การฉ้อโกง

รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท

รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท

วงการอาชญากรรมข้ามชาติสะเทือนอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้บุกเข้าจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่มั่นในการกระทำความผิด การจับกุม รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท ครั้งนี้ ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเจ้าหน้าที่ไทยที่ติดตามพฤติกรรมของนายจาง ชาวจีนวัย 30 ปี ซึ่งเป็นตัวการใหญ่ในการบริหารจัดการเงินผิดกฎหมาย

พฤติการณ์สุดแสบของหัวหน้าขบวนการ

จากการตรวจสอบพบว่า นายจางไม่ได้มาเล่นๆ แต่มีบทบาทเป็นถึงระดับบงการ โดยทำหน้าที่วางแผนว่าจ้างลูกสมุนให้ใช้บัญชีม้าและตระเวนกดเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงเหยื่อ ทั้งนี้ การ รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท ในครั้งนี้ยังเผยให้เห็นความซับซ้อนของเครือข่ายที่พยายามตัดตอนเส้นทางการเงินเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ

  • ระยะเวลาการก่อเหตุ: พบกิจกรรมผิดปกติในช่วงปี 2566–2567
  • เส้นทางการหลบหนี: หลบหนีหมายจับจากจีนผ่านประเทศญี่ปุ่น ก่อนแอบเข้ามาซ่อนตัวในไทย
  • พฤติกรรมหลัก: ใช้ไทยเป็นฐานฟอกเงินจากการฉ้อโกงเหยื่อในต่างประเทศ

ความสำเร็จในการ รวบ บอสจีนเทา บงการฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์ 8.8 ล้านบาท เกิดจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างกองปราบปราม ตม.ชลบุรี และศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ โดยผู้ต้องหาถูกพบตัวขณะกบดานอยู่ในคอนโดมิเนียมหรูย่านพัทยา ก่อนจะถูกควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีและเตรียมผลักดันกลับประเทศจีนตามกฎหมายระหว่างประเทศต่อไป

เรื่องราวนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้เราเห็นว่า แม้อาชญากรจะพยายามหลบซ่อนตัวอยู่ในเมืองท่องเที่ยวเพียงใด แต่ด้วยเทคโนโลยีการสืบสวนสมัยใหม่และการทำงานเชิงรุกของตำรวจไทย ทำให้การซ่อนตัวเป็นเรื่องยากขึ้นในทุกวัน เราในฐานะประชาชนควรเฝ้าระวังและไม่หลงเชื่อธุรกรรมออนไลน์ที่น่าสงสัย เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้

ที่มา – รวบ “บอสจีนเทา” บงการฟอกเงินให้แก๊งสแกมเมอร์กว่า 8.8 ล้าน ขณะหนีซุกคอนโดพัทยา

รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช

รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปิดคดีสำคัญและดำเนินการ รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช ได้สำเร็จ หลังจากที่ผู้ต้องหารายนี้พยายามหลบหนีความผิดจากคดีฉ้อโกงประชาชนที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายณัฐภาพงศ์ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในชื่อ “นายก ภา” ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการเรียกรับผลประโยชน์ในการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยแอบอ้างว่าตนเองมี “โควตาพิเศษ” สามารถช่วยเหลือให้ผู้สมัครสอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้าทำงานได้จริง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวทำให้มีผู้หลงเชื่อจำนวนมากยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อแลกกับตำแหน่งงาน

เบื้องลึกเส้นทางการหนีคดี รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช

หลังจากที่ผู้เสียหายจำนวนมากพบว่าตนเองไม่ได้รับการบรรจุตามคำกล่าวอ้าง จึงได้รวมตัวกันแจ้งความดำเนินคดีในหลายท้องที่ จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาโดยศาลจังหวัดสตูลถึง 3 หมายในคดี “ฉ้อโกง” เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการติดตามสืบสวนผู้ต้องหาตามหมายจับจากตำรวจภูธรภาค 9 จึงได้กระจายกำลังติดตามตัวอย่างกระชั้นชิด จนกระทั่งสืบทราบข้อมูลสำคัญว่านายกภาได้หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่หอพักในจังหวัดนครราชสีมา

