การดําเนินคดีอาญา

โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ขยายผลสาวถึงขบวนการ

โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เร่งสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการโฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เร่งสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด โดยรัฐบาลยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดและครอบคลุมทุกมิติ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่ตั้งใจสอบอย่างสุจริต

ล่าสุด นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากกว่าการถอดถอนรายชื่อผู้สอบ 5,925 รายที่พบว่ามีความผิดปกติออกไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการขยายผลเพื่อหาตัวผู้ร่วมขบวนการทุจริตทั้งหมดมาลงโทษตามกฎหมาย

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความโปร่งใส

สำหรับการดำเนินการในกรณี โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เร่งสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด นั้น แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้:

  • การจัดการรายชื่อผู้ทุจริต: กระทรวงมหาดไทยได้ถอดถอนรายชื่อผู้สอบที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจำนวน 5,295 รายเรียบร้อยแล้ว โดยทาง กสถ. กำลังหารือถึงแนวทางเพื่อเยียวยาตำแหน่งที่ว่างลง ทั้งการเรียกบัญชีสำรองหรือการประกาศบัญชีใหม่
  • การดำเนินคดีอาญา: สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาในหลายกลุ่มความผิด ตั้งแต่ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไปจนถึงการปลอมแปลงเอกสารราชการ โดยมีอดีตข้าราชการระดับสูงและผู้เกี่ยวข้องรวมอยู่ด้วย ซึ่งคาดว่าจะสรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช. ได้ภายในเร็ววันนี้
  • การตรวจสอบเส้นทางการเงิน: ปปง. กำลังเร่งติดตามเส้นทางการเงินของกลุ่มเป้าหมายกว่า 200 ราย เพื่อสาวถึงต้นตอของขบวนการโกงสอบทั้งหมด

นอกจากนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ยังได้เร่งสรุปรายงานเพื่อเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัยอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลให้คำมั่นว่าจะยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ใครทำผิดต้องได้รับโทษโดยไม่มีข้อยกเว้น การดำเนินการในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการลงโทษผู้กระทำผิด แต่ยังเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสอบเข้ารับราชการให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้โอกาสคนเก่งที่มีความสามารถได้เข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่นอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เร่งสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

ยิ่งชีพ ไอลอว์ เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการแจ้งความดำเนินคดี แต่รู้ไหมครับว่าการแจ้งความนั้นไม่ได้ทำได้ทุกที่ตามใจชอบ ล่าสุด ยิ่งชีพ ไอลอว์ เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย โดยย้ำชัดว่าพนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 18 อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดสิทธิและสร้างภาระให้กับประชาชนเกินความจำเป็น

ยิ่งชีพ ไอลอว์ เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย

คุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ได้ออกมาให้ความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่มักถูกเข้าใจผิด โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลพยายามอ้างสิทธิในการแจ้งความตามภูมิลำเนาผู้เสียหาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้เช่นนั้น

หลักการของ ป.วิ.อาญา มาตรา 18 ที่ควรรู้

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจรับทำคดีได้ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไข 3 ประการ ดังนี้:

  • เป็นท้องที่ที่เหตุแห่งคดีเกิดขึ้นจริง
  • เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหามีถิ่นที่อยู่หรือมีภูมิลำเนา
  • เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับกุมตัวได้

หากคดีไม่เข้าเงื่อนไขเหล่านี้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจในการรับแจ้งความหรือดำเนินคดี การที่ ยิ่งชีพ ไอลอว์ เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานว่าหากฝ่าฝืนรับทำคดีทั้งที่ไม่มีอำนาจสอบสวน พนักงานสอบสวนเองอาจต้องรับผิดชอบทางกฎหมายเสียเองด้วย

นอกเหนือจากเรื่องของเขตอำนาจศาลแล้ว สิ่งที่น่าจับตามองคือการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งกัน โดยเฉพาะในคดีหมิ่นประมาทหรือความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีความพยายามตีความว่าคดีเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ผู้เสียหายพบเห็นข้อความ ซึ่งมักจะเป็นพื้นที่ห่างไกล เพื่อดึงตัวผู้ถูกกล่าวหาให้ต้องเดินทางไปต่อสู้คดีด้วยความยากลำบาก นี่ไม่ใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองสิทธิของผู้บริสุทธิ์ แต่เป็นการสร้างภาระเกินสมควร

