การติดตามสถานการณ์

เจเศรษฐ์ สั่งลุยไฟป่าพรุควนเคร็ง ส่งเฮลิคอปเตอร์สยบเพลิง

เจเศรษฐ์ สั่งลุยไฟป่าพรุควนเคร็ง ส่งเฮลิคอปเตอร์สยบเพลิง

สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่พรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช กำลังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญอย่างมาก ล่าสุด นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงมาสั่งการด้วยตนเองให้เร่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องมือพิเศษเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ เจเศรษฐ์ สั่งลุยไฟป่าพรุควนเคร็ง ส่งเฮลิคอปเตอร์สยบเพลิง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอชะอวดโดยเร็วที่สุด

มาตรการเร่งด่วนในการดับไฟป่าพรุควนเคร็ง

สำหรับการปฏิบัติการครั้งนี้ นายเจเศรษฐ์ได้กำชับให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดส่งทรัพยากรที่จำเป็นเข้าสู่พื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยมีรายละเอียดการสนับสนุนดังนี้:

  • รถดับไฟป่าประสิทธิภาพสูงจำนวน 1 คัน
  • รถน้ำช่วยดับเพลิงขนาดใหญ่ความจุ 10,000 ลิตร
  • รถบรรทุกเล็กเพื่อความคล่องตัวในการเข้าถึงพื้นที่
  • กำลังเจ้าหน้าที่จากศูนย์ ปภ. เขต 11 สุราษฎร์ธานี

นอกจากกำลังภาคพื้นดินแล้ว ยังมีการประสานงานร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำเฮลิคอปเตอร์สนับสนุนการทิ้งน้ำทางอากาศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ป่าพรุมีความยากลำบากในการเข้าถึง การที่ เจเศรษฐ์ สั่งลุยไฟป่าพรุควนเคร็ง ส่งเฮลิคอปเตอร์สยบเพลิง จึงเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามขยายวงกว้าง

นายเจเศรษฐ์ได้เน้นย้ำกับทุกหน่วยงานว่า การปฏิบัติภารกิจต้องอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ พร้อมทั้งสั่งให้รายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์เพื่อให้สามารถประเมินและปรับเปลี่ยนแผนการรับมือได้ทันท่วงที นี่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอชะอวดที่ต้องเผชิญกับมลพิษจากควันไฟและความเสียหายทางธรรมชาติ

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการบูรณาการกำลังในครั้งนี้จะทำให้สถานการณ์ไฟป่าพรุควนเคร็งคลี่คลายลงได้ในเร็ววัน และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติงานอย่างหนักท่ามกลางความร้อนและอันตราย หากคุณอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ควรติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและครอบครัวครับ

ที่มา – “เจเศรษฐ์” สั่งลุยไฟป่าพรุควนเคร็ง ส่งเฮลิคอปเตอร์สยบเพลิง

ยศชนัน ขอประชาชนร่วมบริจาคเลือดทุกกรุ๊ปให้คนเจ็บ สั่งปิดเรียนชั่วคราว

ยศชนัน ขอประชาชนร่วมบริจาคเลือดทุกกรุ๊ปให้คนเจ็บ สั่งปิดเรียนชั่วคราว

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ นับเป็นเรื่องที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ล่าสุด นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และมีคำสั่งสำคัญเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยหนึ่งในประเด็นที่ท่านเน้นย้ำคือการขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุด้วยการบริจาคโลหิต

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงถึงแนวทางการจัดการเหตุการณ์นักเรียนก่อเหตุในสถานศึกษา โดยระบุว่าขณะนี้สถานการณ์อยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ จึงขอเชิญชวนประชาชนที่มีสุขภาพแข็งแรงเข้าร่วมบริจาคเลือดทุกกรุ๊ปที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เพื่อสำรองไว้ช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

มาตรการเร่งด่วนและการดูแลเยียวยา

นอกจากเรื่องการขอรับบริจาคโลหิตแล้ว นายยศชนัน ยังได้สั่งการมาตรการสำคัญเพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงทางจิตใจดังนี้:

  • การสั่งปิดสถานศึกษา: สั่งให้โรงเรียนที่เกิดเหตุปิดการเรียนการสอนชั่วคราว เพื่อประเมินสถานการณ์และวางมาตรการดูแลพื้นที่
  • การเยียวยาจิตใจ: ประสานกรมสุขภาพจิตลงพื้นที่ดูแลครู นักเรียน และผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด
  • การหยุดแชร์ภาพความรุนแรง: ขอความร่วมมือสื่อมวลชนและประชาชนงดส่งต่อภาพหรือคลิปเหตุการณ์ เพื่อเคารพสิทธิผู้สูญเสียและไม่กระทบกระเทือนจิตใจผู้อื่น

ในส่วนของมาตรการระยะยาว รัฐบาลกำลังเร่งรวบรวมข้อมูลเพื่อหาแนวทางป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งหรือเหตุรุนแรงในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน การร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการ ประชาชน และหน่วยงานทหารที่ได้นำกำลังพลมาร่วมบริจาคเลือดนั้น แสดงให้เห็นถึงพลังความสามัคคีของคนไทยในยามวิกฤต

เราขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกคน และหวังว่ามาตรการที่ทางรัฐบาลเร่งดำเนินการจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับมาดีขึ้นโดยเร็ว การบริจาคเลือดเพียงเล็กน้อยของคุณ อาจกลายเป็นโอกาสในการรอดชีวิตที่ยิ่งใหญ่สำหรับเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคมของเรา

ที่มา – “ยศชนัน” ขอประชาชนร่วมบริจาคเลือดทุกกรุ๊ปให้คนเจ็บ สั่งปิดเรียนชั่วคราว

รมว.ท่องเที่ยวฯ เสียใจเหตุฆาตกรรมชาวรัสเซีย สั่งยกระดับความปลอดภัย

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในจังหวัดชลบุรี เมื่อมีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียตกเป็นเหยื่อในคดีอาชญากรรมจนถึงแก่ชีวิต สร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่ายไม่น้อย ล่าสุด รมว.ท่องเที่ยวฯ เสียใจเหตุฆาตกรรมชาวรัสเซีย สั่งยกระดับความปลอดภัย เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด

รมว.ท่องเที่ยวฯ เสียใจเหตุฆาตกรรมชาวรัสเซีย สั่งยกระดับความปลอดภัย

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และยืนยันว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นอันดับหนึ่ง โดยท่านได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเร่งคลี่คลายคดีอย่างโปร่งใส เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายและครอบครัว นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยอีก

มาตรการเร่งด่วนเมื่อ รมว.ท่องเที่ยวฯ เสียใจเหตุฆาตกรรมชาวรัสเซีย สั่งยกระดับความปลอดภัย

เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น กระทรวงฯ ได้วางมาตรการเข้มข้นเพื่อดูแลนักท่องเที่ยว ดังนี้:

  • เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่: ยกระดับการลาดตระเวนในพื้นที่จุดเสี่ยงและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ
  • ใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจตรา: บูรณาการระบบกล้องวงจรปิด CCTV ให้ครอบคลุมทุกจุดสำคัญ เพื่อการตรวจสอบที่รวดเร็ว
  • ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC): เตรียมความพร้อมศูนย์ช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คำปรึกษาและรองรับเหตุฉุกเฉินสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
  • บูรณาการทุกหน่วยงาน: ความร่วมมือระหว่างตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสถานเอกอัครราชทูต เพื่อการทำงานที่ไร้รอยต่อ

แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นคดีอาญาเฉพาะราย แต่รัฐบาลไทยไม่นิ่งนอนใจและถือเป็นบทเรียนสำคัญที่จะต้องปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยให้เข้มงวดมากขึ้น การบังคับใช้กฎหมายจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดโดยไม่ละเว้น เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและเป็นมิตรสำหรับทุกคนที่มาเยือน

ในฐานะประชาชน เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาและต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยรอยยิ้มและไมตรีจิต เพื่อช่วยกันฟื้นฟูภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ความปลอดภัยไม่ใช่แค่เรื่องของเจ้าหน้าที่ แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่ช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับบ้านของเราครับ

