การตรวจสอบข้าราชการ

อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนนอนคุก

อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนนอนคุก

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อควบคุมอาวุธปืน โดยเน้นย้ำถึงนโยบายที่ว่า อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนจับนอนคุกไม่ให้ประกันตัว ซึ่งถือเป็นการจัดระเบียบครั้งใหญ่เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมและการใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะ

รัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระงับการออกและต่อใบอนุญาตอาวุธปืนทุกประเภท ทั้ง ป.3 ป.4 และ ป.12 จนกว่าจะมีมติ ครม. เปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นการคุมเข้มและตรวจสอบความจำเป็นในการครอบครองอาวุธปืนของประชาชนทั่วไปอย่างจริงจัง

รายละเอียดมาตรการ “อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนจับนอนคุกไม่ให้ประกันตัว”

สำหรับมาตรการดังกล่าวไม่ได้มีไว้เพื่อขู่ให้กลัว แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องทราบ ดังนี้:

  • การพกพาอาวุธปืน: ห้ามพกปืนออกนอกบ้านเด็ดขาด หากตรวจพบจะดำเนินคดีทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น
  • มาตรการทางกฎหมาย: ผู้ฝ่าฝืนจะถูกจับกุมและคัดค้านการประกันตัวในชั้นสืบสวนสอบสวน เพื่อเข้าห้องขังทันที
  • สนามยิงปืน: แม้แต่นักกีฬาซ้อมยิงปืน ก็ต้องฝากปืนไว้ที่สนาม ห้ามพกพาออกมาโดยเด็ดขาด
  • กรณีป้องกันตัวในบ้าน: ท่านนายกฯ ได้ให้ความเห็นชัดเจนว่า การใช้ปืนยิงโจรในบ้านก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอยู่ดี

นอกจากนี้ ในส่วนของปืนเถื่อนหรือปืนมรดกที่ไม่สามารถโอนได้ รัฐบาลเตรียมเปิดช่องทางให้ประชาชนนำมาส่งคืนทางการภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยจะได้รับข้อยกเว้นไม่เอาผิด ถือเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่ครอบครองปืนโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายที่จะนำมาเข้าสู่ระบบหรือกำจัดทิ้งเพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัว

ในมุมมองของความปลอดภัย นายอนุทินได้ย้ำเตือนประชาชนว่า ปืนเปรียบเสมือน “ของร้อน” ที่มักจะย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าของได้เสมอ การมีปืนไม่ได้ช่วยให้ชีวิตปลอดภัยขึ้นเสมอไป แต่การปฏิบัติตามกฎหมายและการไม่พกพาอาวุธปืนออกไปที่สาธารณะต่างหากที่จะสร้างสังคมที่น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

รัฐบาลยังเตรียมขยายผลตรวจสอบถึงข้าราชการและคนใกล้ชิดนักการเมือง หากพบพฤติกรรมข่มขู่หรือพกพาปืนโดยไม่มีหน้าที่ จะต้องถูกยึดอาวุธทันที มาตรการ อนุทิน สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนจับนอนคุกไม่ให้ประกันตัว นี้ จึงถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของภาครัฐในการลดความรุนแรงในสังคม เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ามาตรการนี้จะช่วยลดตัวเลขอาชญากรรมในประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ต้องบอกว่า ใครที่มีปืนอยู่กับตัว คงต้องคิดให้หนักก่อนจะพกออกจากบ้าน เพราะผลที่ตามมานั้นไม่คุ้มอย่างแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” สั่งเข้มห้ามพกปืนออกจากบ้าน 100% ฝ่าฝืนจับนอนคุกไม่ให้ประกันตัว

“วิชัย” เผยผลตรวจปัสสาวะตำรวจสภา ไม่พบฉี่ม่วง ส่วน สส. ไม่มีอำนาจสั่งตรวจ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ สำหรับเหตุการณ์ล่าสุดที่รัฐสภา เมื่อพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าสำคัญว่า “วิชัย” เผยผลตรวจปัสสาวะตำรวจสภา ไม่พบฉี่ม่วง ส่วน สส. ไม่มีอำนาจสั่งตรวจ ซึ่งถือเป็นการยืนยันความโปร่งใสของบุคลากรภายในหน่วยงานได้เป็นอย่างดี