เราในฐานะประชาชนควรรู้เท่าทันสิทธิของตนเอง หากมีการเรียกตัวไปสอบสวนหรือดำเนินคดีควรตรวจสอบให้ดีว่าหน่วยงานที่เรียกนั้นมีอำนาจสอบสวนตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ การศึกษาข้อกฎหมายเบื้องต้นจะช่วยให้เราปกป้องตัวเองได้ดีขึ้น และสนับสนุนให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมและสมเหตุสมผลสำหรับทุกคนครับ

ที่มา – “ยิ่งชีพ ไอลอว์” เตือนตำรวจรับคดีผิดท้องที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย

ปลัด มท. ยอมรับอดีตอธิบดี สถ. 4 คน คาบเกี่ยวปม TOR

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงข้าราชการไทย เมื่อข่าวการทุจริตสอบท้องถิ่นเริ่มขยายผลสู่ตัวบุคคลระดับบิ๊กในกระทรวงมหาดไทย ล่าสุด นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า ปลัด มท. ยอมรับอดีตอธิบดี สถ. 4 คน คาบเกี่ยวปม TOR ในกระบวนการจัดสอบที่มีปัญหา ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมกำลังจับตามองว่าความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์นี้คืออะไรกันแน่

ปลัด มท. ยอมรับอดีตอธิบดี สถ. 4 คน คาบเกี่ยวปม TOR

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการตรวจพบความผิดปกติในการสอบแข่งขันเข้ารับราชการท้องถิ่น ซึ่งมีการแก้ไขคะแนนอย่างเป็นระบบ โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงกับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5 คนภายใน 1-2 วันนี้ สำหรับประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือการที่ ปลัด มท. ยอมรับอดีตอธิบดี สถ. 4 คน คาบเกี่ยวปม TOR ซึ่งหมายความว่าเรื่องนี้อาจมีเงื่อนงำยาวนานกว่าที่คิด

รายละเอียดการตรวจสอบความโปร่งใส

การดำเนินการในครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ทางวินัย แต่ยังรวมถึงการดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาด โดยมีการประสานงานกับหน่วยงานตรวจสอบระดับชาติหลายฝ่าย เพื่อคลี่คลายปมทุจริตที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของระบบการสอบเข้ารับราชการ ดังนี้:

  • การสอบสวนข้าราชการระดับสูงที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง
  • ความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย ตำรวจสอบสวนกลาง และ ป.ป.ช.
  • การขยายผลตรวจสอบย้อนหลัง 3-6 เดือนเพื่อหาตัวการที่แท้จริง
  • การพิจารณาให้ออกจากราชการไว้ก่อนสำหรับผู้ที่มีหลักฐานแน่นหนา

หลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดการฮั้วหรือการจัดทำ TOR ถึงลากยาวมาได้หลายยุคสมัย การที่ ปลัด มท. ยอมรับอดีตอธิบดี สถ. 4 คน คาบเกี่ยวปม TOR เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการสะสางปัญหาที่สะสมมานาน ซึ่งเราในฐานะประชาชนคงต้องเฝ้าติดตามผลการสอบสวนของ ป.ป.ช. อย่างใกล้ชิดต่อไปว่า ใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบต่อความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้น และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถคืนความมั่นใจให้กับผู้เข้าสอบทุกคนได้ในเร็ววันครับ

ที่มา – ปลัด มท. ยอมรับอดีตอธิบดี สถ. 4 คน คาบเกี่ยวปม TOR เตรียม ตั้ง กก. สอบ 5 ขรก. ฟันอาญา

“เท้ง” ยันสมัครสมาชิก ปชน. ขอเลขหลังบัตรตามระเบียบ

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือเรื่องการสมัครสมาชิกพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ต้องกรอกเลขหลังบัตรประชาชน หรือ Laser ID หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมต้องเก็บข้อมูลแบบนี้ ล่าสุด “เท้ง” ยันสมัครสมาชิก ปชน. ขอเลขหลังบัตรตามระเบียบกรมการปกครอง โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจน เพื่อคลายข้อสงสัยและยืนยันความโปร่งใสของพรรค

