การทํางานร่วมกัน

“กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการสภา ที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด นั่นคือ “กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้ โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน เพราะปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษอากาศในไทยเรานี่กำลังหนักหน่วงมากขึ้นทุกวัน นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาให้ความมั่นใจว่ากฎหมายสำคัญของรัฐบาลจะไม่ล่าช้า และจะผ่านเดดไลน์ได้ทันแน่นอน

“กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2569 นายกรวีร์ได้ย้ำว่าวิปรัฐบาลได้ประสานงานกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าครม.จะพิจารณาอย่างรอบคอบและยืนยันร่างกฎหมายเข้ามาทันกำหนด โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นเดดไลน์สำคัญ หากเลยกำหนด กฎหมายอาจถูกตีตกได้ ทำให้การแก้ปัญหาอากาศสะอาดล่าช้าออกไป

นายกรวีร์ยังชี้แจงถึงกระแสจากฝ่ายค้าน โดยเฉพาะนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ที่ขู่จะเชิญเลขาฯครม.มาชี้แจง หากไม่ยืนยันภายใน 5 พ.ค. แต่ประธานวิปยืนยันว่าไม่ต้องกังวล รอประชุมครม.สัปดาห์หน้าจะชัดเจน และกฎหมายหลายฉบับกำลังรอการอนุมัติ ส่วนกำหนด 12 หรือ 15 พ.ค. เป็นดุลยพินิจของครม.

พ.ร.บ.อากาศสะอาด: กุญแจแก้ปัญหามลพิษอากาศในไทย

พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถือเป็นกฎหมายที่จำเป็นเร่งด่วน เพราะไทยเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สูงเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคเหนือช่วงฤดูหนาว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หอบหืด มะเร็งปอด และเสียชีวิตก่อนวัยอันควรปีละหลายหมื่นราย นอกจากนี้ยังกระทบเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว และการเกษตร กฎหมายนี้จะกำหนดมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ เช่น โรงงาน ไฟป่า รถยนต์เก่า และกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน

  • ควบคุมแหล่งมลพิษหลัก: ลดการเผาในที่โล่ง ตรวจจับรถควันดำ
  • ระบบตรวจวัดอากาศ: สร้างสถานีตรวจวัดทั่วประเทศ แจ้งเตือนแบบเรียลไทม์
  • มาตรการฉุกเฉิน: ห้ามเรียน ห้ามทำงานกลางแจ้ง เมื่อค่าฝุ่นเกินเกณฑ์
  • การมีส่วนร่วม: ชุมชนและเอกชนร่วมรับผิดชอบ

การประสานฝ่ายค้านและตอบกระทู้สภา

นายกรวีร์ย้ำถึงการทำงานร่วมกันกับฝ่ายค้าน โดยเฉพาะเรื่องตั้งกระทู้ถามนายกฯ ในสัปดาห์นี้ ตามข้อบังคับสภา วิปรัฐบาลพร้อมประสานให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาตอบแทน หากนายกฯ มีภารกิจ โดยเชิญชวนให้แจ้งประเด็นล่วงหน้า เพื่อเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน สุดท้ายผมเชื่อว่าถ้าเราวางการเมืองลง เอาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้ง ก็จะทำให้งานเดินหน้าไปได้ นายกรวีร์กล่าวอย่างหนักแน่น

นอกจากนี้ ในที่ประชุม ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ยังเตรียมความพร้อมสำหรับญัตติและกระทู้สดในสัปดาห์นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายเพื่อประชาชน

“กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงว่ารัฐบาลไม่ละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม แม้จะมีแรงกดดันจากฝ่ายค้าน แต่การประสานงานที่ดีจะช่วยให้ทุกอย่างราบรื่น คุณล่ะครับ คิดว่าพ.ร.บ.นี้จะช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้จริงหรือไม่? ในมุมมองของผม ถ้ากฎหมายผ่านและบังคับใช้จริงจัง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้อากาศไทยหายใจสะดวกขึ้นแน่นอน

ติดตามอัปเดตข่าวการเมืองและสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เพื่อนๆ กันนะครับ!

ที่มา – “กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้ ดัน “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ไม่สะดุด

โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้

โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้ อย่างจริงจัง โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มุ่งสร้างความไว้วางใจและสันติสุขยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นี่คือก้าวสำคัญที่รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับปัญหาเรื้อรังมานาน

โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้

วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยความคืบหน้าของรัฐบาลในช่วง 1 เดือนแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครอบคลุมมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และกระบวนการสันติภาพ รัฐบาลมุ่งเน้นการทำงานที่ประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน

การลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ของนายกรัฐมนตรี

ตั้งแต่สัปดาห์แรก นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมมอบนโยบายหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ให้หน่วยงานทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายความมั่นคง นโยบายนี้ช่วยให้การแก้ปัญหาตรงจุด ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