เมื่อตรวจสอบพิกัดเรียบร้อย เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจบุกเข้าชาร์จและดำเนินการ รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช ได้ที่ห้องพักชั้น 2 ของหอพักแห่งหนึ่ง โดยในระหว่างการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางสำคัญ ได้แก่:

  • เงินสดจำนวนกว่า 1,230,500 บาท
  • เอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีจำนวน 2 แผ่น

สำหรับการจับกุมครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการหลอกลวงประชาชนผ่านกระบวนการสอบบรรจุข้าราชการ ซึ่งมักจะใช้ความไม่รู้หรือความอยากได้ตำแหน่งมาเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกง ปัจจุบันผู้ต้องหาถูกนำตัวไปบันทึกจับกุมที่ สภ.โพธิกลาง ก่อนจะส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายที่ สภ.ควนกาหลง ต่อไป

ในมุมมองของความยุติธรรม ทางเจ้าหน้าที่ฝากเตือนประชาชนว่า ตำแหน่งงานข้าราชการไม่สามารถซื้อขายได้ด้วยเงิน การอ้างโควตาพิเศษมักเป็นเพียงอุบายการฉ้อโกง หากพบพฤติกรรมน่าสงสัยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที อย่าตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัยช่องว่างของกฎหมายมาทำลายอนาคตของผู้อื่น

ที่มา – รวบ อดีตนายก อบต.ควนกาหลง หนีกบดานหอพักโคราช

ปกรณ์ เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก

ปกรณ์ เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการตรวจสอบการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีนี้ โดยระบุว่า ปกรณ์ เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก เพื่อเตรียมรายงานต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งการประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกู้คืนความเชื่อมั่นให้กับระบบสอบของภาครัฐ

รายละเอียดการประชุมสรุปผลสอบทุจริตท้องถิ่น

ในการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ระบุว่าที่ประชุมจะมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธาน โดยมีทางเลขาธิการ ป.ป.ท. เข้ามาร่วมสรุปข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งหลายฝ่ายต่างจับตามองว่ามีกลุ่มอิทธิพลหรือเครือข่ายใดเกี่ยวข้องบ้าง โดยเป้าหมายหลักของการดำเนินการครั้งนี้คือการหาช่องว่างของระบบที่เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม นายปกรณ์ยังขอสงวนท่าทีในรายละเอียดเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อรูปคดีที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ที่ ปกรณ์ เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น

ด้านกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ได้เตรียมความพร้อมในการเข้าแทรกแซงหากพบว่ามีการฉ้อโกงประชาชนอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะยกระดับให้เป็นคดีพิเศษ เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการเชิงรุกได้มากขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

บทเรียนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบการคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นจำเป็นต้องมีความโปร่งใสมากกว่าที่เคยเป็นมา การที่ ปกรณ์ เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก เป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการกวาดล้างการทุจริต เพื่อให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถได้รับโอกาสในการรับราชการอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ทั้งนี้เราคงต้องรอติดตามผลจากรายงานฉบับสมบูรณ์ที่จะออกมาในอนาคตอันใกล้ว่าจะมีใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์เสื่อมเสียเหล่านี้ครับ

ที่มา – “ปกรณ์” เผยบ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นเฟสแรก ก่อนรายงานนายกรัฐมนตรี

รวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลงทุน 8.6 ล้าน

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวอาชญากรรม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้สำเร็จ หลังจากก่อเหตหลอกลวงประชาชนให้สูญเงินสูงถึง 8.6 ล้านบาท เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนระวังภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์ที่แสบสันมากขึ้นทุกวัน

รวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ภ.6 นำโดย พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ ถาบุญชู ผู้กำกับการสืบสวน 2 บก.สส.ภ.6 ได้บุกจับกุมตัวนายนพรัตน์ อายุ 23 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสวรรคโลก ที่ จ.37/2569 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ในข้อหากระทำผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ”

การจับกุมครั้งนี้มาจากคำสั่งของ พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ที่มอบหมายให้ทีมสืบสวนเร่งคลี่คลายคดี หลังจากผู้เสียหายแจ้งความที่ สภ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

เหยื่อสูญเงินกว่า 8.6 ล้านหลังรวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ผู้เสียหายรายนี้ถูกคนร้ายแสร้งเป็น “นายอำเภอดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่” โทรชักชวนให้ลงทุนเพื่อหารายได้พิเศษ โดยอ้างว่าโอนเงินเข้าแอปเพื่อส่งเสริมสินค้าให้ร้านค้า แล้วจะได้ผลตอบแทนก้อนโต ผู้เสียหายหลงเชื่อ โอนเงินไปกว่า 90 ครั้งเพื่อ “ปลดล็อกรายการถอนเงิน” แต่คนร้ายยังหลอกให้โอนค่าภาษี ค่าธรรมเนียมทำธุรกรรมเพิ่มอีกหลายครั้ง

เหตุการณ์เริ่มมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 จนถึง 25 มกราคม 2569 รวมระยะเวลาเกือบ 2 ปี โอนเงินทั้งหมด 187 ครั้ง มูลค่ารวม 8,605,788.86 บาท ต่อมาคนร้ายยังพยายามหลอกโอนเพิ่ม แต่ผู้เสียหายไปปรึกษาลูกชาย จึงรู้ตัวว่าถูกหลอก จึงรีบแจ้งความ

ทีมสืบสวนนำโดย พ.ต.ท.อลงกต ทับชม รองผู้กำกับการสืบสวน 2 สืบสวนขยายผล จนออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาได้

ประวัติผู้ต้องหาและวิธีการหลอกลวง

จากการสอบสวน นายนพรัตน์สารภาพว่า ต้นปี 2567 เคยทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตึก 25 ชั้นในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา หน้าที่เป็นแอดมินโทรหลอกเหยื่อ ได้ค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท เงินโอนเข้าบัญชีแก๊ง

ต่อมาได้รับมอบโทรศัพท์เครื่องที่ใช้หลอกเหยื่อรายนี้ จึงโทรต่อเนื่อง ช่วงเดือนมกราคม 2568 นายจ้างบ่ายเบี่ยงเงินเดือน เขาจึงตัดสินใจแยกตัว ใช้นำบัญชีธนาคารตัวเองรับเงินแทน หนีกลับไทยพร้อมโทรศัพท์เครื่องนั้น หลอกเหยื่อต่ออีกนับปี จนต้นปี 2569 รู้ว่าเหยื่อเริ่มสงสัย จึงลบข้อมูล ล้างเครื่อง ส่งให้คนอื่นใช้ บัญชีถูกอายัด เงินที่ได้นำไปใช้หมดสิ้น

  • ขั้นตอนการหลอกลวง: แสร้งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ชวนลงทุนแอปส่งสินค้า
  • ให้โอนเงินเริ่มต้น สัญญาผลตอบแทนสูง
  • หลอกปลดล็อกถอนเงิน เรียกค่าธรรมเนียมเพิ่มเรื่อยๆ
  • ยืดเยื้อนาน เกือบ 2 ปี จนเหยื่อสูญเงินล้าน

กรณีรวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้ แสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพบางรายแยกตัวจากแก๊งใหญ่มาทำคนเดียว แต่ยังใช้เทคนิคเดิมๆ ที่แสบสันไม่เปลี่ยน

วิธีป้องกันตัวเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ในยุคดิจิทัลนี้ แก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นภัยร้ายที่ไม่มีวันหมด ทุกปีมีผู้เสียหายนับหมื่นราย สูญเงินหลายพันล้าน วิธีป้องกันง่ายๆ คือ

