การซ่อมแซมบ้านเรือน

“วราวุธ” ขอบคุณช่วยภัยพายุสุพรรณบุรี เร่งเยียวยา

“วราวุธ” ขอบคุณทุกหน่วยงานช่วยผู้ประสบภัยพายุพัดถล่มสุพรรณบุรี เร่งประสานเงินเยียวยา เป็นข่าวที่อบอุ่นใจมากสำหรับชาวสุพรรณบุรี หลังจากพายุฤดูร้อนพัดถล่มอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2567 ทำให้บ้านเรือนเสียหายหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี

“วราวุธ” ขอบคุณทุกหน่วยงานช่วยผู้ประสบภัยพายุพัดถล่มสุพรรณบุรี เร่งประสานเงินเยียวยา

วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะลูกหลานชาวสุพรรณบุรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายด้วยตัวเอง ร่วมกับนายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และตัวแทนหน่วยงานต่างๆ เช่น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ธนาคาร SME D Bank กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย รวมถึงทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองท้องถิ่น

ทุกหน่วยงานได้มอบถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภคให้กับชาวบ้านที่บ้านโพธิ์ ตำบลตลิ่งชัน ซึ่งได้รับผลกระทบหนักสุด บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างไม้พังยับเยิน แต่โชคดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บสาหัส มีเพียงบาดเจ็บเล็กน้อย แม้จะมีผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางอยู่ระหว่างเกิดเหตุ

วราวุธให้กำลังใจผู้ประสบภัย ย้ำเลือดสุพรรณไม่ทิ้งกัน

นายวราวุธ พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับชาวบ้าน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกชายป่วยติดเตียง ชาวบ้านเล่าว่าตกใจมากตอนพายุพัดมา ไม่ทันตั้งตัว รัฐมนตรีวราวุธปลอบใจว่า เลือดสุพรรณไม่ทิ้งกัน และขอบคุณทุกหน่วยงานที่ช่วยเหลือทันที ไม่ว่าจะเป็นการแจกถุงยังชีพหรือประสานงบซ่อมแซมบ้าน

พื้นที่ประสบภัยครอบคลุมอำเภอเมือง ดอนเจดีย์ บางปลาม้า และสองพี่น้อง นายวราวุธจะลงพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อมอบความช่วยเหลือและเร่งให้จังหวัดประสานซ่อมบ้านให้ชาวบ้านกลับอยู่ได้เร็วที่สุด

  • หน่วยงานที่ช่วยเหลือ: กนอ., SME D Bank, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, พม., สธ., มท., ทหาร, ตำรวจ
  • มาตรการช่วยเหลือ: ถุงยังชีพ, เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ, ช่างทหารซ่อมบ้าน
  • พื้นที่ได้รับผลกระทบ: ตลิ่งชัน บ้านโพธิ์ และอำเภอใกล้เคียง

นายวราวุธ กล่าวในสัมภาษณ์ว่า จะเร่งปลดล็อกงบประมาณเยียวยา แม้แต่ละหน่วยงานมีระเบียบต่างกัน แต่จะประสานให้อนุมัติเร็ว พร้อมส่งทหารช่างมาช่วยซ่อม นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมนำทีมผู้บริหาร เช่น นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ., นายพิชิต มินทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank, นายสุรพล ปลื้มใจ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมจังหวัดสุพรรณบุรี มอบถุงยังชีพและเตรียมมาตรการทางการเงินช่วยเหลือ

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของคนสุพรรณบุรีและภาครัฐ ที่ไม่ทิ้งประชาชนในยามยาก ข่าวดีแบบนี้ทำให้ชาวบ้านมีกำลังใจฟื้นฟูชีวิตได้เร็วขึ้น

ในฐานะคนสุพรรณบุรี นายวราวุธ ย้ำว่า ภาครัฐจะไม่ทอดทิ้งพี่น้องประชาชน และขอให้ทุกคนติดตามมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม หากคุณอยู่ในพื้นที่ประสบภัย สามารถติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อรับความช่วยเหลือได้ทันที

นี่คือตัวอย่างของการทำงานที่รวดเร็วและใกล้ชิดประชาชน สร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวสุพรรณบุรีได้อย่างดี

ที่มา – “วราวุธ” ขอบคุณทุกหน่วยงานช่วยผู้ประสบภัยพายุพัดถล่มสุพรรณบุรี เร่งประสานเงินเยียวยา

หญิงหน่อย จี้เยียวยาน้ำท่วมตามจริง ชดเชยความเสียหาย!

