การจับกุมผู้ต้องหา

รัฐบาลกวาดล้างยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด

รัฐบาลกวาดล้างยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด

เป็นข่าวดีที่สร้างความอุ่นใจให้กับคนไทยไม่น้อยเลยครับ เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเผยผลการดำเนินงานปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อกวาดล้างเครือข่ายค้ายาเสพติดทั่วประเทศ ในช่วงตลอดระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่งครับ

สรุปผลปฏิบัติการรัฐบาลกวาดล้างยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด

จากการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลได้ดำเนินการปิดล้อมและตรวจค้นจนสามารถทำลายเครือข่ายค้ายาเสพติดไปได้มากกว่า 1,611 เครือข่าย โดยมีผลการตรวจยึดของกลางและสถิติที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • ยาบ้ากว่า 128 ล้านเม็ด
  • ไอซ์จำนวน 9,225 กิโลกรัม
  • คีตามีน 434 กิโลกรัม
  • เฮโรอีน 140 กิโลกรัม
  • อาวุธปืน 322 กระบอก และระเบิด 1 ลูก

นอกจากของกลางเหล่านี้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ถึง 19,406 คน และอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลค่ารวมกว่า 631 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายยาเสพติดอย่างจริงจังครับ

รัฐบาลยังคงเน้นย้ำนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น โดยมองว่าการทำลายเครือข่ายตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงระดับผู้จำหน่ายในพื้นที่เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อปกป้องเยาวชนและสังคมไทยให้ห่างไกลจากปัญหายาเสพติด การร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนถือเป็นพลังสำคัญที่สุดในการจัดการกับปัญหานี้ให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทยอย่างถาวร

สุดท้ายนี้ หากทุกคนพบเห็นเบาะแสการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อย่าได้นิ่งเฉยนะครับ สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้บ้าน เพื่อร่วมกันส่งต่อสังคมที่ปลอดภัยให้กับลูกหลานไทยในอนาคตครับ

ที่มา – รัฐบาลกวาดล้างยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด ไอซ์ 9 ตัน อายัดทรัพย์กว่า 631 ล้านบาท

“อนุทิน” ขอโทษแทนแม่ทัพ 4 ป้องลูกน้องพูดพลาดเพราะเครียด

ในสถานการณ์การเมืองและความมั่นคงที่ตึงเครียดของภาคใต้ “อนุทิน” ขอโทษแทนแม่ทัพ 4 ป้องลูกน้องพูดพลาดเพราะเครียด ยันไม่เหมาเข่งปอเนาะ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง โดยเฉพาะหลังจากเกิดดราม่าคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ทำให้พี่น้องมุสลิมและสถาบันปอเนาะรู้สึกไม่สบายใจ รัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงและขอโทษอย่างเป็นทางการ เพื่อคลายความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนใต้

“อนุทิน” ขอโทษแทนแม่ทัพ 4 ป้องลูกน้องพูดพลาดเพราะเครียด ยันไม่เหมาเข่งปอเนาะ

วันที่ 17 เมษายน 2569 หลังประชุมติดตามงานความมั่นคงที่ค่ายสิรินธร จังหวัดปัตตานี นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าว โดยยอมรับว่าคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 อาจไม่ครบถ้วนหรือผิดพลาด เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเผชิญสถานการณ์รุมเร้าและแรงกดดันจากส่วนกลาง ทำให้ตอบคำถามภายใต้ความเครียด แม้เจ้าตัวจะทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ แต่ไม่มีเจตนาร้ายใดๆ นายอนุทินยังได้ทำความเข้าใจกับประธานที่ปรึกษา ศอ.บต. และตัวแทนสมาคมโรงเรียนเอกชนภาคใต้แล้ว โดยย้ำชัดว่าคำพูดนั้นไม่ได้หมายถึงปอเนาะทุกแห่ง แต่เฉพาะบางจุดที่มีปัญหาเท่านั้น

กรณี “อนุทิน” ขอโทษแทนแม่ทัพ 4 และพัฒนาการคดียิง ส.ส.กมลศักดิ์

นอกจากประเด็นปอเนาะแล้ว นายอนุทินยังอัปเดตความคืบหน้าคดียิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยยืนยันว่าคดีเดินหน้าอย่างโปร่งใส ตำรวจจับผู้ต้องหาได้เกือบครบทีม และกำลังขยายผลต่อ รัฐบาลจะไม่ตัดตอนกระบวนการยุติธรรมเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าความยุติธรรมคือพื้นฐานของสันติสุขที่แท้จริง การให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที่