ที่มา – รมว.ท่องเที่ยวฯ เสียใจเหตุฆาตกรรมชาวรัสเซีย สั่งยกระดับความปลอดภัย

“สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่

“สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกท่าน วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์สำคัญในพื้นที่แยกวงเวียนใหญ่ เกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ที่กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจากมีการรายงานเหตุการณ์น้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์ ซึ่งล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด และพบว่า “สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่ แล้วได้ผลลัพธ์ที่เป็นไปในทางบวก

สถานการณ์ล่าสุดและการเฝ้าระวัง

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบล่าสุด พบว่าปริมาณน้ำที่เคยรั่วซึมเข้าสู่อุโมงค์มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีการทรุดตัวของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างในบริเวณโดยรอบเพิ่มขึ้นเลยอย่างต่อเนื่องมาถึง 5 วันแล้ว ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอุโมงค์และงานใต้ดินมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าสถานการณ์กำลังคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงคมนาคมยังคงสั่งการให้มีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดต่อไปอีก 2 วัน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของพี่น้องประชาชน

  • อัตราน้ำรั่วซึมลดลงอย่างเห็นได้ชัด
  • โครงสร้างอาคารโดยรอบอยู่ในภาวะคงที่ ไม่มีการทรุดตัว
  • การดำเนินงานยึดหลักวิศวกรรมแม่นยำและปลอดภัย

แผนการคืนพื้นที่จราจร

ภายหลังจาก “สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่ และได้รับการยืนยันความปลอดภัย คาดว่าจะมีการเปิดจราจรบางส่วนในวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งจะเปิดเส้นทางถนนประชาธิปก บริเวณแยกวงเวียนใหญ่ มุ่งหน้าแยกบ้านแขกในรูปแบบ One Way เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สัญจร โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลการเดินรถอย่างใกล้ชิด

นอกเหนือจากเรื่องวิศวกรรมแล้ว การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบก็ดำเนินการควบคู่กันไป รฟม. ได้เร่งประสานงานเยียวยาผู้อยู่อาศัยในอพาร์ตเมนต์กว่า 128 ราย และผู้ประกอบการร้านค้าอีกกว่า 61 ราย เพื่อให้ทุกคนได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมและโปร่งใสที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าความรับผิดชอบต่อส่วนรวมคือสิ่งที่หน่วยงานรัฐให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งครับ

ในมุมมองของผม การจัดการเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในงานก่อสร้างใต้ดินขนาดใหญ่เช่นนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือและมาตรฐานวิศวกรรมที่เข้มงวด การที่รัฐมนตรีลงมาดูหน้างานด้วยตนเองจนพบว่า “สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่ แสดงถึงความเอาใจใส่ ทำให้มั่นใจได้ว่าโครงการจะเดินหน้าต่อได้อย่างปลอดภัยครับ หากใครต้องใช้เส้นทางนี้อย่าลืมอัปเดตข่าวสารจากทางเพจหรือหน่วยงานราชการก่อนออกเดินทางด้วยนะครับ

ที่มา – “สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่ พบแนวโน้มน้ำรั่วซึมลดลง

นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน

นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสนใจในหมู่ประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กำลังรุนแรงในภาคเหนือของประเทศไทย วันที่ 20 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่เมืองทองธานี

นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงงานประชุม สื่อมวลชนที่ดักรอสัมภาษณ์ต่างพากันถามถึงปัญหา PM2.5 ที่กำลังเป็นวิกฤตในภาคเหนือ แต่ท่านนายกฯ กลับทำท่ารูดซิปปากอย่างขำๆ ก่อนตอบสั้นๆ ว่า “เดี๋ยวไปเชียงใหม่ก่อน” การกระทำนี้สะท้อนถึงสไตล์การสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและเน้นการลงพื้นที่แก้ปัญหาจริงมากกว่าการให้สัมภาษณ์ยาวเหยียด

