การจับกุม

คอมมานโด ตามรวบมือยิงคดีฆ่า หนีเกือบ 2 ปี จนถูกขึ้นหมายจับปฏิทิน ตร. ลำดับ 74

คอมมานโด ตามรวบมือยิงคดีฆ่า หนีเกือบ 2 ปี จนถูกขึ้นหมายจับปฏิทิน ตร. ลำดับ 74

เหตุการณ์สุดระทึกขวัญเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโดได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการเข้าจับกุมผู้ต้องหาคดีฆ่าคนตาย ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลอันตรายที่ถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การตามรวบตัวผู้ต้องหาในคดีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการติดตามคนร้ายที่หลบหนีคดีมาอย่างยาวนานเกือบ 2 ปี

หากพูดถึงความสำเร็จในครั้งนี้ เราต้องยกเครดิตให้กับทีมสืบสวนที่ทำงานกันอย่างไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะเมื่อผู้ต้องหาถูกระบุว่าเป็นคอมมานโด ตามรวบมือยิงคดีฆ่า หนีเกือบ 2 ปี จนถูกขึ้นหมายจับปฏิทิน ตร. ลำดับ 74 ทำให้งานนี้กลายเป็นภารกิจลำดับต้นๆ ที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้สูญเสีย

เปิดปมเหตุการณ์คดีสะเทือนขวัญ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 นายมงคล ผู้ต้องหาได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทและใช้อาวุธปืนยิงคู่กรณีจนเสียชีวิตในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ หลังจากก่อเหตุ เขาได้หลบหนีไปซ่อนตัวตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหลบเลี่ยงการถูกจับกุม การกระทำของเขาทำให้กลายเป็นบุคคลที่ตำรวจหมายปอง จนกระทั่งคอมมานโด ตามรวบมือยิงคดีฆ่า หนีเกือบ 2 ปี จนถูกขึ้นหมายจับปฏิทิน ตร. ลำดับ 74 อย่างเป็นทางการ

  • ผู้ต้องหา: นายมงคล อายุ 27 ปี
  • ข้อหา: ร่วมกันฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • สถานที่จับกุม: ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ

ความพยายามของเจ้าหน้าที่ที่ประสบความสำเร็จ

ตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ชุดสืบสวน กก.สายตรวจ บก.ปพ. ได้ทำการแกะรอยอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งพบเบาะแสสำคัญว่าผู้ต้องหาได้ย้อนกลับมาหลบซ่อนตัวในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษอีกครั้ง เมื่อได้จังหวะที่เหมาะสมเจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าบุกค้นบ้านพักและสามารถจับกุมตัวนายมงคลได้ในที่สุด การทำงานของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับเหล่าอาชญากรว่า ต่อให้คุณจะหลบหนีไปได้ไกลแค่ไหน แต่สุดท้ายกฎหมายจะตามตัวคุณจนพบ

บทเรียนจากกรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าความยุติธรรมอาจจะล่าช้าไปบ้าง แต่ไม่เคยละเลยหน้าที่ในการติดตามผู้กระทำความผิด การที่เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญกับคดีในหมายจับปฏิทินตำรวจ เป็นสัญญาณที่ดีว่าสังคมไทยจะปลอดภัยยิ่งขึ้นเมื่ออาชญากรถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขอยกย่องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกนายที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จครั้งนี้

ที่มา – คอมมานโด ตามรวบมือยิงคดีฆ่า หนีเกือบ 2 ปี จนถูกขึ้นหมายจับปฏิทิน ตร. ลำดับ 74

นายกฯ ลุยจุดพบศพผู้เสียชีวิต 5 ราย ประกาศกร้าว ไม่ลดโทษ

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่บางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีการพบศพผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย รวมถึงคดีฆาตกรรม 2 พี่น้องชาวรัสเซีย สร้างความตกใจให้กับสังคมไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างมาก ล่าสุด นายกฯ ลุยจุดพบศพผู้เสียชีวิต 5 ราย ประกาศกร้าว ไม่ลดโทษฆาตกรอุกอาจ ย้ำโทษหนักถึงที่สุด เพื่อแสดงความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย

นายกฯ ลุยจุดพบศพผู้เสียชีวิต 5 ราย ประกาศกร้าว ไม่ลดโทษฆาตกรอุกอาจ ย้ำโทษหนักถึงที่สุด

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุทั้งในพื้นที่ป่าและสวนมะพร้าว เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี โดยนายกฯ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีอย่างรัดกุม เพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณาลงโทษขั้นสูงสุดแก่ผู้กระทำผิด

มาตรการเข้มข้นเพื่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ นายกฯ ลุยจุดพบศพผู้เสียชีวิต 5 ราย ประกาศกร้าว ไม่ลดโทษฆาตกรอุกอาจ ย้ำโทษหนักถึงที่สุด ยังได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและขอโทษนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย โดยยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่ใช่ภาพสะท้อนของความไม่ปลอดภัยในไทย รัฐบาลพร้อมยกระดับมาตรการความปลอดภัยดังนี้:

  • เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่เสี่ยงภัย
  • เร่งติดตามผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีให้ครบถ้วน
  • ทบทวนมาตรการบังคับใช้กฎหมายสำหรับผู้ที่เคยมีประวัติก่อเหตุซ้ำ
  • จัดทำสำนวนคดีให้มีความรัดกุมสูงสุดก่อนส่งฟ้องศาล

ในประเด็นที่สังคมเรียกร้องให้มีการประหารชีวิตผู้ก่อเหตุ นายกฯ ย้ำว่าประเทศไทยยังมีโทษประหารชีวิตอยู่จริง แต่การตัดสินขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล โดยรัฐบาลมีหน้าที่ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดผ่านกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ผู้ที่กระทำความผิดได้รับโทษตามความเหมาะสม ไม่ให้ใครกล้าทำผิดเป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป

สุดท้ายนี้ นายกฯ ลุยจุดพบศพผู้เสียชีวิต 5 ราย ประกาศกร้าว ไม่ลดโทษฆาตกรอุกอาจ ย้ำโทษหนักถึงที่สุด ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเราหวังว่าการดำเนินคดีครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญและช่วยกอบกู้ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของประเทศให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด เพราะความเชื่อมั่นคือรากฐานสำคัญของทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – นายกฯ ลุยจุดพบศพผู้เสียชีวิต 5 ราย ประกาศกร้าว ไม่ลดโทษฆาตกรอุกอาจ ย้ำโทษหนักถึงที่สุด

ขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน โยงเครือข่าย เฉิน จื้อ อายัด 600 ล้าน

ขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน โยงเครือข่าย เฉิน จื้อ อายัด 600 ล้าน

วงการอาชญากรรมข้ามชาติต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินหน้าปูพรมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายกว่า 14 จุดทั่วไทย โดยเป็นการสืบเนื่องมาจากการขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีนที่พบความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนสีเทาและเครือข่ายการเงินที่ซับซ้อน งานนี้บอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะเส้นทางการเงินพุ่งเป้าไปถึงเครือข่ายใหญ่ของ เฉิน จื้อ (Prince Group) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญระดับต้นๆ ของขบวนการนี้

เปิดเส้นทางปฏิบัติการระเบิดรังมังกร กับคดี หมิงเฉิน ซัน

ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ มาจากการที่ผู้เสียหายจำนวนมากถูกหลอกลวงผ่านกลโกงแบบ Hybrid Scam ผ่านแพลตฟอร์มลงทุนปลอม ซึ่งสร้างมูลค่าความเสียหายรวมมหาศาล ตำรวจไทยได้ทำงานอย่างหนักในการแกะรอยเส้นทางการเงินจากบัญชีม้า จนพบว่าปลายทางของเงินเหล่านี้ถูกถ่ายโอนไปยังเครือข่ายของ หมิงเฉิน ซัน และสุดท้ายเงินจำนวนมากถูกนำไปฟอกผ่านอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัลหรูหราหลายแห่ง

จากการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินได้มูลค่ารวมเกือบ 600 ล้านบาท โดยทรัพย์สินที่พบมีรายการที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • คอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงย่านลุมพินี มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท
  • บ้านจัดสรรระดับมาสเตอร์พีชย่านกรุงเทพกรีฑา ราคา 75 ล้านบาท
  • ทรัพย์สินอื่นๆ อาทิ รถยนต์ซูเปอร์คาร์ วิลล่าหรู และเอกสารสิทธิ์ทางการเงินอีกจำนวนมาก

ทำไมคดีนี้ถึงสำคัญ? การขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน ไม่ใช่แค่การจับกุมอาชญากรรายย่อย แต่เป็นการทลายโครงข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงิน ซึ่งเครือข่ายของ เฉิน จื้อ นั้นมีความเกี่ยวพันกับธุรกิจสีเทาหลายประเภท การยึดทรัพย์ครั้งนี้จึงถือเป็นการตัดวงจรทางการเงินที่สำคัญที่สุด เพื่อไม่ให้กลุ่มอาชญากรเหล่านี้ใช้ประเทศไทยเป็นที่ซุกซนหรือฟอกเงินผิดกฎหมายได้อีกต่อไป

การสืบสวนในเชิงลึกยังคงดำเนินการต่อไปอย่างเข้มข้น ตำรวจเริ่มพบความเชื่อมโยงของบุคคลและนิติบุคคลเพิ่มขึ้นอีกหลายราย ซึ่งเชื่อว่าการขยายผลครั้งนี้จะนำไปสู่การออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกแน่นอน ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับมิจฉาชีพที่คิดจะมาอาศัยช่องว่างทางกฎหมายในประเทศไทยเพื่อทำเรื่องผิดกฎหมายครับ