ปอเนาะคือสถาบันการศึกษาที่สำคัญของชุมชนมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำหน้าที่สอนศาสนาและวิชาชีพให้เยาวชน การที่คำพูดของเจ้าหน้าที่ทหารกระทบต่อภาพลักษณ์ของปอเนาะ จึงสร้างความกังวลในสังคม แต่การขอโทษอย่างรวดเร็วจากนายอนุทิน แสดงให้เห็นถึงความ sensitive ต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น

วิสัยทัศน์อนาคต: ชายแดนใต้สู่แหล่งอาหารฮาลาลโลก

นายอนุทินยังมองการณ์ไกล โดยชี้โอกาสจากวิกฤตสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง “น้ำมันกินไม่ได้ แต่ไทยมีอาหาร” จึงผลักดันจังหวัดชายแดนใต้ให้เป็นแหล่งผลิตอาหารฮาลาลชั้นนำของโลก เพื่อดึงดูดนักลงทุนและสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน สร้างความสมานฉันท์ผ่านภาพอิหม่ามมุสลิมช่วยบีบขาให้พระสงฆ์ที่เจ็บป่วย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความสามัคคีที่รัฐบาลจะใช้ขับเคลื่อนพัฒนาพื้นที่

  • ขอโทษและชี้แจงทันที เพื่อคลายดราม่า
  • ยืนยันไม่ตัดตอนคดี สร้างความเชื่อมั่น
  • ผลักดันเศรษฐกิจฮาลาล สู้วิกฤตโลก
  • เน้นสมานฉันท์ข้ามศาสนา

การเคลื่อนไหวของ “อนุทิน” ขอโทษแทนแม่ทัพ 4 ป้องลูกน้องพูดพลาดเพราะเครียด ยันไม่เหมาเข่งปอเนาะ ครั้งนี้ ไม่เพียงคลายความขัดแย้ง แต่ยังสะท้อนนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับความยุติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคใต้ หากรัฐบาลดำเนินต่อเนื่องแบบนี้ สันติภาพอาจใกล้เข้ามา

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? การขอโทษช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ กันนะครับ!

ที่มา – “อนุทิน” ขอโทษแทนแม่ทัพ 4 ป้องลูกน้องพูดพลาดเพราะเครียด ยันไม่เหมาเข่งปอเนาะ

รวบสาวแสบรับจ้างโอนเงิน หลอกขายอาร์ตทอย

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกัน นั่นคือ รวบสาวแสบรับจ้างโอนเงิน หลอกขายอาร์ตทอย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งมิจฉาชีพที่หลอกลวงประชาชนผ่านทางโซเชียลมีเดีย สาวรายนี้ถูกจับกุมโดยตำรวจ สน.เพชรเกษม หลังจากมีผู้เสียหายร้องเรียนเข้ามาเพียบ เหตุการณ์นี้เตือนใจให้เราต้องระวังตัวในการซื้อของออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะของสะสมอย่างอาร์ตทอยที่กำลังฮิตฮอตในหมู่คนรักของเล่นวินเทจ

รวบสาวแสบรับจ้างโอนเงิน หลอกขายอาร์ตทอย

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 12.00 น. พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว ผู้กำกับการ สน.เพชรเกษม พร้อมทีมงาน ได้นำกำลังเข้าจับกุม น.ส.พรประภา บัวใหญ่ อายุ 22 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 1068/2568 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จับได้ที่ ต.เขาค้อ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

สาเหตุมาจากเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2567 ผู้เสียหายคนหนึ่งกำลังเลื่อนดูเฟซบุ๊ก ก็เจอเพจ Ploy Ploy โพสต์ขายตุ๊กตาพาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์ (Powerpuff Girls) ซึ่งเป็นอาร์ตทอยสุดน่ารัก ลูกค้าตกลงซื้อ 5 ชิ้น มูลค่ารวม 16,500 บาท โอนเงินไปยังบัญชีของน.ส.พรประภาเรียบร้อย แต่พอส่งสลิปไป ผู้ขายก็บล็อกทันที! ผู้เสียหายรีบแจ้งความที่ สน.เพชรเกษม พร้อมหลักฐานแชททั้งหมด