  • อย่าเชื่อการโทรจากคนแปลกหน้า โดยเฉพาะที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือชวนลงทุน
  • ตรวจสอบข้อมูลก่อนโอนเงิน ใช้เว็บไซต์ราชการอย่าง thaipol.or.th
  • ไม่โอนเงินให้รายการที่สัญญาผลตอบแทนสูงผิดปกติ
  • แจ้งเบาะแสได้ที่ 1155 สายด่วนตำรวจ หรือแอปตำรวจประชาชน

จากสถิติปี 2568 พบว่าคดีคอลเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น 30% โดยเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและคนที่อยากรวยทางลัด

เรื่องนี้เป็นบทเรียนราคาแพง หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอการโทรชวนลงทุนแบบนี้ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที การตื่นตัวของสังคมจะช่วยลดอาชญากรรมเหล่านี้ได้

คำแนะนำสุดท้าย: การลงทุนที่แท้จริงต้องมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ อย่าให้ความโลภมาทำลายอนาคต ตรวจสอบเสมอและปกป้องเงินในกระเป๋าของคุณ!

ที่มา – รวบหนุ่มวัย 23 อดีตแก๊งคอลฯ หัวหมอรับงานเอง โทรหลอกเหยื่อที่เคยคุยลงทุน สูญเงิน 8.6 ล้าน

จีนขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว

ทางการจีนประกาศ ultimatum ให้ผู้ร่วมขบวนการของ เฉิน จื้อ (Chen Zhi) เข้ารายงานตัวภายใน 1 เดือน เพื่อแลกกับการลดหย่อนโทษ การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ เฉิน จื้อ ถูกส่งตัวจากกัมพูชามายังจีนในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อสัปดาห์ก่อน

เฉิน จื้อ ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์และหลอกลวงออนไลน์ระดับนานาชาติ โดยถูกสหรัฐอเมริกาฟ้องร้องในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน จากการดำเนินการเครือข่ายต้มตุ๋นทางไซเบอร์มูลค่ามหาศาล ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ในกัมพูชา รัฐบาลปักกิ่งระบุว่า เฉิน จื้อ คือ “หัวหน้าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการพนันและการฉ้อโกงรายใหญ่”

จีนขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว

กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนกล่าวว่า ผู้หลบหนีคดีที่เข้ามอบตัวก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ และ “สารภาพผิดตามความเป็นจริง” จะได้รับการพิจารณาโทษสถานเบา หรือลดหย่อนโทษ กระทรวงฯ ยังขู่ด้วยว่า ผู้ที่ไม่ยอมมอบตัว จะต้องเผชิญกับการตามล่าอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเรียกร้องให้ผู้ต้องสงสัย “รักษาโอกาสนี้ไว้ให้ดี”

อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “เฉิน จื้อ” และทำไมจีนถึงขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุนมอบตัว?

นายเฉิน จื้อ เป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่งและเป็นผู้ก่อตั้ง ปรินซ์ กรุ๊ป (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันกำลังถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด ตามรายงานของอัยการสหรัฐฯ ระบุว่า นายเฉิน จื้อ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์บังคับใช้แรงงานทั่วกัมพูชา โดยมีแรงงานจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ถูกกักขังอยู่ในสถานที่ที่มีลักษณะคล้ายเรือนจำ รายล้อมด้วยกำแพงสูงและลวดหนาม

การขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการจีนในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์อย่างจริงจัง การเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมขบวนการมอบตัวและสารภาพผิด ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่หวังจะสาวถึงตัวการใหญ่และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของอาชญากรรมข้ามชาติที่เชื่อมโยงธุรกิจและการบังคับใช้แรงงานอย่างผิดกฎหมาย การที่ เฉิน จื้อ สามารถสร้างอิทธิพลและเครือข่ายขนาดใหญ่ได้ บ่งชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