ในมุมมองของเรา นี่คือความสำเร็จก้าวสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความสามารถในการประสานงานติดตามคดีที่มีความสลับซับซ้อนสูง ผู้เสียหายที่เคยถูกหลอกอาจจะมีความหวังมากขึ้นในการได้ทรัพย์สินคืน หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือการเห็นขบวนการเหล่านี้ถูกกำจัดออกไปจากสังคมไทย ทางเราจะคอยติดตามข่าวสารความคืบหน้ามาอัปเดตให้ฟังกันต่อไปนะครับ ใครที่มีเบาะแสหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับคดีอาญาออนไลน์ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมเป็นหูเป็นตาให้กับบ้านเมืองของเรา

ที่มา – ขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” พบการเงินโยงเครือข่าย “เฉิน จื้อ” อายัดเพิ่มเกือบ 600 ล้าน

นายกฯ ขยายผลใบชมพู ‘หมิง เฉิน ซัน’ ใช้ ปปง. สอบเงิน

ในช่วงที่การทุจริตเรื่องที่ดินกำลังเป็นประเด็นร้อน นายกรัฐมนตรี ขยายผลขบวนการออกใบชมพูให้ “หมิง เฉิน ซัน” ใช้กลไก ปปง. สอบเส้นทางเงิน ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนจับตามอง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเหตุการณ์นี้แบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์ว่ามันหมายถึงอะไรต่อสังคมไทย

นายกรัฐมนตรี ขยายผลขบวนการออกใบชมพูให้ “หมิง เฉิน ซัน” ใช้กลไก ปปง. สอบเส้นทางเงิน

วันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงคดีจับกุมอดีตปลัดอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตออกใบสีชมพู หรือโฉนดที่ดินให้กับนายหมิง เฉิน ซัน ชาวจีนซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีครอบครองอาวุธสงครามและระเบิดแรงสูง นายกฯ ยืนยันว่าจะขยายผลไปยังขบวนการใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ โดยไม่มีใครรอดพ้นหากมีส่วนเกี่ยวข้อง

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ใบสีชมพู คืออะไร? มันคือเอกสาร “นส.4-01” หรือใบรับคำขอสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ซึ่งมักถูกใช้ในการบุกรุกที่ดินสาธารณะ หากเจ้าหน้าที่รัฐออกให้กับบุคคลที่ไม่สมควร ก็เท่ากับช่วยเหลือการยึดที่ดินผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกับชาวต่างชาติอย่างหมิง เฉิน ซัน ที่ถูกจับพร้อมอาวุธหนัก ทำให้เชื่อมโยงไปถึงขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

คำแถลงเด็ดขาดจากนายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรี ระบุชัดว่า จะไล่จับและขยายผลต่อเนื่อง เพราะเป็นขบวนการขนาดใหญ่ นายอำเภอในพื้นที่เชียงดาวถูกสั่งย้ายออกไปแล้ว และหากเรื่องไปถึงใคร ใครก็โดน นายกฯ ยังขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ประนีประนอมกับความผิดทุกประเภท ไม่ว่าจะบุกรุกที่ดิน ยาเสพติด บ่อนพนัน ฟอกเงิน หรือสแกมเมอร์

ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง รัฐบาลได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทำให้การจับกุมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกมีอิสระในการทำงานมากขึ้น ส่งผลให้คดีต่างๆ ได้รับการดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว

กลไก ปปง. เข้าสู่สนามสอบเส้นเงิน

ที่น่าสนใจคือ การใช้อำนาจของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ต่างๆ เช่น นายอำเภอ ตำรวจ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและภูเก็ต ที่อาจเกี่ยวข้องกับการบุกรุกที่ดิน นายกรัฐมนตรี ชี้ว่า นี่คือการแสดงความตั้งใจเอาจริง ไม่ใช่แค่ลงพื้นที่ตรวจสอบ แต่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตั้งแต่ปลัดอำเภอ ปลัดจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด และรองผู้ว่าฯ หากพบผิดก็ดำเนินคดีทั้งหมด

หากใครบริสุทธิ์ก็ไม่ต้องกังวล แต่ต้องมีกระบวนการสอบสวนเพื่อความโปร่งใสและยุติธรรม โดยไม่มีข้อยกเว้น

  • หลัก “ปิดชื่อถือพฤติกรรม”: นายกฯ ย้ำว่าไม่สนชื่อเสียงหรือความสัมพันธ์ ตัดสินจากพฤติกรรมผิดกฎหมายเท่านั้น
  • ลั่นยังไม่จบ: ขบวนการนี้ใหญ่โต และจะไม่หยุดแค่คดีเดียว
  • กวาดล้างข้าราชการสีเทา: ไม่ใช่แค่ยุคนี้ แต่ต้องทำต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรี ขยายผลขบวนการออกใบชมพูให้ “หมิง เฉิน ซัน” ใช้กลไก ปปง. สอบเส้นทางเงิน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังมุ่งปราบปรามอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

ผลกระทบต่อสังคมและข้าราชการ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงทำให้ประชาชนมั่นใจในระบบยุติธรรมมากขึ้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงข้าราชการทุกคนที่อาจคิดทำผิด ด้วยการตรวจสอบเส้นเงินผ่าน ปปง. ทำให้ยากต่อการซุกซ่อนทรัพย์สินผิดกฎหมาย ในอดีตหลายคดีมักหยุดอยู่แค่ระดับท้องถิ่น แต่ครั้งนี้ขยายไปถึงระดับสูงกว่า

นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับปัญหาชาวต่างชาติบุกรุกที่ดินในภาคเหนือและใต้ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากยาเสพติดหรือคอลเซ็นเตอร์ รัฐบาลจึงใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อปกป้องทรัพยากรชาติ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การทุจริตเรื่องที่ดินทำให้ประชาชนสูญเสียที่ดินทำกินมานับไม่ถ้วน หากรัฐบาลสามารถกวาดล้างได้สำเร็จ จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น

ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ที่แสดงศักยภาพในการต่อสู้กับคอร์รัปชัน แม้จะเจอแรงต้าน แต่ความเด็ดขาดแบบนี้คือสิ่งที่สังคมต้องการ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? รัฐบาลจะทำได้จริงหรือไม่? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ!

นายกรัฐมนตรี ขยายผลขบวนการออกใบชมพูให้ “หมิง เฉิน ซัน” ใช้กลไก ปปง. สอบเส้นทางเงิน จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ขยายผลขบวนการออกใบชมพูให้ “หมิง เฉิน ซัน” ใช้กลไก ปปง. สอบเส้นทางเงิน

ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนและนักการเมืองในกรุงมะนิลา เมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เสียงปืนดังสนั่นภายในอาคารวุฒิสภา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องสั่งล็อกดาวน์พื้นที่ทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยมีรายงานว่าได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด พร้อมกับภาพเจ้าหน้าที่ทหารบุกเข้าไปในอาคาร โชคดีที่ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่รัฐบาลยืนยันชัดเจนว่า ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ไม่ใช่การพยายามจับกุมบุคคลสำคัญ แต่เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย และกำลังสืบสวนหาตัวผู้ยิงอย่างเร่งด่วน

พื้นหลังของเหตุการณ์: สว.เดลา โรซา และหมายจับ ICC

จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายมาจากนายโรนัลด์ “บาโต” เดลา โรซา สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งกำลังลี้ภัยอยู่ในอาคารวุฒิสภา หลังจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ออกหมายจับในข้อหาสังหารหมู่ประชาชนจำนวนมาก ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สมัยสงครามยาเสพติดของอดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต สงครามดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตนับพันราย ส่วนดูเตอร์เตเองถูกคุมขังที่กรุงเฮกตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568

ก่อนเกิดเหตุ เดลา โรซา ได้ออกมาเตือนว่าตนกำลังจะถูกจับกุม และเรียกร้องให้ชาวฟิลิปปินส์ช่วยยับยั้ง ล่าสุด ทนายความของเขายื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาเพื่อหยุดยั้งการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมนับร้อยมารวมตัวหน้าอาคารวุฒิสภา เรียกร้องให้ส่งตัวเดลา โรซาไปพิจารณาคดีที่ ICC

โรนัลด์ เดลา โรซา
โรนัลด์ “บาโต” เดลา โรซา สมาชิกวุฒิสภาที่กำลังลี้ภัย

ปฏิกิริยาจากรัฐบาลและผู้นำวุฒิสภา

นายจอนวิก เรมัลลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าประธานาธิบดีได้สั่งการเด็ดขาดเพื่อคุ้มกันสมาชิกวุฒิสภาให้ปลอดภัย โดยยืนยันว่า “เราไม่ได้มาจับกุมท่านเดลา โรซา แต่มาปกป้องเขา” และแจ้งครอบครัวแล้วว่าเขาปลอดภัยดี อยู่ภายใต้การดูแลของทีมรักษาความมั่นคง นอกจากนี้ ยังไม่มีใครถูกจับกุมจากเหตุยิงปืน

ด้านนายอลัน ปีเตอร์ คาเยตาโน ประธานวุฒิสภา ขอความร่วมมือจากประชาชนส่งคลิปวิดีโอที่อาจช่วยสืบสวน รัฐบาลย้ำว่าเหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับการจับกุม แต่เป็นการตรวจสอบผู้ยิงปืนที่อาจเป็นบุคคลภายนอก

ผลกระทบและบริบททางการเมือง

เหตุการณ์นี้จุดกระแสความตึงเครียดทางการเมืองในฟิลิปปินส์ สงครามยาเสพติดของดูเตอร์เตยังคงเป็นประเด็นถกเถียง โดยฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นการกำจัดอาชญากร ส่วนฝ่ายคัดค้านกล่าวหาว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ICC จึงเข้าแทรกแซง ส่งผลให้อดีตผู้นำและผู้บังคับบัญชาถูกดำเนินคดี

การล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภาไม่เพียงสร้างความหวาดกลัว แต่ยังสะท้อนถึงความแตกแยกในสังคมฟิลิปปินส์ บางคนเห็นใจเดลา โรซา ในฐานะวีรบุรุษต่อต้านยาเสพติด ขณะที่อีกฝ่ายต้องการความยุติธรรมสำหรับเหยื่อนับพัน

