การจัดเก็บรายได้

พชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้าน

ในปัจจุบัน ประเด็นเรื่องการใช้งบประมาณของประเทศถือเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยพชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้าน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางการคลังอย่างแท้จริง แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงแค่การตัดรายจ่ายบุคลากรภาครัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น

พชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้าน อย่างเป็นธรรม

นายพชร นริพทะพันธุ์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยไม่ใช่เรื่องการตั้งงบประมาณสูงเกินไป แต่เป็นเรื่องของฐานภาษีที่แคบผิดปกติ ข้อมูลพบว่าแรงงานกว่า 40 ล้านคน แต่มีผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจริงๆ เพียงไม่กี่ล้านคน ทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระและพึ่งพาภาษีทางอ้อมสูงมาก ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ทำไมการปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ

การที่พชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้านนั้น เขาเน้นย้ำถึงแนวทางการขยายฐานภาษีผ่านระบบดิจิทัลและการทำ e-Payment เพื่อดึงเศรษฐกิจนอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบฐานข้อมูลภาษี ซึ่งจะสร้างรายได้ให้รัฐอย่างเป็นธรรมมากขึ้น โดยไม่ต้องบังคับเพิ่มอัตราภาษีให้เป็นภาระต่อประชาชนจนเกินจำเป็น

นอกเหนือจากเรื่องรายได้แล้ว การบริหารรายจ่ายก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนา 5 รากฐานสำคัญของประเทศ ได้แก่:

  • ระบบยุติธรรมและความปลอดภัยที่โปร่งใส
  • ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพสำหรับทุกคน
  • ระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ทักษะแรงงานยุคใหม่
  • ระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงและทั่วถึง
  • ระบบสังคมที่ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว

ปัญหาความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของไทยที่ทักษะภาษาต่างประเทศและทักษะแรงงานระดับสูงกำลังถดถอย เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าที่ผ่านมาการลงทุนนั้นยังไม่ตรงจุด ดังนั้นการจัดทำงบประมาณในอนาคตจึงต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและทักษะมนุษย์ให้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง การปฏิรูปไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่คือการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนทุกคนในประเทศ

ที่มา – “พชร” ชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ เสนอจัดสรรตอบโจทย์รากฐาน 5 ด้าน

“ไหม” ห่วงรัฐบาลถังแตก ปิดงบปี 69 ไม่ลงตัว ส่อตกเบิกงบ 70

“ไหม” ห่วงรัฐบาลถังแตก ปิดงบปี 69 ไม่ลงตัว ส่อทำหลายหน่วยงานตกเบิกงบปี 70

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับสถานการณ์การบริหารงบประมาณแผ่นดิน เมื่อ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการโอนงบประมาณปี 2569 ที่อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงปีงบประมาณ 2570 จนทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ว่า “ไหม” ห่วงรัฐบาลถังแตก ปิดงบปี 69 ไม่ลงตัว ส่อทำหลายหน่วยงานตกเบิกงบปี 70 ซึ่งนับเป็นสัญญาณเตือนที่ฝ่ายค้านมองว่าอาจซ้ำเติมระบบเศรษฐกิจไทยได้

วิเคราะห์ความเสี่ยงกับการโอนงบที่ล่าช้า

ศิริกัญญาชี้ให้เห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 นั้น โอนได้จริงเพียง 1.03 หมื่นล้านบาทเท่านั้น จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งความล่าช้านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการบริหารงาน แต่ยังทำให้หน่วยงานรัฐหลายแห่งต้องเผชิญกับภาวะค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ทั้งเงินเยียวยา เงินชดเชยโครงการรถไฟฟ้า และหนี้ค่าไฟสาธารณะอีกกว่า 4 หมื่นล้านบาทที่ยังหาทางออกไม่ได้ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ “ไหม” ห่วงรัฐบาลถังแตก ปิดงบปี 69 ไม่ลงตัว ส่อทำหลายหน่วยงานตกเบิกงบปี 70 ตามที่ได้มีการอภิปรายไว้

สาเหตุหลักของปัญหาที่รัฐบาลกำลังเผชิญ ได้แก่:

  • การโอนงบประมาณจริงต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้มาก
  • ภาระค่าใช้จ่ายค้างจ่ายที่รัฐบาลยังหาแหล่งเงินไม่พบ
  • ความกังวลต่อรายได้ภาษีที่ไม่เป็นไปตามเป้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่อง

ด้วยสถานการณ์ที่บีบคั้นเช่นนี้ หลายหน่วยงานอาจต้องเลื่อนการเบิกจ่ายไปสู่งบประมาณปี 2570 ซึ่งหากการจัดเก็บรายได้ของรัฐไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ยิ่งจะทำให้สถานการณ์ทางการคลังน่ากังวลมากขึ้นไปอีก การที่ “ไหม” ห่วงรัฐบาลถังแตก ปิดงบปี 69 ไม่ลงตัว ส่อทำหลายหน่วยงานตกเบิกงบปี 70 จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการบริการสาธารณะของภาครัฐ

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ฝ่ายค้านยังจ้องตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport เฟส 2 ที่มีมูลค่าสูงถึง 900 ล้านบาท เนื่องจากกังวลเรื่องกรรมสิทธิ์แพลตฟอร์มที่อาจตกเป็นของเอกชน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินโดยใช่เหตุ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารงบประมาณในยุคนี้จำเป็นต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากกว่าที่เคย

ในมุมมองของประชาชนทั่วไป การจัดสรรงบประมาณควรถูกใช้ไปเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่ใช่การจัดสรรลงเฉพาะพื้นที่หรือเพื่อกลุ่มพวกพ้อง การอภิปรายที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่า จะแก้ปัญหางบประมาณที่ติดขัดเหล่านี้ได้อย่างไร ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้

ที่มา – “ไหม” ห่วงรัฐบาลถังแตก ปิดงบปี 69 ไม่ลงตัว ส่อทำหลายหน่วยงานตกเบิกงบปี 70

สภาฯ ถกงบประมาณ 2569: ฝ่ายค้านจวกยับ!

