การตัดสินใจทางการเมือง

“อัครา” ยันกระทรวงเกษตรไม่ใช่ของ “กล้าธรรม”

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และว่าที่ ส.ส. พรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนถึงประเด็นร้อนว่า “อัครา” ยันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของ “กล้าธรรม” ย้ำว่าการบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมดขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีที่มอบหมายเท่านั้น สร้างความสนใจให้สื่อมวลชนและนักการเมืองติดตามอย่างใกล้ชิด

“อัครา” ยันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของ “กล้าธรรม”

การสัมภาษณ์เกิดขึ้นเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอัคราได้ยืนยันจุดยืนของพรรคอย่างหนักแน่น โดยเฉพาะเรื่องกระแสข่าวที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเป็นพรรคได้ที่นั่งอันดับ 1 อาจจะยึดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม นายอัครากล่าวว่า "กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของพรรคกล้าธรรม มันเป็นแค่ข่าวลือ และไม่คิดว่าจะสร้างความตะขิดตะขวงใจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล" เขาย้ำว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการมอบหมายของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของพรรคใดพรรคหนึ่ง

อัครา พรหมเผ่า ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล

ท่าทีพรรคกล้าธรรมต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

นอกจากประเด็นกระทรวงเกษตรแล้ว นายอัครายังพูดถึงการประชุมพรรคกล้าธรรมในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ซึ่งจะกำชับว่าที่ ส.ส. เข้าประชุมให้พร้อมเพรียง โดยยังไม่ทราบวาระแน่ชัด เพราะนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคยังไม่แจ้ง และยังไม่ได้คุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้เป็นบิดาและประธานที่ปรึกษาพรรค เมื่อถามถึงการยืนยันเข้าร่วมรัฐบาลและสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี นายอัคราตอบว่า ต้องเป็นไปตามนโยบายคณะกรรมการบริหารพรรค และเป็นมารยาททางการเมืองที่พรรคอันดับ 1 อย่างภูมิใจไทยต้องเชิญมาคุย

สำหรับดีลการเมืองที่ลือกันว่าจะจบในสัปดาห์นี้ นายอัครากล่าวว่า ยังไม่ทราบ ต้องรอหัวหน้าพรรคและเลขาธิการ แต่เชื่อมั่นว่าทุกพรรคจะขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ประชาชน โดยเฉพาะในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่ประชาชนรอคอยการแก้ไขปัญหา

บริบทการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 2569

สถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงจัดตั้งรัฐบาลผสม โดยพรรคภูมิใจไทยคว้าที่นั่ง ส.ส. อันดับ 1 ทำให้มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามหลักการ พรรคกล้าธรรมซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิม กำลังถูกจับตาว่าจะต่อยอดพันธมิตรหรือไม่ ประเด็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นจุด敏感เพราะเกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้ใหญ่บ้านของประเทศ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของทั้งสองพรรค การออกมาพูดของนายอัครา ถือเป็นการลดความตึงเครียด และแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ

  • พรรคกล้าธรรมยังรอประสานกับภูมิใจไทย โดยเลขาธิการพรรคจะแจ้งในที่ประชุม
  • ยืนยันไม่ตะขิดตะขวงใจระหว่างพรรค เน้นมารยาทการเมือง
  • ทุกอย่างเพื่อประชาชนและเศรษฐกิจ โดยไม่ยึดติดตำแหน่ง

การยืนยันจุดยืนเช่นนี้ช่วยคลายกระแสข่าวลือ และทำให้ภาพรวมการเจรจารัฐบาลราบรื่นยิ่งขึ้น นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า พรรคเล็กอย่างกล้าธรรมมีโอกาสได้เก้าอี้รัฐมนตรี หากแสดงความยืดหยุ่น

ในมุมมองของผู้เขียน การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายอัครา แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในพรรคกล้าธรรม ที่ไม่ยึดติดผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เน้นผลรวมของชาติ สิ่งนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลไทยชุดใหม่ที่มั่นคง หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการการเมืองเพิ่มเติม หรืออยากรู้วิเคราะห์เจาะลึก สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้ เพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “อัครา” ยันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของ “กล้าธรรม” ย้ำงานบริหารอยู่ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

“ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์” อดีต สส.เชียงใหม่ ถอดเสื้อเพื่อไทยทิ้งหันมาสวมเสื้อพรรคประชาชนแทน ลั่นเลือกตั้งรอบนี้หากต้องการเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น ต้องไม่มีทางสายกลาง