  • ไม่มีผู้บาดเจ็บจากเสียงปืน
  • เดลา โรซาปลอดภัย อยู่ในการคุ้มครอง
  • กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องส่งตัวไป ICC
  • ทนายยื่นอุทธรณ์ศาลฎีกา

สถานการณ์ยังคงตึงเครียด เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อคลายปมปริศนา

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าประเด็นยาเสพติดและสิทธิมนุษยชนยังคงเป็นบาดแผลของฟิลิปปินส์ การดำเนินคดีโดย ICC อาจนำไปสู่ความยุติธรรม แต่ก็เสี่ยงจุดชนวนความขัดแย้งภายใน หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจมุมมองที่หลากหลาย

ที่มา – ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

ก.แรงงาน แถลงจับแก๊งตุ๋นลวงโลก สูญ 20 ล้าน

ก.แรงงาน แถลงจับแก๊งตุ๋นลวงโลก เปิดบริษัทหลอกเหยื่อไปทำงานต่างแดน ผู้เสียหายนับร้อยราย สูญเงินเกือบ 20 ล้านบาท เป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้หลายคนตื่นตัว โดยเฉพาะคนที่ฝันอยากไปหาเงินง่ายๆ งานเกษตรในออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์ วันนี้เรามาเล่าให้ฟังแบบละเอียดว่ามันเกิดอะไรขึ้น และควรระวังยังไงบ้าง

ก.แรงงาน แถลงจับแก๊งตุ๋นลวงโลก เปิดบริษัทหลอกเหยื่อทำงานต่างแดน

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ที่กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร่วมกับ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปคม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวจับกุมแก๊งนี้ ผู้เสียหายกว่า 100 ราย ร้องเรียนหลังถูกหลอกจ่ายเงินหลักแสนเพื่อไปทำงานเก็บผลไม้ แต่สุดท้ายบริษัทหายตัวไป

เหตุการณ์เริ่มจากเดือนสิงหาคม 2568 แก๊งนี้โพสต์ประกาศรับสมัครงานเกษตรในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เงินเดือน 85,000-100,000 บาท มีที่พักฟรี สวัสดิการดี บริษัทจดทะเบียนถูกต้อง ล่อใจคนหางานได้ไม่ยาก ผู้สมัครหลงเชื่อ ติดต่อแล้วถูกเรียกเก็บเงินดังนี้

  • ค่าทำสัญญา: 80,000 บาท
  • ค่าประกันชีวิต: 40,000 บาท
  • ค่าออกวีซ่า: 9,750 บาท
  • ค่าแลกเงิน: 33,000 บาท
  • รวมทั้งหมด: 162,750 บาทต่อคน

หลังจ่ายเงิน แก๊งแจ้งนัดอบรมในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑล แต่พอไปถึง ไม่มีอบรม ไม่ติดต่อได้ รู้ตัวว่าถูกหลอก สูญรวมเกือบ 20 ล้านบาท!

ผู้ต้องหาและการจับกุม

เจ้าหน้าที่ปคม. รับแจ้งความ 25 เม.ย. 2569 สืบสวนพบบริษัทจดทะเบียน 29 ส.ค. 2568 ที่ปากเกร็ด นนทบุรี บุคคลเกี่ยวข้อง 4 ราย: นายวันเฉลิม (กรรมการ), น.ส.พิชญ์จิรา หรือแบม, นายธนาคาร หรือบอย อายุ 23 ปี, นายธราเทพ หรือพัด อายุ 23 ปี จับกุมบอยกับพัดได้ 27 เม.ย. ที่แม่สอ ตาก ข้อหาฉ้อโกง, หลอกลวงหางานต่างประเทศ, โฆษณาฝ่าฝืนกฎหมาย, ทุจริตข้อมูลคอมพิวเตอร์

บริษัทขนของหนีตั้งแต่ต้นเม.ย. ผู้ต้องหาที่เหลือกำลังติดตามดำเนินคดี

คำเตือนจากกระทรวงแรงงาน หลีกเลี่ยงแก๊งตุ๋นลวงโลก

นายจุลพันธ์ ย้ำ คนอยากไปทำงานต่างประเทศ ตรวจสอบบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตจาก กรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ www.doe.go.th กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน เท่านั้น มิจฉาชีพชอบใช้เฟซบุ๊ก, TikTok, เพจปลอม โฆษณางานเกษตร ฟาร์ม เก็บผลไม้ รายได้สูง

เฉพาะบริษัทที่ใบอนุญาตจากกระทรวงแรงงานเท่าจัดส่งได้ บุคคลหรือกลุ่มอื่นผิดกฎหมาย อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด!

