การตรวจสอบพื้นที่

พลพีร์-วรศิษฎ์ ปูพรมตรวจเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วประเทศ

เรียกได้ว่ากลายเป็นประเด็นร้อนที่น่าจับตามองในแวดวงข้าราชการและภาคธุรกิจท่องเที่ยว สำหรับการเดินหน้าลุยงานของสองรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อย่างคุณพลพีร์ สุวรรณฉวี และคุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ที่ล่าสุดได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อเร่งเครื่องแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินและการถือครองที่ดินโดยมิชอบ ซึ่งเป็นนโยบายหลักในการ พลพีร์-วรศิษฎ์ ปูพรมตรวจเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วประเทศ เพื่อทวงคืนผืนแผ่นดินไทยให้กลับมาอยู่ในมือคนไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

พลพีร์-วรศิษฎ์ ปูพรมตรวจเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วประเทศ เพื่อคืนพื้นที่ให้คนไทย

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การมาเยี่ยมเยียนธรรมดา แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้เอาจริงกับปัญหาเรื่องที่ดินและส่วย โดยมีการตรวจพบว่ามีกว่า 200 บริษัทในภูเก็ตที่มีชาวต่างชาติถือครองอยู่ ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยเตรียมประสานงานร่วมกับกรมที่ดินและกรมป่าไม้เพื่อตรวจสอบเส้นทางการได้มาของเอกสารสิทธิ์อย่างละเอียด หากพบว่ามีการออกโดยมิชอบหรือมีการบุกรุกพื้นที่ป่า จะต้องมีการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาโดยไม่มีข้อยกเว้น

ก้าวสำคัญกับการรีเซ็ตภูเก็ตให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าอยู่

นอกเหนือจากการทวงคืนที่ดินแล้ว นโยบายหลักของ พลพีร์-วรศิษฎ์ ปูพรมตรวจเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วประเทศ ยังรวมไปถึงการปรับระบบผู้ประกอบการให้เข้ามาอยู่ในระบบที่ถูกต้อง สอดรับกับยุคสมัยปัจจุบันมากขึ้น ทั้งเรื่องโซนนิ่งการท่องเที่ยวและระบบการจัดการขยะ เพื่อให้ภูเก็ตกลับมาเป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีความอบอุ่นและยั่งยืน โดยรัฐมนตรีทั้งสองท่านย้ำชัดว่าไม่ได้มาเพื่อจับผิดใคร แต่มาเพื่อ “รีเซ็ต” ระบบให้ทุกภาคส่วนสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกรีดไถ

  • ตรวจสอบการถือครองที่ดินต่างชาติกว่า 200 บริษัท
  • เร่งแก้ปัญหาการออกเอกสารสิทธิ์มิชอบทั่วประเทศ
  • ผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีและกฎหมาย
  • ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและขจัดส่วยในพื้นที่ท่องเที่ยว

ความตั้งใจของกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการ ไม่ว่าอดีตที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร แต่วันนี้คือการเริ่มต้นใหม่เพื่อให้ทุกคนทำมาหากินได้อย่างถูกต้อง มีความสุข และปลอดภัยจากการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการจัดการทรัพยากรไทยให้มีมาตรฐานระดับสากล ไม่ใช่แค่ที่ภูเก็ต แต่ครอบคลุมทุกลุ่มเกาะและเมืองท่องเที่ยวหลักทั่วไทยครับ

ที่มา – “พลพีร์-วรศิษฎ์” นั่งหัวโต๊ะมอบนโยบาย ปูพรมตรวจเอกสารสิทธิ์ทุกเกาะทั่วประเทศ

“จ่าสิงห์” ลุยล้างบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว 30 วัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวดีสำหรับชาวฉะเชิงเทราและคนที่รักสิ่งแวดล้อมกันบ้างนะครับ “จ่าสิงห์” ลุยล้างบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง เพราะปัญหาบ่อขยะหนามแดงที่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นและน้ำเสียเน่าเสียมานานกว่า 20 ปี กำลังจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง!

