การซื้อเสียง

“ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย

“ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย พร้อมแนะรัฐบาล

เมื่อเร็วๆ นี้ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายชัยชนะ เดชเดโช ถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยนายชวนได้กล่าวถึงประเด็น “ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย โดยระบุว่าตนยังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจนและขอให้สื่อมวลชนสอบถามไปยังหัวหน้าพรรคโดยตรง อย่างไรก็ตาม ท่านได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญว่าไม่ว่าใครก็ตาม ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีข้อยกเว้น

มุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมืองและปัญหาอาวุธปืน

นอกจากเรื่องคดีความแล้ว นายชวนยังได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นการเมืองและการแก้ไขปัญหาอาวุธปืนของรัฐบาล โดยท่านมองว่าการที่ “ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย นั้นเป็นเพียงมุมมองในแง่ของกระบวนการยุติธรรม แต่ในส่วนของการแก้ปัญหาปืนรายวันที่รัฐบาลกำลังผลักดันอยู่นั้น ท่านตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ปัญหาแบบ “แก้รายวัน” อาจไม่ตรงจุดเท่าที่ควร หากไม่ดูที่พฤติกรรมของคนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

ประเด็นที่น่าสนใจที่ท่านหยิบยกมามีดังนี้:

  • การควบคุมอาวุธปืนต้องเริ่มจากระเบียบวินัยในสังคม
  • การซื้อขายปืนออนไลน์เป็นจุดอ่อนที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งปราบปราม
  • การสะสมปืนไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่ปัญหาอยู่ที่การนำไปใช้ในทางที่ผิด
  • ท่านยืนยันว่าตนเองมีปืน 2 กระบอก แต่ไม่ได้ใช้งานจนขึ้นสนิมไปหมดแล้ว

นายชวนยังได้สะท้อนถึงปัญหาการเลือกตั้งที่ใช้เงินจำนวนมหาศาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมของนักการเมืองและฐานเสียงในภาคใต้ โดยท่านเน้นย้ำว่าแม้พรรคประชาธิปัตย์จะรอดมาได้ด้วยระบบบัญชีรายชื่อ แต่การเมืองในอนาคตต้องการความโปร่งใสมากกว่านี้

สรุปท้ายบทความ

จะเห็นได้ว่าในประเด็น “ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย นั้นเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนว่านักการเมืองรุ่นใหญ่ยังคงยึดมั่นในหลักนิติธรรมอย่างเหนียวแน่น ในขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาความรุนแรงและอาวุธปืนในประเทศ ไม่สามารถทำได้เพียงแค่การออกกฎหมายเพิ่ม แต่อยู่ที่การปรับพฤติกรรมและวินัยของผู้คนในสังคม ซึ่งภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาแบบวันต่อวัน

ที่มา – “ชวน” ปัดตอบคดี “ชัยชนะ” ย้ำทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย-มองรัฐบาลแก้ปัญหาปืนรายวัน

กกต. คาดรู้ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 3 ทุ่ม มั่นใจ กปน. ไม่พลาด

กกต. คาดรู้ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 3 ทุ่ม มั่นใจ กปน. ไม่พลาด

การเลือกตั้งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ล่าสุดทาง กกต. ได้ออกมายืนยันความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. โดย กกต. คาดรู้ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 3 ทุ่ม มั่นใจ กปน. ทำงานไม่พลาดหลังถอดบทเรียน เพื่อให้ทุกขั้นตอนโปร่งใสและตรวจสอบได้มากที่สุด

นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ได้ลงพื้นที่ตรวจความพร้อม ณ โรงเรียนบ้านบางกะปิ เพื่อดูการบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ โดยเน้นย้ำว่าครั้งนี้มีการอบรมกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) กว่า 6,000 หน่วยอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งทางคณะทำงานมั่นใจว่าการถอดบทเรียนที่ผ่านมาจะเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้การทำงานในครั้งนี้ราบรื่นและแม่นยำยิ่งขึ้น

ความมั่นใจของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้ง

นอกจากประเด็นเรื่องความแม่นยำในการนับคะแนนแล้ว การที่ กกต. คาดรู้ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 3 ทุ่ม มั่นใจ กปน. ทำงานไม่พลาดหลังถอดบทเรียน ยังเป็นข่าวดีสำหรับชาวกรุงเทพฯ ที่เฝ้ารอคอยผลการลงคะแนน โดยทางสำนักงาน กกต. ได้เน้นย้ำถึงสิ่งที่ประชาชนควรทราบ ดังนี้:

  • วันเลือกตั้ง: วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น.
  • สถานที่: ณ หน่วยเลือกตั้งที่มีชื่อของท่านปรากฏอยู่
  • เป้าหมายการออกมาใช้สิทธิ: ตั้งเป้าไว้ที่ 70% มากกว่าปีที่ผ่านมา 10%

ในแง่ของกฎหมายเลือกตั้ง ประธาน กกต. ยังได้ฝากข้อความถึงผู้สมัครทุกคนให้ยึดมั่นในกฎระเบียบ โดยเฉพาะเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่มีโทษหนักถึงขั้นถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ซึ่งไม่คุ้มค่าเลยกับการแลกอนาคตทางการเมืองกับผลประโยชน์ระยะสั้น

ท้ายที่สุดนี้ ในฐานะพลเมืองชาวกรุงเทพมหานคร การออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่เพียงแต่เป็นการทำหน้าที่ใช้สิทธิพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการกำหนดทิศทางและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเมืองให้ดียิ่งขึ้น ทุกคะแนนเสียงของคุณมีค่าและสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับกรุงเทพฯ ได้จริง ออกไปเลือกคนที่คุณเชื่อมั่นให้เข้ามาบริหารงานเพื่อพวกเราทุกคนกันเถอะครับ

ที่มา – กกต. คาดรู้ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 3 ทุ่ม มั่นใจ กปน. ทำงานไม่พลาดหลังถอดบทเรียน

ภคมนแฉดีลฝากเลี้ยง สส. ฝ่ายค้าน แลกค่าตอบแทนหลักล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทย เมื่อ ภคมนแฉดีลฝากเลี้ยง สส. ฝ่ายค้าน ที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหูว่ามีการว่าจ้างกันด้วยเม็ดเงินมหาศาล เพื่อใช้เป็นกลไกในการคุมเสียงในสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่จำเป็นต้องย้ายพรรคให้เสียชื่อเสียง แต่ขอแค่ให้ทำตามสั่งเท่านั้น

เบื้องลึก ภคมนแฉดีลฝากเลี้ยง สส. ฝ่ายค้าน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อถึงขบวนการฝากเลี้ยง สส. ซึ่งเป็นการใช้วิธีที่แยบยลกว่าการเป็นงูเห่าแบบเดิมๆ โดยกระบวนการคือ สส. ไม่ต้องลาออกจากพรรคเดิม แต่อยู่เพื่อทำหน้าที่ให้ครบองค์ประชุม หรือโหวตตามสั่งรัฐบาลในวาระสำคัญ โดยแลกกับค่าตอบแทนที่มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาทต่อสมัยประชุมเลยทีเดียว

ทำไม ภคมนแฉดีลฝากเลี้ยง สส. ฝ่ายค้าน ถึงเป็นเรื่องน่ากังวล?

การกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของการเมืองไทยที่จ้องแต่จะใช้เงินเพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงของรัฐบาลมากกว่าการสู้กันด้วยนโยบาย ภคมนย้ำชัดเจนว่าเรื่องนี้นักการเมืองรู้กันดีและไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในปัจจุบันเริ่มมีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น ซึ่งส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อระบอบประชาธิปไตย ดังนี้:

  • ทำลายอุดมการณ์: เมื่อเงินกลายเป็นใหญ่ คนที่เข้ามาทำงานการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศกลับต้องหวั่นไหวกับยอดเงิน
  • ไร้ความซื่อสัตย์ต่อประชาชน: การรับเงินเพื่อโหวตตามสั่งถือเป็นการทรยศต่อศรัทธาของของผู้เลือกตั้งโดยตรง
  • บิดเบือนกลไกสภา: แทนที่จะถกเถียงด้วยเหตุผล กลับกลายเป็นการคุมเสียงผ่านสินบนเพื่อรักษาองค์ประชุม

นางสาวภคมนยังกล่าวทิ้งท้ายว่า แม้พรรคประชาชนจะมีการกำชับและตรวจสอบภายในอยู่เสมอ แต่หัวใจสำคัญที่สุดอยู่ที่ความซื่อสัตย์ของตัว สส. เอง หากปราศจากกระดูกสันหลังทางการเมือง ไม่ว่ากฎระเบียบใดก็ไม่อาจป้องกันได้ ประชาชนควรเฝ้าดูความเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิดและไม่ควรปล่อยให้ระบบการเมืองถูกครอบงำด้วยตัวเลขในบัญชีธนาคารเพียงอย่างเดียว เพราะเงินไม่สามารถซื้อเจตจำนงที่แท้จริงของผู้ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยได้