กำหนดการลงพื้นที่เชียงใหม่แก้ปัญหา PM2.5

หลังจากนั้นในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการบินตรงไปยังจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยมีกิจกรรมสำคัญดังนี้:

  • เวลา 13.30 น. เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการแก้ไขปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
  • เวลา 15.30 น. ลงพื้นที่ติดตามภารกิจดับไฟป่า ณ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด ตรวจการดำเนินงานตามแนวคิด “ป่าเปียก (Wet Fire Break)” ซึ่งเป็นการสร้างแนวกันไฟด้วยความชื้น และติดตามการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับขนาดใหญ่ (LAI) เพื่อสำรวจและดับไฟป่า

ปัญหา PM2.5 ในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ เป็นภัยคุกคามสุขภาพที่เกิดจากไฟป่า การเผาในที่โล่ง และมลพิษข้ามพรมแดน ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยและเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง รัฐบาลจึงเร่งรัดมาตรการต่างๆ เช่น การควบคุมการเผา การใช้โดรนดับไฟ และส่งทีมแพทย์ช่วยเหลือผู้ป่วยทางเดินหายใจ

การที่นายกฯ เลือกไปเชียงใหม่ก่อน แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาที่ต้นตอ แทนการตอบคำถามสื่อเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ยังมีแผนส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น โดรน LAI ที่สามารถสำรวจพื้นที่ยากเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ดับไฟ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การแก้ PM2.5 ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรที่ลดการเผาไหม้ฟาง ชาวบ้านที่ช่วยเฝ้าระวังไฟป่า และหน่วยงานรัฐที่บังคับใช้กฎหมายเข้มงวด นโยบายจากนายกรัฐมนตรีครั้งนี้คาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

สำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้ติดตามแอปพลิเคชันตรวจวัดคุณภาพอากาศ เช่น AirVisual หรือเว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ และเตรียมหน้ากาก N95 ไว้ใช้ สวมเสื้อผ้าปิดมิดชิด และดื่มน้ำมากๆ เพื่อลดผลกระทบจากฝุ่น

สุดท้ายนี้ การลงพื้นที่ของนายกฯ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าปัญหา PM2.5 จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ลองติดตามผลการประชุมและนโยบายใหม่ๆ ที่จะออกมา คุณคิดว่านโยบายเหล่านี้จะช่วยลด PM2.5 ได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน

“ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงที่ราคาน้ำมันและพลังงานพุ่งสูงขึ้นแบบไม่หยุดหย่อน ทำให้ประชาชนหลายคนเริ่มกังวลใจกันถ้วนหน้า วันนี้เรามีข่าวดีมาอัปเดตให้ฟังกันครับ “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน ซึ่งเป็นคำชี้แจงจากนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ออกมาให้ข้อมูลแบบตรงไปตรงมา เพื่อคลายความกังวลของสังคม

“ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 นายธนกรได้ออกมาพูดถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในไทยเท่านั้น โดยยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นิ่งนอนใจเลยสักนิด แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการที่มีข้อจำกัดในการตัดสินใจบางเรื่อง แต่ก็กำลังดำเนินการหลายอย่างอยู่เบื้องหลัง เช่น การให้กระทรวงการคลังพิจารณาลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ที่สำคัญกว่านั้น นายกรัฐมนตรีสั่งการชัดเจน หากพบการกักตุนน้ำมันหรือพลังงาน รัฐบาลพร้อมดำเนินคดีทันที ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับใครทั้งสิ้น นี่คือจุดยืนที่ชัดเจน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับปัญหานี้มากแค่ไหน

ทำไมรัฐบาลรักษาการถึงมีข้อจำกัด?

