การซื้อสิทธิ์ขายเสียง

ANFREL เปิดผลเลือกตั้งไทย ผิดหวัง กกต. สื่อสารไม่ชัดเจน

ANFREL เปิดผลเลือกตั้งไทย ผิดหวัง กกต. สื่อสารไม่ชัดเจน

การเลือกตั้งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ทางองค์กรเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี หรือ ANFREL ได้ออกมาเปิดเผยรายงานสรุปผลการสังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของประเทศไทย ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจและถือเป็นบทเรียนสำคัญให้เราต้องหันมามองกระบวนการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กันอย่างจริงจังครับ

หากจะพูดถึง ANFREL เปิดผลเลือกตั้งไทย ผิดหวัง กกต. สื่อสารไม่ชัดเจน คงต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าหนักใจ เพราะรายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในหลายจุด แม้ว่าตัวเลขผู้มาใช้สิทธิจะสูงถึง 71.4% และคนรุ่นใหม่มีความตื่นตัวทางการเมืองอย่างน่าชื่นชม ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับอนาคตของประเทศ แต่ปัญหาเรื่องความโปร่งใสและระบบการจัดการกลับยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามชิ้นโต

ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงและทิศทางการแก้ปัญหา

ทาง ANFREL ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ANFREL เปิดผลเลือกตั้งไทย ผิดหวัง กกต. สื่อสารไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่เป็นเหมือนมะเร็งร้าย แม้อำนาจตามกฎหมายจะอยู่ในมือ กกต. แต่กลับไม่มีกลไกที่ตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น กกต. ยังมีการฟ้องร้องประชาชนที่ทำหน้าที่สังเกตการณ์แทนที่จะรับฟังเสียงสะท้อนเพื่อนำไปปรับปรุง ซึ่งเป็นการกระทำที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งสำหรับองค์กรอิสระ

ประเด็นที่ทางคณะผู้สังเกตการณ์ให้ความสำคัญมีดังนี้:

  • การเข้าถึงข้อมูลของผู้ลงคะแนนที่ยังไม่ครบถ้วน
  • รูปแบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบที่สร้างความสับสนและขาดมาตรฐานสากล
  • ความล่าช้าและไม่ชัดเจนในการประกาศผลคะแนนในบางเขต
  • การตอบสนองต่อข้อร้องเรียนที่ทำได้ไม่ดีพอ

ข้อเสนอแนะเพื่อการเลือกตั้งที่ดีขึ้นในอนาคต

แม้บทสรุปที่ว่า ANFREL เปิดผลเลือกตั้งไทย ผิดหวัง กกต. สื่อสารไม่ชัดเจน จะฟังดูหดหู่ แต่ ANFREL ก็ยังเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ เช่น การปรับปรุงการสื่อสาร การพัฒนาการนับคะแนนแบบเรียลไทม์ และการแก้ไขกฎหมายเพื่อไม่ให้มีการฟ้องปิดปากประชาชน การเลือกตั้งไม่ได้วัดกันแค่ว่าใครชนะ แต่ต้องวัดกันที่ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อกระบวนการทั้งหมดด้วย ตัวผู้เขียนเองมองว่า หาก กกต. ไม่ปรับปรุงเรื่องความโปร่งใสและการสื่อสาร ความศรัทธาในระบบเลือกตั้งคงจะกู้คืนมาได้ยากครับ

ที่มา – “ANFREL”เปิดผลติดตามการเลือกตั้งสส.ในไทย ผิดหวังกกต.สื่อสารไม่ชัดเจน จับทุจริตไม่ได้

ตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการฝ่ายค้าน หลังผู้นำพรรคถูกสั่งปลด

สถานการณ์การเมืองในตุรกีกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่น่าตกใจกลางกรุงอังการา เมื่อตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการฝ่ายค้าน หลังผู้นำพรรคถูกสั่งปลดจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เขย่าอำนาจในพรรคประชาชนสาธารณรัฐ (CHP) เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยของประเทศอีกด้วย

เหตุการณ์ระทึก ตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการฝ่ายค้าน หลังผู้นำพรรคถูกสั่งปลด

เหตุการณ์ความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. 2569 หลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้การรับตำแหน่งของ เออซูร์ เออเซล ผู้นำพรรค CHP เป็นโมฆะ โดยอ้างถึงข้อครหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งภายในพรรค อย่างไรก็ตาม นายเออเซลได้ยืนหยัดขัดขืนคำสั่งดังกล่าว จนนำไปสู่การนำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ที่สำนักงานใหญ่พรรคฝ่ายค้าน

