การจับกุมยาเสพติด

จับ 2 หนุ่มบุรีรัมย์ พกปืนพร้อมเครื่องกระสุนเพียบ อ้างไว้ป้องกันตัว กลัวถูกดักปล้นยาบ้า

จับ 2 หนุ่มบุรีรัมย์ พกปืนพร้อมเครื่องกระสุนเพียบ อ้างไว้ป้องกันตัว กลัวถูกดักปล้นยาบ้า

เหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นในจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดได้ทำการ **จับ 2 หนุ่มบุรีรัมย์ พกปืนพร้อมเครื่องกระสุนเพียบ อ้างไว้ป้องกันตัว กลัวถูกดักปล้นยาบ้า** หลังสืบทราบมาว่ามีการลักลอบขนยาเสพติดผ่านเส้นทางในพื้นที่อำเภอบ้านด่าน โดยผู้ต้องหาทั้งสองรายถูกรวบตัวได้พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 6,000 เม็ด และอาวุธปืนที่พกติดตัวมาด้วย

เบื้องหลังการจับกุมผู้ค้ายาเสพติด

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางกำลังดักซุ่มตามเส้นทางที่คาดว่าเป็นจุดส่งมอบยาเสพติด จนกระทั่งพบชาย 2 คนขับขี่รถจักรยานยนต์ด้วยท่าทางมีพิรุธ โดยคนซ้อนท้ายมีลักษณะกอดหน้าท้องตัวเองตลอดเวลา เมื่อแสดงตัวเข้าตรวจสอบก็พบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ใต้เสื้อ และยังพบอาวุธปืนขนาด .38 พร้อมกระสุนอีก 10 นัด ซึ่งการที่ตำรวจสามารถ จับ 2 หนุ่มบุรีรัมย์ พกปืนพร้อมเครื่องกระสุนเพียบ อ้างไว้ป้องกันตัว กลัวถูกดักปล้นยาบ้า ได้ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการตัดวงจรยาเสพติดในพื้นที่

จากการสอบสวนผู้ต้องหาได้รับสารภาพว่ายาบ้าทั้งหมดสั่งซื้อมาจากชาวลาวผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยทำมาอย่างต่อเนื่องหลังจากพ้นโทษในคดียาเสพติดเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และสำหรับสาเหตุที่มีอาวุธปืนติดตัวนั้น ทั้งสองอ้างว่าพกไว้ป้องกันตัวจากกลุ่มค้ายาเสพติดเจ้าอื่นที่อาจจะมาดักปล้นยาบ้าไป

พฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่การกระทำผิดซ้ำ

  • ผู้ต้องหาเคยมีประวัติคดียาเสพติดมาก่อน
  • มีการติดต่อซื้อขายยาเสพติดผ่านเครือข่ายออนไลน์กับผู้ค้าต่างชาติ
  • ใช้เส้นทางอำเภอสตึกและอำเภอบ้านด่านเป็นเส้นทางขนส่งยาเสพติด
  • มีพฤติกรรมการเสพก่อนนำมาจำหน่ายให้กับคนในพื้นที่

เหตุการณ์การ จับ 2 หนุ่มบุรีรัมย์ พกปืนพร้อมเครื่องกระสุนเพียบ อ้างไว้ป้องกันตัว กลัวถูกดักปล้นยาบ้า ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหายาเสพติดในชุมชนยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่มผู้เสพที่ผันตัวมาเป็นผู้ค้าเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายและซื้อยาเสพติดมาเสพต่อ การป้องกันและปราบปรามจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวอาจไม่เพียงพอ หากคนในชุมชนไม่ร่วมมือกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ทราบ เพื่อลดความเสี่ยงที่ยาเสพติดจะเข้าถึงเยาวชนและคนในครอบครัวของเราครับ

ที่มา – จับ 2 หนุ่มบุรีรัมย์ พกปืนพร้อมเครื่องกระสุนเพียบ อ้างไว้ป้องกันตัว กลัวถูกดักปล้นยาบ้า

นายกฯ ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน

นายกฯ ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อ นายกฯ ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน หลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส การออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มผู้มีอิทธิพลและขบวนการผิดกฎหมายว่า ยุคนี้ไม่มีการประนีประนอมหรือใช้เส้นสายเพื่อหลบเลี่ยงความผิดอย่างแน่นอน

ท่านนายกฯ ได้กำชับหน่วยงานฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหาร ให้ตรึงกำลังเข้มงวดตามแนวชายแดน พร้อมกวาดล้างผู้มีอิทธิพลแบบเต็มสูบ โดยมองว่าปัญหาในพื้นที่ไม่ได้มีแค่เรื่องความมั่นคง แต่ยังมีเรื่องของยาเสพติดและการค้าของเถื่อนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน

มาตรการเด็ดขาด: อยากเจ๊งก็ลอง

สำหรับกลุ่มคนที่คิดจะท้าทายกฎหมาย นายกฯ ได้ฝากเตือนสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า นายกฯ ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน ใครที่คิดจะลองดีหรือหวังจะใช้คอนเนคชันมาเคลียร์คดีนั้น บอกได้เลยว่า “อยากเจ๊งก็ลอง” เพราะที่ผ่านมามีคนหน้าแตกไปหลายรายแล้วจากการพยายามใช้อิทธิพลมืดเข้ามาแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ยืนยันว่าไม่มีนโยบายเคลียร์ให้ใครทั้งสิ้น

  • เร่งประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ปัญหายาเสพติด
  • สั่งการหน่วยงานความมั่นคงคุมเข้มการค้าของเถื่อนตลอดแนวชายแดน
  • เดินหน้าพูดคุยสันติสุขไปพร้อมกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ ในวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้ จะมีการหารือร่วมกับผู้นำจากเมียนมาเพื่อหารือเรื่องปัญหายาเสพติดและมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญในการยกระดับความมั่นคงในระดับภูมิภาค ส่วนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น นายกฯ ย้ำชัดว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนมีอำนาจเต็มในการดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง เพื่อให้การระงับเหตุและปราบปรามผู้กระทำผิดเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด

สุดท้ายนี้ การที่ นายกฯ ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน ไม่เพียงแต่เป็นการเรียกขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ว่า รัฐบาลเอาจริงกับการปราบปรามความไม่สงบทุกรูปแบบ และพร้อมที่จะนำความสงบสุขกลับคืนสู่ชายแดนใต้ให้ได้โดยเร็วที่สุด

ที่มา – “นายกฯ” ลั่นปัญหาภาคใต้ไม่มีเคลียร์ ลุยปราบยา-ของเถื่อน เตือนพวกท้าทาย “อยากเจ๊งก็ลอง”

ขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ 10 ล้าน

เรียกได้ว่าเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตกใจให้กับชาวบ้านไม่น้อยเลยครับ สำหรับกรณีการจับกุมผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการ ขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ที่ดิน เงิน รถ รวมมูลค่ากว่า 10 ล้าน หลังจากที่ผู้ต้องหารายนี้ถูกจับกุมพร้อมของกลางยาบ้าจำนวนมหาศาลกลางคอกวัวริมแม่น้ำโขง จังหวัดนครพนม

เจาะลึกการขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ 10 ล้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจทหารพรานและฝ่ายความมั่นคง บุกเข้าจับกุม นายศิวัฒน์ ประธานสภา อบต. แห่งหนึ่งในอำเภอท่าอุเทน ขณะกำลังลำเลียงยาบ้ากว่า 400,000 เม็ด งานนี้ถือว่าเป็นการทลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติรายสำคัญที่แฝงตัวอยู่ในคราบนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งจากการติดตามมาอย่างยาวนาน ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานจนมัดตัวผู้ต้องหาได้คาหนังคาเขา แม้ตัวผู้ต้องหาจะปฏิเสธในชั้นจับกุม แต่หลักฐานทุกอย่างก็ชี้ชัดถึงพฤติกรรมดังกล่าว

เปิดรายการทรัพย์สินที่ถูกยึดจากการขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ 10 ล้าน

หลังจากที่มีการ ขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ที่ดิน เงิน รถ รวมมูลค่ากว่า 10 ล้าน ตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด ทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนนครพนมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียด โดยพบรายการทรัพย์สินที่น่าตกใจดังนี้ครับ:

  • โฉนดที่ดิน: รวม 8 ใบ เนื้อที่กว่า 20 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 4 ล้านบาท
  • เงินสดและเงินหมุนเวียน: ตรวจพบเงินในตู้เซฟและบัญชีธนาคารรวมกว่า 4.7 ล้านบาท
  • ยานพาหนะ: รถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างละ 1 คัน
  • อาวุธปืน: ปืนขนาด 9 มม. พร้อมกระสุนครบมือ

การปราบปรามที่ต้องเข้มงวดกว่าเดิม

พื้นที่ชายแดนจังหวัดนครพนมถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กลุ่มค้ายาเสพติดมักใช้เป็นช่องทางหลักในการนำเข้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน ข้อมูลจากปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่ามีการยึดยาบ้าไปแล้วมากกว่า 40 ล้านเม็ด การที่เจ้าหน้าที่ออกมาเดินหน้ากวาดล้างและยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดอย่างจริงจังในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการตัดวงจรการเงินของขบวนการค้ายาเสพติด เพื่อไม่ให้ผู้มีอิทธิพลเข้ามาทำลายสังคมของเราได้อีก