ท้ายที่สุด การเมืองไทยถึงเวลาหรือยังที่จะก้าวข้ามผ่านการใช้วิธีการแบบดั้งเดิมที่เน้นซื้อตัวและสร้างความเหลื่อมล้ำผ่านเม็ดเงิน? นี่คือบทเรียนราคาแพงที่นักการเมืองทุกฝ่ายต้องตระหนัก เพราะท้ายที่สุดแล้ว ศรัทธาของประชาชนคือสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินหลักล้านอย่างเทียบไม่ได้

ที่มา – “ภคมน” แฉดีลฝากเลี้ยง “สส. ฝ่ายค้าน”แค่โหวตตามสั่ง แลกค่าตอบแทนหลักล้าน

“We Watch” เปิดเวทีสะท้อนปัญหาการเลือกตั้ง

“We Watch” เปิดเวทีสะท้อนปัญหาการเลือกตั้ง เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมาก เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ห้อง 4011 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มูลนิธิ We Watch ได้จัดเวทีเปิดพื้นที่ให้ประชาชน อาสาสมัคร นักวิชาการ นักการเมืองท้องถิ่น ผู้แทน กกต. และสื่อมวลชน ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริงจากวันเลือกตั้ง ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเลือกตั้ง เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะ สร้างการเลือกตั้งที่โปร่งใสยิ่งขึ้นในอนาคต

“We Watch” เปิดเวทีสะท้อนปัญหาการเลือกตั้ง แนะ กกต. คัดเลือก กปน. อย่างเข้มข้น

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากคณะนิติศาสตร์ มธ. ได้สะท้อนปัญหาการเลือกตั้งไทยที่ไม่ใช่แค่การซื้อเสียงที่เพิ่มขึ้น แต่รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การใช้กฎหมายกดดันประชาชน ด้วยข้อหาอั้งยี่หรือมาตรา 116 ซึ่งเคยใช้ในยุคเผด็จการ นี่คือสัญญาณอันตรายที่การเลือกตั้งอาจไม่เสรีและเป็นธรรม รวมถึงการฟ้อง SLAPP ที่ปิดปากประชาชน กลายเป็นเรื่องปกติ

11 ข้อเสนอสำคัญจาก “We Watch” เปิดเวทีสะท้อนปัญหาการเลือกตั้ง

We Watch ได้ร่างข้อเสนอ 11 ข้อ เพื่อปฏิรูปการเลือกตั้งให้ดีขึ้น ดังนี้

  • ปฏิรูปโครงสร้าง บทบาท และที่มา กกต.
  • ปรับกฎหมายเลือกตั้งและประชามติให้เอื้อสิทธิประชาชน
  • ส่งเสริมการศึกษาพลเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมือง
  • พัฒนาระบบเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจสอบได้
  • นำคู่มือเลือกตั้งเพื่อสิทธิคนไทยทุกคน
  • สร้างความเป็นกลางในการจัดการเลือกตั้ง
  • ฟื้นบทบาท กกต. ระดับจังหวัด
  • ลดอำนาจ กกต. ที่ล้นเกิน
  • ปรับกระบวนการสรรหาและอบรม กปน.
  • ลดบัตรเสียและปรับการออกเสียงล่วงหน้า-นอกเขต
  • ติดกล้องวงจรปิดในหน่วยเลือกตั้งเพื่อโปร่งใส

รศ.ปริญญา แนะนำให้จัดลำดับข้อเสนอ โดยทำเรื่องง่ายก่อน เช่น เพิ่มบทบาทป้องกันทุจริตและยกระดับโปร่งใส เพราะเห็นผลเร็ว ส่วนเรื่องใหญ่เช่น ปฏิรูปโครงสร้างต้องใช้เวลา แต่ทั้งหมดมุ่งสู่การเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม โปร่งใส และป้องกันการใช้อำนาจรัฐกดทับประชาชน

ในเวทีระดมสมอง พบปัญหาหลายประการ เช่น บุคลากรอบรมไม่พร้อม ภาระตก กปน. หนัก คูหาเลือกตั้งมาตรฐานต่ำ เช่น ผ้าบาง ไม่มีตัวอย่างบัตร การใช้ อสม. เป็น กปน. ขาดความเป็นกลาง สื่อสาร กกต. ไม่ทั่วถึง และการคัด กปน. จากคนในพื้นที่เสี่ยงทุจริต ประชาชนเสนอให้คัดเลือก กปน. เข้มข้น อบรมคุณภาพ มาตรฐานคูหาชัดเจน ส่งเสริมเรียนรู้ประชาธิปไตยตั้งแต่เด็ก สื่อสารดีขึ้น รวมถึงเลือกตั้งเคลื่อนที่สำหรับผู้พิการ และแก้ พ.ร.บ. เกี่ยวข้อง

นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการ We Watch กล่าวว่า สิ่งที่เรามองเห็นเป็นแค่น้ำแข็ง ส่วนที่มองไม่เห็นคือภูเขาน้ำแข็งทั้งลูก ซึ่งต้องขุดคุ้ยต่อไป

การเลือกตั้งที่โปร่งใสคือหัวใจของประชาธิปไตยไทย คุณมีประสบการณ์ปัญหาการเลือกตั้งอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารเพื่อร่วมผลักดันการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “We Watch” เปิดเวทีสะท้อนปัญหาการเลือกตั้ง แนะ กกต. คัดเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ กปน. อย่างเข้มข้น

“เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นลงโทษ “งูเห่า”หนักสุด

“เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่ “งูเห่า”ควรได้รับ เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อพรรคประชาชนเตรียมเคลียร์ใจกันหลังเกิดเหตุการณ์ ส.ส.สุริยา วงศ์อารีย์ ส.ส.อุดรธานี โหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นการทรยศพรรคชัดๆ แฟนข่าวการเมืองอย่างเราคงอดสงสัยไม่ได้ว่าพรรคจะรับมือยังไง

“เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่ “งูเห่า”ควรได้รับ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาแถลงเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ที่ทำการพรรค เวลา 13.00 น. โดยยืนยันว่าพรรคจะลงโทษ ส.ส.งูเห่านี้อย่างเด็ดขาดและหนักที่สุดเท่าที่กฎหมายและระเบียบพรรคอนุญาต “การซื้อเสียงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และเราจะไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น” เท้ง ณัฐพงษ์ กล่าวอย่างมั่นใจ

ทีมบริหารพรรคกำลังสื่อสารกับ ส.ส. และสมาชิกทุกคน เพื่อให้ทุกฝ่ายมีข้อมูลชุดเดียวกันเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ พรรคยืนยันว่าจะมีการประชุม ส.ส. เพื่อตัดสินรูปแบบบทลงโทษที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการไล่ออกจากพรรคหรือมาตรการอื่นๆ ที่รุนแรงที่สุด

ตรวจสอบย้อนหลัง ส.ส.งูเห่าไม่ผ่านกระบวนการ?

เท้ง ณัฐพงษ์ ชี้แจงว่าพรรคมีระบบรับฟังความเห็นผ่านคณะกรรมการสรรหา และกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้นจนจบ กรณี ส.ส.สุริยา ไม่มีร้องเรียนเข้ามาในช่วงเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชน แม้จะมีข่าวลือว่าพรรครับรู้เรื่องการซื้อเสียง แต่เท้งยืนยันว่าเป็นความเข้าใจผิด และจะเคลียร์ให้ชัดเจนเพื่อลงโทษให้หนักที่สุด

ก่อนวันโหวต เท้งเคยยืนยันว่าจะไม่มีงูเห่า เพราะรัฐบาลมีเสถียรภาพ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำลายความเชื่อมั่น เขาตั้งคำถามว่าทำไมต้องทำแบบนี้ ในฐานะหัวหน้าพรรค เขาต้องเชื่อมั่น ส.ส. เพื่อไม่ให้เสียความสัมพันธ์ภายในพรรค

แก้ปัญหางูเห่าต้องแก้ที่รัฐธรรมนูญ

นอกจากลงโทษบุคคล เท้ง ณัฐพงษ์ ยังชี้ว่าปัญหางูเห่ามาจากระบบการเมืองที่บิดเบี้ยว รัฐธรรมนูญปัจจุบันเปิดช่องให้ ส.ส. ขายตัวได้ง่าย พรรคต้องเข้มงวดการตรวจสอบภายในมากขึ้น แต่ที่สำคัญคือต้องแก้ รธน. และกติกาการเมืองให้โปร่งใส หวังว่ารัฐบาลใหม่จะผลักดันตามเจตจำนงประชาชน ไม่ครอบงำองค์กรอิสระ

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ปัญหาพรรคประชาชน แต่เป็นบาดแผลของการเมืองไทยทั้งระบบ งูเห่าคือ ส.ส.ที่ทรยศประชาชนและพรรคหลังได้รับเลือกตั้ง มักเกิดจากการซื้อตัวด้วยเงินหรือผลประโยชน์อื่นๆ ในอดีตเคยมีกรณีดังๆ มากมายที่ทำให้นักการเมืองเสียชื่อเสียง

พรรคประชาชนกำลังแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการรับมือ ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างที่ดีให้พรรคอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีกระแสเรียกร้องจากประชาชนให้มีกฎหมายปราบงูเห่าให้ชัดเจน เช่น ห้ามเปลี่ยนพรรคหลังเลือกตั้ง หรือลงโทษทางอาญา

  • บทลงโทษที่เป็นไปได้: ไล่ออกจากพรรค, สูญเสียสิทธิสมัครเลือกตั้ง, ฟ้องร้องคดีซื้อเสียง
  • มาตรการป้องกัน: ระบบสรรหาเข้มงวด, อบรมจริยธรรม ส.ส.
  • การแก้ระบบ: แก้ รธน.มาตราเลือกตั้ง, เสริมอำนาจพรรคควบคุม ส.ส.

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ “เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่ “งูเห่า”ควรได้รับ นี้เป็นสัญญาณบวกว่าการเมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลง ประชาชนควรติดตามใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การปฏิรูประบบใหญ่ หากคุณเป็นคนรักการเมือง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ว่าคิดว่าควรลงโทษยังไง หรือติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาด!

สุดท้ายแล้ว การเมืองที่ดีต้องไร้การทรยศ หวังว่าพรรคประชาชนจะเป็นผู้นำในการกำจัดงูเห่าออกจากระบบไทย

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่นจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่ “งูเห่า”ควรได้รับ

กรมการปกครองโต้ข่าว “กลไกมหาดไทยซื้อเสียง” ยันไร้เรื่องร้องเรียน

ในช่วงใกล้การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ข่าวสารทางการเมืองมักจะร้อนแรงและสร้างความสนใจให้กับประชาชนจำนวนมาก โดยล่าสุดมีประเด็นร้อนที่ กรมการปกครองโต้ข่าว “กลไกมหาดไทยซื้อเสียง” ยันไร้เรื่องร้องเรียน หลังจากนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำงานของกลไกกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดลงไปจนถึงกำนันผู้ใหญ่บ้าน ว่าอาจมีอิทธิพลต่อการซื้อเสียงเลือกตั้ง

กรมการปกครองโต้ข่าว “กลไกมหาดไทยซื้อเสียง” ยันไร้เรื่องร้องเรียน

กรมการปกครองได้ออกเอกสารข่าวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เพื่อชี้แจงกรณีดังกล่าวที่ปรากฏผ่านช่องทางวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม โดยยืนยันชัดเจนว่า ตั้งแต่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่เข้มงวด โดยมีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ให้วางตัวเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด ห้ามใช้ตำแหน่งหน้าที่ ทรัพยากรรัฐ หรือเวลาราชการไปช่วยเหลือผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด หากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษทางวินัยร้ายแรงทันที

กรมการปกครองยังระบุเพิ่มเติมว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนหรือหลักฐานใดๆ ที่พิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา ดังนั้นจึงถือเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ยังไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ อย่างไรก็ตาม กรมฯ ขอบคุณนายชวนที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา เพราะเป็นการสะท้อนความห่วงใยต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ และจะนำไปปรับใช้ในการกำกับดูแลต่อไป

ช่องทางการแจ้งเบาะแสหากพบการซื้อเสียง

เพื่อความโปร่งใสในการเลือกตั้ง กรมการปกครองย้ำว่าประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ทันที หากพบเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยไม่วางตัวเป็นกลางหรือสนับสนุนพรรคการเมือง โดยมีช่องทางหลักดังนี้

  • สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  • ศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย
  • สายด่วน 1567

เมื่อได้รับแจ้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการลงโทษทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้ง

ความสำคัญของการวางตัวเป็นกลางของเจ้าหน้าที่รัฐ

ในบริบทของการเมืองไทย การเลือกตั้งถือเป็นหัวใจของประชาธิปไตย การที่เจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นอย่างผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีอิทธิพลโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ หากไม่วางตัวเป็นกลาง อาจนำไปสู่การซื้อเสียงหรือการทุจริตเลือกตั้งได้ง่าย ดังนั้นมาตรการจากกระทรวงมหาดไทยจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

จากประสบการณ์ในอดีต เราพบว่ากรณีเช่นนี้มักเกิดขึ้นในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเฝ้าระวัง เช่นเดียวกับที่กรมการปกครองได้แสดงออก จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสให้หน่วยงานรัฐปรับปรุงระบบการกำกับดูแลให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

สรุปแล้ว กรมการปกครองโต้ข่าว “กลไกมหาดไทยซื้อเสียง” ยันไร้เรื่องร้องเรียน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใส หากคุณเป็นประชาชนที่ห่วงใยการเลือกตั้ง อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแส เพราะทุกเสียงมีคุณค่าในการสร้างอนาคตที่ยุติธรรม