ด้านการพัฒนา รัฐบาลสั่งการเร่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ทั้งรายได้ โอกาสเศรษฐกิจ การศึกษา และการอยู่ร่วมกันในสังคม โดยลดความเปราะบางในชุมชน สร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐและประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานของความสงบสุขระยะยาว

5 เรื่องสำคัญจากที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้กำหนดทิศทางชัดเจนใน 5 เรื่องหลัก ดังนี้

  • การพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อให้การเรียนการสอนเหมาะสมกับวัฒนธรรมและความต้องการท้องถิ่น สร้างโอกาสให้เยาวชนมีอนาคตที่ดี
  • การเพิ่มศักยภาพอาสาสมัคร โดยฝึกอบรมและสนับสนุนให้อาสาสมัครเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐและชุมชน
  • การยกระดับความร่วมมือไทย–มาเลเซีย เพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและส่งเสริมสันติภาพชายแดน
  • การแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุย เพื่อสานต่อกระบวนการสันติภาพ
  • การแต่งตั้งผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อประสานงานทุกฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับกระบวนการสันติภาพ รัฐบาลแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่จากฝ่ายพลเรือน ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนาน เพื่อเจรจากับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ เปิดกว้างให้ทุกความเห็นมีส่วนร่วม

โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้ ด้วยความตั้งใจจริงจังเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตปลอดภัย มีโอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การรับฟังเสียงประชาชนและทำงานร่วมกัน จะเป็นกุญแจสู่ความสงบสุขยั่งยืน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังวางแผนขยายโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น สนับสนุน SME ท้องถิ่น สร้างตลาดใหม่ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เศรษฐกิจชายแดนใต้เติบโตอย่างยั่งยืน ในด้านการศึกษา มีการปรับหลักสูตรให้รวมภาษาท้องถิ่นและวัฒนธรรม เพื่อลดช่องว่างระหว่างเยาวชนกับรัฐ

ความร่วมมือกับมาเลเซียก็เป็นจุดเด่น โดยมีการประชุมระดับสูงเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและป้องกันเหตุรุนแรงข้ามพรมแดน ขณะที่การเพิ่มศักยภาพอาสาสมัคร ช่วยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและพัฒนาตนเอง

โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้ นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ปัญหาพื้นฐาน สร้างอนาคตที่สดใสให้พี่น้องชาวใต้

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ เรามองว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดี รัฐบาลควรเร่งดำเนินการต่อเนื่องและเปิดเผยความคืบหน้าให้ประชาชนทราบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับนโยบายเหล่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลดีๆ กันนะครับ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล เผย 1 เดือนแรกรัฐบาล เดินหน้าสร้างความเข้าใจชายแดนใต้

“อนุทิน” ป้อง “ศุภจี” มั่นใจไม่มีท้อ ลั่นระวังจุก

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ อนุทิน ป้อง ศุภจี กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย หลังจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถูกวิจารณ์เรื่องการทำงานหนัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาปกป้องแบบเต็มตัว ยืนยันว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลแกร่งมาก ไม่จำเป็นต้องตั้งรัฐมนตรีช่วยเพิ่ม และชมนางศุภจีว่าทำงานหนักจนต้องสั่งให้พักบ้าง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ตลาดบางใหญ่ซิตี้ จ.นนทบุรี นายอนุทินให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง โดยย้ำชัดว่านางศุภจีเป็นมืออาชีพตัวจริง ไม่มีท้อถอย มีแต่ลุยงานตลอด จนต้องเตือนให้ถอยมาพักผ่อนบ้าง เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของทีมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีอยู่แล้ว

อนุทิน ป้อง ศุภจี มั่นใจมืออาชีพไม่มีท้อ

นายอนุทินยังติดตลกแบบแซ่บๆ ว่าไม่ห่วงเรื่องมรสุมข่าวลือ เพราะศุภจีแข็งแกร่งมาก ถ้าถึงเวลาต้องโต้กลับ ฝ่ายโจมตีอาจจะ “จุก” หรือ “หงายท้องขาชี้ฟ้า” ไปเลย พร้อมเมินเสียงเหน็บแนมจากฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เคยปรารถนาดีต่อรัฐบาล ทีมงานปัจจุบันที่มีข้าราชการประจำและที่ปรึกษาเศรษฐกิจอย่างนายสันติธาร เสถียรไทย สามารถตอบสนองนโยบายได้รวดเร็วทันใจ

เมินแรงกดดันจากพรรคเศรษฐกิจ

เมื่อถูกถามถึงแรงกดดันจากพรรคเศรษฐกิจที่เรียกร้องให้นางศุภจีลาออก นายอนุทินสวนกลับทันควันว่า พรรคนี้ไม่ใช่พรรคร่วมรัฐบาล แต่เป็นแค่พรรคที่ยกมือสนับสนุนให้ตนเป็นนายกฯ คล้ายกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เป็น “พรรคซีกรัฐบาล” เพราะไม่มีรัฐมนตรีในคณะ ส่วนเรื่องยุบรวมพรรคในอนาคต เป็นเรื่องกฎหมายของแต่ละพรรค ไม่ใช่ประเด็นหลัก