ในฐานะประชาชน เราคงต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้พื้นที่ของเราปลอดภัยจากภัยมืดเหล่านี้มากที่สุด เพราะยาเสพติดคือบ่อนทำลายอนาคตของเยาวชนและสังคมอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ที่ดิน เงิน รถ รวมมูลค่ากว่า 10 ล้าน

อนุทิน สั่งเข้มปราบยาเสพติด ไม่ให้ใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวว่าภาครัฐกำลังยกระดับมาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อจัดการกับปัญหาอาชญากรรมที่ดูเหมือนจะพัวพันกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะนโยบายที่เน้นย้ำว่า อนุทิน สั่งเข้มปราบยาเสพติด ไม่ให้ใช้ไทยเป็นเส้นทางและฐานปฏิบัติการข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลให้ความใส่ใจเป็นอันดับต้นๆ เลยทีเดียวครับ

อนุทิน สั่งเข้มปราบยาเสพติด ไม่ให้ใช้ไทยเป็นเส้นทางและฐานปฏิบัติการข้ามชาติ

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสข่าว แต่เป็นมาตรการระดับชาติที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เพื่อปิดทุกช่องโหว่ที่พวกมิจฉาชีพและเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติมักจะอาศัยช่องทางในการขนส่งและคมนาคมของไทยเป็นทางผ่านครับ

เปิดแผนปฏิบัติการปราบปรามและแก้ปัญหาครบวงจร

สำหรับกลยุทธ์ที่รัฐบาลนำมาใช้นั้นเรียกว่าเข้มข้นมากครับ โดยมีการวางแผนครอบคลุมถึง 7 ด้านสำคัญ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่:

  • การกระชับความร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง
  • การเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนให้แน่นหนาขึ้น
  • การกวาดล้างเครือข่ายค้ายาเสพติดแบบขุดรากถอนโคน
  • การเอาจริงกับข้าราชการที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง
  • นโยบาย 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วย
  • การป้องกันเยาวชนและสร้างสังคมปลอดภัยผ่านเครือข่ายชุมชน
  • การทบทวนมาตรการความปลอดภัยในท่าอากาศยาน

ผลการทำงานในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมามีความคืบหน้าอย่างชัดเจนนะครับ เราได้เห็นการตรวจยึดยาบ้าเกือบพันล้านเม็ด และไอซ์อีกหลักหลายสิบตัน ซึ่งถือเป็นการตัดวงจรการเงินของกลุ่มค้ายาได้มหาศาลเลยทีเดียว เห็นได้ชัดว่า อนุทิน สั่งเข้มปราบยาเสพติด ไม่ให้ใช้ไทยเป็นเส้นทางและฐานปฏิบัติการข้ามชาติ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามาตรการเหล่านี้เข้าถึงทุกพื้นที่ทั่วประเทศครับ

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับมาตรการ Zero Trust ในท่าอากาศยาน รวมถึงการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจของทุกคนในสังคมที่จะต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพื่อให้ประเทศไทยของเราปลอดภัยและเติบโตได้อย่างมั่นคงครับ เรามาเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติงานให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีนะครับ

ที่มา – ยืนยัน “อนุทิน” สั่งเข้มปราบยาเสพติด ไม่ให้ใช้ไทยเป็นเส้นทางและฐานปฏิบัติการข้ามชาติ

ปะทะแก๊งยาฯ เป่าดับ 2 ศพ ยึดยาบ้า 2.4 ล้านเม็ด ชายแดนแม่ฟ้าหลวง

เหตุการณ์ ปะทะแก๊งยาฯ เป่าดับ 2 ศพ ยึดยาบ้า 2.4 ล้านเม็ด ชายแดนแม่ฟ้าหลวง สร้างความฮือฮาในแวดวงข่าวอาชญากรรมและยาเสพติด เมื่อกองกำลังผาเมืองเปิดปฏิบัติการสกัดกั้นขบวนการลักลอบนำเข้าของผิดกฎหมายจากชายแดน ส่งผลให้คนร้ายเสียชีวิต 2 ราย และยึดของกลางจำนวนมหาศาล

ปะทะแก๊งยาฯ เป่าดับ 2 ศพ ยึดยาบ้า 2.4 ล้านเม็ด ชายแดนแม่ฟ้าหลวง

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 05.30 น. พ.อ.สุพรรณ ร้อยพุทธ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง ได้รับแจ้งข้อมูลข่าวกรองว่ามีขบวนการลำเลียงยาเสพติดจะเข้าพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย จึงสั่งการให้ทหารกองร้อยทหารม้าที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ร่วมกับชุดปฏิบัติการข่าวพิเศษและชุดลาดตระเวนระยะไกล ออกลาดตระเวนสกัดกั้นทันที