ชนวนเหตุและการปะทะกัน

การบุกรุกโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลนำไปสู่การเผชิญหน้าอย่างรุนแรง ระหว่างผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านกับเจ้าหน้าที่รัฐ มีการใช้แก๊สน้ำตาและสายยางฉีดน้ำเพื่อสลายตัวกลุ่มผู้ประท้วงที่พยายามขัดขวางการเข้ายึดอาคาร ภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเมืองที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน โดยฝ่ายค้านมองว่านี่คือความพยายามกระชับอำนาจของประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน มากกว่าจะเป็นประเด็นทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว

  • นายเออเซลประกาศขัดขืนคำสั่งศาลและพร้อมเดินหน้าสู่ท้องถนน
  • มีการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการใช้อำนาจของรัฐบาล
  • ฮิวแมนไรท์วอทช์ออกมาเตือนเรื่องการใช้กลยุทธ์ที่ไม่เป็นธรรมในการบ่อนทำลายฝ่ายค้าน

หลายคนมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลัง ตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการฝ่ายค้าน หลังผู้นำพรรคถูกสั่งปลด ครั้งนี้ เป็นบททดสอบครั้งสำคัญของฝ่ายการเมืองตุรกี ว่าพวกเขาจะสามารถประคับประคองสถานการณ์ไปสู่ความเป็นธรรมได้หรือไม่ หรือนี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการใช้อำนาจรัฐที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเกินกว่าจะควบคุม

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองในตุรกียังคงเป็นไฟใต้พรมที่พร้อมปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การเคลื่อนไหวบนท้องถนนของนายเออเซลและกลุ่มผู้สนับสนุนจะได้รับผลตอบรับอย่างไร และท่าทีของรัฐบาลเอร์โดอันหลังจากนี้จะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน

ที่มา – ตำรวจตุรกีบุกอาคารที่ทำการฝ่ายค้าน หลังผู้นำพรรคถูกสั่งปลด

เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต.

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันดีกว่า ที่ เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมือง อย่างตรงไปตรงมา เรื่องโยนบาปให้ กกต. ทั้งที่ตัวเองเห็นกติกาไม่เป็นธรรมแต่กลับไม่ยอมแก้จุดบกพร่อง นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาพูดในงานอบรมวิทยากรหลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพประจำปี 2569 รุ่นที่ 2 ภาคกลางและภาคใต้ เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่โรงแรมทีเค. พาเลซ

เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต. เห็นกติกาไม่เป็นธรรม

เลขาธิการ กกต. ชี้ว่าการเมืองไทยยังมีปัญหาหนักหน่วง แม้จะใกล้ครบร้อยปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ความคาดหวังยังไม่เป็นผล คนชนะกินรวบ ส่งผลกระทบชีวิตประชาชนทุกวัน เพราะไทยใช้การเมืองนำทุกเรื่อง เขาย้ำว่า กกต. วิทยากร และพรรคการเมืองต้องร่วมมือกัน ปลูกฝังระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้คนเห็นต่างอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมือง ชี้กฎหมายเปลี่ยนแต่คนไม่เปลี่ยน

ถึงจะมีรัฐธรรมนูญดีๆ 3 ฉบับ รัฐธรรมนูญ 2540 ใช้มานานเกือบ 30 ปี แต่พฤติกรรมคนไม่เปลี่ยน ผู้เล่นและผู้เลือกตั้งยังกลุ่มเดิมๆ ยุบพรรคใหม่ก็คนเก่าๆ มาทำต่อ ผู้มีสิทธิ์ 52 ล้านคน ชุดความรู้เดิม เลือกเหมือนเดิม สิ่งที่จะเปลี่ยนคือการถ่ายทอดความรู้ให้ประชาชน ว่าสังคมดีได้ด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่ระบบราชการ

เรื่องซื้อสิทธิ์ขายเสียง เลขาธิการ กกต. บอกว่าระบบเลือกตั้งไทยแข็งแรงมาก ไม่มีใครแทรกแซงได้ กกต. แค่รายงานผลตามกฎหมาย ถ้าผิดก็ดำเนินคดี แต่ปัญหานอกกรอบอย่างซื้อเสียง เป็นเรื่องประชาชนทำกันเอง กกต. เห็นเท่าประชาชน ไม่ได้เห็นมากกว่า

