การตรวจสอบโปร่งใส

สว. จี้รัฐบาล -กระทรวงการคลัง แก้ปัญหาหนี้สินกองทุนประกันวินาศภัย 5.3 หมื่นล้าน

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนที่ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ คงได้ยินเรื่องที่เป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงนี้ นั่นคือกรณีที่ สว. จี้รัฐบาล -กระทรวงการคลัง แก้ปัญหาหนี้สินกองทุนประกันวินาศภัย 5.3 หมื่นล้าน ซึ่งถือเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ถือกรมธรรม์กว่า 6 แสนราย ที่ยังคงรอคอยเงินเยียวยามานานนับปีครับ

สว. จี้รัฐบาล -กระทรวงการคลัง แก้ปัญหาหนี้สินกองทุนประกันวินาศภัย 5.3 หมื่นล้าน อย่างเร่งด่วน

นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมานำเสนอแนวทางแก้ไขที่น่าสนใจและสมเหตุสมผลอย่างมาก เพราะหากปล่อยให้ กปว. ใช้วิธีเก็บเงินสมทบรายปีเพื่อทยอยคืนหนี้เพียงอย่างเดียว อาจต้องใช้เวลายาวนานถึง 30-40 ปี ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครอยากรอถึงขนาดนั้นครับ

โมเดลการจัดการหนี้แบบเชิงรุกเพื่อประชาชน

ข้อเสนอของ สว. สุนทรที่ว่าเรื่อง สว. จี้รัฐบาล -กระทรวงการคลัง แก้ปัญหาหนี้สินกองทุนประกันวินาศภัย 5.3 หมื่นล้าน นั้น มีประเด็นสำคัญที่น่าจะช่วยให้ปัญหาคลี่คลายได้เร็วขึ้น ได้แก่:

  • การแปลงสภาพเป็นลูกหนี้ชั้นดี: กปว. ควรเข้าถึงแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงิน เพื่อนำเงินก้อนมาจ่ายคืนผู้เสียหายก่อนภายใน 2-3 ปี แล้วค่อยผ่อนชำระคืนในระยะยาว
  • การออกพันธบัตร: เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่รัฐบาลหรือกระทรวงการคลังสามารถเข้ามามีส่วนช่วยค้ำประกัน เพื่อให้การระดมทุนเกิดประสิทธิภาพและมีความน่าเชื่อถือ
  • การปฏิรูปการกำกับดูแล: นอกจากแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว ยังรวมถึงการนำตัวแทนภาคประชาชนเข้ามาเป็นคณะกรรมการ เพื่อตรวจสอบความโปร่งใส ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาบริษัทประกันล้มละลายซ้ำรอยอีก

ในมุมมองของผู้เขียน หากรัฐบาลรับฟังและนำโมเดลนี้ไปปรับใช้จริงๆ จะเป็นการกู้คืนความเชื่อมั่นของระบบประกันภัยไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง เพราะธุรกิจประกันภัยคือฐานรากสำคัญของความมั่นคงในชีวิตของพี่น้องประชาชน การที่หน่วยงานอย่างรัฐต้องออกมา Take Action อย่างจริงจังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนในฐานะผู้บริโภคต่างเฝ้ารอคอยให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – สว. จี้รัฐบาล -กระทรวงการคลัง แก้ปัญหาหนี้สินกองทุนประกันวินาศภัย 5.3 หมื่นล้าน

“สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย

“สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภากันเลยทีเดียว เมื่อคุณสกลธี ภัททิยกุล สส. บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาสะท้อนมุมมองและยกบทเรียนในอดีตเกี่ยวกับ “สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ก้อนโต 4 แสนล้านบาทให้โปร่งใสที่สุด

นายสกลธีได้อ้างอิงถึงความผิดพลาดของ พ.ร.ก.กู้เงิน ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เคยมีประเด็นเรื่องโครงการ “อบรมทิพย์” หรือการจัดซื้อจัดจ้างที่เกินจริง ซึ่งบทเรียนเหล่านั้นยังคงเป็นแผลสดที่รัฐบาลควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในครั้งนี้มีการแบ่งการกู้ออกเป็นสองส่วน ซึ่งส่วนหลังกว่า 2 แสนล้านบาทนั้นถูกนำไปใช้ในเรื่องพลังงาน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วนในระดับวิกฤต

ตรวจสอบความจำเป็นการใช้เงินกู้ให้รัดกุม

คุณสกลธีตั้งข้อสังเกตว่า “สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย โดยมองว่ามาตรการด้านเศรษฐกิจหรือการเปลี่ยนผ่านพลังงานต่างๆ เช่น EV หรือโซลาร์เซลล์นั้น มีงบประมาณปกติรองรับอยู่แล้ว การนำเงินกู้มาใช้จึงดูขัดกับหลักการความเร่งด่วน พร้อมทั้งเสนอให้ กมธ. วิสามัญ ดำเนินการตรวจสอบใน 5 ประเด็นหลักดังนี้:

  • ตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่
  • กำหนดตัวชี้วัด (KPI) ให้ชัดเจนก่อนอนุมัติงบ
  • ตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มทุนพลังงาน
  • รายงานความคืบหน้าต่อรัฐสภาเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง
  • เปิดเผยข้อมูลการจ่ายเงินทุกบาทให้ประชาชนเข้าถึงได้

รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าเงินกู้ทุกบาทนั้นคือภาระของภาษีประชาชน การบริหารจัดการให้น้ำมันแพงแล้วนำเงินกู้มาอุดหนุนเพื่อดับไฟนั้น ไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืน และที่สำคัญคือต้องไม่มีโครงการยัดไส้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หาก “สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย ได้สำเร็จ ก็ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การเมืองไทยก้าวสู่ความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลมากขึ้น

ในฐานะประชาชน เราคงต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะเงินกู้ก้อนนี้จะเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต หากไม่มีการกลั่นกรองและตรวจสอบให้ดี ประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นอาจย้อนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจไทยซ้ำอีกครั้ง เป็นกำลังใจให้การทำงานของกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้โปร่งใสและตรวจสอบได้จริง เพื่อประโยชน์ของทุกคนในประเทศครับ

ที่มา – “สกลธี” ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้โควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวรวย วอนแจงที่มาเงิน

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

จากกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ระหว่าง สส.ไผ่ ลิกค์ และ สส.รักชนก ศรีนอก ล่าสุด สส.ไผ่ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงถึงประวัติครอบครัวและเรียกร้องให้ สส.รักชนก ตอบคำถามเรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท

“ไผ่ ลิกค์” แจงที่มาครอบครัว ยันฐานะดีก่อนเล่นการเมือง

สส.ไผ่ ระบุว่า ปกติแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวมากนัก แต่เนื่องจากมีการตั้งคำถามถึงที่มาของทรัพย์สิน จึงขอชี้แจงว่า คุณปู่คุณย่าคือคุณปู่วิลเลียม ลิกค์ และคุณย่าบุญรอด ล่ำซำ ที่บ้านทำธุรกิจหลายอย่าง เช่น หมู่บ้านจัดสรร โรงโม่หิน อสังหาริมทรัพย์ อพาร์ตเมนต์ สถานบันเทิง และตลาด แต่ปัจจุบันตนได้ยุติบทบาททางธุรกิจทั้งหมดเพื่อมาทำงานการเมืองรับใช้ประชาชน

“เข้าใจคนที่ตั้งคำถามผมนะว่าคุณคิดอะไรอยู่ ผมไม่ได้คิดแบบพวกคุณแน่นอนที่จะเข้าทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ทำเพื่อประชาชน” สส.ไผ่ กล่าว

จี้ “รักชนก” แจงที่มาเงินบริจาค 2 แสน

ประเด็นสำคัญที่ สส.ไผ่ ต้องการให้ สส.รักชนก ตอบคือ เรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท ว่ามีเส้นทางเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะจนถึงปัจจุบัน สส.รักชนก ยังไม่ได้แสดงหลักฐานทางการเงินใดๆ มีเพียงคำอธิบายว่า “เงินเดือนพอทำได้” หรือ “พรรคไม่มีทุนใหญ่” ซึ่งไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบ

สส.ไผ่ ย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนควรได้รับคำตอบที่ชัดเจน และไม่ควรมีการเบี่ยงประเด็นโดยการนำเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาโยง เช่น คดีรถหรูที่ศาลยกฟ้องไปแล้ว หรือประเด็นส่วนตัวเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยไขข้อสงสัยเรื่อง “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค แต่อย่างใด

ยืนยันไม่ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี พร้อมให้ตรวจสอบทรัพย์สิน

สส.ไผ่ ยังกล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีจากคดีทำร้ายร่างกายเมื่อปี 2548 ว่า หน่วยงานรัฐได้วินิจฉัยแล้วว่ากรณีดังกล่าวไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการพิจารณา

นอกจากนี้ สส.ไผ่ ยังยินดีให้ตรวจสอบหนี้สินจำนวน 550,000 บาท และพร้อมให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปกปิด ตรงกันข้าม สส.รักชนก กลับไม่ยอมเปิดเผยเส้นทางการเงินจำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อความโปร่งใส

สส.ไผ่ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเมืองที่ดีต้องอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ใช้วาทกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกประเด็นตามกฎหมาย

ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบที่มาของเงินทุนที่ใช้ในการทำงานการเมือง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือต่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และสุดท้ายนี้ “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาคเป็นสิ่งที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก”ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

Scroll to top