การที่จีนขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ทางการจีนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และพร้อมที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการลงทุนในกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับ เฉิน จื้อ การตรวจสอบที่เข้มงวดและการดำเนินคดีอย่างจริงจัง อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิทัศน์ทางธุรกิจของกัมพูชา

ดังนั้น การขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว จึงไม่ใช่แค่การดำเนินคดีอาชญากรรม แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักธุรกิจและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย ให้ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง

การติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงกลไกและเครือข่ายของอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงมาตรการที่ทางการจีนนำมาใช้ในการปราบปราม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่คล้ายคลึงกันในอนาคต

ที่มา – จีนขีดเส้นตาย 1 เดือน ให้สมุน “เฉิน จื้อ” มอบตัว แลก ลดหย่อนโทษ

เนทันยาฮูยื่นขออภัยโทษ ยุติคดีทุจริตคอร์รัปชัน

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ยื่นคำร้องต่อประธานาธิบดี เพื่อขออภัยโทษคดีทุจริตคอร์รัปชันที่เขากำลังถูกดำเนินคดีอยู่แล้ว อ้างจะช่วยลดความแตกแยกในประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้ยื่นคำร้องต่อฝ่ายกฎหมายของสำนักงานประธานาธิบดีแล้ว เพื่อขออภัยโทษข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อหาทางยุติการดำเนินคดีในศาลซึ่งยืดเยื้อมานาน และทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศอย่างรุนแรง

นายเนทันยาฮูกล่าวว่า คำร้องนี้จะช่วยรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิภาค นอกจากนั้น ข้อกำหนดที่ให้เขาต้องไปปรากฏตัวที่ศาลสัปดาห์ละสามครั้ง เป็นสิ่งรบกวนสมาธิที่ทำให้เขานำพาประเทศได้ยากลำบาก

“การดำเนินคดีที่ผ่านมาฉีกเราออกจากกันจากภายใน ปลุกปั่นความแตกแยก และทำให้ความบาดหมางลึกล้ำยิ่งขึ้น ผมมั่นใจเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ในชาติว่า การยุติการพิจารณาคดีโดยทันทีจะช่วยลดความขัดแย้งและส่งเสริมการปรองดองในวงกว้างที่ประเทศของเราต้องการอย่างยิ่งยวด”

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตรงข้ามของเขาออกมาโจมตีทันทีว่า คำร้องดังกล่าวเป็นการบ่อนทำลายสถาบันประชาธิปไตยของอิสราเอล และเป็นการส่งข้อความอันตรายว่าเขาอยู่เหนือกฎหมาย

ขณะที่สำนักงานของนาย ไอแซค เฮอร์ซ็อก ประธานาธิบดีอิสราเอล ระบุในแถลงการณ์ว่า “หลังจากได้รับความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ประธานาธิบดีจะพิจารณาคำร้องนี้อย่างมีความรับผิดชอบและจริงใจ”

นายเนทันยาฮูเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวในประวัติศาสตร์อิสราเอลที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกนำตัวขึ้นศาลคดีคอร์รัปชัน โดยเขาถูกตั้งข้อหาฉ้อโกง ใช้อำนาจในทางที่ผิด และรับสินบน แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับผู้สนับสนุนทางการเมืองที่ร่ำรวย อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาใด ๆ

นายเนทันยาฮูปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และประณามการดำเนินคดีตัวเขาว่าเป็นการ “ล่าแม่มด” ที่จัดฉากขึ้นโดยสื่อ ตำรวจ และฝ่ายตุลาการ

การยื่นคำร้องครั้งนี้เกิดขึ้นหลายสัปดาห์หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้อิสราเอลอภัยโทษให้แก่นายเนทันยาฮู และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นายทรัมป์เพิ่งส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีเฮอร์ซ็อก และเรียกคดีทุจริตของเนทันยาฮูว่าเป็น “การดำเนินคดีทางการเมืองที่ไม่ยุติธรรม”