สาวแสบสารภาพ รับจ้างโอนเงินครั้งละ 500 บาท

จากการสอบสวน น.ส.พรประภาให้การรับสารภาพว่า เธอรับจ้างโอนเงินให้แก๊งหลอกลวง โดยได้ค่าจ้างครั้งละ 500 บาทเท่านั้น ผู้ว่าจ้างติดต่อผ่านเฟซบุ๊ก ส่งเงินมาให้แล้วเธอโอนต่อ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า บัญชีของเธอเกี่ยวข้องกับเคสหลอกลวงถึง 4 เคส ในพื้นที่ สภ.สมุทรสาคร สภ.คลองหลวง และสภ.พระนครศรีอยุธยา ล้วนแต่หลอกขายอาร์ตทอยแบบเดียวกัน เพราะของพวกนี้กำลังเป็นที่นิยมมาก

นอกจากนี้ สอบประวัติยังพบว่าน.ส.พรประภาเคยหลอกขายบัตรคอนเสิร์ตปาล์มมี่ใน จ.สมุทรสาคร และมีคดี พ.ร.บ.การพนันอีก 2 คดี แสดงให้เห็นว่าเป็นอาชญากรตัวจริง ไม่ใช่แค่มือใหม่ ปัจจุบันผู้ต้องหาถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.เพชรเกษม เพื่อดำเนินคดีต่อไป

อาร์ตทอยคืออะไร ทำไมถึงเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ?

อาร์ตทอยหรือ Designer Toys คือตุ๊กตา ของเล่นศิลปะที่ออกแบบโดยศิลปินดัง เช่น Powerpuff Girls, Bearbrick หรือ Labubu ที่กำลังบูมในไทย คนรักของสะสมยอมจ่ายแพงเพื่อชิ้นหายาก มิจฉาชีพจึงเลือกหลอกขายของพวกนี้ เพราะเหยื่อมักใจร้อน กลัวของหมด โอนเงินไวโดยไม่ตรวจสอบ

  • ลักษณะการหลอก: โพสต์ขายในเฟซบุ๊ก ราคาถูกกว่าปกติ ทักแชทส่วนตัว บัญชีปลายทางชื่อแปลกๆ
  • หลักฐานที่มิจฉาชีพทิ้ง: สลิปปลอม รูปสินค้าคัดลอกจากเน็ต
  • พื้นที่เสี่ยง: กรุงเทพฯ และปริมณฑล จังหวัดใกล้เคียง

เคล็ดลับป้องกันการถูกหลอกซื้ออาร์ตทอยออนไลน์

เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อแบบผู้เสียหาย มาดูวิธีป้องกันกัน:

  • ตรวจสอบผู้ขาย: ดูรีวิว ลิงก์เพจ อย่าซื้อจากเพจใหม่
  • โอนเงินผ่านแพลตฟอร์มปลอดภัย: ใช้ Shopee, Lazada หรือ COD
  • ขอวิดีโอสินค้าจริง: ไม่ใช่รูปจากกูเกิล
  • แจ้งความทันที: ถ้าถูกหลอก บันทึกหน้าจอ ส่ง 1441 หรือ สน.ท้องที่
  • ใช้แอปเช็คบัญชีต้องสงสัย: อย่างจาก ธ.ก.ส. หรือตำรวจ

ข่าว รวบสาวแสบรับจ้างโอนเงิน หลอกขายอาร์ตทอย นี้เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับนักสะสมทุกคน การซื้อของออนไลน์ต้องฉลาด ตรวจสอบให้ดีก่อนโอนเงิน อย่าให้ความอยากได้ของหายากมาทำให้เสียเงินฟรี

คุณคิดยังไงกับข่าวนี้? เคยเจอการหลอกแบบนี้บ้างไหม แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะ จะได้เตือนกันเอง! และจำไว้ว่า ความระมัดระวังคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการช้อปปิ้งยุคดิจิทัล

ที่มา – รวบสาวแสบรับจ้างโอนเงิน หลอกขายอาร์ตทอย สอบประวัติพบหลอกขายบัตรคอนเสิร์ตด้วย

ลุยค้น 11 จุด รวบ 4 ผู้ต้องหา อุ้มเรียกค่าไถ่ ฆ่าโหดเขาจิงโจ้

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือปฏิบัติการสุดเข้มข้นของกองปราบที่ ลุยค้น 11 จุด รวบ 4 ผู้ต้องหา อุ้มเรียกค่าไถ่ ฆ่าโหดเขาจิงโจ้ ซึ่งเป็นคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของไทย ปฏิบัติการนี้ชื่อว่า “Zero Shadow: ล่า ล้าง เงา” ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามมาเฟียและกลุ่มอาชญากรที่หลบซ่อนอยู่ในเงามืด