“วิชัย” เผยผลตรวจปัสสาวะตำรวจสภา ไม่พบฉี่ม่วง ส่วน สส. ไม่มีอำนาจสั่งตรวจ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการตรวจหาสารเสพติดเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งผลการวิเคราะห์ทางการแพทย์ยืนยันชัดเจนว่าไม่พบสารเสพติดจากตำรวจแม้แต่รายเดียว ทางผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจและเตรียมวางมาตรการเข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยการตรวจสุขภาพบุคลากรในสภาอย่างต่อเนื่องปีละ 2 ครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและดูแลสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน

ประเด็นดราม่าและการตรวจสอบตามวิถีสภา

นอกจากเรื่องผลการตรวจแล้ว พล.ต.ต.วิชัยยังได้ชี้แจงประเด็นที่ สส. บางกลุ่มตั้งคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบ โดยยืนยันว่า สส. ไม่มีอำนาจโดยตรงในการสั่งตรวจเจ้าหน้าที่ และย้ำถึงกรณี “วิชัย” เผยผลตรวจปัสสาวะตำรวจสภา ไม่พบฉี่ม่วง ส่วน สส. ไม่มีอำนาจสั่งตรวจ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในขั้นตอนการปฏิบัติงานของรัฐสภา นอกเหนือจากนี้ยังมีการตอบโต้ประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของประธานสภาฯ ว่าเป็นการทำเพื่อประชาชนในทุกพื้นที่ ไม่ใช่แค่นโยบายเฉพาะจังหวัดบุรีรัมย์อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด

  • การตรวจสอบสารเสพติดเป็นเรื่องของความปลอดภัย ไม่ใช่การจับกุม
  • ประธานสภาฯ เน้นย้ำนโยบายสร้างสังคมปลอดสารเสพติด
  • การเคารพธงชาติเป็นเรื่องความภาคภูมิใจ ไม่ควรเป็นประเด็นดราม่า

อีกหนึ่งประเด็นที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน คือเรื่องนโยบายการเคารพธงชาติในช่วง 8 โมงเช้าและ 6 โมงเย็น ซึ่งมีคนบางส่วนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบ แต่ทางทีมงานมองว่าการเคารพธงชาติคือสัญลักษณ์ของความเป็นไทยและการระลึกถึงบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรเชิดชูมากกว่าจะนำมาเป็นประเด็นการเมืองที่ไม่มีสาระ หลายคนอาจจะต้องกลับมาทบทวนความคิดใหม่ว่าการตั้งคำถามในบางเรื่องอาจต้องใช้หัวคิดมากกว่าที่เป็นอยู่

โดยสรุปแล้ว การสร้างมาตรฐานในการทำงานในสภาด้วยความโปร่งใสเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง เราหวังว่ามาตรการการตรวจสุขภาพบุคลากรที่เข้มข้นนี้จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือให้กับรัฐสภาไทยในสายตาประชาชนต่อไป และหวังว่าการทำงานเพื่อส่วนรวมจะถูกขับเคลื่อนไปด้วยความเข้าใจที่ตรงกันมากกว่าการสร้างกระแสในโซเชียลมีเดีย

ที่มา – “วิชัย” เผยผลตรวจปัสสาวะตำรวจสภา ไม่พบฉี่ม่วง ส่วน สส. ไม่มีอำนาจสั่งตรวจ

วิโรจน์จี้! ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

“วิโรจน์” จี้ “นายกฯ อนุทิน” ลากคอขบวนการคอลเซ็นเตอร์ และใช้ความร่วมมือองค์กรต่างประเทศทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา จัดการเงินสกปรก ผลัก “กัมพูชา”กลับเข้าสู่บัญชีสีเทา

วันที่ 22 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส. บัญชีรายชื่อของพรรค ได้รับมอบหมายจากผู้นำฝ่ายค้านให้ รับหนังสือจาก นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ กรณีให้ตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยและการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์

มีโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นายวิโรจน์ ยืนยันพรรคประชาชนติดตามการทำงานของรัฐบาลและตรวจสอบอย่างเต็มที่ ล่าสุดกรณีสแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งหลอกลวงออนไลน์อยู่ในเป้าการจับตาอย่างใกล้ชิด ส่วนข้อสังเกตตามข้อร้องเรียนเรื่องการโยกย้ายข้าราชการของรัฐบาลนี้ รวมถึงคดีการเมือง มีการมอบหมายให้ สส. พรรคประชาชน จับตาดู และใช้กลไกของรัฐสภาดำเนินการอย่างเต็มที่ต่อไป