หลายคนอาจสงสัยว่ารัฐบาลทำไมออกมาตรการช้า หรือทำไมไม่คล่องตัวเหมือนรัฐบาลปกติ คำตอบคือเพราะเป็นช่วงรักษาการ รัฐบาลไม่สามารถอนุมัติงบประมาณใหญ่หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายหลักได้ง่าย ๆ ต้องรอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น นายกฯ ก็ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เรียกประชุมด่วน โทรหาผู้รับผิดชอบ และกำชับ ส.ส. ลงพื้นที่แจ้งข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ แม้จะไม่ประกาศใหญ่โต แต่การทำงานเบื้องหลังนี้มีจริง

  • ลดภาษีสรรพสามิต: ครม.เห็นชอบให้คลังศึกษาวิธีลดและระยะเวลา เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • ช่วยเหลือเปราะบาง: ใช้บัตรสวัสดิการและกลไกอื่น ๆ สนับสนุนค่าพลังงาน
  • ปราบกักตุน: ดำเนินคดีเด็ดขาดตามกฎหมาย
  • ติดตามใกล้ชิด: นายกฯ สอบถามสถานการณ์ทุกวัน

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามในยูเครน การลดผลิตน้ำมันของ OPEC และปัญหาซัพพลายเชนทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูง กระทบไทยโดยตรงเพราะนำเข้ามาก รัฐบาลจึงต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรงหรือขาดแคลน

ฝ่ายค้านวิจารณ์หนัก แต่รัฐบาลมีคำตอบ

ฝ่ายค้านบางคนบอกว่ารัฐบาลช้าเกินไป ไม่ช่วยประชาชนทันท่วงที แต่ “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน โดยชี้ว่าการโจมตีแบบนี้สร้างความตื่นตระหนกให้สังคมเปล่า ๆ แทนที่จะเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นประโยชน์ นายธนกรเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ใช้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่วาทกรรมหากินทางการเมือง เพราะในที่สุด ประชาชนต่างหากที่เดือดร้อน

ย้อนดูประวัติศาสตร์ ไทยเคยเจอวิกฤตน้ำมันปี 2542 และ 2551 รัฐบาลสมัยนั้นก็ใช้เวลาปรับตัวเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยความร่วมมือ ถ้าวันนี้เรายังสาดโคลนใส่กัน สังคมจะกลายเป็นวาทกรรมล้วน ๆ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ช่วยแก้ปัญหาได้เลย

ส่วนตัวผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลควรสื่อสารให้ชัดเจนกว่านี้ เพื่อลดช่องว่างข้อมูล แต่ก็เข้าใจข้อจำกัดช่วงเปลี่ยนผ่าน การลดภาษีและปราบกักตุนเป็นก้าวแรกที่ดี ถ้าทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน รัฐบาลจะมีช่องว่างจัดการได้มากขึ้น เช่น ใช้รถสาธารณะ ลดใช้เครื่องปรับอากาศ หรือหันมาใช้พลังงานทดแทนอย่างไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มอย่างประหยัด

สุดท้ายนี้ “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน เป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลยังทำงานอยู่ เราในฐานะประชาชนควรให้กำลังใจและร่วมมือกัน คุณคิดยังไงกับสถานการณ์นี้? คิดว่ารัฐบาลควรทำอะไรเพิ่มเติมบ้าง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันหาทางออกไปด้วยกัน!

ที่มา – “ธนกร” ยันนายกฯ ติดตามวิกฤตพลังงานใกล้ชิด แจงรัฐบาลรักษาการมีข้อจำกัด วอนเลิกวาทกรรมสาดโคลน

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน

สถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงในประเทศไทยกำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดย กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนในการบริหารจัดการ ล่าสุด กระทรวงมหาดไทยได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดและนายอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ ให้เร่งรัดสำรวจสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ โดยย้อนดูข้อมูลย้อนหลัง 7 วันจนถึงปัจจุบัน เพื่อพิจารณาแนวทางการกระจายน้ำมันให้ทั่วถึง

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่าการสั่งการครั้งนี้มาจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยบูรณาการร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานและป้องกันผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ก่อนหน้านี้ได้สั่งการให้อนุญาตรถบรรทุกน้ำมันผ่านได้ 24 ชั่วโมงแล้ว และคราวนี้เน้นการสำรวจข้อมูลละเอียด โดยต้องรายงานกลับภายใน 21.00 น. วันเดียวกัน