“เรื่องใหญ่หรือเล็กไม่สำคัญ สำคัญที่ทำงานได้ ผลักดันนโยบายได้ ผมให้กำลังใจคนทำงานอย่างท่านศุภจีที่แข็งแกร่งขึ้นเยอะ” นายอนุทินกล่าวอย่างหนักแน่น

ระหว่างลงพื้นที่ นายกรัฐมนตรียังมอบดอกไม้จากประชาชนให้นางศุภจี เพื่อแสดงความเชื่อมั่นในตัวเพื่อนร่วมงาน และแซวทิ้งท้ายว่า “ให้เบาๆ หน่อย อย่าเพิ่งออกมาสวน เดี๋ยวจะจุกอีก” ทำให้บรรยากาศคึกคัก สะท้อนความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในทีมเศรษฐกิจ

บริบทการโจมตีศุภจีและบทบาทกระทรวงพาณิชย์

ก่อนหน้านี้ นางศุภจีถูกโซเชียลโจมตีเรื่องนโยบายการค้าฯ ที่ถูกมองว่าช้าและไม่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจ แต่ฝั่งรัฐบาลยืนยันว่าการทำงานเป็นระบบ มีทั้งการเจรจา FTA การส่งเสริมส่งออก และรับมือเงินเฟ้อได้ดี ตัวอย่างเช่น โครงการลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ช่วยประชาชนโดยตรง

  • จุดแข็งทีมเศรษฐกิจ: มีประสบการณ์สูง ตอบสนองนโยบายรวดเร็ว
  • ไม่ต้องเพิ่มรัฐมนตรีช่วย: ทีมปัจจุบันเพียงพอ ไม่ยุ่งเหยิง
  • จัดการข่าวลือ: เมินฝ่ายตรงข้าม เน้นผลงาน
  • กำลังใจจากนายกฯ: ป้องกันแบบแมนๆ ลั่นโต้ได้

นอกจากนี้ อนุทิน ป้อง ศุภจี ยังสะท้อนภาพการเมืองไทยที่การแข่งขันดุเดือด พรรคฝ่ายค้านและโซเชียลใช้เป็นเครื่องมือโจมตี แต่รัฐบาลยึดหลักผลงานเป็นตัววัด

จากมุมมองผู้เขียน เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีมีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการปกป้องทีมงาน และประชาชนควรพิจารณาจากผลงานจริงมากกว่าเสียงวิจารณ์ การผลักดันเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังต้องจับตา เช่น การฟื้นตัวท่องเที่ยวและส่งออก หากทีมเศรษฐกิจแกร่งอย่างที่นายอนุทินมั่นใจ ก็น่าจะมีข่าวดีตามมา

คุณคิดอย่างไรกับการ อนุทิน ป้อง ศุภจี ครั้งนี้? เชื่อมั่นในทีมเศรษฐกิจหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “อนุทิน” ป้อง “ศุภจี” มั่นใจมืออาชีพไม่มีท้อ ลั่นใครกล้าสวนระวังจุก เมินฝ่ายตรงข้ามเหน็บ

“กุลยา” อำลาข้าราชการสรรพากร ฝากทำงานเป็นทีม

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์ประทับใจในวงการข้าราชการกันค่ะ นั่นคือ “กุลยา” อำลาข้าราชการสรรรพากร อย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งและน้ำตาแห่งความสุข น.ส.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากรคนแรกที่เป็นผู้หญิง ได้กล่าวอำลาเพื่อนร่วมงานในโอกาสที่กำลังจะลาออกจากราชการ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2569 โดยมีข้าราชการและบุคลากรทั้ง 12 ภาคและส่วนกลางมาร่วมงานอย่างอบอุ่น มอบดอกกุหลาบและถ่ายรูปหมู่กันอย่างเป็นกันเอง

“กุลยา” อำลาข้าราชการสรรพากร

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 30 เม.ย. 2569 ที่กรมสรรพากร บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและซึ้งใจ น.ส.กุลยาเปิดใจด้วยน้ำตาคลอเบ้า ว่าทุกหยดน้ำตาที่ไหลคือน้ำตาแห่งความสุข จากความรักความสามัคคีของพี่น้องชาวสรรพากรที่มอบให้กันมาตลอดระยะเวลา 25 ปีในราชการ เธอเล่าว่าตัวเองเป็นคนตรงไปตรงมา ทุ่มเททุกอย่าง และเชื่อมั่นว่าถ้าทำงานเพื่อประชาชน เพื่อส่วนรวม โดยละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตัว ทุกอย่างจะราบรื่นเสมอ

คำแนะนำสุดท้ายจาก “กุลยา” อำลาข้าราชการสรรพากร

นอกจากคำกล่าวอำลาแล้ว กุลยายังฝากคำแนะนำดีๆ ให้กับข้าราชการที่ยังปฏิบัติหน้าที่ทั้งในกรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง โดยสรุปได้ดังนี้