ทั้งนี้ คำร้องขอพระราชทานอภัยโทษของเนทันยาฮูประกอบด้วยเอกสารสองฉบับ คือ จดหมายรายละเอียดที่ลงนามโดยทนายความของเขา และจดหมายที่ลงนามโดยเนทันยาฮูเอง เอกสารเหล่านี้จะถูกส่งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอความคิดเห็น จากนั้นจะถูกโอนไปยังที่ปรึกษาด้านกฎหมายในสำนักงานประธานาธิบดี ซึ่งจะรวบรวมความคิดเห็นเพิ่มเติมให้ประธานาธิบดีพิจารณา

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคนรวมถึงนาง เอมิ พัลมอร์ อดีตอธิบดีกรมกระทรวงยุติธรรมอิสราเอล กล่าวว่า คำร้องขออภัยโทษนี้ไม่สามารถหยุดการพิจารณาคดีได้

“คุณไม่สามารถอ้างว่าตัวเองบริสุทธิ์ในขณะที่การพิจารณาคดียังคงดำเนินอยู่ แล้วมาขอให้ประธานาธิบดีเข้าแทรกแซงได้” และเสริมว่าวิธีเดียวที่จะหยุดการพิจารณาคดีได้คือต้องขอให้อัยการสูงสุดระงับการดำเนินคดี

นายกฯ อิสราเอล ยื่นคำร้องขออภัยโทษ ยุติคดีทุจริตคอร์รัปชัน

ทำไมนายกฯ อิสราเอลถึงยื่นคำร้องขออภัยโทษ ยุติคดีทุจริตคอร์รัปชัน?

มีหลายเหตุผลที่นายกฯ อิสราเอลตัดสินใจยื่นคำร้องขออภัยโทษ หนึ่งในเหตุผลหลักคือ เขาต้องการลดความแตกแยกในประเทศที่เกิดจากการดำเนินคดีที่ยืดเยื้อ นอกจากนี้ เขายังอ้างว่าการต้องไปขึ้นศาลสัปดาห์ละสามครั้ง ทำให้เขามีสมาธิในการนำพาประเทศได้ยากลำบาก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองมองว่าการกระทำนี้เป็นการบ่อนทำลายสถาบันประชาธิปไตย

การยื่นคำร้องขออภัยโทษ ยุติคดีทุจริตคอร์รัปชัน ของนายเนทันยาฮู ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจและก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในอิสราเอล หลายฝ่ายมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนเชื่อว่าจะเป็นการช่วยสร้างความปรองดองในชาติ

คดีทุจริตคอร์รัปชันของนายเนทันยาฮูเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีหลายแง่มุม การตัดสินใจของประธานาธิบดีอิสราเอลว่าจะอนุมัติคำร้องขออภัยโทษหรือไม่ จะเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทั้งในและต่างประเทศ

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหลักนิติธรรมและความโปร่งใสในการบริหารงานของรัฐบาล รวมถึงความจำเป็นในการสร้างความปรองดองในชาติเพื่อก้าวข้ามความขัดแย้งและความแตกแยก

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ผู้นำต้องเผชิญในการรักษาสมดุลระหว่างการรักษาความยุติธรรมกับการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม การยื่นคำร้องขออภัยโทษ ยุติคดีทุจริตคอร์รัปชัน จึงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบในทุกด้าน

ที่มา – นายกฯ อิสราเอล ยื่นคำร้องขออภัยโทษ ยุติคดีทุจริตคอร์รัปชัน

จีนประหาร 5 มาเฟียตระกูลไป๋ แก๊งสแกมเมอร์

(ภาพจาก Xinhua)

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกระดับสูงของมาเฟียตระกูลไป๋ แก๊งอาชญากรรมซึ่งเปิดศูนย์สแกมเมอร์หลายสิบแห่งในเมียนมา นอกจากนั้นยังมีจำเลยคนอื่นถูกตัดสินลงโทษอีกนับสิบคน