กำลังพลเดินทางไปยังบริเวณบ้านปางมะหัน หมู่ที่ 8 ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน กระทั่งพบกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 10-15 คน สะพายเป้แบกของหนัก เดินฝ่าดงมาจากชายแดน เจ้าหน้าที่ที่ดักซุ่มสั่งให้หยุดเพื่อตรวจค้น แต่กลุ่มคนร้ายไม่ยอมจำนน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงใส่เจ้าหน้าที่เพื่อเปิดทางหนี

ผลจากการปะทะและการตรวจสอบพื้นที่

การปะทะกันอย่างดุเดือดนานประมาณ 5 นาที เจ้าหน้าที่วิทยุเรียกกำลังเสริมอีก 3 ชุดเข้าควบคุมพื้นที่ ต้องรอจนฟ้าสาง เวลา 07.30 น. จึงเข้าเคลียร์พื้นที่อย่างปลอดภัย พบกระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพาย 12 ใบ ทิ้งไว้กลางป่าบรรจุ ยาบ้า 2.4 ล้านเม็ด นอกจากนี้ยังพบศพคนร้ายนอนเสียชีวิตริมลำธาร 2 ศพ คาดว่าเสียชีวิตจากการถูกยิงตอบโต้

ต่อมา เวลา 11.30 น. พล.ต.สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สั่งการให้ พ.อ.สุพรรณ ร้อยพุทธ เข้าตรวจสอบของกลางร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนยึดยาบ้าส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่ฟ้าหลวง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

สถิติการสกัดกั้นยาเสพติดของกองกำลังผาเมือง

พล.ต.สาธิต เปิดเผยสถิติการปฏิบัติงานตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน พบว่าสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ถึง 331 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหา 332 คน โดยยึดยาบ้าได้ 196,428,912 เม็ด เฮโรอีน 3.6 กิโลกรัม ไอซ์ 3,375.8 กิโลกรัม ฝิ่น 174.3 กิโลกรัม และคีตามีน 437.4 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีการปะทะกับขบวนการยาเสพติด 45 ครั้ง ส่งผลให้คนร้ายเสียชีวิต 37 ศพ

  • ยาบ้า: 196 ล้านเม็ดกว่า
  • ไอซ์: กว่า 3,300 กิโลกรัม
  • มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ: 33,289 ล้านบาท หากไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความเด็ดขาดของกองกำลังผาเมืองในการปราบปรามยาเสพติดชายแดน ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสังคมไทย

เหตุการณ์ ปะทะแก๊งยาฯ เป่าดับ 2 ศพ ยึดยาบ้า 2.4 ล้านเม็ด ชายแดนแม่ฟ้าหลวง ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นชัยชนะสำคัญ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายของยาเสพติด การทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เสี่ยงภัยเพื่อปกป้องชาติสมควรได้รับการยกย่อง หากยาเสพติดปริมาณนี้ไหลเข้าสู่ท้องตลาด จะสร้างความเสียหายมหาศาลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพประชาชน

ในฐานะนักติดตามข่าวสาร เราควรสนับสนุนการปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง แชร์ข่าวนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และติดตามข่าวอัปเดตจากกองกำลังผาเมืองเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ปะทะแก๊งยาฯ เป่าดับ 2 ศพ ยึดยาบ้า 2.4 ล้านเม็ด ชายแดนแม่ฟ้าหลวง

คุมเข้ม! สั่งยกระดับยุทธการคุมชายแดนเหนือ

สถานการณ์ยาเสพติดชายแดนภาคเหนือน่าจับตา! พบยาบ้าและไอซ์ทะลักเพิ่มขึ้นกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ กองกำลังนเรศวร สั่งยกระดับยุทธการคุมชายแดนเหนือ พร้อมใช้เทคโนโลยีเสริมแกร่ง กดดัน 25 อำเภอที่เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ หรือ นบ.ยส.35 ร่วมประชุมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5, ตำรวจภูธรภาค 5, ตำรวจปราบปรามยาเสพติด, หน่วยทหารกองทัพภาคที่ 3 และ กองกำลังป้องกันชายแดน ตลอดจนฝ่ายปกครอง 6 จังหวัดชายแดนภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน และ ตาก ครอบคลุมเส้นทางลำเลียงสำคัญใน 25 อำเภอ เพื่อยกระดับการข่าวให้เข้มข้นขึ้น มุ่งสืบเสาะแหล่งผลิตเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการทำลายฐานการผลิต ตัดเส้นทางขยายผลจับกุมถึงผู้ค้ารายใหญ่ และยึดอายัดทรัพย์สินเพื่อทำลายโครงสร้างเครือข่ายอย่างเป็นระบบ

แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้มีการจับกุมยึดของกลางยาเสพติดได้กว่า 40 ครั้ง ยึดยาบ้าได้ถึง 73 ล้านเม็ด, ไอซ์ 1,447 กิโลกรัม รวมทั้งยังยึดยาเสพติดอื่น ๆ ได้อีกจำนวนมาก ทั้งคีตามีน 155 กิโลกรัม เฮโรอีน 61 กิโลกรัม และยึดอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 46 ล้านบาท

ในช่วงหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมา พบว่ายึดของกลางยาบ้าได้เพิ่มกว่า 100 เปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับไอซ์ที่เพิ่มขึ้น 95 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลำเลียงยาเสพติดจากแหล่งผลิตเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของประเทศที่มีมากขึ้น

โดยแผนปฏิบัติการในปี 2569 จะมีการยกระดับยุทธการให้เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ยาเสพติดที่มีความซับซ้อนและวิธีลักลอบที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โดรนระบบตรวจจับกลางคืน กล้องเฝ้าระวังในจุดเสี่ยง เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ มาเสริมศักยภาพ รวมทั้งการขยายผลเข้าถึงเครือข่ายตอนในและการเสริมบทบาทชุมชนผ่านเครือข่ายแจ้งเตือน รวมถึงการสร้างหมู่บ้านปลอดภัย มุ่งเน้นสามประเด็นสำคัญ คือ การสกัดกั้นเชิงรุกให้ทันต่อสถานการณ์ การทำลายเครือข่ายตั้งแต่ผู้ลำเลียงจนถึงผู้อยู่เบื้องหลัง เพื่อให้โครงสร้างค้ายาเสพติดล่มสลายอย่างยั่งยืน และการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานร่วมกับภาคประชาชน เป้าหมายสูงสุดคือการลดการนำเข้ายาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง ผ่านข้อมูลข่าวกรองที่แม่นยำและการปฏิบัติการเชิงลึก เพื่อสร้างแนวป้องกันชายแดนที่มั่นคงและปลอดภัยกว่าเดิม

ทั้งนี้พบว่าสถานการณ์ยาเสพติดในประเทศ ยังคงรุนแรงและมีความต้องการสูงขึ้น ทั้งในกลุ่มผู้ค้า ผู้เสพ และนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่และจังหวัดท่องเที่ยว ทำให้พื้นที่ตอนในยังคงเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มขบวนการ ขณะที่เครือข่ายค้ายาเสพติดพัฒนาวิธีลำเลียงให้หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนยาจากแหล่งพักชายแดนเข้าสู่เมือง การซุกซ่อนผ่านโลจิสติกส์ รถรับจ้าง และการอำพรางรูปแบบต่างๆ ที่ตรวจจับได้ยากขึ้น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญความท้าทายมากกว่าเดิม จึงจำเป็นต้องอาศัยพลังร่วมจากหน่วยงานความมั่นคง ตำรวจ ฝ่ายปกครอง หน่วยท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชน ในการเฝ้าระวังและสกัดกั้นอย่างเป็นระบบ

การจับกุมที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น จึงต้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกในทุกด้านและเดินหน้าตัดวงจรเครือข่ายในประเทศผ่านการตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลถึงผู้สนับสนุนทุกระดับ พร้อมดึงประชาชนในพื้นที่ให้มีส่วนร่วมในการแจ้งเตือนและเฝ้าระวังในชุมชน เพื่อทำลายศักยภาพของขบวนการค้ายาเสพติดอย่างเป็นระบบ

สั่งยกระดับยุทธการคุมชายแดนเหนือ

การเพิ่มกำลังและเทคโนโลยีในการ สั่งยกระดับยุทธการคุมชายแดนเหนือ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรับมือกับสถานการณ์ยาเสพติดที่ทวีความรุนแรงขึ้น การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน

ทำไมต้องสั่งยกระดับยุทธการคุมชายแดนเหนือ?