  • ทำงานเพื่อประชาชน: ละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตัว ทำด้วยใจเพื่อส่วนรวม จะทำให้ทุกอย่างสำเร็จ
  • ดูแล Work-Life Balance: ทำงานหนักแต่เล่นให้สนุก Work Hard, Play Hard เพื่อความสุขในการทำงาน
  • ให้ความสำคัญกับสุขภาพ: สุขภาพดีคือสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าไม่มีสุขภาพ ความสำเร็จก็ไร้ค่า
  • ใส่ใจครอบครัวและเพื่อน: ในวันที่ประสบความสำเร็จ อย่าลืมคนที่คอยสนับสนุน
  • ทำงานเป็นทีม: ผู้บริหารดูแลลูกน้อง ลูกน้องช่วยเหลือกัน เพื่อทำให้กรมสรรพากรแข็งแกร่ง เป็นกำลังสำคัญของชาติ

คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำอำลาธรรมดา แต่เป็นบทเรียนชีวิตที่ลึกซึ้ง เหมาะสำหรับทุกคนในองค์กร ไม่ว่าจะภาครัฐหรือเอกชน การที่กุลยาเป็นอธิบดีหญิงคนแรกและทำหน้าที่ได้อย่างโดดเด่น ยิ่งทำให้คำกล่าวของเธอมีน้ำหนัก เราควรนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างองค์กรที่เข้มแข็ง

"กุลยา" อำลาข้าราชการสรรพากร

จากมุมมองของเราเอง เหตุการณ์ “กุลยา” อำลาข้าราชการสรรพากร ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่ทุ่มเทและรักองค์กร การจากลาแบบนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจให้รุ่นน้องสานต่อ ในยุคที่องค์กรต้องการความสามัคคี การทำงานเป็นทีมอย่างที่กุลยาฝากไว้ จะช่วยให้กรมสรรพากรและประเทศไทยก้าวหน้าต่อไป

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านนำคำสอนเหล่านี้ไปใช้ ลองคิดดูสิคะ ถ้าทุกคนในที่ทำงานช่วยเหลือกันแบบนี้ องค์กรจะแข็งแกร่งแค่ไหน? แชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะคะ อย่าลืมกดไลค์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วย!

ที่มา – “กุลยา” อำลาข้าราชการสรรพากร ฝากข้าราชการร่วมกันทำงานเป็นทีม ทำให้สรรพากรแข็งแกร่ง

“ด้อมส้ม” หอบยันต์ชนะมาร รุ่นประชาชน

วันนี้เรามีเรื่องน่าสนใจจากวงการการเมืองไทยมาอัปเดตกันครับ โดยเฉพาะเหตุการณ์สุดฮาที่แฟนคลับหรือที่เรียกกันว่า “ด้อมส้ม” หอบยันต์ชนะมาร รุ่นประชาชน – ส้มใส่กล่องมอบ “เท้ง – จ้อน” เจ้าตัวขำ หลังจากการประชุมใหญ่ของพรรคประชาชน เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 ที่มีเซอร์ไพรส์จากผู้สนับสนุนมาฝากหัวหน้าพรรคและเลขาธิการคนใหม่แบบไม่คาดคิด

“ด้อมส้ม” หอบยันต์ชนะมาร รุ่นประชาชน – ส้มใส่กล่องมอบ “เท้ง – จ้อน” เจ้าตัวขำ

เริ่มจากผลการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคประชาชน ที่มีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีต ส.ส.นครปฐม เข้ามาเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค และนางสาวภคมน หนุนอนันต์ เป็นโฆษกพรรค นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่าการประชุมครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้ง

นายพิจารณ์ ในฐานะเลขาธิการคนใหม่ ได้เปิดใจแบบเป็นกันเองว่า ไม่กดดันกับตำแหน่งนี้เลยครับ เพราะได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนๆ ในพรรค เขาจะมุ่งต่อยอดนโยบายที่ประชุมเห็นชอบ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกภาคส่วนของพรรค ทุกการทำงานจะถามเสมอว่า “พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์อะไร?” ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ทีมจังหวัด หรือเครือข่าย ต้องสอดประสานกัน ติดอาวุธด้วยกฎหมายและกลไกรัฐสภา เพื่อผลักดันทั้งในและนอกสภาให้ไร้รอยต่อ

เป้าหมายหลักของพรรคประชาชนหลังแต่งตั้งเลขาฯใหม่

สำหรับการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. พิจารณ์ย้ำว่าต้องเร่งให้เร็วขึ้น โดยเลือกแคนดิเดตที่มีทีมงานแข็งแกร่งในพื้นที่ เพื่อปูทางสู่ชัยชนะเลือกตั้ง แต่สุดท้ายคือการแก้ปัญหาให้ประชาชนในฐานะฝ่ายค้าน หรือใช้กลไกสภาแก้กฎหมายให้ดีขึ้น นอกจากนี้ เขายังมองสถานการณ์ “นิติสงคราม” ที่เกิดขึ้นเป็นโอกาส ใช้ 10 ส.ส. ที่ยังปฏิบัติหน้าที่ได้ ขับเคลื่อนพรรคให้มีพลัง