คำสั่งนี้ครอบคลุมการสำรวจสถานีบริการน้ำมันทุกแห่งในอำเภอ โดยรวบรวมข้อมูล 4 ประเด็นหลัก เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบริหารจัดการพลังงานเชื้อเพลิงทั่วประเทศ การดำเนินการนี้จะช่วยให้รัฐบาลมีภาพรวมที่แม่นยำ ในการตัดสินใจกระจายทรัพยากรน้ำมันไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลน

4 ประเด็นหลักที่ต้องรายงานด่วน

  • 1. ปริมาณน้ำมันที่ได้รับ เปรียบเทียบกับภาวะปกติ ว่ามีเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าใด พร้อมระบุเหตุผล เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการส่งมอบ
  • 2. ระบุชื่อสถานีบริการน้ำมันและสถานที่ตั้งอย่างชัดเจน เพื่อติดตามจุดที่อาจมีปัญหาเฉพาะพื้นที่
  • 3. ปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าใด เพื่อประเมินความต้องการของผู้บริโภค
  • 4. พบปัญหาหรืออุปสรรคในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่ และมาตรการแก้ไขที่ดำเนินการไปแล้ว เพื่อแก้ไขช่องโหว่ทันที

ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งจะนำไปสู่การกระจายน้ำมันที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน สถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงในขณะนี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น ความผันผวนของราคาน้ำมันโลก สงครามภูมิภาค และปัญหาการขนส่ง ทำให้รัฐบาลต้องเร่งมือในการรับมือ

ความสำคัญของการสำรวจพลังงานเชื้อเพลิง

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน ไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูล แต่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและสังคม หากขาดน้ำมัน รถยนต์หยุดนิ่ง การขนส่งสินค้าล่าช้า ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่พึ่งพาการขนส่งทางบก ประชาชนที่ใช้รถส่วนตัวหรือประกอบอาชีพขับรถ จะได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก ห้างร้าน และโรงงานอุตสาหกรรมก็เสี่ยงขาดแคลนพลังงานในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังประสานกับตำรวจภูธรจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้รถขนส่งน้ำมันเคลื่อนไหวได้ตลอด 24 ชั่วโมง แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการข้ามหน่วยงานที่รวดเร็ว การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากข่าวลือหรือการกักตุนน้ำมันที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สามารถแจ้งผ่านสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ช่องทางนี้จะช่วยให้ข้อมูลจากพื้นฐานล่างไหลขึ้นสู่ผู้บริหารระดับสูงอย่างรวดเร็ว

ในมุมมองของผู้เขียน การสั่งการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตพลังงาน เป็นตัวอย่างที่ดีของการบริหารจัดการแบบ proactive ที่ไม่รอให้ปัญหารุนแรงกว่าจะแก้ไข หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน สถานการณ์น่าจะคลี่คลายได้เร็ว

หากคุณพบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในพื้นที่ แนะนำให้โทรแจ้ง 1567 ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือและปรับแผนกระจายน้ำมันได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – กระทรวงมหาดไทยสั่งการด่วนที่สุดให้ทุกจังหวัด เร่งสำรวจสถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงย้อนหลัง 7 วัน

นายกฯ ประชุม 7 ผู้ว่าฯชายแดน ดูแลประชาชนเต็มที่

นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน กำชับดูแลประชาชนเต็มที่ พร้อมแผนอพยพให้ทันเหตุการณ์หลังทหารไทย-กัมพูชา เปิดฉากปะทะ สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ช่วงเช้าที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ได้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ ตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ รวมถึงติดตามการอพยพและการช่วยเหลือประชาชนจากเหตุปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยนายกฯ ได้กำชับให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ และดูแลในเรื่องของแผนการอพยพ

นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน กำชับดูแลประชาชนเต็มที่

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน การสั่งกำชับให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่และเตรียมความพร้อมด้านแผนอพยพเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ การประชุมยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนได้รายงานสถานการณ์ล่าสุด ปัญหาอุปสรรค และความต้องการในการสนับสนุนจากส่วนกลาง เพื่อให้รัฐบาลสามารถวางแผนและดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