วิธีตรวจสอบก่อนสมัครงานต่างประเทศ

  • เช็คชื่อบริษัทในเว็บกรมการจัดหางาน
  • ไม่จ่ายเงินล่วงหน้า โดยเฉพาะจำนวนมาก
  • สอบถามสัญญาชัดเจน วีซ่า สวัสดิการ
  • แจ้งความทันทีถ้าสงสัย ที่ ปคม. หรือกรมฯ
  • ใช้ช่องทาง官方 หลีกเลี่ยงโซเชียลมีเดียไม่น่าเชื่อถือ

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพง แสดงให้เห็นมิจฉาชีพฉวยโอกาสจากความฝันคนไทยอยากไปทำงานต่างแดน รัฐบาลปราบปรามเด็ดขาด แต่ประชาชนต้องช่วยตัวเองด้วยการตรวจสอบให้ดี สุดท้าย แนะนำคนหางานศึกษาข้อมูลให้ละเอียด อย่าให้เงินหายฝันล่ม ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่ม สอบถามกรมการจัดหางาน hotline 1506 กด 4 ได้เลย

สรุปคือ อย่าประมาท ตรวจสอบก่อนจ่าย อนาคตสดใสรออยู่!

ที่มา – ก.แรงงาน แถลงจับแก๊งตุ๋นลวงโลก เปิดบริษัทหลอกเหยื่อทำงานต่างแดน ผู้เสียหายนับร้อย สูญเกือบ 20 ล้าน

ผู้ตรวจการแผ่นดิน แก้กฎหมายนอมินีล้งสินค้าเกษตร

ปัญหานอมินีล้งสินค้าเกษตรที่ต่างชาติสวมสิทธิ์กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมะพร้าวและผลไม้ไทย ผู้ตรวจการแผ่นดิน แก้กฎหมายนอมินีล้งสินค้าเกษตร เป็นประเด็นร้อนที่เกษตรกรไทยรอคอยการแก้ไขมานาน เพราะทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำและคนไทยเสียโอกาสในการแข่งขัน

ผู้ตรวจการแผ่นดิน แก้กฎหมายนอมินีล้งสินค้าเกษตร เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว

นายทรงศักดิ์ สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 มีนาคม 2567 (ตามข้อมูลข่าว) จะมีการหารือสำคัญกับนางศุภจี สุกาพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในช่วงบ่าย เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาล้งมะพร้าวที่ถูกต่างชาตินอมินีสวมสิทธิ์ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเพิ่งได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรเมื่อวันก่อนหน้า และเตรียมประชุมสัปดาห์หน้า พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบ

เบื้องต้นพบว่ามีการจับกุมล้งนอมินีต่างชาติ 7-8 แห่ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ผู้ตรวจการแผ่นดินให้ความสำคัญสูงสุดกับปัญหานอมินี เพราะหากปล่อยให้บริษัทนอมินีผูกขาดการรับซื้อมะพร้าว จะกระทบเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยโดยตรง นอกจากมะพร้าวแล้ว ยังครอบคลุมสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ทุเรียน มังคุด ที่ประสบปัญหาเดียวกัน

ผู้ตรวจการแผ่นดิน แก้กฎหมายนอมินีล้งสินค้าเกษตร อย่างไร

การแก้ไขจะครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การรับซื้อ ขนส่ง ไปจนถึงตลาดปลายทาง หากพบว่าอยู่ในมือต่างชาติทั้งหมด จะรื้อระบบใหม่ โดยย้ำว่าคนไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะจัดการได้เอง สำหรับกรอบเวลา จะเร่งรัดให้เร็วที่สุด ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และรับฟังความเห็นจากเกษตรกร ผู้ประกอบการ

ในส่วนประมวลกฎหมายที่ดิน กรมที่ดินเสนอร่างแก้ไขให้ทรัพย์สินนอมินีตกเป็นของรัฐ และลงโทษอาญาทั้งไทยและต่างชาติแล้ว ผู้ตรวจการจะเร่งบังคับใช้ นอกจากนี้ ยังผลักดันระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น โดยร่วมกับผู้บังคับใช้กฎหมาย แม้กฎหมายนอมินีปัจจุบันยังไม่ชัดเจน จึงใช้กฎหมายอื่น เช่น กฎหมายที่ดิน อาคารชั่วคราว

  • ตรวจสอบก่อนจดทะเบียนธุรกิจ: ดูทุนจดทะเบียนย้อนหลัง 3-5 ปี และที่มาของเงิน ร่วม ปปง.
  • ตรวจสอบหลังจดทะเบียน: ผู้บริหารบริษัท หากทั้ง 5 คนเป็นต่างชาติ ถือว่านอมินี
  • บังคับใช้ พ.ร.บ.ธุรกิจประเภทต่างด้าว และประมวลกฎหมายที่ดินอย่างเข้มงวด
  • พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากชุมชน เพื่อลดการพึ่งพาทุนต่างชาติ

ปัญหานี้เกิดมานานหลายรัฐบาล แต่ยังไม่สำเร็จเพราะขาดระบบควบคุม ผู้ตรวจการแผ่นดินจะตรวจสอบล้งทั่วประเทศ หาจุดอ่อนช่องโหว่ และเสนอแก้ทั้งระบบ หวังให้เกษตรกรไทยได้รับประโยชน์เต็มที่

นอกจากนี้ ยังเน้นการทำสวนมะพร้าวอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ผลผลิต แต่รวมถึงการดูแลระยะยาว การดำเนินการครั้งนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องสิทธิเกษตรกรไทยจากนอมินีต่างชาติ

เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของผู้ตรวจการแผ่นดินในการแก้ปัญหาเชิงระบบ หากดำเนินการสำเร็จ จะช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรและเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน แนะนำให้เกษตรกรติดตามและมีส่วนร่วมในการร้องเรียนต่อไป

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน เดินหน้าแก้กฎหมายนอมินีล้งสินค้าเกษตร ตรวจสอบกันต่างชาติสวมสิทธิ

คิงชาร์ลส์ยืนยัน กฎหมายต้องเป็นไปตามขั้นตอน หลังพระอนุชาถูกจับกุม

คิงชาร์ลส์ยืนยัน กฎหมายต้องเป็นไปตามขั้นตอน หลังพระอนุชาถูกจับกุม เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก โดยเฉพาะในหมู่ผู้ติดตามข่าวสารราชวงศ์อังกฤษ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ เพื่อรับทราบข่าวการจับกุมพระอนุชาเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569

คิงชาร์ลส์ยืนยัน กฎหมายต้องเป็นไปตามขั้นตอน หลังพระอนุชาถูกจับกุม

ในแถลงการณ์ดังกล่าว พระองค์ทรงแสดงความกังวลพระราชหฤทัยอย่างยิ่งต่อข่าวที่พระอนุชา คือ แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ ถูกจับกุมในข้อหาประพฤติมิชอบต่อหน้าที่สาธารณะ พระองค์ตรัสว่า “ข้าพเจ้าได้รับทราบข่าวเกี่ยวกับแอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ และข้อสงสัยในพฤติกรรมมิชอบในการดำรงตำแหน่งสาธารณะด้วยความกังวลใจอย่างยิ่ง” แต่ทรงย้ำชัดเจนว่า คิงชาร์ลส์ยืนยัน กฎหมายต้องเป็นไปตามขั้นตอน และกระบวนการทางกฎหมายจะต้องดำเนินไปอย่างครบถ้วน ยุติธรรม และเหมาะสม

พระองค์ยังตรัสเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากราชวงศ์ และในระหว่างที่กระบวนการนี้กำลังดำเนินอยู่ พระองค์จะไม่ให้ความเห็นเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม นอกจากนี้ พระองค์และครอบครัวจะยังคงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่อไปตามปกติ

背景ของเหตุการณ์ที่นำไปสู่การจับกุม

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากตำรวจบุกเข้าไปที่พระราชฐานแซนดริงแฮม ในมณฑลนอร์ฟอล์ก ซึ่งเป็นที่พักของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ สาเหตุหลักมาจากเอกสารที่สหรัฐอเมริกาเผยแพร่ในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศ หนึ่งในหลักฐานสำคัญคืออีเมลที่บ่งชี้ว่า แอนดรูว์ได้เปิดเผยข้อมูลลับจากการปฏิบัติหน้าที่ทูตการค้าในช่วงปี 2553-2554 ให้เอปสตีนทราบ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อภาพลักษณ์ของเจ้าชายแอนดรูว์เท่านั้น แต่ยังสะเทือนไปถึงราชวงศ์อังกฤษโดยรวม ผู้คนจำนวนมากกำลังจับตามองว่ากรณีนี้จะส่งผลอย่างไรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ปฏิกิริยาจากสมาชิกราชวงศ์อื่นๆ

นอกจากคิงชาร์ลส์แล้ว เจ้าชายวิลเลียม มกุฎราชกุมาร และแคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ พระชายา ก็ได้แสดงการสนับสนุนแถลงการณ์ของพระราชบิดาอย่างเต็มที่ ทั้งสองพระองค์ยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับกระบวนการทางกฎหมายอย่างสุดความสามารถ

  • คิงชาร์ลส์ทรงเน้นย้ำหลักนิติธรรม
  • เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคทเธอรีนให้การสนับสนุนเต็มที่
  • ราชวงศ์ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อประชาชน

กรณี คิงชาร์ลส์ยืนยัน กฎหมายต้องเป็นไปตามขั้นตอน หลังพระอนุชาถูกจับกุม นี้นับเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับราชวงศ์อังกฤษในยุคสมัยใหม่ ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสื่อและสังคมโลก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยึดมั่นหลักนิติธรรม แม้จะเป็นเรื่องภายในราชวงศ์ก็ตาม

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าราชวงศ์ไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย และการยืนยันของคิงชาร์ลส์ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อประชาธิปไตย ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจมีผลกระทบทางการเมืองและสังคมในอังกฤษ

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – คิงชาร์ลส์ยืนยัน กฎหมายต้องเป็นไปตามขั้นตอน หลังพระอนุชาถูกจับกุม

ฟังสองมุม หนุ่มสติไม่สมประกอบขโมยถุงกับข้าว

วันนี้เรามาฟังสองมุมกันในคดีที่กำลังเป็นกระแส ฟังสองมุม หนุ่มสติไม่สมประกอบขโมยถุงกับข้าวไม่กี่ร้อย เจ้าของไม่ยอมยืนยันดำเนินคดี เป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งระหว่างความเมตตากับหลักกฎหมาย หนุ่มวัย 34 ปีที่สติไม่สมประกอบ ขโมยถุงอาหารราคาแค่ไม่กี่ร้อยบาท แต่เจ้าของกลับยืนกรานจะดำเนินคดีเต็มที่ ครอบครัวผู้ต้องหาก็เดือดร้อนหนัก มาดูรายละเอียดกันเลย

