การตรวจสอบองค์กรอิสระ

กลุ่ม สว.สำรอง บุกสภาฯ แฉ กกต. เตะถ่วงคดีฮั้วเลือกตั้ง ลากยาว 2 ปีส่อช่วยฟอกขาว

กลุ่ม สว.สำรอง บุกสภาฯ แฉ กกต. เตะถ่วงคดีฮั้วเลือกตั้ง ลากยาว 2 ปีส่อช่วยฟอกขาว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อกลุ่ม สว.สำรอง ได้ออกมาเปิดเผยความไม่ชอบมาพากลในการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยชี้ว่ามีการ กลุ่ม สว.สำรอง บุกสภาฯ แฉ กกต. เตะถ่วงคดีฮั้วเลือกตั้ง ลากยาว 2 ปีส่อช่วยฟอกขาว เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำความผิด ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความเคลือบแคลงใจให้กับประชาชนทั่วประเทศอย่างมาก

รายละเอียดการเปิดโปงความไม่ชอบมาพากล

นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล พร้อมด้วยตัวแทนกลุ่ม สว.สำรอง ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงพฤติกรรมของนายฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ และนายแสวง บุญมี ว่ามีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยอ้างว่ามีการตรวจพบโพยรายชื่อการจัดตั้งเลือก สว. แต่กลับไม่นำหลักฐานดังกล่าวมาดำเนินคดี ส่งผลให้กรณี กลุ่ม สว.สำรอง บุกสภาฯ แฉ กกต. เตะถ่วงคดีฮั้วเลือกตั้ง ลากยาว 2 ปีส่อช่วยฟอกขาว ยืดเยื้อมานานถึง 2 ปี

ประเด็นสำคัญที่กลุ่ม สว.สำรอง ออกมาขับเคลื่อนมีดังนี้:

  • เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทำงานของ กกต. อย่างเร่งด่วน
  • การประเมินผลงานของเลขาธิการ กกต. ที่ถูกมองว่าสวนทางกับข้อเท็จจริงและความล้มเหลวในการควบคุมการเลือกตั้ง
  • การเรียกร้องให้นายฐิติเชษฐ์ถอนตัวจากการพิจารณาวินิจฉัยคดีเพื่อให้เกิดความโปร่งใส
  • การยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางและ ป.ป.ช.

ความคาดหวังต่อวงการเมืองไทย

ความพยายามของ กลุ่ม สว.สำรอง บุกสภาฯ แฉ กกต. เตะถ่วงคดีฮั้วเลือกตั้ง ลากยาว 2 ปีส่อช่วยฟอกขาว ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงความเสื่อมถอยขององค์กรอิสระ หากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสุจริตและโปร่งใส จะทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเลือกตั้งพังทลายลง ซึ่งเราต้องติดตามกันต่อไปว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถคืนความถูกต้องให้กับสังคมได้หรือไม่ หรือสุดท้ายจะกลายเป็นเพียงเรื่องเงียบหายตามข่าวลือที่ปรากฏ

ที่มา – กลุ่ม สว.สำรอง บุกสภาฯ แฉ กกต. เตะถ่วงคดีฮั้วเลือกตั้ง ลากยาว 2 ปีส่อช่วยฟอกขาว

รักชนก-ภคมน ยื่นฟันประธาน กสทช. นั่งควบตำแหน่งขาดคุณสมบัติ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทย เมื่อสองสาว สส. จากพรรคประชาชน อย่าง “คุณรักชนก ศรีนอก” และ “คุณภคมน หนุนอนันต์” ได้ออกมาเปิดเผยความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยการยื่นหลักฐานเด็ดเพื่อเอาผิด นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. กรณีการถือครองตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมและเข้าข่ายขาดคุณสมบัติอย่างร้ายแรง

รักชนก-ภคมน ยื่นฟันประธาน กสทช. นั่งควบตำแหน่งขาดคุณสมบัติ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในองค์กรกำกับดูแลโทรคมนาคมของไทย โดย รักชนก-ภคมน ยื่นฟันประธาน กสทช. นั่งควบตำแหน่งขาดคุณสมบัติ อย่างชัดเจนผ่านการตรวจสอบรายงานของกรรมาธิการฯ ชุดที่ผ่านมา ซึ่งชี้ให้เห็นรอยรั่วทางกฎหมายที่ปล่อยให้มีการดำรงตำแหน่งซ้ำซ้อน ทั้งในฐานะแพทย์และกรรมการธนาคาร ซึ่งขัดต่อ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่โดยตรง