ประเด็นสำคัญจากการประชุม นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน

  • การติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด
  • การดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเป็นสำคัญ
  • การเตรียมความพร้อมด้านแผนอพยพ
  • การให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
  • การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

การที่ นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน ในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและการมีแผนอพยพที่ชัดเจน จะช่วยลดความสูญเสียและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนได้เป็นอย่างดี

รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการเจรจาเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความมั่นคงของชาติ

การติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถตัดสินใจและดำเนินมาตรการต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนให้กับประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา

การที่นายกรัฐมนตรีลงมาดูแลและสั่งการด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความรับผิดชอบต่อประชาชนชาวไทยทุกคน การสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ ความสามัคคีและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การร่วมแรงร่วมใจกันจะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี

การดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด และเตรียมพร้อมแผนอพยพอย่างรัดกุม เป็นสิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน กำชับดูแลประชาชนเต็มที่

เสียงเอกฉันท์! ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วม

จากผลสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล โดยมองว่าการดำเนินงานที่ผ่านมานั้นสอบตกในทุกด้าน และเรียกร้องให้เร่งปรับปรุงอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมจากโซเชียลมีเดียมากกว่าช่องทางของหน่วยงานรัฐเสียอีก

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นายสานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นอร์ทแบงค็อกโพล” มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากทั่วประเทศ จำนวน 960 คน เกี่ยวกับการจัดการปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล ผลปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจในการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมอย่างมาก โดยเมื่อพิจารณาจากประสิทธิภาพโดยรวมของการจัดการน้ำท่วม ประชาชนกว่า 92% ให้คะแนน “แย่มาก” และระดับความไม่พอใจโดยรวมสูงถึง 92.3%

เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมก็ได้รับการประเมินว่า “สอบตก” โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 76.9% ที่มองว่าการช่วยเหลืออยู่ในระดับ “แย่มาก” และ “แย่” เมื่อพิจารณาถึงปัญหาที่ประชาชนพบเจอ พบว่าการทำงานของรัฐบาลมีข้อบกพร่องในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชน ซึ่ง 84.6% มองว่าอยู่ในระดับ “แย่มาก” และ “แย่”

ความเร็วในการแจ้งเตือนภัยก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดย 46.20% มองว่าความเร็วในการแจ้งเตือนอยู่ในระดับ “แย่มาก” เช่นเดียวกัน รวมถึงการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ก็ถูกประเมินว่า “แย่มาก” และ “แย่” รวมกันถึง 67.3% เลยทีเดียว สำหรับข้อเสนอแนะที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลปรับปรุงในการจัดการปัญหาน้ำท่วม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับปรุงด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยประชาชน 100% เห็นพ้องกันว่ารัฐบาลต้องปรับปรุงในด้านนี้ ทั้งในแง่ของความรวดเร็วและความทั่วถึงของการช่วยเหลือ

ประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องการให้แก้ไข

  • อันดับ 1: ปรับปรุงด้านการช่วยเหลือฉุกเฉินให้รวดเร็วและทั่วถึง (100%)
  • อันดับ 2: ปรับปรุงเรื่องการระบายน้ำ ติดตั้งและลอกท่อ (92.30%)
  • อันดับ 3: ปรับปรุงการจัดการข้อมูลและติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ (88%)

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ผลสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ถึง 84.60% พึ่งพาโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการรับทราบข่าวสารและติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสื่อสังคมออนไลน์ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในยุคปัจจุบัน

จากผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล และต้องการให้มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน การระบายน้ำ และการจัดการข้อมูล การที่ประชาชนหันไปพึ่งพาโซเชียลมีเดียในการรับข้อมูลข่าวสาร แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์

รัฐบาลควรนำผลสำรวจนี้ไปพิจารณาและปรับปรุงแผนการจัดการน้ำท่วมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นไปอย่างยั่งยืนและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หวังว่ารัฐบาลจะรับฟังเสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาลครั้งนี้ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อไป

ที่มา – เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล ชี้สอบตกทุกด้าน

Scroll to top