เขายังแนะนำว่าพรรคการเมืองไทยเกิดจากมิติความมั่นคงมากกว่าเสรีภาพ ทำให้ถูกยุบง่าย รัฐประหารบ่อย พรรคอยู่ได้ไม่ครึ่งทางเดิน กฎเกณฑ์เยอะ ถ้าพรรคเห็นช่องโหว่ ควรแก้กฎหมายเอง เพราะ กกต. เป็นแค่นายทะเบียน ทำตามกฎ

ที่แซ่บคือ เลขาธิการ กกต. จวกพรรคการเมือง ไม่สนใจกฎหมายพรรค ทั้งที่เป็นบ้านตัวเอง ถ้าสนใจน่าจะดีกว่านี้ เวลามีอำนาจก็ไม่แก้ แต่แพ้แล้วโทษกรรมการทุกที กกต. ทำตามกฎและข้อเท็จจริง แม้สังคมวิจารณ์ กกต. ก็ยืนยันว่าจะตัดสินเหมือนเดิม

อยากให้ ส.ส. แก้กฎหมายให้เป็นธรรม

เลขาธิการ กกต. อยากให้ ส.ส. และพรรคแก้กฎหมายพรรคการเมืองและเลือกตั้งให้ดีขึ้น สำนักงาน กกต. เคยเสนอแก้เพื่อแข่งขันเป็นธรรม แต่สภาไม่เห็นชอบ ถ้ากติกาไม่ดี ก็แก้ซะ อย่าโทษ กกต. ว่าไม่เป็นกลาง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง ประชาชน 52 ล้านคน กปน. 1.6 ล้าน สื่อตรวจสอบกันเอง กกต. แค่รายงานผล

ส่วน i-Vote การลงคะแนนออนไลน์ กกต. อยากใช้ทั่วประเทศแต่รอสภาเห็นชอบก่อน อาจทดลองในท้องถิ่นได้เลยไม่ต้องแก้กฎ

สรุปแล้ว คำพูดของเลขาธิการ กกต. ทำให้เห็นชัดว่าปัญหาการเมืองไทยต้องแก้จากรากฐาน โดยเฉพาะชุดความรู้ประชาชนและพรรคต้องรับผิดชอบตัวเอง ไม่โยนบาปไปให้กรรมการ คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะ อยากรู้มุมมองทุกคน!

ที่มา – “เลขาธิการ กกต.” จวกพรรคการเมือง โยนบาป กกต. เห็นกติกาไม่เป็นธรรมกลับไม่แก้จุดบกพร่อง

พรรคประชาชน ปรับทัพสู้ระบบอุปทัมภ์ ตั้งอาสาส้มทุกหมู่บ้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่สนใจการเมืองไทย! วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนๆ จาก พรรคประชาชน ปรับทัพสู้ระบบอุปถัมภ์ กันเลย พรรคที่กำลังเคลื่อนไหวครั้งใหญ่หลังถอดบทเรียนจากการเลือกตั้งล่าสุด โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรค เผยแผนเด็ดในการตั้ง “อาสาส้ม” เครือข่ายอาสาสมัครที่จะครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อสู้กับระบบอุปถัมภ์ที่ครอบงำการเมืองมานาน นี่คือก้าวสำคัญที่จะทำให้พรรคใกล้ชิดประชาชนมากขึ้นจริงๆ

พรรคประชาชน ปรับทัพสู้ระบบอุปถัมภ์ เริ่มจากอาสาส้ม

ในงานสัมมนาใหญ่ของพรรคที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 นายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์แบบตรงไปตรงมาว่า พรรคต้องทำงานในพื้นที่ให้เข้มข้นกว่านี้ หลังจากเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุด แม้จะได้คะแนนบัญชีรายชื่ออันดับหนึ่ง แต่ยังแพ้ในเขตเลือกตั้งหลายแห่ง เพราะระบบอุปถัมภ์หรือที่เรียกกันว่า “บ้านใหญ่” ยังแข็งแกร่ง

แผนหลักคือการตั้ง อาสาส้ม หรือ อสส. ให้ครอบคลุมทุหมู่บ้าน อาสาส้มเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น “หูเป็นตา” ของพรรค สะท้อนปัญหาชาวบ้าน เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน การซื้อสิทธิ์-ขายเสียงที่หนาหูในเลือกตั้งครั้งนี้ รวมถึงช่วยส่งข่าวสารให้ผู้สมัคร ส.ส. ผลักดันนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมท้องถิ่น ประเพณีต่างๆ เพื่อสร้างความใกล้ชิด ไม่ใช่แค่นโยบายบนเวที แต่ลงพื้นที่จริงจัง