คำแนะนำ: ติดตามข่าวสารการเมืองเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังการทุจริตเลือกตั้งเพื่อประเทศที่เรารัก

ที่มา – กรมการปกครองโต้ข่าว “กลไกมหาดไทยซื้อเสียง” ยันไร้เรื่องร้องเรียน

“เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส”

ในวงการการเมืองไทยที่ร้อนระอุ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อตรวจสอบกรณี“เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส” ขัดจริยธรรมร้ายแรง ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาและจุดประกายการถกเถียงเรื่องจริยธรรมของนักการเมืองไทย

“เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส” ขัดจริยธรรมร้ายแรง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 โดยพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เดินทางยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีแต่งตั้งร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผ่านมา แม้ปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลรักษาการแล้วก็ตาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยืนยันว่าการแต่งตั้งดังกล่าวอาจเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) เกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมร้ายแรง จึงขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

สาเหตุที่เพิ่งร้องเรียนในช่วงนี้

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อธิบายว่าสาเหตุที่เลือกยื่นตอนนี้เพราะมองเห็นแนวโน้มว่านายอนุทินกำลัง “กินรวบ” อำนาจ โดยเฉพาะการใช้อำนาจรักษาการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง เช่น ปลัดจังหวัดและนายอำเภอ ซึ่งอาจกระทบต่อกระบวนการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังหยิบยกพฤติกรรมเก่าๆ อย่างการซื้อเสียงในบุรีรัมย์เมื่อ 30 ปีก่อนมาเปรียบเทียบ เพื่อเน้นย้ำปัญหาจริยธรรมที่ฝังรากลึก

เมื่อถูกถามถึงผลกระทบต่อร้อยเอกธรรมนัส พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ตอบอย่างหนักแน่นว่า “ไม่สน” เพราะทำเพื่อประเทศชาติ ยืนยันจุดยืนไม่สนับสนุนบุคคลที่มีปัญหาคุณธรรม แม้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเรื่องคดีต่างประเทศจะเป็นแค่ด้านกฎหมาย แต่ด้านจริยธรรม ผู้แต่งตั้งอย่างนายอนุทินต้องรับผิดชอบเต็มๆ

วิจารณ์กกต. และประเด็นอื่นๆ

นอกจากประเด็นหลักแล้ว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังวิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างดุเดือด โดยเฉพาะการรีบประกาศรับรองผลเลือกตั้งภายใน 17 วัน ทั้งที่กฎหมายให้เวลาถึง 60 วัน สงสัยว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายอนุทินจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ พร้อมขู่ดำเนินคดีกับนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. หากรับรอง ส.ส. บัญชีรายชื่อโดยไม่เคลียร์ข้อกังขา

  • ตั้งคำถามกรณีพรรคประชาชนเปลี่ยนผู้สมัครเขต 33 บางกอกน้อย ส่งนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร แทน สงสัยว่ามีการ “ฮั้ว” จ่ายเงินใต้โต๊ะให้กกต. หรือไม่ เตรียมยื่นฟ้องเพิ่ม
  • ปฏิเสธการรวมพรรคกับภูมิใจไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาล 300 เสียง ยืนยืนยันจุดยืนปราบโกง
  • เสนอให้ ส.ส. ที่ไม่เห็นด้วยกับทุจริต รวมตัวกัน และชูอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ที่เหมาะสม

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทิ้งท้ายว่า ไม่ได้เกลียดอนุทินหรือธรรมนัสเป็นการส่วนตัว แต่ไม่อยากเห็น “คนชั่ว” มาปกครองบ้านเมือง อยากได้คนดีตามพระราชดำรัส ร.9

ผลกระทบและมุมมองต่อการเมืองไทย

ประเด็น“เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส” ขัดจริยธรรมร้ายแรง สะท้อนปัญหาโครงสร้างการเมืองไทยที่จริยธรรมนักการเมืองถูกตั้งคำถามบ่อยครั้ง การร้องเรียนครั้งนี้ไม่เพียงตรวจสอบบุคคล แต่ยังเป็นการเตือนใจให้สังคมตื่นตัวกับการใช้อำนาจ หากศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลรักษาการที่อำนาจล้นมือ

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การเมืองไทยต้องการการปฏิรูปจริยธรรมอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการแต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติ争议เข้ามามีอำนาจ นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับปัญหาใหญ่เช่น การซื้อเสียง โยกย้ายข้าราชการ และความไม่โปร่งใสของกกต. ซึ่งหากไม่แก้ไข ประชาธิปไตยไทยอาจเสี่ยง