เรื่องวางรากฐานพรรค พิจารณ์เน้นย้ำให้ทุกคนเข้าใจเป้าหมายเดียวกัน คือ ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น สร้างประเทศไทยที่ดีกว่า ถ้าทุกคนมองเป้าหมายเดียวกัน อุปสรรคอย่างการแย่งชิงอำนาจก็จะก้าวข้ามได้ง่ายๆ

  • แต่งตั้งเลขาธิการพรรค: นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
  • คณะกรรมการบริหาร: น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา
  • โฆษกพรรค: นางสาวภคมน หนุนอนันต์

หลังสัมภาษณ์เสร็จ ผู้สนับสนุนที่เรียกตัวเองว่า “ด้อมส้ม” ก็หอบของขวัญสุดพิเศษมาแจก นั่นคือ ยันต์ชนะมาร รุ่นประชาชน พร้อมคาถาชนะมาร ใส่กรอบสวยงาม และที่เด็ดสุดคือผลส้มสดๆ บรรจุในกล่องใส มอบให้ “เท้ง” (นายณัฐพงษ์) และ “จ้อน” (นายพิจารณ์) ทำเอาทุกคนฮือฮา

ผู้สื่อข่าวแซวทันทีว่า “ส้มในกล่องเหมือนของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ในทำเนียบหรือเปล่า?” นายณัฐพงษ์ ไม่ตอบตรงๆ แต่ยิ้มกริ่มแล้วขำกลบเกลื่อน สร้างโมเมนต์น่ารักๆ ให้แฟนๆ พรรคยิ้มตาม เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานระหว่างการเมืองจริงจังกับความสนุกสนานจากผู้สนับสนุนได้อย่างลงตัว

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของแฟนคลับพรรคประชาชนที่เหนียวแน่น ไม่ว่าจะยันต์กันมารหรือส้มนำโชค ก็พร้อมหนุนหลังผู้นำให้ก้าวไปข้างหน้า ในยุคที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยความท้าทาย พรรคนี้ดูจะมีทั้งวิสัยทัศน์ชัดเจนและความอบอุ่นจากฐานเสียง

คุณคิดยังไงกับโมเมนต์ “ส้มใส่กล่อง” นี้? มันจะกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของพรรคประชาชนหรือเปล่า? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองอื่นๆ จากเรา!

ที่มา – “ด้อมส้ม” หอบยันต์ชนะมาร รุ่นประชาชน – ส้มใส่กล่องมอบ “เท้ง – จ้อน” เจ้าตัวขำ

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้ เป็นข่าวร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ติดตามการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศแผนการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรอย่างชัดเจน โดยตั้งใจจะครอบคลุมตั้งแต่ภาคเหนือไปจนถึงภาคใต้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่อย่างทันท่วงที

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 15.55 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงแผนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือที่เรียกกันว่า ครม.สัญจร ว่า ได้แจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้ว โดยเดิมทีจะเริ่มจากภาคเหนือไปยังภาคใต้ เนื่องจากใกล้เข้าสู่ฤดูน้ำหลาก ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเตรียมรับมือภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน

ที่น่าสนใจคือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เสนอให้รวม “หาดใหญ่” เข้าไปด้วย นายกฯ จึงตอบกลับแบบขำ ๆ ว่า “First come, first served” หรือจังหวัดไหนพร้อมก่อนก็ไปก่อน จังหวัดใดที่เตรียมพร้อมดี ก็จะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรก

แนวทางใหม่ของ “นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

นายกรัฐมนตรีย้ำชัดว่าการประชุม ครม.สัญจร ในสมัยที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล จะไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานที่ประชุมแบบขอไปที แต่ต้องลงพื้นที่อย่างจริงจัง หากสังเกตจากที่ผ่านมา การประชุมแต่ละครั้งจะใช้เวลานานกว่าปกติ เพราะไม่ใช่ประชุมแบบพิธีการหรือทำตามมอบหมายเท่านั้น แต่จะแก้ไขปัญหาได้ทันที

สิ่งสำคัญคือ ต้อง “ได้น้ำได้เนื้อ” เยอะ มีการลงพื้นที่ร่วมกัน ทำกิจกรรมรวมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างไป ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐบาลก่อนหน้า การประชุมครม.สัญจรครั้งนี้จึงเน้นการบูรณาการทุกฝ่าย เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงจังหวัดภาคเหนือว่าจะเป็นเชียงใหม่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า พื้นที่ไหนพร้อมก็ไปก่อน โดยให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล เป็นผู้พิจารณาและกำหนด

  • ประโยชน์ของครม.สัญจร: แก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ได้รวดเร็ว
  • เน้นลงพื้นที่จริง: ไม่ใช่ประชุมพิธี แต่ลงมือทำจริง
  • ครอบคลุมทุกภาค: จากเหนือจรดใต้ รวมหาดใหญ่
  • บูรณาการทีม: ไม่ต่างคนต่างทำ สร้างความร่วมมือ

นโยบายนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุกภูมิภาคอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลากที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมฉับพลัน การปัดฝุ่นครม.สัญจรจึงเป็นกลไกสำคัญในการเร่งรัดโครงการ基础设施และบรรเทาสาธารณภัย

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หากรัฐบาลทำได้ตามสัญญา จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน คุณคิดอย่างไรกับแผน “ครม.สัญจร” นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – “นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

พรรคประชาชน เตรียม เปิดตัวชิง ผู้ว่าฯ กทม. ต้นเดือนพฤษภาคมนี้

พรรคประชาชน เตรียม เปิดตัวชิง ผู้ว่าฯ กทม. ต้นเดือนพฤษภาคมนี้ เป็นข่าวที่คนกรุงเทพฯ หลายคนกำลังจับตามอง เพราะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกำลังใกล้เข้ามา และพรรคประชาชนดูจะพร้อมรบเต็มที่!

พรรคประชาชน เตรียม เปิดตัวชิง ผู้ว่าฯ กทม. ต้นเดือนพฤษภาคมนี้

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2567 ที่ทำการพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคได้ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่า พรรคประชาชน เตรียม เปิดตัวชิง ผู้ว่าฯ กทม. ต้นเดือนพฤษภาคมนี้ โดยเชื่อมั่นว่าทีมของพรรคจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนกรุงเทพฯ ปัญหาใหญ่ของกทม. ในตอนนี้คือเรื่องโครงสร้างที่ยุ่งเหยิง โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชันและการทุจริตที่ฝังรากลึก

นายณัฐพงษ์ เน้นย้ำว่า การจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ต้องมีผู้ว่าฯ ที่มีอำนาจจริง และต้องมีเสียงสนับสนุนจาก ส.ส. และ ส.ก. ที่เข้มแข็ง เพื่อผลักดันกฎหมายและนโยบายให้สำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น ในหลายท้องถิ่น ผู้บริหารต้องยอมประนีประนอมกับสมาชิกสภาเพื่อให้งบประมาณผ่าน เช่น ต้องแบ่งงบไป ‘หาร’ สมาชิกสภา มิเช่นนั้นก็ไม่ผ่าน หรือกรณีโครงการลู่วิ่งที่แพงเกินจริงในกทม. ซึ่งถ้าไม่มีทีมที่เข้มแข็ง ก็จะถูกต่อรองทางการเมืองไปเรื่อยๆ

ทำไมทีมพรรคประชาชนถึงเหมาะสมกับผู้ว่าฯ กทม.

หัวหน้าพรรคยืนยันว่า ทีมพรรคประชาชนมีอุดมการณ์ชัดเจน ทำงานเป็นทีม มี ส.ก. ที่พร้อมเข้าไปตรวจสอบและไม่รับ ‘เงินทอน’ แน่นอน ถ้ามีปัญหาก็พร้อมสอบสวนคนของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนกรุงเทพฯ ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ไม่ใช่แค่สัญญาเท่านั้น

นอกจากนี้ พรรคยังมองว่ากทม. ต้องการการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าฯ จริงจัง เพื่อไม่ให้ถูกกีดกันจากระบบราชการหรือนักการเมืองท้องถิ่น หากเลือกทีมพรรคประชาชน คนกรุงจะได้ผู้ว่าฯ ที่ใสสะอาด มีวิสัยทัศน์ และพร้อมสู้กับคอร์รัปชัน

  • ปัญหาคอร์รัปชันในกทม. ที่ฝังรากลึกมานาน
  • ความจำเป็นของทีม ส.ส. และ ส.ก. ที่เข้มแข็ง
  • อุดมการณ์ชัดเจน ไม่รับเงินทอน
  • พร้อมผลักดันกฎหมายเพิ่มอำนาจผู้ว่าฯ

การเปิดตัวแคนดิเดตของพรรคในต้นเดือนพฤษภาคมนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการหาเสียงที่เข้มข้น โดยคาดว่าจะดึงดูดความสนใจจากประชาชนที่เบื่อหน่ายกับปัญหาเดิมๆ หากคุณเป็นคนกรุงเทพฯ ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ลองติดตามดูว่าพรรคประชาชนจะนำเสนอวิสัยทัศน์อะไรบ้าง

ในมุมมองของผม การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้สำคัญมาก เพราะกทม. เป็นหัวใจของประเทศ ปัญหารถติด น้ำท่วม คอร์รัปชัน ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง พรรคประชาชนดูจะมีศักยภาพที่จะเป็นทางเลือกใหม่ที่สดชื่น

คุณคิดอย่างไรกับการเปิดตัวของพรรคประชาชน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองท้องถิ่นเพื่อเลือกตั้งอย่างมีสติ!