ฟังสองมุม หนุ่มสติไม่สมประกอบขโมยถุงกับข้าวไม่กี่ร้อย เจ้าของไม่ยอมยืนยันดำเนินคดี

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.พ. เวลา 23.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ยานาวา นำโดย พ.ต.ท.ฉัตรชัย พรชวลิตหิรัญ และทีมสายตรวจ ได้รับแจ้งจากห้องวิทยุให้ไปตรวจสอบเหตุลักทรัพย์ ผู้เสียหายชื่อนายอภิชาติ สั่งอาหารเดลิเวอรีมาถึงหน้าบ้าน ถนนเจริญกรุง แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ เวลา 17.45 น. วางถุงแขวนไว้ที่รั้วบ้าน แต่ถูกคนร้ายขโมยไป

จากกล้องวงจรปิดเห็นชัด คนร้ายสวมเสื้อยืดคอกลมสีแดงลายเหลือง กางเกงขาสั้นสีดำ ผมสั้นทรงนักเรียน ขี่รถจักรยานยี่ห้อ Turbo สีน้ำเงิน มาดอดๆ มองๆ แล้วหยิบถุงอาหารห้อยแฮนด์หนีไป ตำรวจกระจายกำลังไล่ล่า จนเจอผู้ต้องหา “นายโย” อายุ 34 ปี ที่ถนนจันทน์ตัดเจริญราษฎร์ แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร พบของกลางเต็มถุง

ของกลางที่ถูกขโมยในคดีนี้

  • ราเมน (ไม่ใส่ขิงดอง) ราคา 123 บาท
  • ไพตัน ชาชูเมน (แยกผัก) ราคา 125 บาท
  • เกี๊ยวซ่า 6 ชิ้น ราคา 88 บาท

รวมมูลค่าไม่ถึง 400 บาท แต่กลายเป็นประเด็นใหญ่ นายโยรับสารภาพว่าเอาไปกินเอง ตำรวจนํตัวไปให้ผู้เสียหายชี้ยืนยัน ผู้เสียหายยืนกรานดำเนินคดีเต็มรูปแบบ

มุมมองครอบครัวผู้ต้องหา: สติไม่สมประกอบตั้งแต่เด็ก

น.ส.น้ำฝน น้องสาวของนายโย เล่าว่าพี่ชายมีปัญหาสติไม่สมประกอบตั้งแต่เด็ก อายุ 1-2 ขวบ ชอบปีนสูงแล้วตกหัวฟาดพื้นบ่อยครั้ง เคยขโมยของกินแถว สน.วัดพระยาไกร แต่ชาวบ้านรู้สภาพก็ไม่เอาเรื่อง พ่อร้องไห้ขอร้องผู้เสียหาย จะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด แต่ผู้เสียหายบอกว่า “จะดัดสันดานมัน” และขอหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน

ครอบครัวกำลังรีบหาใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาล เพื่อนำไปยื่นก่อนส่งฟ้องศาลวันที่ 19 ก.พ. พ่อบอกว่า “มืดแปดด้าน ไม่รู้จะทำยังไง” สงสารลูกที่เลี้ยงมาตั้งแต่นอนข้างๆ กัน

มุมมองผู้เสียหาย: ต้องมีบทลงโทษ

แม้เจ้าหน้าที่จะช่วยไกล่เกลี่ย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมถอน แม้ค่าอาหารแค่นี้ แต่ย้ำว่าต้องให้เป็นบทเรียน ตำรวจทำบันทึกจับกุม นายโยไม่ยอมเซ็นชื่อ ครอบครัวรีบมาที่โรงพัก

คดีนี้ชวนคิด ในสังคมที่เราควรเมตตาคนมีปัญหาสุขภาพจิต หรือยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด? การขโมยแม้เล็กน้อย แต่กระทบความรู้สึกผู้เสียหายที่รออาหารหิวๆ อย่างไรก็ตาม ครอบครัวผู้ต้องหาที่เดือดร้อนขนาดนี้ ก็น่าสงสาร

จากประสบการณ์ คดีลักทรัพย์เล็กน้อยแบบนี้ ถ้าครอบครัวชดใช้และมีหลักฐานสติไม่สมประกอบ ศาลอาจผ่อนผันได้ เช่น ลดโทษหรือรอลงอาญา แต่ต้องรอคำตัดสิน

คุณล่ะ คิดว่าควรฟังสองมุมยังไง? เมตตาหรือยุติธรรม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ฟังสองมุมกันนะ สังคมเราต้องการความเข้าใจมากขึ้น!

ที่มา – ฟังสองมุม หนุ่มสติไม่สมประกอบขโมยถุงกับข้าวไม่กี่ร้อย เจ้าของไม่ยอมยืนยันดำเนินคดี

Scroll to top