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เปิดตัวลงสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อในนามพรรคประชาชนอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงจุดยืนทางการเมืองสุดเข้มข้น ชี้สถานการณ์บ้านเมืองถึงจุดเลวร้ายที่สุดจนถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว

นางสาวทัศนีย์กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศ เพราะปัจจุบันไม่มีทางสายกลางหรือพื้นที่ตรงกลางให้เลือกอีกต่อไป ประชาชนจำเป็นต้องตัดสินใจให้แน่วแน่ว่าจะเลือกอยู่กับที่หรือจะเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น การใช้สิทธิ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือก สส. แต่คือการเลือกอนาคตและเลือกรัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง รัฐบาลที่จะทำการเปลี่ยนแปลงได้จริงต้องชัดเจนและไม่ประนีประนอมกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

นางสาวทัศนีย์เปิดใจถึงการตัดสินใจทิ้งพรรคเก่าอย่างพรรคเพื่อไทยว่า เกิดขึ้นในวันที่พรรคตัดสินใจข้ามเส้น จุดยืนที่เคยประกาศไว้กับประชาชน เมื่อความเชื่อถือถูกทำลาย ตนจึงตัดสินใจเลือกเส้นทางอุดมการณ์ใหม่กับพรรคก้าวไกล (เดิม) จนมาถึงพรรคประชาชนในปัจจุบัน โดยมั่นใจว่าประชาชนเข้าใจเหตุผลที่ตนต้องย้ายค่ายในครั้งนี้

อดีต สส.เชียงใหม่ ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยว่า บริหารประเทศมานานกว่า 2 ปี แต่เรื่องสำคัญอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไม่มีความคืบหน้า รวมถึงพรรคภูมิใจไทยที่เคยมีข้อตกลงร่วมกัน (MOA) ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนอาจมีข้อผิดพลาดในการบริหารจัดการบ้าง แต่บทเรียนนั้นทำให้ตระหนักว่าไม่สามารถพึ่งพาปัจจัยอื่นได้นอกจากเสียงประชาชน จึงขอให้การเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนช่วยกันเลือกพรรคประชาชนเพียงพรรคเดียว เพื่อเข้าไปทำภารกิจแก้รัฐธรรมนูญและสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้สำเร็จ

“หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะไม่มีพื้นที่สีเทาในการบริหารประเทศ ทุกอย่างต้องโปร่งใส ชัดเจน และยืนอยู่ข้างประชาชนเป็นสำคัญ” นางสาวทัศนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

การตัดสินใจครั้งสำคัญของนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ ที่ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่ขออยู่ภายใต้ชายคาพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองอย่างมาก เพราะการย้ายพรรคครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสีเสื้อ แต่เป็นการประกาศจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

เหตุผลที่ อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

นางสาวทัศนีย์ ให้เหตุผลว่า การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจข้ามเส้นและผิดคำสัญญากับประชาชน เป็นสิ่งที่เธอรับไม่ได้ ทำให้เธอตัดสินใจเดินหน้าตามอุดมการณ์ของตนเอง โดยเลือกที่จะเข้าร่วมกับพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่เธอมองว่าจะสามารถผลักดันนโยบายที่ตั้งใจไว้ได้จริง

การย้ายพรรคของนางสาวทัศนีย์ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เพราะเมื่อความเชื่อใจถูกทำลาย ความศรัทธาในตัวนักการเมืองก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นักการเมืองหลายคนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินของตนเอง

การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล

นอกจากเหตุผลเรื่องอุดมการณ์แล้ว นางสาวทัศนีย์ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร รวมถึงการที่พรรคภูมิใจไทยไม่สามารถผลักดันข้อตกลงร่วมกันให้เป็นรูปธรรมได้

บทสรุปและมุมมองต่ออนาคต

การประกาศตัวของนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ในฐานะผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นการแข่งขันที่เข้มข้นและดุเดือดอย่างแน่นอน เพราะแต่ละพรรคต่างก็พยายามที่จะนำเสนอนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาประเทศที่แตกต่างกัน เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน

นางสาวทัศนีย์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพรรคประชาชนได้รับโอกาสในการบริหารประเทศ จะมุ่งเน้นการทำงานที่โปร่งใส ชัดเจน และยึดมั่นในผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะไม่มีพื้นที่สีเทาในการบริหารประเทศอย่างแน่นอน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การตัดสินใจของอดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ที่ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น และเป็นเครื่องเตือนใจให้นักการเมืองทุกคน ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน รวมถึงการบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน บอกรับไม่ได้ผิดสัญญากับประชาชน

ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์ เปิดตัวทีมบริหารประเทศ

“ณัฐพงษ์” ร่วมประชุมใหญ่ปีกแรงงานพรรคประชาชน ชวนจับตาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ มั่นใจมัดใจประชาชนได้

วันที่ 14 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม Maple Hotel นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนกับสมาชิกเครือข่ายแรงงานพรรคประชาชน พร้อมกล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

นายณัฐพงษ์ ระบุว่าในกิจกรรมขอโทษประชาชนเมื่อวานนี้(13 ธ.ค.) แม้ผู้สนับสนุนพรรคหลายคนจะแสดงความเห็นด้วยความเข้าใจว่าพรรคตัดสินใจด้วยเหตุผลอะไร แต่ตนเชื่อว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารพรรคที่จะต้องรับฟังความรู้สึกเจ้าของพรรคทุกคน แม้ที่ผ่านมาพรรคประชาชนจะให้สมาชิกแสดงความเห็นกันเข้ามา และกว่า 70-80% จะเห็นด้วยไปในทิศทางเดียวกันกับสิ่งที่พรรคตัดสินใจ แต่ก็ยังมีอีกประมาณ 30% ที่เห็นต่างไปอีกแบบหนึ่ง

เพราะฉะนั้นในความเป็นพรรคมวลชน สิ่งที่จำเป็นก็คือการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสมาชิกทุกคน พรรคไม่ได้ยึดหลักแค่ว่าการตัดสินใจนั้นถูกต้องโดยยึดเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นความเป็นพรรคมวลชนก็จะค่อยๆ เล็กลง ทุกการตัดสินใจต่อจากนี้จะมีเรื่องยากอีกมากเต็มไปหมด ดังนั้นการเป็นพรรคมวลชนที่เติบโตขึ้นได้ต้องตัดสินใจร่วมกัน ยึดเสียงส่วนใหญ่ก็จริง แต่ก็ต้องรับฟังเสียงส่วนน้อยและแสดงความรับผิดชอบต่อคนทุกกลุ่มที่เป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า 2 ปีที่ผ่านมาที่พรรคประชาชนเดินทางมาถึงวันนี้ ชนะการเลือกตั้งแต่โดนเสียง สว. ฉุดรั้งไว้ พิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่เรื่องการทำบันทึกข้อตกลง (MOA) เองที่บางส่วนอาจจะมองว่าถูกเขาหลอกหรือไม่ ตนเห็นว่าที่จริงแล้วนี่เป็นวิถีในการทำงานการเมืองแบบที่พรรคประชาชนตั้งใจทำมา และสิ่งที่ทุกคนทำงานมามันสร้างความสำเร็จหลายอย่าง ตอนนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่คุ้มครองสิทธิลาคลอดก็ผ่านไปแล้ว นี่คือผลงานของทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ร่วมกัน ยังมีอีกหลายอย่างที่ทุกคนผลักดันร่วมกันได้สำเร็จ ในปีถัดไปเรายังมีวาระที่ต้องทำกันต่อไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีวันหยุดสัปดาห์ละ 2 วัน และยังมีสิทธิอื่นๆ ที่ทุกคนจะต้องช่วยกันผลักดันต่อจากนี้

ในเรื่องของบอร์ดประกันสังคม ตามที่ทุกคนได้ทราบข่าวล่าสุด มีความน่าสงสัย กำลังจะมีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใหม่ แต่อยู่ดีๆ กลับมีการออกระเบียบในการเลือกบอร์ดประกันสังคมที่ไม่ได้มีตัวแทนจากฝั่งนายจ้างและผู้ประกันตน แต่เอาฝั่งข้าราชการมาออกกฎระเบียบทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องเฝ้าจับตามอง การทำงานของทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่ผ่านมามีความสำเร็จหลายด้าน อย่างเช่นการเพิ่มสิทธิในการดูแลเด็กเล็ก หรือสิทธิดูแลในยามว่างงานที่เพิ่มขึ้น มีหลายอย่างที่มีการทำงานอยู่เบื้องหลังที่ไม่ได้ออกหน้าข่าวมาก แต่การทำงานการเมืองเช่นนี้ที่เรายึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก จะเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐาน ที่ทำให้เมื่อถึงวันเลือกตั้งสุดท้ายประชาชนจะตัดสินใจเลือกพรรคประชาชน