ที่มา – พรรคประชาชน เตรียม เปิดตัวชิง ผู้ว่าฯ กทม. ต้นเดือนพฤษภาคมนี้

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรสำเร็จ

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรทำงานสำเร็จ รับกดดัน ขอร่วมมือผ่านวิกฤตด้วยกัน เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ หลังจากเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไป นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางมาสักการะศาลพระภูมิและศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 16 เมษายน 2567 ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในฐานะรองนายกรัฐมนตรี

ศุภจี ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯศุภจี สักการะศาลพระภูมิทำเนียบรัฐบาล

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรให้การทำงานสำเร็จ

ในพิธีไหว้ครั้งนี้ นางศุภจีไม่ได้ขอพรอะไรมากมาย แต่ย้ำว่าจะทุ่มเททำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติและประชาชน ขอเพียงให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยอำนวยพรให้ทำได้ตามที่ตั้งใจ การเริ่มต้นด้วยการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความเคารพในประเพณีไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของผู้นำในบ้านเรา นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณว่าพร้อมลุยงานหนักทันทีหลังวันหยุดยาว

ศุภจี ไหว้ศาลตายาย ทำเนียบรัฐบาล

รับความกดดันจากวิกฤตหลายด้าน ขอทุกภาคส่วนร่วมมือ

นางศุภจียอมรับตรงๆ ว่าการนั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มีความกดดันสูง เพราะบ้านเราเจอวิกฤตซ้อนทับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่พุ่ง ส่งออกที่ชะงักงันจากสถานการณ์โลก เธอตั้งใจจะปรับรูปแบบการทำงานให้บูรณาการกับกระทรวงต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น กลาง และยาว "ขอให้ทุกคนร่วมมือกันผ่านวิกฤตไปด้วยกัน" เป็นคำที่อบอุ่นและเชิญชวนให้คนไทย unity กันในยามยาก

รองนายก ศุภจี พูดคุยกับสื่อ

มาตรการกระทรวงพาณิชย์ดูแลค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจีเน้นย้ำมาตรการดูแลค่าครองชีพ โดยจับตาสินค้าควบคุม 38 รายการ เช่น ข้าวสาร น้ำมัน พวกอุปโภคบริโภคที่จำเป็น หากราคาขยับ จะเข้าไปกำกับให้เป็นธรรมทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ นอกจากนี้ยังมีโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่เริ่มขายสินค้าราคาพิเศษตั้งแต่ 1 เมษายน ร่วมกับห้างค้าส่งใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกสินค้าราคาประหยัด

ไม่หยุดแค่นั้น ยังผลักดัน SME เข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยให้แข่งขันได้ ส่วนการส่งออกที่กำลังตึงตัวจากตลาดบางแห่งที่ยากลำบาก กำลังหาตลาดใหม่เพิ่ม และพยายามเต็มที่เพื่อให้ไทยมีรายได้ในช่วงวิกฤต

  • สินค้าควบคุม: จับตาราคาให้สมเหตุสมผล
  • ไทยช่วยไทย: สินค้าราคาพิเศษทั่วประเทศ
  • SME ออนไลน์: ยกระดับธุรกิจเล็กสู่ดิจิทัล
  • ส่งออกใหม่: หาตลาดทดแทน ลดผลกระทบ

ศุภจี เดินเยี่ยมรังนกกระจอก

หลังให้สัมภาษณ์ นางศุภจียังแวะเยี่ยมห้องทำงานสื่อที่ “รังนกกระจอก” บอกว่าอยากสื่อสารกับสื่อมากขึ้น สามารถติดต่อทีมโฆษกหรือเลขาได้ หากมีประเด็นสำคัญ จะยินดีให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยน ไม่ต้องยืนรอสัมภาษณ์ที่บันไดอีกต่อไป การเปิดใจแบบนี้แสดงถึงความโปร่งใสและใกล้ชิดประชาชน

โดยรวมแล้ว การที่ “ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าปลอบใจ แสดงถึงความมุ่งมั่นและศรัทธาในการทำงาน ขณะที่คำขอพรให้สำเร็จและคำเรียกร้องให้ร่วมมือ เป็น insight สำคัญว่าการแก้ปัญหาต้องอาศัยทุกคน รัฐบาลมีแผนชัด แต่ประชาชนต้องช่วยกันด้วย คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตมาตรการเศรษฐกิจจากกระทรวงพาณิชย์เพื่อผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันนะครับ!