เพราะสถานการณ์ปัจจุบันพบว่า ยาบ้าและไอซ์ทะลักเข้ามาในประเทศมากขึ้นอย่างน่าตกใจ การ สั่งยกระดับยุทธการคุมชายแดนเหนือ จึงเป็นการตอบสนองต่อภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

  • เพิ่มความเข้มข้นในการสกัดกั้น: ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น โดรนและกล้องวงจรปิด
  • ทำลายเครือข่ายยาเสพติด: จับกุมผู้ค้ารายใหญ่และยึดทรัพย์สิน
  • สร้างความร่วมมือกับชุมชน: ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง

การ สั่งยกระดับยุทธการคุมชายแดนเหนือ ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับภัยยาเสพติด

ที่มา – สั่งยกระดับยุทธการคุมชายแดนเหนือ พบยาบ้า-ไอซ์ ทะลักเพิ่ม 100 เปอร์เซ็นต์

สืบภาค 4 รวบ 2 อดีตนักโทษ ขนยาไอซ์ 146 กิโล

ตำรวจสืบสวนภาค 4 รวบตัว 2 อดีตนักโทษในเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ ได้พร้อมของกลางยาไอซ์จำนวน 146 กิโลกรัม ผู้ต้องหารับสารภาพรับงานจากชาวลาวเพื่อขนส่งยาเสพติดล็อตใหญ่นี้

สืบภาค 4 รวบ 2 อดีตนักโทษ ขนยาไอซ์ 146 กิโล

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สส.ภ.4 แถลงข่าวการจับกุม นายพนมพร เข็มมา อายุ 40 ปี และ นายเอกพล สียางนอก อายุ 36 ปี พร้อมของกลางยาไอซ์ 146 กิโลกรัม ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งใน อ.บ้านแพง จ.นครพนม

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.ภ.4 ได้สืบสวนหาข่าวกลุ่มผู้ลักลอบขนยาเสพติดจากชายแดนแม่น้ำโขง จนทราบว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดจำนวนมากเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศไทย

รายละเอียดการจับกุมยาไอซ์ 146 กิโล

จากการสืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาจะใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ Chevrolet รุ่น Captiva สีขาว ในการขนส่งยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงได้วางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ จนกระทั่งพบ นายเอกพล สียางนอก ซึ่งเพิ่งพ้นโทษในคดียาเสพติด ขับรถยนต์กระบะไปรับ นายพนมพร เข็มมา ซึ่งเคยต้องโทษในคดียาเสพติดเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามความเคลื่อนไหวของทั้งสองคน จนพบว่ารถยนต์กระบะคันดังกล่าวไปจอดอยู่ท้ายรถเก๋งยี่ห้อ TOYOTA รุ่น COROLLA สีเทา ที่จอดไว้ริมถนนชยางกูร พื้นที่บ้านโนนสา ต.ท่าดอกคำ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ แล้ว นายเอกพล สียางนอก ก็ขึ้นไปขับขี่รถยนต์เก๋ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเข้าตรวจค้น พบยาไอซ์จำนวนมากบรรจุอยู่ในกระสอบปุ๋ยซุกซ่อนอยู่ในรถเก๋ง

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจาก นายโจ นักค้ายาเสพติดชาว สปป.ลาว เป็นเงิน 20,000 บาท เพื่อขนยาไอซ์จากริมแม่น้ำโขงไปยังรีสอร์ตใน อ.บ้านแพง จ.นครพนม โดยจะมี “นักบิน” มารับช่วงต่อเพื่อลำเลียงไปยังจังหวัดขอนแก่นและพื้นที่ตอนในของประเทศไทย

ผู้ต้องหายังให้การอีกว่า ยาไอซ์ทั้งหมดถูกลำเลียงข้ามแม่น้ำโขงมาจากประเทศลาว มาขึ้นฝั่งที่ท่าเหล่าบักผาง ต.ท่าดอกคำ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ จากนั้นเครือข่ายจะนำยาไอซ์ใส่ไว้ในรถยนต์เก๋ง ทะเบียน กธ 9541 สกลนคร ไปจอดไว้ที่ริมถนนชยางกูร บริเวณบ้านโนนสา ต.ท่าดอกคำ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ จากนั้นให้ทั้ง 2 คนไปขับเอารถเก๋งที่บรรทุกยาไอซ์ ขับไปส่งที่รีสอร์ต ใน อ.บ้านแพง จ.นครพนม เพื่อรอนักบิน มารับไปขับส่งต่ออีกทอดหนึ่ง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหา ผู้ต้องหาทั้งสองในข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายโดยการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือ ยาไอซ์) เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” และข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จในการปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปกป้องสังคมจากภัยร้ายของยาเสพติด การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าชื่นชมของตำรวจสืบสวนภาค 4 ในการกวาดล้างยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ยังคงมีการลักลอบขนส่งยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการจับกุมอย่างเข้มงวด แต่ขบวนการค้ายายังคงพยายามหาวิธีการใหม่ๆ ในการหลีกเลี่ยงการจับกุม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

ที่มา – สืบภาค 4 รวบ 2 อดีตนักโทษ แก๊งค้ายาข้ามชาติ รับงานชาวลาว 2 หมื่น ขนยาไอซ์ 146 กิโล