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าจากผลสำรวจคะแนนความนิยมของพรรคการเมือง คะแนนก้อนใหญ่ที่สุดก็คือคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ โดยสถานการณ์ที่รุมล้อมพรรคประชาชนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เรื่องเอ็มโอเอ หรือเรื่องใดก็ตาม ไม่ใช่เรื่องแปลกที่แนวโน้มผลโพลจะออกมาเป็นแบบนี้ แต่ถ้ามองดูตัวเลขทุกพรรคการเมืองมากาง พรรคประชาชนยังมีฐานที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับทุกพรรคอยู่ดี สะท้อนให้เห็นว่าพรรคประชาชนมีผู้สนับสนุน มีคนที่เห็นการทำงานของพรรคอย่างเข้มข้นมาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ทุกคนในพรรคทำงานสะสมกันมา และทำให้ประชาชนเชื่อใจว่าพรรคทำเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศแน่นอน แล้วฐานนี้เติบโตและใหญ่ขึ้นทุกวัน

ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ

ทำไมนายณัฐพงษ์ ถึงย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ?

นายณัฐพงษ์ได้กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน และย้ำถึงความสำคัญของยุทธศาสตร์ ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจและศรัทธาให้กับประชาชน สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

การเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศถือเป็นก้าวสำคัญในการแสดงวิสัยทัศน์เเละเเผนการทำงานของพรรค เพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การที่ ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคจะสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้จริง

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับฟังเสียงของประชาชน และการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม การเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะสื่อสารกับประชาชน และรับฟังความคิดเห็นต่างๆ เพื่อนำไปปรับปรุงเแก้ไขแผนการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

โดยสรุป การที่ ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคประชาชน ในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและการพัฒนาที่ยั่งยืน

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งต่อไป อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – “ณัฐพงษ์”ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ

“ธรรมนัส” ลั่นเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขต

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยืนยันยังไม่ได้คุยกับนายเดชอิศม์ ขาวทอง เรื่องการย้ายมาซบพรรคกล้าธรรม พร้อมเตรียมเปิดตัวผู้สมัครครั้งใหญ่ต้นเดือนหน้า ลั่นในการเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขตแน่นอน

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้กล่าวถึงกระแสข่าวที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมนำ สส. ในสังกัดย้ายเข้าพรรคกล้าธรรมว่า “ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน เรื่องนี้ยังมีเวลาคุย”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายเดชอิศม์ตัดสินใจย้ายไปพรรคอื่นก่อน จะทำอย่างไร ร.อ. ธรรมนัส ตอบว่า “ตอนนี้ทุกคนต่างตัดสินใจแล้ว แต่ยังไม่พูดถึงเฉย ๆ” อย่างไรก็ตาม พรรคกล้าธรรมกำลังเตรียมการเปิดตัวผู้สมัครครั้งใหญ่พร้อมกันทั้งหมดในช่วงต้นเดือนหน้า และยืนยันหนักแน่นว่าพรรคจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขตอย่างแน่นอน เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบ 3 คน ร.อ. ธรรมนัส ตอบว่า “ไม่ครับ ยังอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นต่ออยู่”

“ธรรมนัส” ลั่นเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขต

การประกาศความพร้อมในการส่งผู้สมัครครบทุกเขต สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจและความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมในการลงสนามเลือกตั้งครั้งหน้า แม้ว่าการเจรจากับนายเดชอิศม์ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่พรรคก็ยังคงเดินหน้าเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่

พรรคกล้าธรรมกับการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง

พรรคกล้าธรรมภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส ดูเหมือนจะมีความคึกคักเป็นพิเศษในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขต การเปิดตัวผู้สมัครครั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นในต้นเดือนหน้า น่าจะเป็นการแสดงศักยภาพและความพร้อมของพรรคให้ประชาชนได้รับรู้

การที่ ร.อ.ธรรมนัส ยังคงสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป บ่งบอกถึงทิศทางทางการเมืองและความสัมพันธ์อันดีระหว่างพรรคกล้าธรรมกับรัฐบาลปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจสุดท้ายเกี่ยวกับตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ยังคงต้องติดตามดูกันต่อไป

นอกจากเรื่องของการส่งผู้สมัครและสนับสนุนนายกรัฐมนตรีแล้ว พรรคกล้าธรรมยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน การนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของพรรค จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้งของพรรค

การเมืองไทยในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พรรคการเมืองต่างๆ ต้องปรับตัวและพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถแข่งขันและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ พรรคกล้าธรรมก็เช่นกัน การเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน และการสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้า

  • การคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของประชาชน
  • การพัฒนานโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของประชาชน
  • การสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ
  • การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนและกลุ่มต่างๆ

