งคิดขึ้นมาใหม่ แต่เป็นรายการเดิมที่เคยผ่านกระบวนการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมางบประมาณไม่เพียงพอจึงยังไม่ได้ดำเนินการ ดังนั้น การที่บอกว่ารัฐบาล โต้ “ไอซ์” ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำโครงการกำหนดพื้นที่ก่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่จัดสรรตามการเมือง จึงมีหลักฐานยืนยันได้ว่าพื้นที่เหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นก่อนที่จะทราบผลการเลือกตั้งเสียอีก

ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากการชี้แจงของรัฐบาล มีดังนี้:

  • พื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรโครงการครอบคลุมถึง 63 จังหวัดทั่วประเทศ
  • คำขอโครงการมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยตรง ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติจากส่วนกลาง
  • จังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นฐานเสียงของรัฐมนตรีเจ้าสังกัด กลับไม่ได้รับการจัดสรรโครงการแม้แต่แห่งเดียว
  • อัตราการอนุมัติสูงถึง 90% ของคำขอทั้งหมด โดยกรณีที่ไม่ได้รับอนุมัติมักเป็นเพราะโครงการซ้ำซ้อนหรือท้องถิ่นไม่พร้อมรับมอบ

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การที่รัฐบาล โต้ “ไอซ์” ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำโครงการกำหนดพื้นที่ก่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่จัดสรรตามการเมือง จึงเป็นการเน้นย้ำถึงกระบวนการทำงานที่เน้นความจำเป็นของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังไม่มีระบบประปาเข้าถึง หรือพื้นที่ที่ห่างไกลจากการประปาส่วนภูมิภาคและนครหลวง

ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญ

การตรวจสอบจากภาคประชาชนหรือสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นกลไกตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งรัฐบาลเองก็พร้อมเปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอน ทั้งรายการที่ผ่านและไม่ผ่านการอนุมัติ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสสูงสุด เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ไม่ใช่การเมือง แต่คือการทำให้พี่น้องประชาชนกว่า 171,600 ครัวเรือน มีน้ำสะอาดใช้อย่างยั่งยืนและเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคตลอดทั้งปี

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่การตั้งข้อสังเกตควรอยู่บนฐานของข้อมูลที่รอบด้าน เพื่อไม่ให้โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต้องหยุดชะงักไปเพราะความเข้าใจผิด หวังว่าการชี้แจงในครั้งนี้จะทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า งบประมาณทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของคนในพื้นที่อย่างแท้จริงครับ

ที่มา – รัฐบาล โต้ “ไอซ์” ปมจัดงบน้ำบาดาล ย้ำโครงการกำหนดพื้นที่ก่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่จัดสรรตามการเมือง

“สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์”

“สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้

ประเด็นร้อนแรงทางการเมืองกลับมาอีกครั้ง เมื่อ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส. พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดสรรงบประมาณของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจำนวน 6,500 ล้านบาท ที่ถูกมองว่ากระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ สส. พรรคภูมิใจไทย โดยนายสุชาติได้ตอกกลับอย่างเผ็ดร้อนว่า “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้ และแนะนำว่าฝ่ายค้านควรยกระดับการทำงานให้เป็นมืออาชีพมากกว่านี้

เบื้องหลังงบประมาณน้ำบาดาลที่ถูกตั้งคำถาม

นายสุชาติได้อธิบายถึงที่มาของงบประมาณว่า ตนในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงทราบดีว่าพื้นที่ใดมีความเดือดร้อนและจำเป็นต้องใช้น้ำ ซึ่งคำขอเหล่านี้เป็นคำขอเดิมที่ส่งมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตั้งแต่ปี 2566-2569 ไม่ใช่การมาสำรวจใหม่เพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมือง โดยเขาย้ำว่า “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้ เพราะการทำงานของกรมฯ ต้องผ่านขั้นตอนของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) อย่างเข้มงวด

  • งบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท มาจากการประมูลงานตามระบบ TOR
  • พื้นที่ที่ได้รับจัดสรรคือพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งตามการพยากรณ์อากาศ
  • ไม่ได้เลือกปฏิบัติโดยใช้ตัวเลข สส. เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ

รัฐมนตรีสุชาติยังเน้นย้ำว่า การที่ฝ่ายค้านออกมาพูดโดยไม่มีพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ถือเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับมาตรฐานการเมืองไทย การที่เขาถูกกล่าวหาว่ากระจายงบไปพื้นที่พรรคภูมิใจไทยนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของความต้องการของประชาชนในพื้นที่ที่เดือดร้อนจากภัยแล้งอย่างหนัก ซึ่งรัฐบาลมีความจำเป็นต้องจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคให้ทันท่วงที

มุมมองจากรัฐมนตรีต่อการทำงานของฝ่ายค้าน

นายสุชาติยังฝากถึง น.ส.รักชนก ว่าการจะเป็นฝ่ายค้านที่ดีต้องใช้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่การตั้งธงมาล่วงหน้าเพื่อสร้างกระแสในสังคม เพราะนอกจากจะทำให้การทำงานของข้าราชการท้อแท้แล้ว ยังเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอีกด้วย เขาเชื่อมั่นว่าตนเองทำหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้เสมอ “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้ โดยยืนยันว่าทุกโครงการมีแผนงานรองรับชัดเจนเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม

ท้ายที่สุดนี้ การตรวจสอบเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้และการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ผลประโยชน์สูงสุดตกอยู่ที่ประชาชนอย่างแท้จริง มิใช่เพียงการสร้างประเด็นข่าวเพื่อหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “สุชาติ” ลั่นเป็นคนรักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด สวน “ไอซ์” ตรวจสอบแต่ไร้องค์ความรู้

รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ เพื่อความโปร่งใส

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากสำหรับกรณีการบริหารจัดการงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อ รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ พร้อมเปิดรับทุกการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส หลังจากที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการนำงบประมาณในส่วนของการรักษาพยาบาลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ พร้อมเปิดรับทุกการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงว่า งบประมาณกว่า 60,000 ล้านบาทนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่มีการกระจายตัวไปยังหน่วยบริการประเภทต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เช่น โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงเรียนแพทย์ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่เข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง การตรวจสอบในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการยกระดับธรรมาภิบาลให้ดียิ่งขึ้น

รายละเอียดการตรวจสอบงบประมาณบัตรทอง

เพื่อให้เกิดความกระจ่างแก่สังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้ สปสช. จัดทำข้อมูลเชิงลึกภายใน 7 วัน โดยประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรทราบมีดังนี้:

  • งบประมาณที่กล่าวถึงถูกกระจายไปสู่หน่วยบริการจริง เพื่อรองรับภาระงานรักษาพยาบาล
  • ไม่มีการนำงบบัตรทองไปใช้จัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ตามที่ถูกกล่าวหา
  • หากมีการจัดงานในโรงพยาบาล จะใช้เพียงงบประมาณเงินบำรุงตามระเบียบที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
  • รัฐบาลพร้อมเปิดรับการตรวจสอบทุกขั้นตอนเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ

รัฐบาลยืนยันว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยมีความเข้มแข็ง รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ พร้อมเปิดรับทุกการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส อย่างจริงจัง โดยไม่มีนโยบายปกป้องผู้กระทำผิด พร้อมปรับปรุงกระบวนการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับภาระงานจริงของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ประชาชนกว่า 47 ล้านคนมั่นใจได้ว่าจะได้รับการบริการที่ดีที่สุด

ในมุมมองของเรา การที่รัฐบาลออกมาแสดงความชัดเจนและเปิดช่องให้มีการตรวจสอบงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรมถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนคือหัวใจสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เราสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนติดตามผลการตรวจสอบในอีก 7 วันข้างหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่โปร่งใสและสร้างความสบายใจให้กับทุกฝ่ายครับ