ที่มา – “ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรทำงานสำเร็จ รับกดดัน ขอร่วมมือผ่านวิกฤตด้วยกัน

“วีระพงษ์” ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวใหญ่ที่สร้างความสนใจให้กับนักข่าวและประชาชนจำนวนมาก นั่นคือกรณี“วีระพงษ์” ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ เพื่อไปรับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย โดยมุ่งสานต่อความฝันในการเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) ให้ประสบความสำเร็จ ข่าวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการตัดสินใจที่กล้าหาญของนายวีระพงษ์ ประภา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “อาร์ท” เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประโยชน์ของชาติเหนือกว่าบทบาททางการเมือง

“วีระพงษ์” ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

วันที่ 12 เมษายน 2567 นายวีระพงษ์ ประภา ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ประกาศลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการ เขายืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใส โดยมีเหตุผลหลักมาจากการได้รับการทาบทามจากนางศุภจี สีลานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย รับผิดชอบงานเจรจาการค้ากับ EU ซึ่งเป็นงานที่เขาเคยทำในรัฐบาลก่อนหน้าและเชื่อว่าจะสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับเศรษฐกิจไทย

การตัดสินใจวีระพงษ์ ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นี้ เกิดขึ้นเพราะตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยต้องขับเคลื่อนงานให้รัฐบาล ซึ่งอาจขัดแย้งกับบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ที่อยู่ในฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลในปัจจุบัน เพื่อรักษาความโปร่งใส นายวีระพงษ์จึงเลือกทางออกนี้ทันที โดยได้หารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคอย่างรวดเร็ว

เหตุผลหลักที่วีระพงษ์ ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

  • ความต่อเนื่องในการเจรจา: การเจรจา FTA ไทย-EU ดำเนินมานานหลายรัฐบาล ความต่อเนื่องสำคัญมาก นายวีระพงษ์อยากสานงานที่ค้างคาให้สำเร็จ เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าไทย สร้างรายได้และงานให้คนไทย
  • ความโปร่งใส: เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างบทบาทพรรคฝ่ายค้านกับงานรัฐบาล
  • อุดมการณ์ไม่เปลี่ยน: แม้ลาออก แต่อุดมการณ์พัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยการค้าโลกยังคงเดิม เขายังยึดมั่นในวิสัยทัศน์ของนายอภิสิทธิ์

นายวีระพงษ์ กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ผมยังยืนยันว่า ผมยังเป็นอาร์ทคนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลงครับ” และขอบคุณหัวหน้าพรรค กรรมการบริหาร และสมาชิกทุกคนที่สนับสนุนมาโดยตลอด แม้บทบาทจะเปลี่ยน แต่หวังว่าจะยังได้รับการสนับสนุนในการทำงานเพื่อชาติต่อไป

พื้นหลังของนายวีระพงษ์ ประภา และบทบาทในพรรคประชาธิปัตย์

นายวีระพงษ์ หรืออาร์ท เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ด้านการค้าและเศรษฐกิจ เขาเคยเป็นผู้แทนการค้าไทยในอดีต และเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์เพราะชื่นชอบนโยบายเปิดเสรีการค้าที่ทันสมัย ในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา เขาให้สัญญากับประชาชนว่าจะผลักดันการเจรจาการค้าให้สำเร็จ และวันนี้โอกาสนั้นมาถึงแล้ว ทำให้วีระพงษ์ ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อรักษาสัญญา

พรรคประชาธิปัตย์เองก็แสดงท่าทีเข้าใจและสนับสนุน โดยนายอภิสิทธิ์เน้นย้ำถึงการรักษากติกาการเมืองและผลประโยชน์ชาติเหนือสิ่งอื่นใด ข่าวนี้ยังถูกส่งในไลน์กลุ่มพรรคเพื่อขอบคุณมิตรภาพที่ผ่านมา

ความสำคัญของการเจรจาการค้าไทย-EU

การเจรจา FTA กับ EU ถือเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตโควิดและปัญหาเศรษฐกิจโลก EU เป็นตลาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง หากสำเร็จจะช่วยเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทย ลดภาษีนำเข้า สร้างโอกาสงานใหม่ๆ นายวีระพงษ์เชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์ของเขา งานนี้จะสำเร็จได้แน่นอน

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การย้ายครั้งนี้อาจช่วยให้การเจรจาดำเนินไปได้เร็วขึ้น เพราะผู้แทนการค้าต้องเป็นกลาง ไม่ผูกมัดพรรคการเมือง ทำให้ไทยมีภาพลักษณ์ดีในสายตานานาชาติ

มุมมองและผลกระทบต่อการเมืองไทย

กรณี“วีระพงษ์” ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนแนวโน้มนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากกว่าตำแหน่งพรรค มันอาจเป็นตัวอย่างที่ดีให้คนอื่นๆ ที่มี expertise ในด้านต่างๆ มาช่วยรัฐบาลโดยไม่ต้องยึดติดฝ่าย

อย่างไรก็ตาม มีการคาดเดาในสื่อว่าอาจมีแรงกดดันภายในพรรค แต่ตัวนายวีระพงษ์ยืนยันว่าทุกอย่างโปร่งใส ไม่มีอะไรซับซ้อน

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจของวีระพงษ์แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวที่มุ่งพัฒนาไทย ในภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต การมีคนทำงานจริงจังแบบนี้คือสิ่งที่ชาติต้องการ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จทางการค้าที่ใหญ่หลวงสำหรับไทย!

ที่มา – “วีระพงษ์” ยื่นใบลาออกจากรองหัวหน้าและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ มั่นใจสานฝันเจรจาการค้าให้สำเร็จ

Scroll to top