ปัจจัยเหล่านี้ ล้วนมีความสำคัญต่อการสร้างความสำเร็จให้กับพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งหน้าส่งครบทุกเขต การที่พรรคสามารถบริหารจัดการปัจจัยเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้พรรคสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นสนามแข่งขันที่สำคัญสำหรับทุกพรรคการเมือง พรรคกล้าธรรมจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมในทุกด้าน เพื่อที่จะสามารถคว้าชัยชนะและเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดอนาคตประเทศไทย

การตัดสินใจทางการเมืองเป็นเรื่องซับซ้อนและมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลและรอบคอบ

ที่มา – “ธรรมนัส” ลั่นเลืิอกตั้งหน้าส่งครบทุกเขต แย้มยังไม่ได้คุย “เดชอิศม์” ซบ “กล้าธรรม”

“เดชอิศม์” ลั่น! หลัง 18 ต.ค. ตัดสินใจอยู่ปชป. หรือย้ายพรรค

“เดชอิศม์” ยอมรับรอตัดสินใจอยู่ต่อหรือย้ายพรรค หลังวันที่ 18 ต.ค.นี้รู้  ยืนยันต้องคำนึงถึงเกียรติศักดิ์ศรีคนสงขลาด้วย

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 25 กันยายน 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงอนาคตทางการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ของตนว่า หากตนจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของคณะกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรค หรือหัวหน้าพรรค ตนก็ไม่ควรอยู่ แต่ถ้าเห็นแล้วว่า ทำให้พรรคเดินไปข้างหน้าต่อได้ก็จะอยู่ต่อไป ซึ่งตนค่อยตัดสินใจหลังวันที่ 18 ต.ค. โดยหากอยู่ในพรรคต่อ ตนก็ไม่รับตำแหน่งอะไรในพรรค เมื่อถามย้ำว่า หากอยู่กับพรรคไม่ได้ แล้วจะตัดสินใจไปร่วมงานกับพรรคไหน เพราะนายหิมาลัย ผิวพรรณ (เสธ.หิ) ก็ยอมรับว่าได้ทาบทามไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม นายเดชอิศม์ กล่าวว่า เป็นแค่การแวะมาทานข้าวธรรมดา เสธ.หิ ต้องการไปทานที่ร้านอาหาร แต่ตนบอกว่ามาทานที่บ้านจะดีกว่า เพราะกลัวจะเป็นข่าว แต่ก็เป็นข่าวจนได้ ซึ่งก็เป็นธรรมดา เพราะอยู่วงการการเมือง เป็นเพื่อนช่วยกันไปมา มีหลายพรรคชวนเยอะ

ลั่นศักดิ์ศรีคนสงขลา

เมื่อถามว่า ได้ตอบรับไปหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า วันนี้ตนยังเดินร่วมทางกับนายเฉลิมชัย อย่างน้อยภาพที่เห็นว่าเราขัดแย้งกัน อยากให้เห็นว่าไม่จริง เพราะตนกับนายเฉลิมชัยคุยกันได้ทุกเรื่อง ตนบอกกับท่านว่าอย่ามากังวลกับเรื่องของตน ให้สบายใจได้ ตนไม่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง และหลังวันที่ 18 ต.ค.นี้ ตนค่อยตัดสินใจ เพราะตนต้องแบกเกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเป็นคนใต้ ด้วย เพราะตนเป็นคนสงขลา เมื่อถามอีกว่าหากไปแล้วจะเอาสส.ในกลุ่มไปด้วยหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า อย่าว่าแต่สส.เลย สมาชิกในครอบครัวทั้งภรรยาและบุตร ที่เป็นสส. ตนก็ไม่บังคับ ให้เขาอยู่ในโลกประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะหลักคิดของทุกคนแตกต่างกัน

“เดชอิศม์”ยอมรับ หลัง 18 ต.ค.นี้ รอผลจะอยู่ประชาธิปัตย์ต่อ หรือย้ายพรรค

สถานการณ์ทางการเมืองของนายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากที่เจ้าตัวออกมาให้สัมภาษณ์ถึงอนาคตของตนเองภายในพรรค โดยยอมรับว่ากำลังรอผลการตัดสินใจว่าจะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป หรือจะตัดสินใจย้ายพรรค ภายหลังวันที่ 18 ตุลาคมนี้