อาสาส้มช่วยสู้ระบบอุปถัมภ์อย่างไร

ระบบอุปถัมภ์คือเครือข่ายอิทธิพลที่ผูกมัดชาวบ้านด้วยผลประโยชน์ ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นธรรม พรรคประชาชนจึงตอบโต้ด้วยเครือข่ายอาสาประชาชนที่อิสระ อาสาส้มจะช่วยให้ชาวบ้านหลุดพ้นจาก “โซ่ตรวน” ของระบบเก่า โดยเข้าไปแก้ปัญหาจริงๆ เช่น สุขภาพ การศึกษา ถนนหนทาง ทำให้ชาวบ้านเห็นว่ามีทางเลือกใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งบ้านใหญ่

  • ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน: สร้างฐานรากทั่วประเทศ
  • เฝ้าระวังทุจริต: รายงานการซื้อเสียงแบบเรียลไทม์
  • สะท้อนปัญหา: เชื่อมโยงชาวบ้านกับ ส.ส. และนโยบาย
  • กิจกรรมชุมชน: สร้างความผูกพันระยะยาว

นี่ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นแผนปฏิบัติที่ถอดจากบทเรียนเลือกตั้ง โดยยอมรับว่าพรรคทำงานเชิงรุกในพื้นที่น้อยเกินไป แม้ประชามติจะได้ 60% แต่ต้องเสริมด้วยการทำงานฐานราก

แผนดูแล ส.ส. สอบตกและการปรับโครงสร้างพรรค

สำหรับผู้สมัครที่ยังไม่ผ่านการเลือกตั้ง พรรคไม่ทิ้งใคร! ทุกคนยังมีไฟเต็มเปี่ยม จะให้ทำงานต่อในกรรมาธิการ งานพรรค หรือตำแหน่งในสภา จัดสัมมนา 2 วันเพื่อเร่งเคาะผู้สมัครใหม่ ลงพื้นที่เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังเตรียมประชุมใหญ่เดือนมีนาคม เพื่อวางยุทธศาสตร์ชัดเจน

เรื่องคดี 44 ส.ส. ที่ ป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา หัวหน้าพรรคยืนยันไม่ยึดติดตำแหน่ง หากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะไปสร้างเครือข่ายพื้นที่แทน มีทีมกฎหมายยื่นคำร้องปกป้อง ส.ส. 10 คนหลัก และมีบุคลากรพร้อมขึ้นแทน เช่น ประธานวิปฝ่ายค้าน ไม่กังวลภายในพรรคเลย

สาเหตุแพ้เลือกตั้งและบทเรียนสำคัญ

จากถอดบทเรียน พรรคสรุป 2 ภาพใหญ่: 1) ประชาชนเห็นด้วยกับแนวคิดพรรค 60% ทั่วประเทศ แม้แพ้ภูมิใจไทยหรือกล้าธรรมในบางเขต แต่ยังได้แชมป์บัญชีรายชื่อ 2) ทำงานพื้นที่ตั้งรับไม่ดี ไม่เชิงรุกพอ จึงแพ้ระบบอุปถัมภ์

พรรคย้ำว่าไม่ดูถูก “บ้านใหญ่” เพราะประชาชนเลือกด้วยเหตุผล แต่จะสู้ด้วยการเข้าใกล้ชิด แก้ปัญหาจริง เปลี่ยนการเมืองจากบนลงล่าง

ส่วนตัวผมมองว่า แผน พรรคประชาชน ปรับทัพสู้ระบบอุปถัมภ์ นี้คือก้าวย่างสู่การเมืองใหม่ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ถ้าทำได้จริง จะช่วยลดอิทธิพลอุปถัมภ์ได้เยอะ คุณล่ะคิดเห็นยังไง? อยากเป็นอาสาส้มไหม ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติมที่นี่เพื่อไม่พลาดอัปเดต!

บทความนี้มีประมาณ 850 คำ หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ที่มา – พรรคประชาชน ปรับทัพสู้ระบบอุปถัมภ์ เตรียมตั้ง “อาสาส้ม” ครอบคลุมหมู่บ้านทั่วประเทศ

Scroll to top