“สุดารัตน์” ลุยหาดใหญ่ ชี้ ประชาชนบอบช้ำหนัก ห่วงเรื่องสาธารณสุข ภาระหนี้สินของผู้ประสบภัย จี้รัฐบาลเยียวยาน้ำท่วมตามจริง เพราะความเสียหายเกิดจากรัฐบาลบริหารจัดการผิดพลาด

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยทีมงานพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า “เหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตเกินหลักร้อย ความสูญเสียครั้งนี้ใหญ่หลวงเกินกว่าจะนิ่งเฉยได้ พรรคไทยสร้างไทยขอส่งกำลังใจให้ทุกครอบครัว และจะลงพื้นที่ช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนกว่าทุกคนจะกลับมายืนได้อีกครั้ง” แม้หลายพื้นที่ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว แต่ยังไม่มีน้ำใช้ ไฟฟ้ามีบางจุด สำหรับความเสียหายที่เหลืออยู่นั้นถือว่าสาหัสมาก ทั้งบ้านเรือน ระบบสาธารณูปโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ รวมถึงสุขภาพกายใจของประชาชนที่ยังต้องการการเยียวยาอย่างเร่งด่วน

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ระบุต่อไปว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำทันทีหลังจากนี้ คือการเร่งกอบกู้และช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นระบบ อย่าให้เหมือนที่ผ่านมา เพราะประชาชนต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องติดอยู่ในน้ำ หรือบนหลังคา อดข้าวอดน้ำนานถึง 3-4 วัน การบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาลชุดนี้จึงถือว่าสอบตก ประชาชนต้องพึ่งพาอาสาสมัครกู้ภัย จิตอาสา และกำลังทหารเป็นหลักในการช่วยชีวิต ไม่ใช่มหาดไทยที่เป็นหน่วยงานหลัก

สำหรับความผิดพลาดของรัฐบาล คงต้องรอการตรวจสอบหลังเหตุการณ์สงบ แต่ย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อช่วยชีวิตประชาชนก่อน พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งเตรียมแผนจัดการหลังน้ำลดดังต่อไปนี้

1. งานด้านสาธารณสุขเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากสงขลามีโรงพยาบาลทั้งหมด 5 แห่ง ต้องดูแลประชาชนกว่า 700,000 คน มีเตียงรวมกันประมาณ 2,000 เตียง แต่ขณะนี้โรงพยาบาลถูกน้ำท่วมเสียหาย 4 แห่ง คงเหลือที่ใช้การอย่างสมบูรณ์เพียงโรงพยาบาลสงขลานครินทร์แห่งเดียว ที่ต้องรองรับผู้ป่วยปกติทั่วทั้งจังหวัดและผู้ป่วยจากน้ำท่วม รัฐบาลต้องเร่งดูแลเรื่องบุคลากรให้เพียงพอ และสำหรับโรงพยาบาลที่ถูกน้ำท่วม ต้องเร่งจัดหาเครื่องมือที่เสียหายจากการถูกน้ำท่วมให้กลับมาใช้ได้อย่างปกติโดยเร็ว จากนั้นต้องเตรียมป้องกันไม่ให้เกิดโรคระบาดที่เกิดจากขยะที่กองเต็มเมือง รวมทั้งซากสัตว์ ยิ่งในขณะนี้ยังไม่มีน้ำประปาใช้ ที่สำคัญคือการดูแลสุขภาพจิตของผู้ประสบภัยที่ขณะนี้อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่มากเพราะสิ้นเนื้อประดาตัว