ประเด็นสำคัญที่นายเดชอิศม์เน้นย้ำคือ การคำนึงถึงเกียรติศักดิ์ศรีของคนสงขลา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง โดยระบุว่าการตัดสินใจใดๆ จะต้องไม่ทำให้คนสงขลาผิดหวัง นอกจากนี้ นายเดชอิศม์ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์กับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน โดยยืนยันว่าทั้งสองคนยังสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง และไม่ได้มีความขัดแย้งกันอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของ “เดชอิศม์”

มีหลายปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจของนายเดชอิศม์ หนึ่งในนั้นคือ บทบาทและทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต หากนายเดชอิศม์เห็นว่าพรรคยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และตนเองสามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพรรคได้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะตัดสินใจอยู่ต่อ

อย่างไรก็ตาม หากนายเดชอิศม์รู้สึกว่าตนเองเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของพรรค หรือไม่เห็นด้วยกับทิศทางของพรรค ก็อาจตัดสินใจย้ายไปร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่น ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่านายหิมาลัย ผิวพรรณ ได้ทาบทามนายเดชอิศม์ให้ไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม

ไม่ว่าการตัดสินใจของนายเดชอิศม์จะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของจังหวัดสงขลา และอาจส่งผลต่อการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย เพราะ “เดชอิศม์”ยอมรับ หลัง 18 ต.ค.นี้ สถานการณ์จะชัดเจนมากขึ้น

การตัดสินใจของ “เดชอิศม์”ยอมรับ หลัง 18 ต.ค.นี้ จะเป็นการตัดสินใจที่สำคัญต่ออนาคตทางการเมืองของตนเองและต่อพรรคประชาธิปัตย์ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ย่อมส่งผลต่อสมการทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครจะไป ใครจะอยู่ ล้วนเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง

ที่มา – “เดชอิศม์”ยอมรับ หลัง 18 ต.ค.นี้ รอผลจะอยู่ประชาธิปัตย์ต่อ หรือย้ายพรรค

“พลอยทะเล” ย้ายซบภูมิใจไทย เหตุ ปชป. มีปัญหา

“พลอยทะเล” รับย้ายซบภูมิใจไทยเพราะพรรคประชาธิปัตย์มีปัญหาภายใน ทำให้ไม่สามารถทำงานดูแลประชาชนได้เต็มที่ นี่คือประเด็นหลักที่นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุการย้ายพรรคในครั้งนี้

วันที่ 22 กันยายน 2568 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ได้เปิดเผยเหตุผลที่ตัดสินใจย้ายมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยว่า ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาภายในของพรรคประชาธิปัตย์ที่ขาดความเข้มแข็ง ซึ่งส่งผลต่อการทำงานทางการเมืองอย่างมาก การจะทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอยู่ในองค์กรที่เข้มแข็งและสามารถให้การสนับสนุนได้จริง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการทำงานมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยเฉพาะการจัดการเรื่องวัคซีนและโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่ประสบความสำเร็จ

นางสาวพลอยทะเลยอมรับว่า ปัญหาภายในของพรรคประชาธิปัตย์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจย้ายพรรค เพื่อหาพื้นที่ทำงานที่สามารถตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น ส่วนกระแสตอบรับจากประชาชนในพื้นที่นั้นมีหลายมุมมอง แต่เธอมั่นใจในการตัดสินใจของตนเองและยังคงได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่เห็นด้วยกับแนวทางการทำงานของเธอ

“พลอยทะเล” ย้ายซบภูมิใจไทย เหตุ ปชป. มีปัญหา

การตัดสินใจย้ายพรรคของนางสาวพลอยทะเลครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน การที่อดีตกรรมการบริหารพรรค ตัดสินใจย้ายไปร่วมงานกับพรรคอื่น ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัจจัยที่ทำให้ “พลอยทะเล” ตัดสินใจย้ายพรรค

  • ปัญหาภายในพรรค: นางสาวพลอยทะเลระบุว่า ปัญหาภายในพรรคประชาธิปัตย์เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เธอไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
  • การสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทย: พรรคภูมิใจไทยแสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการทำงานและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความต้องการทำงานเพื่อประชาชน: นางสาวพลอยทะเลต้องการทำงานในพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

การย้ายพรรคของนางสาวพลอยทะเล ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะปัญหาภายในพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะความเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรคภูมิใจไทย ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การได้รับโอกาสในการทำงานที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้นางสาวพลอยทะเลตัดสินใจย้ายพรรคในครั้งนี้

แน่นอนว่าการตัดสินใจครั้งนี้ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่นางสาวพลอยทะเลได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว และเชื่อมั่นว่าการย้ายพรรคครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานเพื่อประชาชนในระยะยาว และยังคงได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่เห็นด้วยกับแนวทางการทำงานของเธอ