ที่มา – รัฐบาลปัดข้อกล่าวหานำงบบัตรทองไปจัดงานอีเวนต์ พร้อมเปิดรับทุกการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

สภา กทม. ถกงบประมาณปี 2570 วงเงิน 9.39 หมื่นล้านบาท

เชื่อว่าชาวกรุงเทพฯ หลายคนกำลังจับตามองทิศทางการพัฒนาเมือง หลังจากล่าสุดมีการประชุม สภา กทม. ถกงบประมาณปี 2570 วงเงิน 9.39 หมื่นล้านบาท โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้แถลงร่างข้อบัญญัติฯ ที่เน้นย้ำถึงความโปร่งใสและคุ้มค่าเป็นหัวใจหลัก เพื่อกระจายความเจริญให้เข้าถึงพี่น้องประชาชนในทุกมิติ ทั้งในแง่ของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยในชุมชน

สภา กทม. ถกงบประมาณปี 2570 วงเงิน 9.39 หมื่นล้านบาท เดินหน้าพัฒนาเมือง

ในการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นการวางรากฐานการพัฒนาเมืองระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยงบประมาณก้อนนี้ถูกแบ่งออกเป็นงบรายจ่ายจากรายได้ประจำและงบพาณิชย์ ซึ่งมีการกันงบประมาณกว่า 6 พันล้านบาทเพื่อใช้ชำระหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวตามภาระผูกพัน ส่งผลให้เหลืองบประมาณกว่า 8.6 หมื่นล้านบาทสำหรับบริหารจัดการเมืองในด้านต่างๆ ต่อไป

รายละเอียดการจัดสรรงบประมาณปี 2570

การจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง 9 ด้าน โดยมีสัดส่วนที่น่าสนใจดังนี้:

  • เดินทางดี: งบประมาณ 15,719 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐาน
  • ปลอดภัยดี: 4,126 ล้านบาท รวมถึงการปรับปรุงระบบ CCTV
  • สิ่งแวดล้อมดี: 5,440 ล้านบาท เพื่อจัดการปัญหาขยะและมลพิษ
  • งบเส้นเลือดฝอย: 6,661 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงซอย ถนน ทางเท้า และระบบระบายน้ำในชุมชน

อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ได้ร่วมกันอภิปรายอย่างดุเดือด โดยเฉพาะข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างที่ล่าช้า การติดตั้งกล้อง CCTV ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า และการจัดการด้านการศึกษาที่ควรได้รับการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ ซึ่งทางผู้บริหาร กทม. ก็ได้รับฟังและชี้แจงถึงแผนการปรับปรุงระบบตรวจสอบโครงการให้เป็นแบบเรียลไทม์มากขึ้น

นอกเหนือจากตัวเลขงบประมาณ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนำงบประมาณไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนกรุง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสาธารณสุข การจัดการน้ำท่วม หรือแม้แต่การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การที่ สภา กทม. ถกงบประมาณปี 2570 วงเงิน 9.39 หมื่นล้านบาท ได้อย่างเข้มข้นเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนว่าทุกภาคส่วนกำลังใส่ใจกับการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างระมัดระวังที่สุด

ท้ายที่สุดนี้ ในฐานะชาวกรุงเทพฯ เราคงหวังเห็นโครงการต่างๆ เกิดขึ้นจริงและเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เมืองหลวงของเราน่าอยู่และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป หากใครมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนพัฒนาเมืองในปีงบประมาณหน้า สามารถร่วมแสดงความเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ของ กทม. เพื่อให้เสียงของพวกเราได้ถูกนำไปปรับปรุงให้การพัฒนาเมืองตรงจุดที่สุด

ที่มา – สภา กทม. ถกงบประมาณปี 2570 วงเงิน 9.39 หมื่นล้านบาท “ชัชชาติ” ชูโปร่งใส-คุ้มค่า

ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทยและพิรุธงบรายจ่าย

เชื่อว่าหลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่า ทำไมภาษีของพวกเราถึงดูเหมือนไม่ได้ถูกนำไปพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่เท่าที่ควร? ล่าสุด คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่ถึงประเด็นร้อนที่น่าสนใจมาก นั่นคือ ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย ซึ่งถือเป็นการเปิดมุมมองที่คนไทยทุกคนควรรู้เพื่อร่วมกันตรวจสอบงบประมาณของแผ่นดินครับ

ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

จากการเปิดกิจกรรม “Hack งบ 70” คุณณัฐพงษ์ได้ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างงบประมาณไทยเปรียบเสมือนวงจรที่ยากจะเปลี่ยนแปลง โดยพบว่ารายจ่ายลงทุนนั้นถูกจำกัดไว้เพียง 1 ใน 5 ของงบประมาณทั้งหมด หรือประมาณ 21% เท่าเดิมมาตลอดหลายปี ทำให้เราขาดเม็ดเงินที่จะนำไปพัฒนาอนาคตของประเทศอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการทุจริต และการจัดทำนโยบายที่มุ่งเน้นเพียงคะแนนนิยมระยะสั้นมากกว่าวิสัยทัศน์ระยะยาวอีกด้วย

เปิดปมวิกฤต: ทำไม ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

นอกจากปัญหาภาพรวมแล้ว ข้อมูลเชิงลึกยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการกระจายงบประมาณรายหัว โดยในขณะที่กรุงเทพฯ ได้รับงบสูงถึง 22,493 บาทต่อคน แต่พื้นที่ภาคอีสานกลับได้รับเพียง 5,517 บาทต่อคนเท่านั้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการงบประมาณปัจจุบันยังห่างไกลจากความเท่าเทียม ทั้งที่ภาระหนี้สาธารณะของประเทศเรานั้นสูงพอๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่รายได้รัฐกลับต่ำกว่ามาก

บทเรียนสำคัญจากกิจกรรมนี้คือ:

  • งบประมาณไทยยึดติดกับฐานเดิมจากอดีต ไม่มีการทำ Zero-Based Budgeting อย่างแท้จริง
  • โครงการส่วนใหญ่กว่า 95% เป็นโครงการต่อเนื่อง ไม่ได้มีนวัตกรรมใหม่เพื่ออนาคต
  • มีความเสี่ยงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการต่างๆ ที่ต้องอาศัยตาเหยี่ยวของประชาชนในการตรวจสอบ

คุณณัฐพงษ์ย้ำชัดว่า พรรคประชาชนไม่ได้เพียงแค่ติง แต่ได้เตรียมเสนอการปฏิรูปกฎหมาย ทั้งร่าง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสให้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ในฐานะประชาชนคนไทย เราอย่ามองว่าเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องไกลตัวครับ ทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากหยาดเหงื่อของเราควรถูกใช้ไปเพื่ออนาคตของลูกหลานอย่างคุ้มค่าที่สุด มาช่วยกันจับตาดูความผิดปกติรายโครงการและส่งเสียงเรียกร้องความโปร่งใสไปพร้อมๆ กันครับ

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

“มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท

“มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท

กลายเป็นประเด็นร้อนในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 เมื่อ “มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท โดยได้ออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานรัฐ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ว่ามีการบริหารจัดการงบประมาณที่เหมาะสมหรือไม่

เจาะลึกงบประมาณ สกมช. ที่สวนทางกับความเป็นจริง

จากการตรวจสอบรายละเอียดงบประมาณพบว่า สกมช. มีการปรับลดงบประมาณในภาพรวมลงถึง 20% แต่สิ่งที่น่าตกใจคือการที่งบบุคลากรกลับพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัวภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี จาก 69 ล้านบาทในปี 2568 ทะยานสู่ 129 ล้านบาทในปี 2570 ซึ่งในขณะเดียวกัน แผนงานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กลับถูกตัดงบลงกว่า 30% สร้างคำถามว่าภารกิจหลักด้านความมั่นคงไซเบอร์ของประเทศกำลังถูกละเลยหรือไม่