ในฐานะนักข่าวการเมืองที่ติดตามใกล้ชิด เรามองว่าการเคลื่อนไหวของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ายังมีนักการเมืองที่กล้าต่อสู้เพื่อความถูกต้อง แม้จะเสี่ยงต่อกระแสต่อต้าน

คุณคิดอย่างไรกับประเด็น“เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส” ขัดจริยธรรมร้ายแรง ? การเมืองไทยควรมีกลไกตรวจสอบจริยธรรมที่เข้มงวดกว่านี้หรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้สังคมตื่นตัว!

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส” ขัดจริยธรรมร้ายแรง

จาตุรนต์ ฟาด กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จี้ส่งศาล

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังสร้างความฮือฮาในสังคมไทยขณะนี้คือ จาตุรนต์ ฟาด กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน จี้ให้ กกต. ส่งเรื่องให้ศาลวินิจฉัยก่อนจัดการเลือกตั้งซ้ำ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของกระบวนการเลือกตั้ง ปัญหานี้เกิดจากบาร์โค้ดที่พิมพ์บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าอาจละเมิดหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ

จาตุรนต์ ฟาด กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จี้ส่งศาลวินิจฉัยก่อนเลือกตั้งซ้ำ

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 นายจาตุรนต์ ฉายแสง ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อกรณีความผิดปกติในการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนก่อนการเลือกตั้งใหม่รายหน่วยในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ เขาชี้ว่าหลักการสำคัญที่สุดของการเลือกตั้งคือ ‘การลงคะแนนโดยลับ’ แต่บาร์โค้ดนี้เสี่ยงต่อการถูกใช้ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครโหวตให้ใคร สิ่งนี้อาจทำลายความอิสระของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

นายจาตุรนต์ เน้นย้ำว่า ‘ประเด็นเร่งด่วนต้องให้ศาลวินิจฉัยก่อน ถ้าขัดรัฐธรรมนูญก็ห้ามทำอีก’ หาก กกต. เดินหน้าต่อ จะยิ่งเปิดช่องให้ผู้มีอิทธิพลใช้อำนาจตรวจสอบคะแนน ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าเลือกตามใจจริง สุดท้ายอาจนำไปสู่การเลือกตั้งโมฆะและสูญเสียความเชื่อมั่นจากประชาชนทั้งประเทศ

หลักการลงคะแนนลับกับปัญหาบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

หลักการลงคะแนนลับถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันการบงการหรือข่มขู่ผู้โหวต บาร์โค้ดบนบัตรอาจทำหน้าที่เหมือนหมายเลขซีเรียลที่เชื่อมโยงกับผู้ใช้สิทธิ หากถูกสแกนได้ จะละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องหลักการประชาธิปไตยที่ กกต. ต้องรับผิดชอบ

  • เสี่ยงต่อการตรวจสอบย้อนหลัง: บาร์โค้ดอาจบันทึกข้อมูลที่เชื่อมโยงกับบัตรประชาชน
  • เพิ่มช่องว่างการทุจริต: ผู้ซื้อเสียงตรวจสอบได้ว่าคนรับเงินโหวตจริงหรือไม่
  • ทำลายความเชื่อมั่น: ประชาชนหวาดระแวง ไม่กล้าลงคะแนนอิสระ
  • ขัดรัฐธรรมนูญ: มาตราเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ต้องลับและเสรี

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นด้วยว่าบาร์โค้ดไม่จำเป็นสำหรับการนับคะแนน และอาจถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์อื่น กกต. ควรชี้แจงที่มาของบาร์โค้ดนี้ให้ชัดเจน หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าปลอดภัย ต้องหยุดใช้ทันทีเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ

ประเด็นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ กกต. ถูกวิจารณ์เรื่องความโปร่งใส ในอดีตเคยมีปัญหาบัตรเลือกตั้งผิดพลาดหลายครั้ง สะสมความไม่ไว้วางใจจากประชาชน หากปล่อยไว้ อาจกลายเป็นระเบิดเวลาทางการเมือง ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลใหม่

ในมุมมองของเรา การที่จาตุรนต์ออกมาเรียกร้องให้ศาลวินิจฉัยเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับผล หากศาลตัดสินว่าขัด ก็แก้ไขได้ทันเวลา ช่วยยกระดับมาตรฐานการเลือกตั้งไทยให้ทัดเทียมสากล

สุดท้ายนี้ ประชาชนอย่างเราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องความโปร่งใสจาก กกต. คุณคิดว่าปัญหาบาร์โค้ดนี้จะส่งผลต่อการเลือกตั้งอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย!