เมื่อวันอังคารที่ 4 พ.ย. 2568 ศาลประชาชนกลางในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกระดับสูงแก๊งมาเฟียตระกูลไป๋ องค์กรอาชญากรรมชื่อฉาวที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ตอนเหนือของเมียนมา เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมมากมาย ทั้งฉ้อโกง ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และทำร้ายร่างกาย

จำเลยทั้งหมด 21 คนทั้งที่เป็นสมาชิกตระกูลไป๋และผู้เกี่ยวข้อง ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาต่างๆ กัน โดยคำพิพากษาของศาลระบุว่า การกระทำผิดของอาชญากรกลุ่มนี้ส่งผลให้พลเมืองชาวจีนเสียชีวิต 6 ศพ ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองอีก 1 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน

ผู้ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตได้แก่ ไป๋ ซั่วเฉิง หัวหน้าแก๊ง กับ ไป๋ อิงชาง ลูกชายของเขา ส่วนอีก 3 คนคือ หยาง หลี่เฉียง, หู เสี่ยวเจียง และ เฉิน กวงอี้ นอกจากนั้นยังมีจำเลย 2 คนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตแบบรอลงอาญา 2 ปี, อีก 5 คนถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และอีก 9 คนรับโทษจำคุกตั้งแต่ 3-20 ปี ควบคู่กับบทลงโทษเพิ่มเติม ทั้งปรับ ยึดทรัพย์ และเนรเทศ

ทั้งนี้ สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่าตระกูลไป๋เป็นหนึ่งในกลุ่มมาเฟียไม่กี่กลุ่มที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจในช่วงทศวรรษ 2000s เล่าก์ก่าย (Laukkaing) ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลที่ยากจน ให้กลายเป็นศูนย์กลางที่สร้างรายได้มหาศาลจากบ่อนกาสิโนและซ่องโสเภณี

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้เปลี่ยนไปทำธุรกิจหลอกลวง นำผู้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์หลายพันคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน มากักขัง, ทารุณกรรม และบังคับให้ร่วมในการหลอกลวงผู้อื่น ในปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์หลากหลายรูปแบบ

ตามรายงานของสำนักข่าว ซินหัว ของจีน อาชญากรกลุ่มนี้ก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวง 41 แห่งในภูมิภาคโกก้างของเมียนมา และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมต่างๆ ตั้งแต่การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม การเปิดแหล่งซ่องสุมเล่นการพนัน การฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา การจัดการและบีบบังคับค้าประเวณี จนถึงการจัดการบุคคลข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมาย

หนึ่งในจำเลยที่ถูกตัดสินประหารชีวิตสมรู้ร่วมคิดกับผู้อื่นเพื่อลักลอบค้าและผลิตยาเสพติดเมทแอมเฟตามีนราว 11 ตัน ขณะที่เม็ดเงินทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพนันและกิจกรรมฉ้อโกงสูงเกิน 2.9 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.33 แสนล้านบาท)

จีนตัดสินประหาร 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา

เรื่องราวของแก๊งมาเฟียตระกูลไป๋ที่ก่ออาชญากรรมข้ามชาติและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลได้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อศาลจีนตัดสินลงโทษประหารชีวิตสมาชิกคนสำคัญ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าทางการจีนเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ การตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องพลเมืองและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

การดำเนินการทางกฎหมายต่อแก๊งมาเฟียเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มอาชญากรอื่นๆ ว่าการกระทำผิดกฎหมายจะไม่ได้รับการละเว้น

ผลกระทบของการตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา

การตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา มีผลกระทบหลายด้านดังนี้:

  • ด้านความยุติธรรม: การลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเหมาะสม ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
  • ด้านความปลอดภัย: การปราบปรามอาชญากรรม ช่วยลดภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชน
  • ด้านเศรษฐกิจ: การลดอาชญากรรม ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ คดีของมาเฟียตระกูลไป๋ยังเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายและการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

การที่ศาลจีนตัดสินประหาร 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา ถือเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นข้อพิสูจน์ว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

ที่มา – จีนตัดสินประหาร 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา

Scroll to top