ในส่วนของประเด็น “มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท นั้น พบว่ามีความย้อนแย้งที่ชัดเจนในการจัดซื้อระบบคลาวด์ภาครัฐ โดยข้อมูลที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • DGA ตั้งงบประมาณจัดซื้อคลาวด์และ VPN รวมกว่า 106.7 ล้านบาท
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดโครงการจัดซื้อคลาวด์มูลค่าสูงถึง 4,980 ล้านบาท
  • การดำเนินงานทั้งสองส่วนอยู่ในแผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลเดียวกัน สร้างข้อสงสัยเรื่องความซ้ำซ้อน

บทเรียนเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ

ความกังวลที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงตัวเลขมหาศาลกว่า 5 พันล้านบาทเท่านั้น แต่รวมถึงความชัดเจนของบทบาทระหว่างหน่วยงานกลางอย่าง DGA และกระทรวงดีอี ว่ามีขอบเขตการทำงานอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดการใช้งบประมาณซ้ำซ้อนจนสิ้นเปลืองภาษีของประชาชน “มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนหน่วยงานรัฐให้กลับมาทบทวนดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ให้วัดผลได้จริงเชิงคุณภาพ ไม่ใช่เพียงแค่การนับจำนวนหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูว่าคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นอย่างไร และบทสรุปของงบประมาณก้อนนี้จะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัลที่มีความมั่นคงปลอดภัยอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปกับความซ้ำซ้อนครับ

ที่มา – “มาดามเดียร์” เบรก “DGA-ก.ดีอี” ซื้อ “คลาวด์” ซ้ำซ้อน กว่า 5 พันล้านบาท

พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำมันแพง

ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญที่ประชาชนต่างเฝ้ารอคำตอบคือ ทำไมเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มมีแนวโน้มอ่อนตัวลง แต่ราคาหน้าปั๊มในบ้านเรากลับไม่ยอมปรับลดลงตามอย่างที่ควรจะเป็น ล่าสุด นายพร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ เพื่อให้โครงสร้างราคาเกิดความเป็นธรรมและสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด

พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ให้เป็นธรรม

การออกมาเคลื่อนไหวของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงเกินจริง โดยมองว่าหากรัฐบาลมีการจัดการโครงสร้างราคาที่เหมาะสม ผลก็น่าจะตกมาถึงประชาชนในรูปแบบของค่าใช้จ่ายที่ลดลง ดังนั้นการที่ พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ จึงเป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมในขณะนี้

ข้อเสนอเร่งด่วนเมื่อ พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม นายพร้อมพงศ์ได้นำเสนอ 3 วาระเร่งด่วนที่รัฐบาลควรนำไปพิจารณาดังนี้:

  • การจัดทำมาตรการเชิงรุก: เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวลดลง ต้องมีกลไกที่ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวตามได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
  • ความโปร่งใสของข้อมูล: ปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
  • การผูกงบประมาณกับปากท้อง: การพิจารณางบประมาณต้องมุ่งเน้นการลดต้นทุนชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่แค่เพียงตัวเลขในเอกสารทางราชการ

ท้ายที่สุด การเมืองที่ดีไม่ได้วัดกันที่วาทกรรมหรือการโต้ตอบกันไปมา แต่วัดกันที่ผลงานในการลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เป็นธรรมคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับ และรัฐบาลมีหน้าที่โดยตรงในการเข้าไปปลดล็อกปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ

ที่มา – “พร้อมพงศ์” จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ตั้งคำถาม ราคาน้ำมันไทยทำไมไม่ลดตามตลาดโลก