บุกทลายร้านคาราโอเกะขอนแก่น ปาร์ตี้”น้ำยาสวรรค์”

ตำรวจและฝ่ายปกครองสนธิกำลัง บุกทลายร้านคาราโอเกะกลางเมืองขอนแก่น จัดปาร์ตี้ยาเสพติด “น้ำยาสวรรค์” พบผู้มีสารเสพติด 23 ราย ถูกแจ้งข้อหาหนัก ผู้จัดการและเจ้าของร้านยังไม่แสดงตัว ตำรวจเตรียมออกหมายเรียก

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 30 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น นายชินกร แก่นคง นายอำเภอเมืองขอนแก่น นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น เข้าตรวจสอบร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งใน ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น หลังรับแจ้งว่ามีการจัดปาร์ตี้ยาเสพติดและลักลอบจำหน่ายสารเสพติด “คอลลาเจน” หรือ “น้ำยาสวรรค์” ซึ่งมีส่วนผสมของยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) และวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 2 (คีตามีน) เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบและจับกุม

พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวว่า การตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องจาก ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าร้านคาราโอเกะดังกล่าว ปล่อยให้นักท่องเที่ยวใช้ Happy Water (แฮปปี้วอเตอร์) หรือที่วัยรุ่นเรียกกันว่า น้ำยาสวรรค์ ยาเสพติดที่มีสูตรผสมในเครื่องดื่ม ตำรวจจึงแฝงตัวเข้าไปตรวจสอบและเก็บตัวอย่างน้ำยาส่งตรวจที่ ศพฐ.4 ขอนแก่น จนยืนยันว่าเป็นแฮปปี้วอเตอร์จริง และยังพบว่าร้านมีการจัดปาร์ตี้ยาเสพติดอีกด้วย จึงขอหมายค้นและประสานฝ่ายปกครองเข้าตรวจค้น

เจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดขอนแก่น ที่ 407/2568 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เข้าตรวจค้นร้าน พบว่าเป็นสถานประกอบการที่เปิดให้บริการห้องคาราโอเกะ พบผู้ใช้บริการกำลังยืนเต้นและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบห้องคาราโอเกะ 4 ห้อง พบผู้ใช้บริการ 25 คน เป็นชาย 11 คน (1 คนอายุต่ำกว่า 20) และหญิง 14 คน พนักงานร้าน 5 คน (ชาย 2 หญิง 3) แต่ไม่พบผู้จัดการหรือเจ้าของร้าน

จากการตรวจหาสารเสพติดในนักท่องเที่ยว พบสารคีตามีน 5 ราย สารเมทแอมเฟตามีน 18 ราย และไม่พบสารเสพติด 7 ราย จากการสืบสวนเชื่อได้ว่าร้านมีการจำหน่ายสารเสพติดแฮปปี้วอเตอร์ หรือ “คอลลาเจน” ซึ่งมีส่วนผสมของยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) และวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 2 (คีตามีน) จริง

ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ทำประวัตินักท่องเที่ยวไว้ทุกคน พร้อมแจ้งข้อหาดังนี้:

  • เสพวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 2 (คีตามีน) โดยผิดกฎหมาย
  • เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย
  • มีวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 2 (คีตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย
  • เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย

ขณะนี้กำลังสืบสวนขยายผลหาตัวผู้เกี่ยวข้องในการจัดปาร์ตี้และจำหน่ายสารเสพติด “น้ำยาสวรรค์” ให้นักท่องเที่ยว ยังไม่มีผู้ใดแสดงตัวเป็นผู้จัดการหรือเจ้าของร้าน

ตำรวจทราบตัวบุคคลแล้วและจะออกหมายเรียก เพื่อให้มาให้ปากคำ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหากับผู้จัดการหรือเจ้าของร้าน ในข้อหาจำหน่ายสุราให้เด็กต่ำกว่าอายุ 20 ปี ยุยงส่งเสริมเด็กให้เสี่ยงกระทำผิด ปล่อยปละละเลยให้มีการนำยาเสพติดเข้ามาในสถานประกอบการ และจัดตั้งสถานบริการโดยไม่รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. 2509

บุกทลายร้านคาราโอเกะกลางเมืองขอนแก่น จัดปาร์ตี้”น้ำยาสวรรค์”