“จ่าสิงห์” ลุยล้างบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือที่รู้จักกันในชื่อ จ่าสิงห์ ได้นำคณะทำงานบูรณาการลงพื้นที่ตรวจสอบบ่อขยะชุมชนหนามแดง หมู่ 5 ตำบลหนามแดง อำเภอแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือที่เรียกกันว่าแปดริ้วนั่นเอง การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่มาดูเฉยๆ นะครับ แต่เป็นการลงมือแก้ปัญหาตรงๆ ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อยุติความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ต้องทนกลิ่นเหม็นและน้ำเสียไหลลงลำรางสาธารณะมานานแสนนาน

ปัญหาที่พบในบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว

จากการตรวจสอบพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 75 ไร่ เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติเพียบเลยครับ โดยเฉพาะโรงงานคัดแยกสิ่งปฏิกูลที่ติดตั้งเครื่องจักรคัดแยกขยะถึง 2 เครื่อง แต่ไม่มีในรายการที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ! นอกจากนี้ยังมีการดัดแปลงอาคารไม่ตรงตามแผนที่ขออนุมัติ ไม่มีการแบ่งเขตพื้นที่ระหว่างโรงงานกับบ่อขยะให้ชัดเจนตามระเบียบด้วย สิ่งเหล่านี้ละเมิดกฎหมายชัดๆ

  • ติดตั้งเครื่องจักรคัดแยกขยะ 2 เครื่อง โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ดัดแปลงอาคารไม่ตรงตามที่อนุมัติ
  • ไม่แบ่งเขตโรงงานและบ่อขยะให้ชัดเจน
  • ก่อมลพิษกลิ่นเหม็นและน้ำเสียกระทบชุมชน

สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทราจึงไม่รอช้า ออกคำสั่งตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ให้ผู้ประกอบการ รื้อถอนเครื่องจักรเถื่อนและปรับปรุงผังโรงงานให้ถูกต้องภายใน 30 วัน ถ้าไม่ทำตามก็โดนฟันตามกฎหมายแน่นอน

จ่าสิงห์ ขีดเส้นตาย 30 วัน สั่งรื้อถอนทันที

จ่าสิงห์ประกาศกร้าวเลยครับว่าจะกลับมาตรวจติดตามด้วยตัวเองเมื่อครบ 30 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างได้รับการแก้ไขครบถ้วน ไม่ให้ปัญหาค้างคาแบบนี้ต่อไป นี่จะเป็นต้นแบบในการจัดระเบียบโรงงานจัดการขยะทั่วประเทศ ให้ทุกแห่งปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกัน ไม่สร้างมลพิษทำลายสุขภาพและคุณภาพชีวิตชาวบ้านอีก

“ผมจะกลับมาติดตามผลด้วยตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกประเด็นได้รับการแก้ไขครบถ้วน… เพื่อให้การดำเนินกิจการเป็นไปตามกฎหมายและไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ” จ่าสิงห์กล่าวทิ้งท้ายแบบเด็ดขาด

ปัญหาขยะเถื่อนแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในไทยนะครับ โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ชุมชนที่ขยายตัวเร็ว มลพิษจากกลิ่นและน้ำเสียส่งผลต่อสุขภาพ เช่น โรคทางเดินหายใจ ผิวหนัง และระบบนิเวศในลำราง การที่จ่าสิงห์ลงมือแบบนี้เป็นสัญญาณดี แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ถ้าทุกหน่วยงานร่วมมือกัน เราจะจัดการปัญหาขยะได้ทั่วถึงแน่นอน

เพื่อนๆ คิดยังไงกับการลงพื้นที่ของจ่าสิงห์ครั้งนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตหลัง 30 วัน ว่าบ่อขยะเถื่อนแปดริ้วจะสะอาดเอี่ยมขนาดไหน! การแก้ปัญหาแบบนี้คือก้าวแรกสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืนครับ

ที่มา – “จ่าสิงห์” ลุยล้างบางบ่อขยะเถื่อนแปดริ้ว ขีดเส้นตาย 30 วันสั่งรื้อถอนเครื่องจักรเถื่อน

กองทัพบกแจง เสียงลำโพงชายแดน ไม่มีเจตนารุนแรง

กองทัพบกชี้แจงกรณี “เสียงลำโพงชายแดน” สะท้อนความไม่พอใจของคนไทยต่อการบุกรุกพื้นที่ ยืนยันว่า ไม่มีเจตนารุนแรง พร้อมแนะกัมพูชาควรแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน แทนที่จะมุ่งแต่ฟ้องร้อง

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา นำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) เข้าตรวจสอบพื้นที่หมู่บ้านซุกค์ และหมู่บ้านเปรยจัน ในจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว สืบเนื่องจากมีรายงานว่ามีการเปิด เสียงลำโพงชายแดน จากฝั่งไทย ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกและรบกวนการพักผ่อนของประชาชนกัมพูชา โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรม

พลตรี วินธัย ชี้แจงว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจบริบทของพื้นที่ก่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาบุกรุกเข้ามาในเขตไทย ทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง และยังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ที่ผ่านมายังพบว่าฝ่ายกัมพูชามีการจัดตั้งมวลชนร่วมกับเจ้าหน้าที่ทางการ เพื่อขัดขวางและยั่วยุฝ่ายไทย ส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยจำนวนมาก ทำให้เกิดความไม่พอใจและออกมาแสดงออกด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อกดดันชาวกัมพูชาและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐเร่งจัดการปัญหา หนึ่งในวิธีการเหล่านั้นคือการใช้เครื่องเสียงเปิดเสียงดัง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนกัมพูชาเกิดความไม่สบายใจ

เสียงลำโพงชายแดน: กองทัพบกย้ำไม่มีเจตนารุนแรง

การแสดงออกที่ไม่รุนแรง

โฆษกกองทัพบกกล่าวเพิ่มเติมว่า การแสดงออกของชาวไทยด้วยการเปิดเครื่องเสียงดังนั้น เป็นการแสดงออกด้วยวิธีที่ไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อแสดงความไม่พอใจที่ฝ่ายกัมพูชาบุกรุกแผ่นดินไทย และบิดเบือนสร้างเรื่องราวโดยไม่พยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ในทางตรงกันข้าม เมื่อพิจารณาการกระทำของฝ่ายกัมพูชา จะพบว่าเมื่อมีการชุมนุมมักใช้วิธีก้าวร้าวและใช้สิ่งเทียมอาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทยจนได้รับบาดเจ็บ ดังนั้น ฝ่ายกัมพูชาควรพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน แทนที่จะออกมาเรียกร้องต่อการกระทำของฝ่ายไทยในกรณีนี้

มาตรการแก้ปัญหาและหลักสิทธิมนุษยชน

พลตรี วินธัย ยืนยันว่ามาตรการต่างๆ ที่ฝ่ายไทยนำมาใช้ในการแก้ปัญหาต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เข้าทางของกัมพูชา ในทุกวิธีการที่อาจถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบสนับสนุนในการแก้ปัญหาในพื้นที่ของจังหวัดสระแก้ว เจ้าหน้าที่ได้คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายยังคงเลือกวิธีที่จะก่อให้เกิดอันตรายน้อยที่สุดก่อน

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดน และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน การใช้ เสียงลำโพงชายแดน อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความอัดอั้นตันใจของประชาชนในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุต่างหากที่จะนำไปสู่ความสงบสุขอย่างแท้จริง

ดังนั้น การที่กองทัพบกออกมาให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – กองทัพบกแจง “เสียงลำโพงชายแดน” สะท้อนความไม่พอใจของคนไทยต่อการบุกรุกพื้นที่ ไม่มีเจตนารุนแรง

Scroll to top