“สุรศักดิ์” ยืนยัน ทุ่มทุนให้นักกีฬาเต็มที่ ไม่ได้ค้างจ่ายเงินรางวัล

“สุรศักดิ์” ยืนยัน ทุ่มทุนให้นักกีฬาเต็มที่ ไม่ได้ค้างจ่ายเงินรางวัล

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงกีฬาบ้านเรา เมื่อมีการตั้งข้อซักถามถึงการจัดสรรงบประมาณและการจ่ายเงินรางวัลให้กับเหล่านักกีฬาอาชีพ ล่าสุด “สุรศักดิ์” ยืนยัน ทุ่มทุนให้นักกีฬาเต็มที่ ไม่ได้ค้างจ่ายเงินรางวัล อย่างที่หลายฝ่ายกังวลใจ โดยระบุว่าปัญหาเรื่องการได้รับเงินล่าช้าหรือได้ไม่ครบนั้นกำลังถูกแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมด้วยระบบใหม่ที่เน้นความโปร่งใสและรวดเร็ว

นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ชี้แจงในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ เพื่อให้ความมั่นใจว่าทุกบาททุกสตางค์ที่ส่งถึงมือนักกีฬานั้นมีความชัดเจน โดยเฉพาะนโยบายที่โอนเงินสดตรงเข้าบัญชีนักกีฬาภายในเวลาเพียง 7 วันหลังจากจบการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบการจ่ายเงินแบบเดิม

ทำไม “สุรศักดิ์” ยืนยัน ทุ่มทุนให้นักกีฬาเต็มที่ ไม่ได้ค้างจ่ายเงินรางวัล ถึงมีความสำคัญ?

ปัญหาที่ผ่านมามักเกิดจากการที่งบประมาณต้องผ่านหลายขั้นตอน หรือผ่านสมาคมกีฬาต่าง ๆ ทำให้เกิดความล่าช้า แต่ในยุคนี้ การจัดการถูกปรับตัวให้เป็นแบบเชิงรุกมากขึ้น นายสุรศักดิ์อธิบายว่าในกรณีที่ดูเหมือนมีการค้างจ่ายนั้น จริง ๆ แล้วเป็นความต้องการของนักกีฬาเองที่เลือกรับเป็นรายเดือนเพื่อให้สามารถวางแผนการเงินในระยะยาวได้ โดยกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติไม่ได้มีเจตนาที่จะอั้นงบประมาณแต่อย่างใด

  • การจ่ายตรง: ลดขั้นตอนผ่านสมาคม แก้ปัญหาการตกหล่น
  • ความรวดเร็ว: การันตีเงินถึงมือภายใน 7 วัน
  • ความโปร่งใส: ทุกสมาคมมีตัวเลขงบประมาณที่ชัดเจนและเป็นธรรม

นอกจากนี้ ในมุมของการพัฒนาศักยภาพผู้เล่น นายสุรศักดิ์ยังวางแผนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางกีฬาให้ทันสมัย เพื่อให้มั่นใจว่าสนามกีฬาต่าง ๆ ของไทยจะไม่ถูกทิ้งร้างและกลายเป็นภาระภาษีประชาชนในอนาคต

การประกาศว่า “สุรศักดิ์” ยืนยัน ทุ่มทุนให้นักกีฬาเต็มที่ ไม่ได้ค้างจ่ายเงินรางวัล จึงเป็นข่าวดีที่สร้างขวัญกำลังใจให้กับทัพนักกีฬาทีมชาติได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อเรื่องปากท้องและรางวัลความสำเร็จได้รับความใส่ใจอย่างจริงจัง ก็จะทำให้นักกีฬาสามารถโฟกัสกับการฝึกซ้อมและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีเรื่องค้างคาใจมาคอยบั่นทอนกำลังใจ

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสารกีฬา เราหวังว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงรุกนี้จะส่งผลดีต่อวงการกีฬาไทยในระยะยาว ไม่ใช่แค่เรื่องเงินรางวัล แต่รวมถึงการสร้างระบบนิเวศกีฬาที่ดีตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงระดับโอลิมปิก เพื่อเป้าหมายใหญ่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกีฬาที่เปรียบเสมือนฮีโร่ของคนไทยทุกคนครับ

ที่มา – “สุรศักดิ์” ยืนยัน ทุ่มทุนให้นักกีฬาเต็มที่ ไม่ได้ค้างจ่ายเงินรางวัล

Scroll to top