โดยยอมรับว่าเปิดรัฐสภาในสมัยประชุมหน้ามีโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยืนยันที่จะใช้กลไก สส. และกลไกของกรรมาธิการในการผลักดันเรื่องที่รัฐบาลควรดำเนินการให้ดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะทั่วโลกและประชาชนให้ความสนใจการปราบปราม เครือข่ายสแกมเมอร์ การหลอกลวงออนไลน์ ที่ไม่ใช่ฉ้อโกง การฟอกเงิน ความชั่วร้ายของโลกที่พัวพันไปถึงการค้ามนุษย์และการกักกันใช้แรงงาน หรือการค้ามนุษย์ ที่เอาเหยื่อมาหลอกเหยื่อประเทศของตนเอง มองว่าเป็นการสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลในระดับโลก ที่นายรังสิมันต์และตนเองจะมีการตรวจสอบเรื่องนี้ พยายามผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจัง

รอดูรัฐบาลดำเนินการให้ชัด

นายวิโรจน์ ระบุว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจถ้ารัฐบาล ยังอยู่ในเงื่อนไขการพิจารณาของฝ่ายค้าน หากรัฐบาลยังไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน โดยเฉพาะหากพบหรือมีข้อสงสัยว่าอาจมีความเกี่ยวพันหรือเกี่ยวโยง ในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย หรือการสนับสนุนการกระทำความผิดหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้สแกมเมอร์จากกัมพูชาออกอาละวาด และมาหาผลประโยชน์ในราชอาณาจักรไทย อาจจะนำมาสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

จี้รัฐบาลสั่งการเชือดเส้นทางเงิน

ส่วนไทยควรมีบทบาทอย่างไรในการแก้ไขปัญหาร่วมกับนานาชาติเรื่องการปราบสแกมเมอร์ นายวิโรจน์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มี 2 เรื่องที่ต้องชี้แจงต่อนานาชาติ โดยเรื่องแรก คือมาตรการภายในประเทศ บทบาทของหน่วยงานต่างๆ (ปปง. กลต. ตำรวจไซเบอร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผล แล้วลากคอเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์มาลงโทษได้อย่างไร และจะออกกฎระเบียบอย่างไรในการเปิดเผยตัวตนและรายงานเส้นทางทางการเงิน ตัวตนของผู้โอนและผู้รับเงิน สินทรัพย์ดิจิทัลหรือเปิดเผยข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ซึ่งการเปิดเผยเส้นทางการเงินถือว่าเป็นความโปร่งใส และเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่โจรสแกมเมอร์กลัวที่สุด ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งสั่งการ

มั่นใจ ก๊ก อาน มีเครือข่ายในไทย

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวมองว่า ก๊ก อาน หรือ เครือข่ายของเฉิน จื้อ ที่เข้ามาอาละวาดในประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยเพียงลำพัง จะต้องมีเครือข่ายของประเทศไทย ซึ่งอาจเป็นนายทุนของคนไทยหรืออาจเป็นกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนหรือมีส่วนรู้เห็นด้วย ก็ต้องลากคอมารับโทษทางกฎหมายและดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ให้สิ้นซาก เพราะเงินเหล่านี้เป็นเงินที่หลอกพี่น้องประชาชนคนไทยและเอามาปล้นมายึดประเทศไทยเสียเอง ซึ่งตนมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ต่ำทรามอย่างมาก