2. การดูแลด้านกายภาพ ทั้งระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา การทำความสะอาดบ้านเรือน การซ่อมแซมบ้านเรือน พาหนะ และเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ประสบภัย

3. การดูแลเรื่องการเงินและหนี้ ให้กับผู้ประสบภัย ต้องหยุดต้นหยุดดอกเบี้ยให้กับผู้ประสบภัยอย่างน้อย 1 ปีทันที พร้อมเติมเงินใหม่ โดยให้ธนาคารปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 1 ปี เพื่อซ่อมแซมร้านค้า และซื้ออุปกรณ์เพื่อเริ่มต้นอาชีพได้ใหม่ รวมทั้งเรื่องการชดเชยที่จะให้บ้านละ 9,000 บาทนั้นไม่เพียงพอต่อการซ่อมแซมโดยแน่นอน ขอให้จ่ายตามความเสียหายจริง เพราะความเสียหายเกิดจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการของรัฐบาลเอง

ขณะเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เผยด้วยว่า พรรคไทยสร้างไทยเตรียมเปิดอีก 2 โครงการช่วยเหลือเพิ่มเติมหลังน้ำลด คือ 1. “ไทยสร้างไทยมอบความอบอุ่นให้ผู้ประสบภัย” โดยมอบที่นอน-หมอน-ผ้าห่ม ซึ่งเป็นสิ่งของจำเป็นในขณะนี้ เพราะทุกอย่างแช่น้ำหมด และ 2. โครงการช่วยซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานพาหนะ โดยร่วมมือกับวิทยาลัยเทคโนโลยีสงขลา เพื่อช่วยผู้ประสบภัย ลดภาระและค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอุปกรณ์และยานพาหนะที่เสียหาย.

หญิงหน่อย จี้เยียวยาน้ำท่วมตามจริง

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเยียวยาน้ำท่วมตามจริง โดยเน้นย้ำว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของภาครัฐเอง การช่วยเหลือที่ล่าช้าและการเยียวยาที่ไม่เพียงพอต่อความเสียหายจริง ทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบากแสนสาหัส

ทำไมต้องเยียวยาน้ำท่วมตามจริง?

การเยียวยาน้ำท่วมตามจริง ไม่ใช่แค่การให้เงินช่วยเหลือ แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น รัฐบาลควรพิจารณาถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนแต่ละราย และให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและทันท่วงที เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

การช่วยเหลือควรครอบคลุมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านที่อยู่อาศัย สุขภาพ การเงิน และสภาพจิตใจ การให้ความช่วยเหลือที่ครบวงจรเท่านั้น ที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถฟื้นตัวจากภัยพิบัติครั้งนี้ได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำรอยอีกในอนาคต การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการวางแผนการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่าการเยียวยาน้ำท่วมตามจริง เพียงอย่างเดียว

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องหันมาใส่ใจและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างจริงจัง การเยียวยาน้ำท่วมตามจริง คือจุดเริ่มต้นของการสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชนคืนมา

ที่มา – “หญิงหน่อย” จี้เยียวยาน้ำท่วมตามจริง เหตุความเสียหายเกิดจากรัฐบริหารจัดการผิดพลาด

ตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา! อย่าเชื่อข่าวปลอมอพยพ

รัฐบาลย้ำกองทัพยังตรึงกำลังแนวที่มั่น 11 พื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา วางรั้วลวดหนามรักษาอธิปไตย หากถูกรุกล้ำตอบโต้ทันที อย่าเชื่อข่าวปลอมให้อพยพ เร่งสำรวจซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนเสียหาย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยวางรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามาแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และพร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตยของไทย ประเด็นสำคัญคือการตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา

ขณะที่หน่วยเก็บกู้ระเบิดยังตรวจพบกับระเบิดที่ลักลอบเข้ามาวางในพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่กัมพูชานำมาวางไว้ ซึ่งเป็นการผิดข้อตกลงหยุดยิงและขัดต่อสนธิสัญญาออตตาวาที่ห้ามใช้กับระเบิดบุคคล ถือเป็นการละเมิดระดับโลกอย่างร้ายแรง และรัฐบาลไทยจะดำเนินการต่อคณะกรรมการสนธิสัญญาออตตาวา เพื่อให้ดำเนินการกับกัมพูชาต่อไป

พร้อมกันนี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชารับข้อตกลงหยุดยิง 2 ข้อ ที่รัฐบาลไทยเคยเสนอไว้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ประเทศมาเลเซีย คือ 1. การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์รวมทั้งยาเสพติด และ 2. การเก็บกู้ทุนระเบิดที่วางไว้

ส่วนการเดินทางกลับภูมิลำเนาของพี่น้องประชาชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากมีเหตุการณ์ใดๆ รัฐบาลจะดำเนินการแจ้งให้ทราบ ผ่านเครือข่ายองค์กรปกครองท้องถิ่นและกองทัพทันที ทั้งนี้ ขอให้ตรวจสอบข่าวอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล เนื่องจากวานนี้ (13 สิงหาคม) มีการปล่อยข่าวปลอมออกมาอย่างต่อเนื่องว่า ให้อพยพออกจากพื้นที่

“รัฐบาลขอยืนยันว่าไม่มีสถานการณ์ใดๆ พี่น้องประชาชนที่กลับภูมิลำเนาสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ส่วนพี่น้องประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา หากพบวัตถุต้องสงสัยในพื้นที่ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที”

ตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา หากรุกล้ำตอบโต้ทันที รัฐบาลขออย่าเชื่อข่าวปลอมอพยพ

ทางด้าน นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคาร เพื่อซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัด จากการสำรวจความเสียหายเบื้องต้นพบบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ จำนวน 307 หลัง, สถานที่ราชการ (โรงเรียน โรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล วัด) จำนวน 7 แห่ง, สถานที่เอกชน (ปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ) จำนวน 2 แห่ง, ปศุสัตว์ (วัว กระบือ แพะ ไก่) จำนวน 39 ตัว และสิ่งสาธารณประโยชน์ (ถนน) จำนวน 1 แห่ง การดำเนินการเรื่องการตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นไปอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ กรมโยธาฯ และผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 7 จังหวัด ได้ประสานความร่วมมือมอบหมายให้โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเป็นประธานคณะทำงานตรวจสอบอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกรมโยธาฯ ร่วมกับวิศวกรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และวิศวกรอาสาของเอกชนในพื้นที่ สำรวจตรวจสอบประเมินสภาพความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมออกแบบและประมาณราคาค่าซ่อมแซมตามระเบียบของราชการ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมอย่างเร่งด่วน โดยได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานความมั่นคงเรียบร้อยแล้ว

สำหรับกรณีบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายทั้งหลัง กรมโยธาฯ ออกแบบอาคารไว้กว่า 10 แบบ เพื่อให้ประชาชนพิจารณาในการก่อสร้างทดแทนหลังเก่า ซึ่งทั้งราคาและขนาดจะมีความใกล้เคียงกับหลังเดิม คาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน และเมื่อทำการสำรวจความเสียหายเสร็จสิ้น จะนำข้อมูลสรุปผลความเสียหายพร้อมประมาณราคาซ่อมแซมทั้งหลังให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดไปพิจารณางบประมาณเยียวยาต่อไป

“ภารกิจซ่อมแซมบ้าน มุ่งหวังให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาใช้ชีวิตมีที่อยู่อาศัยตามปกติ โดยรัฐบาลเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้ง 7 จังหวัดชายแดน ให้มีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคงและปลอดภัย”

สถานการณ์ล่าสุด: กองทัพตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รัฐบาลและกองทัพกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

(แฟ้มภาพ)

ที่มา – กองทัพตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา หากรุกล้ำตอบโต้ทันที รัฐบาลขออย่าเชื่อข่าวปลอมอพยพ

Scroll to top