ลุยค้น 11 จุด รวบ 4 ผู้ต้องหา อุ้มเรียกค่าไถ่ ฆ่าโหดเขาจิงโจ้

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เวลา 07.00 น. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกับทีมกองปราบปราม นำโดย พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงอีกหลายท่าน ได้เปิดปฏิบัติการใหญ่ กระจายกำลังพลเข้าตรวจค้น 11 จุดในพื้นที่จังหวัดตรัง กระบี่ และสุราษฎร์ธานี สามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ได้แก่ นายสุชาติ, นายเชิดศักดิ์, นายกิตติศักดิ์ และนายจิรพงศ์ ตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ ของกลางที่ยึดได้มีสมุดบัญชีธนาคาร 3 เล่ม โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง และชุดเสื้อผ้าที่ใช้ในวันก่อเหตุ

ที่มาของคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ ฆ่าโหดเขาจิงโจ้

คดีนี้สืบเนื่องจากวันที่ 6 สิงหาคม 2567 (ตามเนื้อหาเดิม 2568 อาจพิมพ์ผิด) ชาวบ้านพบศพนายสุรศักดิ์ ชายทวีป อายุ 22 ปี ถูกยิง 6 นัด ทิ้งไว้ในสวนปาล์มริมถนนเลียบเขาจิงโจ้ ต.ชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง ในกระเป๋าสะพายพบจดหมายสุดสะเทือนใจถึงแม่ว่า “อยากกลับบ้านแล้วครับแม่ ช่วยลูกหน่อย… ขอให้ใครก็ได้มาไถ่ชีวิตลูก” พร้อมบัญชีเงินกู้นอกระบบ เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่ามาจากหนี้สินเงินกู้นอกระบบ

จากการสืบสวนพบว่านายสุรศักดิ์เคยเป็นพนักงานทวงหนี้ให้กลุ่มนายทุนในภาคใต้ แต่แอบยักยอกเงินลูกหนี้ไปใช้ส่วนตัว ทำให้ถูกนายทุนจ้างกลุ่มอดีตตำรวจ วัยรุ่นติดยา และมือปืนมาอุ้มตัว กักขังในบ้านพักที่ตรังเพื่อเรียกค่าไถ่ แต่ผู้ตายหาเงินไม่ทันและพยายามหลบหนี สุดท้ายถูกฆ่าทิ้ง

  • ผู้ต้องหาหลัก: นายสุชาติ (อดีตตำรวจ), นายเชิดศักดิ์ (อดีตตำรวจ), นายกิตติศักดิ์, นายจิรพงศ์
  • ของกลางสำคัญ: สมุดบัญชี, มือถือ, เสื้อผ้าก่อเหตุ
  • พื้นที่ปฏิบัติการ: ตรัง, กระบี่, สุราษฎร์ธานี

ปฏิบัติการนี้ไม่ใช่แค่จับผู้กระทำผิด แต่ยังเปิดโปงเครือข่ายเบื้องหลัง โดย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยืนยันว่าจะขยายผลไล่จับผู้มีอิทธิพลและนายทุนที่สั่งการต่อไป คดีแบบนี้แสดงให้เห็นปัญหาเงินกู้นอกระบบที่ลุกลามเป็นอาชญากรรมรุนแรงในท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคใต้ที่มักมีมาเฟียท้องถิ่นครองอิทธิพล

จากสถิติตำรวจ คดีอุ้มเรียกค่าไถ่ในไทยเพิ่มขึ้น 20% ในปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับหนี้สินและยาเสพติด การที่กองปราบบุกจับได้แบบนี้ ถือเป็นสัญญาณดีว่ากฎหมายยังทำงานได้ แม้ผู้ร้ายจะมีเส้นสาย

บทเรียนจากคดีนี้

คดี ลุยค้น 11 จุด รวบ 4 ผู้ต้องหา อุ้มเรียกค่าไถ่ ฆ่าโหดเขาจิงโจ้ สอนให้เราระวังเรื่องเงินกู้นอกระบบ หลีกเลี่ยงการกู้ยืมจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีหากถูกขู่เข็น สำหรับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ควรติดตามข่าวสารเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความสำคัญของทีมสืบสวนกองปราบที่ทำงานหนักเพื่อปิดคดีในเวลาอันสั้น

ในมุมมองของผม คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการปราบปรามอาชญากรรมอย่างเด็ดขาด แต่เรายังต้องแก้ปัญหาต้นตออย่างเงินกู้นอกระบบและการคอร์รัปชันในวงการตำรวจเก่าให้สิ้นซาก คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? คิดว่าปฏิบัติการแบบนี้จะช่วยลดอาชญากรรมได้มากแค่ไหน? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้กันนะ!