เปิด 2 ปมร้อน: รักชนก-ภคมน ยื่นฟันประธาน กสทช. นั่งควบตำแหน่งขาดคุณสมบัติ

จากการยื่นหนังสือในครั้งนี้ สส. ทั้งสองท่านได้แจกแจงประเด็นที่น่าสนใจไว้ดังนี้:

  • การนั่งควบวิชาชีพแพทย์: แม้จะได้รับตำแหน่งเป็นประธาน กสทช. แล้ว แต่ยังมีหลักฐานรายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระและรายได้จากบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องกับเวชภัณฑ์ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดว่าด้วยการห้ามประกอบวิชาชีพอิสระที่ได้รับผลตอบแทน
  • การนั่งบอร์ดธนาคาร: มีผลมติเลือกให้เป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพฯ ตั้งแต่ก่อนได้รับโปรดเกล้าฯ และยังไม่มีการยื่นใบลาออกตามกฎหมายมหาชนอย่างถูกต้อง ทำให้สถานะยังคงดำรงอยู่ต่อเนื่อง

สถานการณ์นี้นำไปสู่ข้อเรียกร้องที่เข้มข้นไปยังรัฐบาล ว่าควรเร่งดำเนินการตรวจสอบแทนที่จะ “เกียร์ว่าง” หรือปล่อยให้เป็นไปตามกระแส “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อพรรคพวกตนเอง เพราะความถูกต้องของตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญระดับประเทศ คือหัวใจสำคัญของความเชื่อมั่นจากประชาชน

บทสรุปของเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่การพ้นตำแหน่งของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการส่งสัญญาณว่ายุคสมัยที่การตรวจสอบถูกละเลยได้ผ่านไปแล้ว การทำหน้าที่ของ สส. ครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้หน่วยงานอิสระต้องกลับมาทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาเพื่อประโยชน์ของคนไทยทั้งชาติ หากองค์กรกำกับดูแลยังไม่สามารถทำให้คนในองค์กรสะอาดได้ แล้วจะไปกำกับดูแลผู้อื่นให้โปร่งใสได้อย่างไร?

ที่มา – “รักชนก-ภคมน” ยื่นหลักฐานฟันประธาน กสทช. แฉนั่งควบแพทย์-บอร์ดธนาคาร ขาดคุณสมบัติชัดเจน

ประชาธิปัตย์ ร่วมลงชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกกไต่สวนสอบปปชคดีศักดิ์สยาม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสฮอตในแวดวงการเมืองไทย นั่นคือ ประชาธิปัตย์ ร่วมลงชื่อ “พรรคประชาชน” ตั้ง กก.ไต่สวนอิสระ สอบ “ป.ป.ช.” ปมตีตกคดี “ศักดิ์สยาม” เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบอำนาจขององค์กรอิสระให้โปร่งใสยุติธรรม มาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยครับ

ประชาธิปัตย์ ร่วมลงชื่อ “พรรคประชาชน” ตั้ง กก.ไต่สวนอิสระ สอบ “ป.ป.ช.” ปมตีตกคดี “ศักดิ์สยาม”

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2567 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุม ส.ส. พรรคประจำสัปดาห์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นประธาน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคและ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ได้เปิดเผยผลมติที่ประชุมหลังเสร็จสิ้นเวลา 16.20 น. พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจร่วมลงชื่อกับพรรคประชาชน เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ให้ศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระสอบสวนกรรมการ ป.ป.ช. ในประเด็นการวินิจฉัยตีตกคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เรื่องซุกหุ้นและขัดกันแห่งผลประโยชน์

ที่มาของเรื่องนี้คือ ป.ป.ช. มีมติตีตกคดีดังกล่าว ซึ่งขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ยืนยันว่านายศักดิ์สยามยังเป็นเจ้าของหุ้นแท้จริงผ่านนอมินี ฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ชี้ว่าการวินิจฉัยของ ป.ป.ช. มีประเด็นน่าสงสัย โดยจงใจมองข้ามบางข้อเท็จจริงและเลือกหยิบเฉพาะประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกร้องเท่านั้น

หลักฐานใหม่ที่จุดประกายการเคลื่อนไหว

นอกจากนี้ ยังพบ หลักฐานใหม่ 2 ประเด็นสำคัญที่พรรคจะยื่นตรงต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอทบทวนมติเดิมด้วยครับ

  • ประเด็นที่ 1: หนังสือคำสั่งจากหน่วยงานภายใต้กระทรวงคมนาคมในช่วงที่นนายศักดิ์สยามเป็น รมว. ซึ่งระบุว่าการประมูลจัดซื้อจัดจ้างต้องแจ้งรัฐมนตรีทราบก่อน แม้ ป.ป.ช. จะวินิจฉัยว่าไม่มีการแทรกแซงเพราะไม่มีคำสั่งโดยตรง แต่หนังสือฉบับนี้ถือเป็นหลักฐานใหม่ที่บ่งชี้ถึงการใช้อำนาจในทางที่อาจเข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์
  • ประเด็นที่ 2: การขัดกันแห่งผลประโยชน์ชัดแจ้ง บริษัทที่นายศักดิ์สยามเป็นเจ้าของแท้จริง (ผ่านนอมินี) ไปรับงานจากหน่วยงานที่ตนกำกับดูแล ป.ป.ช. มองข้ามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่วินิจฉัยให้ชัดเจน

นายสาทิตย์ยืนยันว่า ฝ่ายกฎหมายอย่างตนและนายราเมศ รัตนชะเวง จะช่วยพรรคประชาชนร่างคำร้องให้สมบูรณ์แบบ เพื่อให้เกิดความกระจ่างต่อสังคม

หนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 236

พรรคประชาธิปัตย์ยังมีมติสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ด้วย เพราะปัจจุบันประธานรัฐสภาสามารถใช้อำนาจดุลยพินิจได้ หากไม่เป็นกลางอาจชะลอเรื่องได้ เหมือนกรณีในอดีต การแก้ไขจะทำให้การตรวจสอบองค์กรอิสระโปร่งใสยิ่งขึ้น ไม่ต้องพึ่งดุลยพินิจบุคคล

เมื่อถูกถามว่าเป็นการฟอกขาวให้ศักดิ์สยามหรือไม่ นายสาทิตย์ตอบว่า เป็นข้อสงสัยของสังคม พรรคที่ยึดมั่นการเมืองสุจริตจึงใช้ช่องทางกฎหมายให้เกิดความชัดเจน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นถึงบทบาทฝ่ายค้านที่แท้จริงในการคานอำนาจ แม้จะไม่ใช่พรรคใหญ่สุด แต่ความเด็ดเดี่ยวในการตรวจสอบย่อมสร้างความน่าเชื่อถือให้ประชาชน ในยุคที่องค์กรอิสระถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางบ่อยๆ ความโปร่งใสคือกุญแจสำคัญของประชาธิปไตยไทย

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข่าวสารแพร่กระจาย!

ที่มา – ประชาธิปัตย์ ร่วมลงชื่อ “พรรคประชาชน” ตั้ง กก.ไต่สวนอิสระ สอบ “ป.ป.ช.” ปมตีตกคดี “ศักดิ์สยาม”

“สิริพรรณ” เรียกร้อง กดดัน สว. ปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระ

“สิริพรรณ” แนะควรแยก “องค์กรอิสระ – ศาลรัฐธรรมนูญ” ออกจากรัฐธรรมนูญ แก้ปัญหามีอำนาจเกินขอบเขต จนทำให้นักการเมืองจ้องครอบงำแทรกแซง เชื่อหากทำสำเร็จช่วยปลดล็อกได้ระดับหนึ่ง

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 24 ส.ค. 2568 ภายหลังเสร็จสิ้นการเสวนาในหัวข้อ “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) องค์กรอิสระและศาลรธน.” ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะสำเร็จหรือไม่ โดย ศ.สิริพรรณ ระบุว่า วัตถุประสงค์ของการเสวนาวันนี้เป็นความพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (แก้เท่าที่จะแก้ได้โดยไม่กระทบมาตรา 265) ที่ระบุว่า หากจะแก้ไขที่มาจะต้องไปทำประชามติ ดังนั้นต้องดูว่าจะแก้ที่ประเด็นใด จึงจะดำเนินการเรื่องรวดเร็ว เช่น การรับรอง แทนที่จะให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นผู้รับรอง เป็นไปได้หรือไม่ให้สมาชิกทั้งรัฐสภาเป็นผู้รับรอง

“สิริพรรณ” เรียกร้องประชาชนกดดัน สว. ปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระ

ศ.สิริพรรณ กล่าวด้วยว่า หากมองปัญหาดังกล่าวไปถึงรากเหง้า ที่ผ่านมาประเทศไทยเข้าใจบทบาทขององค์กรอิสระในฐานะที่เป็นอีกสถาบันหนึ่งเทียบเคียงกับฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และองค์กรอิสระ ซึ่งองค์กรอิสระมีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่ตัวองค์กรอิสระแทบจะไม่ได้รับการตรวจสอบใดๆ ดังนั้นการนำองค์กรอิสระใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ เราจึงเรียกว่าเป็นองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ ขณะที่ต่างประเทศ องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่กำกับตรวจสอบภายใต้การทำงานของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติรัฐสภา (องค์กรหนุน) เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าของระบบราชการ

แนวทาง “สิริพรรณ” เรียกร้อง กดดัน สว.