การย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยของ “พลอยทะเล” ครั้งนี้ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในแวดวงการเมืองไทยอีกด้วย การที่นักการเมืองรุ่นใหม่กล้าที่จะตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ตนเองเชื่อมั่น จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ดังนั้น การตัดสินใจของ “พลอยทะเล” จึงเป็นมากกว่าการย้ายพรรค แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน และความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองที่จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยได้

ที่มา – “พลอยทะเล” รับย้ายซบภูมิใจไทยเพราะ ปชป. มีปัญหาภายใน

“ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา จริงแล้ว!

สถานการณ์การเมืองไทยร้อนระอุ เมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าได้ดำเนินการ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว โดยให้เหตุผลว่าระบบประชาธิปไตยกำลังบิดเบี้ยว

วันที่ 3 กันยายน 2568 ณ อาคารรัฐสภา นายภูมิธรรมได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็นร้อนทางการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคืนอำนาจให้กับประชาชน “ขณะนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นระบบประชาธิปไตยมันบิดเบี้ยวไม่เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนที่ตกลงจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ที่ทางพรรคประชาชนจะโหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาลซึ่งยังไงก็เป็น 3 กลุ่มอยู่อย่างเดิม ส่วนพรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ขณะที่พรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่รัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่วนพรรคประชาชนมี 2 หมวกอยู่ในตัวเอง คือทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล บรรยากาศการดึง สส. ต่างๆ ถือว่าสับสนอลหม่านท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีปัญหา” นายภูมิธรรมกล่าว

นายภูมิธรรมยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เขาเชื่อว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ “สิ่งที่สำคัญคือวันนี้ไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นกลับเข้าสู่ประเทศได้ จะทำให้ปัญหาเศรษฐกิจถูกกระทบและรุมเร้า ฝ่ายกฎหมายซึ่งมองว่าควรคืนอำนาจให้กับประชาชนในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นเรื่องของพระราชอำนาจ ไม่มีใครจะสามารถไปตัดสินใจได้ เพราะอยู่ที่พระบรมราชวินิจฉัย”

เมื่อถูกถามถึงกระบวนการหลังจาก ทูลเกล้าฯ ยุบสภา แล้ว นายภูมิธรรมกล่าวว่า “ตนเองในฐานะรักษาการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ก็คงจะกราบบังคมทูลสถานการณ์ต่างๆ ถวายให้พระองค์ทรงทราบ ซึ่งมีการยื่นทูลเกล้าฯ ไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ก็ต้องรอตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ หากเป็นแบบนี้พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนก็ต้องไปพิจารณา”

อย่างไรก็ตาม นายภูมิธรรมไม่ได้ตอบคำถามว่าการ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา คือทางออกของสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันหรือไม่ และได้เดินขึ้นตึกบัญชาการไปทันที ทิ้งไว้แต่ความสงสัยและคำถามมากมายให้กับสื่อมวลชนและประชาชน

“ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

อะไรคือเหตุผลเบื้องหลังการทูลเกล้าฯ ยุบสภา?

การตัดสินใจ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลเสียงข้างน้อยเผชิญกับความท้าทายในการบริหารประเทศ และการดึง สส. เข้าพรรคก็สร้างความสับสนอลหม่าน

  • ความขัดแย้งทางการเมือง
  • รัฐบาลเสียงข้างน้อย
  • ปัญหาเศรษฐกิจ

การยุบสภาจึงเป็นเหมือนการเปิดทางให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของประเทศอีกครั้ง ผ่านการเลือกตั้งใหม่

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นตัวตัดสินว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

การตัดสินใจครั้งนี้ของนายภูมิธรรม แม้จะดูเป็นการเปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่รออยู่ข้างหน้า การบริหารจัดการการเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จากนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ

“ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก!

“ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก ต่อสายคุยกันดีอยู่ เมิน “บิ๊กป้อม-อนุทิน” หม่ำข้าวส่งสัญญาณ โยนถามคนปล่อยสูตรพลิกขั้ว 270 เสียง

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 29 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาการแทนนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าอาจจะมีการพลิกขั้วล้มรัฐบาลชุดนี้ ได้มีการส่งสัญญาณไปยังพรรคร่วมรัฐบาลบ้างหรือไม่ ว่า ไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณ ส่วนเรื่องดีลข้ามขั้วนั้น ก็เห็นพูดมาเป็นเดือน ไม่เป็นอะไร ทุกอย่างชัดเจนและเรามั่นใจว่าได้แสดงความจริงใจทุกอย่าง และตั้งใจทำไม่มีปัญหาแบบที่ถูกกล่าวหาอยู่ที่ดุลพินิจของศาลในการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากศาลตัดสินอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น เพราะเราได้แสดงหลักฐานทุกอย่างไปแล้ว

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ส่วนที่มีกระแสข่าวพรรคฝ่ายค้านประชุมกันถึงตี 2 เมื่อคืนที่ผ่านมา ก็เชิญประชุมไป ไม่มีปัญหาอะไร เป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำ แต่ถ้าจะไปถามว่ามีเงินมาซื้อจำนวนหนึ่ง ตนมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระเอาความจริงดีกว่า เขามีสิทธิ์ประชุม ส่วนผลจะเป็นอย่างไรตนตอบไม่ได้ ไม่รู้ว่าเขาไปตกลงอะไรกัน

เมื่อถามว่ายังมั่นใจในพรรคร่วมรัฐบาลที่จับมือกันอยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า มั่นใจเราคุยกันดีมาตลอด เวลาเจอกันก็บอกว่าสื่อไปไกล ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเลย ดังนั้นตนมั่นใจในสิ่งที่เกิดขึ้น และเมื่อถึงเวลาสถานการณ์จะช่วยให้ทุกฝ่ายตัดสินใจอย่างรอบคอบด้วยตัวของเขาเอง เราจะไม่คาดหวังและไปพูดให้เกิดความขัดแย้ง ตนจะพูดเฉพาะความจริงจากสิ่งที่เกิดขึ้น ย้ำว่าไม่มีปัญหา ใครจะไปกินข้าวกับใครหรือไปประชุมกับใครก็ทำได้ไม่มีอะไร และในสถานการณ์แบบนี้ใครกินข้าวกับใครก็ได้ ตนก็คุยโทรศัพท์กับบุคคลต่างๆ เป็นเรื่องธรรมดาในวงการเมือง

เมื่อถามต่อถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พบกันที่บ้านป่ารอยต่อ เป็นการส่งสัญญาณว่ามีการเดินเกมพลิกขั้วหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ส่งสัญญาณหรอก ตนก็นั่งกินข้าวกับคนอื่น

เมื่อถามย้ำว่ามีการปล่อยข่าวว่าฝั่งตรงข้ามมีการรวมเสียงได้แล้วถึง 270 เสียง มองว่าเป็นไปได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ควรไปถามคนปล่อยข่าว ให้เขาพูดมาให้ชัดเจน ตนไม่อยากตอบ  เมื่อถามอีกว่า มีพรรคร่วมรัฐบาลต่อสายมาพูดคุยบ้างหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขออนุญาตไม่พูด เพราะเป็นเรื่องภายในของแต่ละพรรค

“ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ค่อนข้างร้อนแรงในขณะนี้ คำถามที่หลายคนสงสัยคือ รัฐบาลจะยังคงอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่? นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์และยืนยันความมั่นใจว่า พรรคร่วมรัฐบาลยังคงจับมือกันอย่างแน่นแฟ้น และไม่มีสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง

ความมั่นใจของ “ภูมิธรรม” ต่อพรรคร่วมรัฐบาล

นายภูมิธรรมย้ำว่าได้มีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง และทุกฝ่ายยังคงมีความเข้าใจอันดีต่อกัน แม้ว่าจะมีข่าวลือเกี่ยวกับการดีลข้ามขั้วหรือการรวมเสียงของฝ่ายค้าน แต่เขามองว่าเป็นเพียงกระแสข่าวที่ไม่มีมูลความจริง

ท่าทีของนายภูมิธรรมต่อข่าวลือ

ถึงแม้จะมีข่าวลือและกระแสต่างๆ มากมาย แต่ “ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก และพร้อมที่จะทำงานร่วมกันต่อไป เขายังกล่าวอีกว่า การที่นักการเมืองจะไปพบปะพูดคุยกับใครเป็นเรื่องปกติ และไม่ควรนำมาเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

สิ่งที่ประชาชนควรจับตาดู

  • การทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาล
  • ท่าทีของพรรคฝ่ายค้านและการเคลื่อนไหวต่างๆ
  • การแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศของรัฐบาล

ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ

“ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่าย หากรัฐบาลสามารถทำได้ตามเป้าหมาย ก็จะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคทางการเมืองไปได้

ที่มา – “ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก เมินสูตรพลิกขั้ว 270 เสียง

Scroll to top