การชดเชยเยียวยา

กต.เผย 6 แรงงานไทยในอิสราเอลถูกระเบิด อยู่ในความดูแลของแพทย์และทูตไทยแล้ว

กต.เผย 6 แรงงานไทยในอิสราเอลถูกระเบิด อยู่ในความดูแลของแพทย์และทูตไทยแล้ว

เหตุการณ์ความไม่สงบในต่างแดนเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต่างเฝ้าติดตามและส่งกำลังใจให้เสมอ ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ออกมาแจ้งข่าวเกี่ยวกับกรณี กต.เผย 6 แรงงานไทยในอิสราเอลถูกระเบิด อยู่ในความดูแลของแพทย์และทูตไทยแล้ว หลังจากเกิดเหตุระเบิดตกค้างในพื้นที่เมืองเมทูลา (Metula) ทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพี่น้องแรงงานไทยที่ไปทำงานในบริเวณดังกล่าว

จากรายงานระบุว่ามีแรงงานไทยได้รับบาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 6 ราย ซึ่งได้รับการช่วยเหลือและส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล Ziv Medical Center ในเมือง Safed เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ทุกคนปลอดภัยที่สุด

รายละเอียดอาการและความคืบหน้าการช่วยเหลือ

สำหรับการติดตามความคืบหน้ากรณี กต.เผย 6 แรงงานไทยในอิสราเอลถูกระเบิด อยู่ในความดูแลของแพทย์และทูตไทยแล้ว นั้น ทางสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ดำเนินการทันที โดยเอกอัครราชทูตได้เดินทางเข้าเยี่ยมอาการของผู้บาดเจ็บด้วยตนเอง เพื่อให้กำลังใจและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

โดยสรุปอาการล่าสุดมีดังนี้:

  • แรงงานไทยได้รับบาดเจ็บรวมทั้งหมด 6 ราย
  • มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ซึ่งผ่านการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว
  • ผู้บาดเจ็บทั้งหมดอยู่ในระหว่างการพักฟื้นภายใต้การดูแลของทีมแพทย์อย่างเต็มที่
  • สถานทูตเร่งประสานเรื่องสิทธิประโยชน์และการเยียวยาตามกฎหมาย

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเสี่ยงที่แรงงานไทยในพื้นที่ต้องเผชิญ แม้จะมีการเฝ้าระวังอย่างดีที่สุดแล้วก็ตาม การที่ทาง กต.เผย 6 แรงงานไทยในอิสราเอลถูกระเบิด อยู่ในความดูแลของแพทย์และทูตไทยแล้ว ถือเป็นข่าวที่ช่วยคลายความกังวลให้แก่ญาติพี่น้องที่รอฟังข่าวในประเทศไทยได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานรัฐจะยังคงไม่นิ่งนอนใจและจะเร่งดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อดูแลสวัสดิภาพของแรงงานไทยให้ดีที่สุด

ขอส่งกำลังใจให้แรงงานไทยทุกท่านที่กำลังปฏิบัติหน้าที่และพักรักษาตัวอยู่ในอิสราเอลให้ปลอดภัยและหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และขอให้ครอบครัวของผู้บาดเจ็บเข้มแข็ง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ความไม่สงบจะคลี่คลายลงในเร็ววัน เพื่อให้คนไทยทุกคนในต่างแดนได้ใช้ชีวิตด้วยความมั่นคงปลอดภัย

ที่มา – กต.เผย 6 แรงงานไทยในอิสราเอลถูกระเบิด อยู่ในความดูแลของแพทย์และทูตไทยแล้ว

“สิริพงศ์” เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ จากอุบัติเหตุรถโดยสารสาย 514

จากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา กรณีอุบัติเหตุสะเทือนใจที่เกี่ยวข้องกับรถโดยสารปรับอากาศสาย 514 ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ล่าสุด “สิริพงศ์” เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ จากอุบัติเหตุรถโดยสารสาย 514 ด้วยตนเอง เพื่อแสดงความห่วงใยและสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนที่ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ

“สิริพงศ์” เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ จากอุบัติเหตุรถโดยสารสาย 514

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณถนนลาดพร้าว ซอย 112 เมื่อรถโดยสารประจำทางหมายเลขข้างรถ 2-70172 ได้เกิดปัญหาทางเทคนิคคือคันเร่งค้าง จนเป็นเหตุให้รถเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ข้างทาง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 10 ราย ซึ่งปัจจุบันกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลลาดพร้าวและโรงพยาบาลเพชรเวช นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ทันทีเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ความคืบหน้าและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

การที่ “สิริพงศ์” เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ จากอุบัติเหตุรถโดยสารสาย 514 ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการให้กำลังใจผู้ป่วยและญาติ แต่ยังเป็นการกำชับไปยังองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้เร่งดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ที่สุด โดยเน้นย้ำในเรื่องหลักๆ ดังนี้:

  • รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมดแบบไม่มีเงื่อนไข
  • การจ่ายเงินเยียวยาชดเชยตามระเบียบของทางราชการจนกว่าผู้บาดเจ็บจะหายเป็นปกติ
  • การติดตามอาการอย่างต่อเนื่องผ่านทีมงานที่ได้รับมอบหมาย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้กล่าวให้ความมั่นใจว่า ทางกระทรวงฯ จะไม่นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์นี้ และจะดำเนินการในทุกส่วนอย่างเต็มความสามารถเพื่อเยียวยาผู้เสียหาย

มาตรการยกระดับความปลอดภัย ขสมก.

นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้ ขสมก. เพิ่มมาตรการตรวจเช็กสภาพรถโดยสารแบบเข้มงวดขั้นสูงสุด ทุกอู่ต้องมีมาตรฐานการตรวจสอบที่ชัดเจนก่อนนำรถออกให้บริการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำรอยเดิม ความปลอดภัยของผู้ใช้ทางและผู้โดยสารต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ

ในฐานะประชาชนผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะ เราหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนสำคัญที่นำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพการบริการและการบำรุงรักษารถโดยสารให้มีความปลอดภัยสูงสุด เพราะความเชื่อมั่นในการเดินทางคือหัวใจหลักของการดำเนินชีวิตประจำวันของคนเมืองครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ จากอุบัติเหตุรถโดยสารสาย 514

“เท้ง” เผยชาวบ้านอัดอั้นผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

“เท้ง” เผยชาวบ้านอัดอั้นผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” พร้อมรอคอยมาตรการเยียวยาจากรัฐบาลที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ย้ำรัฐบาลไทยต้องใช้ทุกกลไกกดดันให้ “กัมพูชา” ร่วมเจรจาทวิภาคีเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้ได้

วันที่ 18 ส.ค. 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงการลงพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชน 4 จังหวัด บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เกี่ยวกับผลกระทบสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ประชาชนส่วนหนึ่งกลับเข้าไปยังที่พักอาศัยแล้ว แต่ยังพบปัญหาอุปสรรคในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะมาตรการชดเชยเยียวยาที่ต้องถึงมือประชาชนอย่างเร็วที่สุด แต่จากการติดตามจนขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีมาตรการเยียวยาออกมา ทั้งเงินชดเชยการขาดรายได้ การลดหย่อนภาษี ค่าซ่อมบ้าน ค่าซ่อมรถ รัฐบาลควรแบบเยียวยาทั่วหน้าได้ในบางพื้นที่ทุกครัวเรือน ที่เหลือบางส่วนแบ่งเพิ่มเติมให้กับกลุ่มเกษตรกร ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านจะผลักดันผ่านทุกกลไกของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งตั้งกระทู้ถาม และเวทีกรรมาธิการคณะต่างๆ ส่วนกรณีเด็กเยาวชนและกลุ่มเปราะบางผู้ป่วยติดเตียง จะต้องได้รับการดูแลอย่างดีเพียงพอ ซึ่งหลังจากได้รับฟังเสียงสะท้อนประชาชนในวันนี้ (18 ส.ค. 2568) พบว่าต่างมีความอัดอั้น และมีความเครียดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ปะทะอีกเมื่อไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่พบคือประชาชนยังมีปัญหาอุปสรรคในการได้รับเงินเยียวยา

“เท้ง” รับชาวบ้านอัดอั้น เครียดจากผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ขอรัฐลดขั้นตอนยุ่งยากจ่ายเยียวยา

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลพาผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน 8 ประเทศลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า จะได้ทำให้นานาประเทศได้เห็นข้อเท็จจริงว่ากัมพูชาปฏิบัติอะไรที่ไม่ถูกต้อง ส่วนการประชุม RBC ที่มีการขอเลื่อนประชุมออกไปจากทางฝั่งกัมพูชา นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สะท้อนถึงสิ่งที่กัมพูชาได้แสดงออกมาโดยตลอด ที่พยายามหลีกเลี่ยงการเจรจาในกลไกทวิภาคี แต่ไทยต้องใช้ทุกวิธีกดดันให้กัมพูชากลับเข้าสู่การเจรจากับไทยให้ได้ ซึ่งหนึ่งในปัญหาที่แก้ไขได้ คือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหาร ที่ประเทศมหาอำนาจให้เงินสนับสนุนกัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย

มหาอำนาจควรเพิ่มแรงกดดันแก้ไขปัญหาชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

“เราเรียกคณะผู้แทนมาร่วมสังเกตการณ์และได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ว่าทางกัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา หรือกฎหมายต่างประเทศอะไรบ้าง อาจจะเพิ่มแรงกดดัน ที่จะให้ประเทศต่างๆ ที่เคยให้การสนับสนุนกัมพูชาใช้วิธีตัดการสนับสนุน หรือกดดันให้ใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดได้ด้วย” นายณัฐพงษ์กล่าว

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น, การที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” นั้นเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง การที่พวกเขารู้สึกอัดอั้นและเครียดจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และความล่าช้าในการเยียวยาจากภาครัฐยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

ประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์ยกขึ้นมาคือ ความจำเป็นที่รัฐบาลไทยต้องใช้ทุกวิถีทางในการกดดันให้กัมพูชากลับมาเจรจาในกลไกทวิภาคี การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข นอกจากนี้การเรียกร้องให้ประเทศมหาอำนาจที่เคยให้การสนับสนุนกัมพูชา พิจารณาตัดการสนับสนุนหรือใช้แรงกดดันเพื่อให้กัมพูชาหันมาแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกทวิภาคี เป็นอีกแนวทางที่น่าสนใจ

การที่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนออกมานั้น เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งในเรื่องของเงินชดเชย การลดหย่อนภาษี และการดูแลกลุ่มเปราะบาง การดำเนินการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจากภาครัฐเท่านั้นที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขปัญหาและหาทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและมีความมั่นคงในชีวิต

การแก้ไขปัญหาชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ให้สำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รัฐบาล, ภาคประชาสังคม, และประเทศมหาอำนาจที่เกี่ยวข้องควรเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้อย่างยั่งยืน และลดผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับจากสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

ที่มา – “เท้ง” รับชาวบ้านอัดอั้น เครียดจากผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ขอรัฐลดขั้นตอนยุ่งยากจ่ายเยียวยา

Scroll to top