“เท้ง” ยันสมัครสมาชิก ปชน. ขอเลขหลังบัตรตามระเบียบกรมการปกครอง

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายณัฐพงษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสวิจารณ์ที่เกิดขึ้น เขายืนยันว่าการขอเลข Laser ID หลังบัตรประชาชนไม่ใช่การเก็บข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว แต่เป็นขั้นตอนมาตรฐานที่ดำเนินการผ่านช่องทางของ กรมการปกครอง เพื่อยืนยันตัวตนของประชาชนให้เป็นตัวจริงเท่านั้น นอกจากนี้ ยังเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำหรับการทำธุรกรรมของพรรคการเมืองทุกประการ

เหตุผลที่ต้องขอเลขหลังบัตรประชาชนในการสมัครสมาชิก ปชน.

ทำไมพรรคการเมืองอย่าง ปชน. ถึงต้องขอข้อมูลนี้? เรามาดูเหตุผลหลักๆ กัน

  • ยืนยันตัวตนประชาชนจริง: ป้องกันการสมัครปลอมหรือใช้บัตรประชาชนซ้ำ เพื่อให้สมาชิกเป็นคนไทยแท้ๆ
  • ตามระเบียบกรมการปกครองและ กกต.: เป็นเกณฑ์ที่กำหนดไว้ชัดเจน ไม่ใช่การคิดค้นของพรรคเอง
  • เพิ่มความโปร่งใส: ช่วยให้การบริหารสมาชิกพรรคถูกต้อง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
  • ป้องกันการทุจริต: ในยุคดิจิทัล ข้อมูลเหล่านี้ช่วยยืนยันความถูกต้องของกระบวนการ

นายณัฐพงษ์ เน้นย้ำว่า พรรคไม่ได้เก็บข้อมูลไว้เอง แต่ส่งผ่านระบบกรมการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง

ปัดข้อหา “ไอโอส้ม” และทีมโซเชียลมอนิเตอร์링

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกคือ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต ส.ส. ออกมาวิจารณ์ว่าพรรคมี “ไอโอส้ม” หรือหน่วยงานบิดเบือนข้อมูล หัวหน้า ปชน. ปฏิเสธทันที โดยยืนยันว่าพรรคมีเพียงทีม Social Monitoring เพื่อติดตามความเห็นของประชาชนบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น ไม่มีหน่วยงานเฉพาะที่ไปไล่ตอบคอมเมนต์เพื่อชี้นำหรือบิดเบือนข้อมูลตามที่ถูกกล่าวหา

นอกจากนี้ ยังพูดถึงกระแสข่าวที่พรรคกล้าธรรมอาจเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายค้าน “เท้ง” มองว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะฝ่ายค้านคือพรรคที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล และในอดีตฝ่ายค้านก็ไม่ได้ต้องทำงานเป็นเอกภาพ 100% แค่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มแข็งก็พอ

ประเด็น กปน. ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและการเลือกตั้งโมฆะ

หัวหน้าพรรคยังกล่าวถึงกรณี กกต. เรียกสอบกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ที่ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด โดยเตือนอย่าใช้อำนาจปิดปากประชาชนหรือเจ้าหน้าที่สุจริต การถ่ายภาพก่อนลงคะแนนไม่ผิดกฎหมาย พรรคเตรียมดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 และ 172 ต่อ กกต. พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยรายชื่อ กปน. ทั่วประเทศเพื่อโปร่งใส

ส่วนคำถามว่าการเลือกตั้งจะโมฆะหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ไม่ให้ความเห็น โดยบอกว่าพรรคเป็นคู่แข่ง ไม่เหมาะพูด ปล่อยให้ศาลตัดสิน หน้าที่พรรคคือผลักดันให้ กกต. จัดเลือกตั้งโปร่งใสที่สุด

จากประเด็นทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการยึดหลักโปร่งใสและกฎหมาย ในยุคที่ข่าวลือแพร่กระจายเร็ว การชี้แจงแบบนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกและประชาชนได้ดี คุณคิดว่าการขอเลข Laser ID เป็นเรื่องจำเป็นหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – “เท้ง” ยันสมัครสมาชิก ปชน. ขอเลขหลังบัตรตามระเบียบกรมการปกครอง

Scroll to top