ห่วงถ่ายเททรัพย์สินหนี

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะยึดอายัดทรัพย์หรือไม่หรือจะมีการถ่ายเททรัพย์สินไปก่อน นายวิโรจน์ กล่าวว่า นี่คือความกังวลไม่ใช่แค่เฉพาะกรรมาธิการ แต่เป็นความกังวลของประชาชนว่าวันนี้ตั้งแต่ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาพูด ว่ามีกลุ่มคนไทยและกลุ่มทุนไทยนักการเมืองไทย ที่เข้าไปหาผลประโยชน์ กับธุรกิจผิดกฎหมายในกัมพูชา ซึ่ง ฮุนเซน ขู่ว่าจะเปิดโปง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่คนไทยทั่วไปและไม่ใช่นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตได้อยู่แล้วว่าโจรสแกมเมอร์แบบนี้ มาก่อคดีตามลำพังในไทยไม่ได้อยู่แล้ว บริษัทต่าง ๆ ในไทยยังใช้นอมินีและบัญชีม้าเลย ซึ่งนอมินีและบัญชีม้าก็เป็นคนไทยทั้งสิ้น แต่ในกรณีนี้ เป็นการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายที่ครอบคลุมถึงการค้ามนุษย์ออนไลน์ จะบอกว่าไม่มีคนไทยรู้เห็นหรือสนับสนุนเลยไม่มีเกลือเป็นหนอนเลยจนคิดว่าคงไม่มีใครเชื่อ

จี้ลากคอขบวนการให้เห็น

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลไทยยังไม่สามารถลากคอขบวนการเหล่านั้นที่เป็นคนไทยให้ประชาชนได้เห็นหน้าเห็นตาได้เลย ตนกังวลเรื่องนี้อย่างมาก มั่นใจว่าสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรที่เป็นประเทศพันธมิตรต่าง ๆ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนเส้นทางทางการเงินและข้อมูลทางด้านอาชญากรทางไซเบอร์ เขาอาจจะมีเบาะแสอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นถ้าหากรัฐบาลของนายอนุทิน รู้ตัวต้องเร่งลากคอกระบวนการเหล่านั้นออกมาก่อนที่สหรัฐอเมริกาและบรรดานานาประเทศจะเปิดเผยรายชื่อเหล่านั้นเอง เนื่องจากจะทำให้เสียหายต่อเกียรติภูมิประเทศชาติ และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศด้วย

เชื่อโลกอยากรู้ ไทย จัดการอย่างไร

เมื่อถามว่าการประชุมอาเซียนที่จะถึงนี้จะมีการลงนามระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เรื่องการประกาศสันติภาพโดยมี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามาเป็นประธาน นายวิโรจน์ เชื่อว่าประเทศต่าง ๆ ในโลกอยากฟังนายกรัฐมนตรีของไทย บอกว่าจะจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์นี้อย่างไร

“ ท่าทีฮุนเซน และฮุน มาเนต เงียบไม่โต้ตอบเหมือนยอมจำนนต่อโลก เพราะรู้อยู่แล้วว่า หลักฐานเส้นทางทางการเงิน ขององค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินบ่งชี้อยู่แล้วว่าฐานปฏิบัติการก่อการสแกมเมอร์ ที่เป็นค่ายกักกันแรงงานค้ามนุษย์ด้วยอยู่ที่กัมพูชาจำนวนไม่น้อย ดังนั้นทั่วโลกต้องการฟังความชัดเจนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าจะจัดการแก๊งสแกมเมอร์ที่มีฐานที่ตั้งในกัมพูชาอย่างไร” นายวิโรจน์ กล่าวและว่า

เสนอผลักกัมพูชาสู่บัญชีสีเทา

นายวิโรจน์ กล่าวยังเสนอด้วยว่า ประเทศไทยมีความร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ และบรรดาประเทศพันธมิตรในการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาอย่างไร ซึ่งบางบริษัทสามารถตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน ที่มีการส่งเงินสกปรกจากกัมพูชา หากตรวจสอบอย่างจริงจังจะสามารถผลักกัมพูชากลับเข้าสู่บัญชีสีเทา ซึ่งจะมีการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินอย่างมากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจการค้าของกัมพูชาอย่างรุนแรง นี่คือการเอาคืน ฮุนเซน อย่างสาสมที่สุด

วิโรจน์จี้! ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

ทำไมต้องทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา?

การทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาไม่ใช่แค่เรื่องภายในประเทศ แต่เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของหลายประเทศทั่วโลก หากปล่อยไว้ ภัยคุกคามนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

การที่นายวิโรจน์ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงปัญหาและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขอย่างเด็ดขาด การร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและการจัดการเส้นทางการเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ให้สิ้นซาก

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติ ว่าประเทศไทยจะไม่ปล่อยให้เป็นแหล่งพักพิงของอาชญากรข้ามชาติ

ที่มา – “วิโรจน์” จี้ “อนุทิน” ร่วมมือองค์กรต่างประเทศทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา จัดการเงินสกปรก

Scroll to top