ที่มา – ลุยค้น 11 จุด รวบ 4 ผู้ต้องหา อุ้มเรียกค่าไถ่ ฆ่าโหดเขาจิงโจ้

ปันสุขปีใหม่ “Money Cash Back” คืนเงินเหยื่อ

ตำรวจภูธรภาค 2 เดินหน้าโครงการ “Money Cash Back” ปันสุขปีใหม่ คืนเงินผู้เสียหายคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกว่า 1.17 ล้านบาท โครงการ ปันสุขปีใหม่ “Money Cash Back” คืนเงินผู้เสียหาย คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นของขวัญปีใหม่จากตำรวจภูธรภาค 2 ให้กับประชาชน

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 พล.ต.ต.เอกภพ อินทวิวัฒน์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 และโฆษกตำรวจภูธรภาค 2 เปิดเผยผลการดำเนินงานตามโครงการ “Money Cash Back : ปันสุขปีใหม่ คืนเงินให้ผู้เสียหายคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ที่มุ่งเน้นการเร่งรัดติดตามทรัพย์สินและคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียหายอย่างเป็นรูปธรรม

ตำรวจภูธรภาค 2 โดยศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกับสถานีตำรวจภูธรเสม็ด จังหวัดชลบุรี สามารถทลายเครือข่ายบัญชีม้า คอกม้า และขบวนการเดินเงินสดของกลุ่มอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ก่อนที่เงินจะถูกโอนออกนอกประเทศ พร้อมติดตามทรัพย์สินและนำเงินสดคืนสู่มือผู้เสียหายได้อย่างเป็นรูปธรรม

พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเชิงรุก มุ่ง “ตัดวงจรการเงิน” ของคนร้าย ควบคู่กับการเร่งคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหายโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับประชาชน

สำหรับคดีสำคัญ เจ้าหน้าที่ได้แฝงตัวสืบสวนในเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ พบการลักลอบซื้อ–ขายและเช่าบัญชีม้า ก่อนขยายผลจับกุมผู้ต้องหาได้หลายเครือข่าย ตรวจยึดเงินสดรวมกว่า 1.5 ล้านบาท พร้อมของกลางจำนวนมาก และทยอยคืนเงินให้ผู้เสียหายหลายรายครบถ้วน

ปันสุขปีใหม่ “Money Cash Back” คืนเงินผู้เสียหาย คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

สรุปผลการดำเนินงาน

  • คืนเงินผู้เสียหายรวม: 1,177,063.04 บาท
  • อายัดเงินในระบบ: มากกว่า 1.4 ล้านบาท
  • เชื่อมโยงคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี: รวม 81 คดี
  • มูลค่าความเสียหาย: กว่า 80 ล้านบาท

โฆษกตำรวจภูธรภาค 2 ย้ำว่า ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงการทำงานเชิงรุกและการบูรณาการร่วมกันของตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีและสถานีตำรวจภูธรเสม็ด ที่สามารถ “กระชากเงินคืนจากมือมิจฉาชีพ” ก่อนถูกโอนออกนอกประเทศ นำเงินกลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริง เปรียบเสมือนของขวัญปีใหม่ เพื่อคืนความเชื่อมั่นและสร้างความอุ่นใจให้กับพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน

โครงการปันสุขปีใหม่ Money Cash Back คืออะไร?

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการติดตามและคืนเงินที่ถูกโกงไปกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชน

การที่ตำรวจภูธรภาค 2 สามารถทลายเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและคืนเงินให้ผู้เสียหายได้เป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมและช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังมิจฉาชีพว่าการกระทำของพวกเขาจะไม่รอดพ้นจากการถูกจับกุมและดำเนินคดีอย่างแน่นอน

สำหรับประชาชนทั่วไป การตระหนักถึงภัยคุกคามทางเทคโนโลยีและการป้องกันตนเองจากอาชญากรรมออนไลน์จึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวและทำธุรกรรมออนไลน์ และหากตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ควรรีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

โครงการ ปันสุขปีใหม่ “Money Cash Back” คืนเงินผู้เสียหาย คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไม่ได้เป็นเพียงแค่การคืนเงิน แต่เป็นการคืนความหวังและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน เป็นของขวัญปีใหม่ที่มีคุณค่าและความหมายอย่างยิ่ง

ที่มา – ปันสุขปีใหม่ “Money Cash Back” คืนเงินผู้เสียหาย คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

Scroll to top