“ฉะนั้น จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือนำองค์กรอิสระออกจาก รธน. โดยให้มีร่างพระราชบัญญัติประกอบองค์กรอิสระแต่ละองค์กรรองรับ เช่น หากเกิดรัฐประหารและมีการฉีก รธน. เราก็จะไม่มีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และไม่มีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากองค์กรเหล่านี้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ของตัวเอง แม้จะไม่มีรัฐธรรมนูญ องค์กรเหล่านี้ก็ยังสามารถทำงานต่อเนื่องไปได้” ศ.สิริพรรณ กล่าวและว่า ขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระมันรุนแรง และมีฤทธิ์เดชเยอะมาก ทั้งตัดสิทธิ์นักการเมือง ยุบพรรคการเมือง เป็นต้น คำถามคือใครจะเข้ามาตรวจสอบ ฉะนั้น ถ้าองค์กรอิสระมีอำนาจเยอะมาก และกระทบกับความเป็นความตายและการอยู่รอดของนักการเมือง แน่นอนว่าฝ่ายการเมืองก็อยากเข้ามาครอบงำและแทรกแซง จึงกลายเป็นโจทก์ที่พันกันเหมือนงูกินหาง

ขณะเดียวกัน หากมีโอกาสแก้รัฐธรรมนูญ ศ.สิริพรรณ ระบุว่า ต้องพิจารณาว่า ตำแหน่งขององค์กรอิสระควรอยู่ภายใต้ รธน. หรือไม่ หรือควรนำออกไป และคำนึงถึงอำนาจหน้าที่ว่ามีขอบเขตเท่าใด รวมทั้งจำนวนขององค์กรอิสระ อาทิ ในต่างประเทศ กกต. มี 3-5 คน ไม่จำเป็นต้องมีถึง 7 คน

เมื่อถามว่า ปัจจุบันองค์กรอิสระมีอำนาจมาก หากการแก้ไข รธน. ในอนาคตสามารถทำได้สำเร็จและได้รับความเห็นชอบอย่างพร้อมเพียงในสภา มองว่าอนาคตจะทำให้วัฒนธรรมการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ศ.สิริพรรณ กล่าวว่า หากไปถึงตรงนั้น จะสามารถปลดล็อกได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยต้องเห็นว่าทุกองค์กรจะมีความสมดุลและมีที่มาการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างกัน ส่วนจะเป็นการแก้ปัญหาทั้งหมดหรือไม่ คาดว่ายังไม่ใช่ แต่เป็นการปลดล็อกที่สำคัญ เพราะแง่วัฒนธรรมความคิดของไทย มีหลายเรื่องทางชื่นชมตัวบุคคล มากกว่าระบบและโครงสร้างมากพอสมควร จึงอยากชวนสังคมหารือไปด้วยกัน เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นองค์กรอิสระ ต้องใช้งบประมาณภาษีประชาชน ฉะนั้น เมื่อระบบการเมืองมีเสถียรภาพ เราจะได้รัฐบาลที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน และจะทำให้การดำเนินนโยบายเข้มแข็งและเข้มข้นขึ้น รวมทั้งจะทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน ซึ่งกระทบโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน

นอกจากนี้ ศ.สิริพรรณ ยังกล่าวอีกว่า การแก้ รธน. แม้แต่รายมาตราที่ไม่ต้องทำประชามติ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เป็นผู้เสียประโยชน์ในครั้งนี้ ดังนั้นประชาชนต้องช่วยกันส่งเสียงและกดดันว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแก้ไข โดยค่อยๆ แก้ไขกันไป ส่วน สว. แม้จะมีที่มาจากการเลือกกันเอง แต่ก็ยังเป็นตัวแทนของประชาชน ดังนั้นต้องฟังเสียงของประชาชนด้วย เพื่อให้ได้รัฐบาลมีเสถียรภาพและความเข้มแข็ง

การเรียกร้องของ ศ.สิริพรรณ เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง การกดดัน สว. เพื่อปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระนั้น อาจเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความโปร่งใสให้กับการเมืองไทยในระยะยาว มาร่วมกันส่งเสียงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกันครับ

ที่มา – “สิริพรรณ” เรียกร้องประชาชนกดดัน สว. ปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระ

Scroll to top