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา งบประมาณ 2569 วาระ 2 เป็นไปอย่างเข้มข้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดสรร งบประมาณ 2569 ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยมองว่าโครงการต่างๆ มีความซ้ำซ้อนและไม่ตรงจุด

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ซึ่งมีวงเงินรวม 3.78 ล้านล้านบาท โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในการประชุม

ก่อนเริ่มการอภิปราย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้แจ้งให้ทราบถึงพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 จากนั้นจึงเริ่มการอภิปรายงบประมาณ 2569

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ได้ชี้แจงว่า กรรมาธิการฯ ได้ปรับลดงบประมาณลง 8,920 ล้านบาท โดยพิจารณาจากความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ความคุ้มค่า และศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ จากนั้นได้นำงบประมาณส่วนนี้ไปปรับเพิ่มให้กับหน่วยงานต่างๆ อาทิ งบกลาง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการปรับลดและเพิ่มงบประมาณนั้น กรรมาธิการฯ ได้ให้ความสำคัญกับความพร้อม ศักยภาพของหน่วยงาน และภารกิจในการสนับสนุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชน โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สภาฯ ถกงบประมาณ 2569

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในมาตรา 4 เกี่ยวกับวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2569 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท โดยเสนอให้ตัดลดงบประมาณปี 2569 เพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากคาดการณ์ว่า GDP ในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.9% เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ลดลง โดยคาดว่าจะมีการจัดเก็บรายได้พลาดเป้าไปเกือบ 6.4 หมื่นล้านบาท ทั้งจากภาษีสรรพสามิตและภาษีสรรพากร นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังกล่าวอีกว่า ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับภาวะความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก แต่การจัดทำงบประมาณกลับไม่ได้เตรียมการรองรับ ทำให้ไม่มีงบประมาณสำหรับการพยุงหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะที่ใกล้จะชนเพดาน โดยคาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้สาธารณะจะสูงถึง 66% และในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 69% ซึ่งใกล้เคียงกับเพดานที่ 70% ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประหยัดงบประมาณรายจ่ายในปี 2569 แต่การที่กรรมาธิการฯ ปรับลดงบประมาณได้เพียง 8.9 พันล้านบาทนั้น เหมือนกับว่าไม่ได้ตระหนักถึงวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังรออยู่ข้างหน้า การจัดทำงบประมาณในลักษณะนี้ไม่สามารถตอบโจทย์สงครามการค้าได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตัดลดงบประมาณลงเพื่อประหยัดไว้ใช้ในยามที่เกิดวิกฤติจริงๆ

ความซ้ำซ้อนของงบประมาณ 2569

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงความซ้ำซ้อนในการจัดทำงบประมาณ 2569 ใน 3 ด้าน ได้แก่:

  1. แยกกันทำ: มีโครงการที่คาบเกี่ยวกับภารกิจของหลายหน่วยงาน แต่หน่วยงานต่างๆ เลือกที่จะต่างคนต่างทำมากกว่าที่จะร่วมมือกัน
  2. แย่งกันทำ: มีความซ้ำซ้อนในภารกิจของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน
  3. ย้ายออกไปทำ: หลายหน่วยงานถูกตั้งขึ้นมาด้วยภารกิจที่เสี่ยงต่อการซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว หากมีการศึกษาและพิจารณาควบรวมหน่วยงานอย่างจริงจัง จะทำให้โครงการมีความสะเปะสะปะน้อยลง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากยังไม่สามารถลดความซับซ้อนในการจัดทำงบประมาณที่แทรกซึมอยู่ในทุกหน่วยราชการได้ ก็จะไม่เหลืองบประมาณเพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาของประชาชน

น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณสำหรับอาสาสมัครของแต่ละกระทรวง ซึ่งหลายพรรคการเมืองพยายามที่จะใช้เครือข่ายอาสาสมัครต่างๆ เพื่อหวังผลทางการเมือง โดยกล่าวว่าประชาชนไม่ได้โง่และสามารถมองออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือเหล่านี้ทำอะไร การที่ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) สามารถปฏิบัติภารกิจบางอย่างจนสำเร็จลุล่วงได้ ทำให้กระทรวงอื่นๆ ทำตาม เช่น อาสาสมัครของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ อาสาสมัครของกระทรวงดิจิทัล อาสาสมัครของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาสาสมัครของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีอยู่เกือบทุกกรม

น.ส.รักชนก เสนอว่า รัฐบาลควรรวบรวมอาสาสมัครทั้งหมดมาไว้ด้วยกันและจัดสรรงบประมาณให้เพียงกระทรวงเดียว หากทุกกระทรวงมีอาสาสมัครทั้งหมด จะเป็นภาระงบประมาณที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากในหลายพื้นที่ อสม. ทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครในทุกด้าน เช่น อาสาสมัครพัฒนาสังคม อาสาสมัครดิจิทัล อาสาสมัครเกษตร ซึ่งคนๆ เดียวดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่ง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อนและถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงในการปฏิบัติการบางอย่าง น.ส.รักชนก ไม่เห็นด้วยกับการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงนั้นๆ และมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

การพิจารณางบประมาณ 2569 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – สภาฯ ถกงบประมาณ 2569 วาระ 2 สส.พรรคประชาชนอัดจัดงบฯ ไม่รองรับวิกฤติเศรษฐกิจ

Scroll to top