“น้ำยาสวรรค์” ยาเสพติดอันตรายที่ต้องระวัง

การบุกทลายร้านคาราโอเกะครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด “น้ำยาสวรรค์” ในสถานบันเทิง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะยาเสพติดชนิดนี้ มีส่วนผสมของสารอันตรายหลายชนิด และอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องเยาวชนและสังคมจากภัยร้ายนี้ และผู้ปกครองควรใส่ใจดูแลบุตรหลานให้ห่างไกลจากยาเสพติดทุกชนิด คอยให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษา เพื่อให้พวกเขามีภูมิคุ้มกันที่ดี และไม่ตกเป็นเหยื่อของยาเสพติด

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายของยาเสพติดและการปล่อยปละละเลยของสถานบันเทิงบางแห่ง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – บุกทลายร้านคาราโอเกะกลางเมืองขอนแก่น จัดปาร์ตี้ยาเสพติด “น้ำยาสวรรค์”

สส.เพื่อไทย ประสานเยียวยาชายแดน-ปราบยาเสพติด

สส.เพื่อไทย ยันช่วยประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด

“ชญาภา” ย้ำ สส.เพื่อไทย ช่วยประสานติดตามมาตรการช่วยเยียวยาประชาชนเหตุชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ให้ตกหล่น เผยผลงานรัฐบาลแก้ปัญหายาเสพติดเริ่มเห็นผล

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงความคืบหน้าการเยียวยาประชาชนจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า สส.พรรคเพื่อไทย ได้ติดตามการช่วยเหลือเยียวยาอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การช่วยเหลือส่งถึงพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม ซึ่งต้องยอมรับว่า การช่วยเหลือเยียวยากรณีผลกระทบจากการปะทะชายแดนมีความซับซ้อนและมีรายละเอียดมากกว่าการประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ พรรคเพื่อไทยขอยืนยันว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการช่วยประสานงานหน่วยงานราชการและติดตามเรื่องให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อไม่ให้มีใครร่วงหล่นจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล

รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น

ส่วนการแก้ไขปัญหายาเสพติด ในช่วงที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบนั้น ผลลัพธ์เบื้องต้นพบว่ามีการดำเนินการจับกุมการลักลอบขนยาไอซ์ล็อตใหญ่ใน 3 พื้นที่คือ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดเลย กว่า 2,100 กิโลกรัม รวมทั้งการดำเนินการจับกุมการลักลอบขนยาบ้าที่จังหวัดแพร่อีกกว่า 2 ล้านเม็ด

น.ส.ชญาภา ระบุต่อไปว่า นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการดำเนินการมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบาย No Drug No Dealers และนโยบาย 8 Quick Win 3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข ของรัฐบาลเพื่อไทย นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มีเพียงแค่การดำเนินการกับผู้ค้ารายใหญ่เพียงเท่านั้น ในหลายจังหวัดได้เริ่มต้นดำเนินการในการนำตัวผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้วหลายหมื่นราย โดยสิ่งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจาก ธวัชบุรีและท่าวังผาโมเดล ซึ่งเริ่มต้นดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี มาจนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

“ดิฉันเชื่อและมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ปัญหายาเสพติดที่กลับมาเป็นปัญหาเรื้อรังอีกครั้งหลังพ้นยุครัฐบาลไทยรักไทย จะถูกแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยรัฐบาลเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มาจากพรรคเพื่อไทย”

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อไปว่า วันนี้เราเดินหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาที่กัดกินใจพี่น้องประชาชนมายาวนานอย่างเต็มระบบ และข้าราชการเองต่างก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อที่จะบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน แม้ตัวเลขการจับกุม การดำเนินการยึดทรัพย์พ่อค้ายาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจะมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เราจะยังไม่พอใจ และยังไม่ถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่สมบูรณ์พอ อย่างที่รัฐมนตรีของเราบอกไว้ว่า “จนกว่าเราจะทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่า ปัญหายาเสพติดดีขึ้นหรือหมดไป” ซึ่งตนเชื่อว่าเรื่องนี้พี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่เริ่มเห็นผลความเปลี่ยนแปลงแล้ว

ในช่วงท้าย น.ส.ชญาภา ระบุว่า “KPI ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยที่เราต้องการจะไปให้ถึง คือการได้เห็นรอยยิ้มของพี่น้องประชาชน เห็นรอยยิ้มของชาวบ้านในชุมชนต่างๆ เห็นน้ำตาของแม่ที่ได้ลูกกลับคืนมา เห็นความภูมิใจของครอบครัวที่ได้ลูกหลานกลับคืนมาจากยาเสพติด นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องการ สุดท้ายดิฉันยืนยันว่า หากเรายังมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจะไม่หยุดเดิน”

พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะ ประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด และสร้างความสุขให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

การดำเนินการของ สส.เพื่อไทย ในการ ประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด และแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ยัน สส.เพื่อไทย ช่วยประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด

Scroll to top