ที่มา – “จาตุรนต์” ฟาด กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จี้ส่งศาลวินิจฉัยก่อนเลือกตั้งซ้ำ

อดีตรองเลขานายกฯ แฉเงินสะพัดซื้อเสียงกว่า 2 หมื่นล้าน เตือน กกต. รอรับหมายศาล

การเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2569 ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาให้กับสังคมไทย เมื่อ อดีตรองเลขานายกฯ แฉเงินสะพัดซื้อเสียงกว่า 2 หมื่นล้าน เตือน กกต. รอรับหมายศาล โดยนายสมคิด เชื้อคง อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและอดีต ส.ส. อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ออกมาเปิดโปงความล้มเหลวของระบบเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยการทุจริต

อดีตรองเลขานายกฯ แฉเงินสะพัดซื้อเสียงกว่า 2 หมื่นล้าน เตือน กกต. รอรับหมายศาล

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมคิด ได้วิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์อย่างหนักหน่วง โดยชี้ว่ามีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างเปิดเผยในหลายจังหวัดทั่วประเทศ นักวิชาการประเมินว่ามีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งอาจมากกว่านั้น สถานการณ์นี้ทำให้ นโยบายของพรรคการเมืองไร้ความหมาย ผู้ที่มีเงินมากกว่าคือผู้ชนะเสมอ

นายสมคิดตั้งคำถามถึงที่มาของเงินจำนวนมหาศาลนี้ว่า ถูกกฎหมายหรือไม่ ชาวบ้านในพื้นที่รู้ดีว่าใครจ่ายเท่าไหร่ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับนิ่งเฉยต่อหลักฐานต่างๆ ทำให้ภาพลักษณ์ของ กกต. เสียหายหนัก

กกต. ถูกจวกหนัก ทำตัวเป็นทนายหน้าหอปกป้องพรรคการเมือง

นายสมคิด ระบุชัดว่าการทำงานของ กกต. ครั้งนี้ไม่ต่างจาก “ทนายหน้าหอ” หรือเลขาธิการพรรคการเมืองบางพรรค ที่ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แทนที่จะรักษาเกียรติขององค์กรและกำกับดูแลให้เกิดความยุติธรรม กกต. ปล่อยให้การซื้อเสียงกลายเป็นวัฒนธรรมปกติในสังคมไทย ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่กัดกินประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความผิดปกติในการนับคะแนน เช่น จำนวนบัตรไม่ตรงกับคะแนน (บัตรเขย่ง) บัตรหาย และบัตรเกินในหลายหน่วยเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนหมดศรัทธาในระบบ นายสมคิดเชื่อว่าจะมีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน และเตือน กกต. ให้เตรียมรับหมายศาลจากความบกพร่องนี้

ผลกระทบจากการซื้อเสียงและความล้มเหลวของการเลือกตั้ง

การซื้อเสียงไม่เพียงทำลายความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ผู้สมัครที่ชนะด้วยเงิน จะขาดแรงจูงใจในการทำงานเพื่อประชาชน สนใจแต่การหาเงินคืนทุน สังคมไทยจึงติดอยู่ในวงจรทุจริตไม่จบสิ้น

  • เงินสะพัดกว่า 20,000 ล้านบาท ทำให้เลือกตั้งไม่โปร่งใส
  • กกต. ถูกร้องเรียนเรื่องละเลยหน้าที่
  • ปัญหาบัตรเขย่งและบัตรหาย สร้างความสงสัยในผลการนับคะแนน
  • ประชาชนหมดศรัทธา อาจนำไปสู่ความไม่สงบในอนาคต

เพื่อแก้ปัญหานี้ ควรมีการปฏิรูประบบเลือกตั้งอย่างเร่งด่วน เช่น เพิ่มบทลงโทษการซื้อเสียงให้รุนแรงขึ้น ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการนับคะแนน และเสริมสร้างความโปร่งใสให้ กกต. ทำงานอิสระจริงๆ

ในมุมมองของผู้เขียน การเปิดโปงครั้งนี้ของนายสมคิด เป็นสัญญาณเตือนใจว่าประชาชนต้องลุกขึ้นมาเฝ้าระวังและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ หากปล่อยไว้ ปัญหาจะยิ่งรุนแรง

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ

ที่มา – อดีตรองเลขานายกฯ แฉเงินสะพัดซื้อเสียงกว่า 2 หมื่นล้าน เตือน กกต. รอรับหมายศาล

Scroll to top