การทํางานเพื่อประชาชน

“สุชาติ” ปลาบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวที่น่าประทับใจเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเขาได้รับพระราชทานแจกันดอกไม้เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 52 ปี โดยเป็นเหตุการณ์ที่ “สุชาติ” ปลาบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกันดอกไม้ เพื่อเป็นสิริมงคล

“สุชาติ” ปลาบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์อัญเชิญแจกันดอกไม้พระราชทานมามอบให้นายสุชาติ ซึ่งในโอกาสนี้ นายสุชาติได้แสดงความรู้สึกผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ตนเองรู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ การได้รับพระราชทานแจกันดอกไม้ในครั้งนี้ถือเป็นขวัญและกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับการทำงานเพื่อประชาชนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่อไป

ความมุ่งมั่นในการทำงานหลังได้รับพระราชทานแจกันดอกไม้

นายสุชาติได้ให้คำมั่นสัญญาว่า หลังจากที่ “สุชาติ” ปลาบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดนี้ ตนจะขอน้อมนำพระจริยวัตรและพระราชกรณียกิจมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการทำงาน โดยยึดมั่นในความจงรักภักดี และมุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนชาวไทย รวมถึงการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสมบัติของชาติให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของความกตัญญูและการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อสังคม การได้รับกำลังใจอันสูงส่งเช่นนี้ย่อมเป็นแรงผลักดันชั้นดีในการขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงทรัพยากรฯ ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง เราขอเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรีในภารกิจเพื่อชาติบ้านเมืองต่อไปครับ

ที่มา – “สุชาติ” ปลาบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” โปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกันดอกไม้

“พลภูมิ” ลาออกพรรคเพื่อไทย ลุยช่วย “กลุ่มคนทำงาน” สู้ศึกเลือกตั้ง สก. เต็มตัว

“พลภูมิ” ลาออกพรรคเพื่อไทย ลุยช่วย “กลุ่มคนทำงาน” สู้ศึกเลือกตั้ง สก. เต็มตัว

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองกรุงเทพฯ ไม่น้อย เมื่อนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต สส.กทม. ฝีมือดีได้ออกมาประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายหลักคือการทุ่มเทเวลาให้กับการสนับสนุน “กลุ่มคนทำงาน” ในการลงสนามสู้ศึกเลือกตั้ง สก. (สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร) ครั้งที่จะถึงนี้อย่างเต็มกำลัง

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการก้าวออกจาก Comfort Zone ครั้งสำคัญ เพราะการที่ “พลภูมิ” ลาออกพรรคเพื่อไทย ลุยช่วย “กลุ่มคนทำงาน” สู้ศึกเลือกตั้ง สก. เต็มตัว นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่อยากจะสร้างกลุ่มการเมืองที่มีความอิสระและมีความเข้าใจพื้นที่อย่างลึกซึ้ง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนากรุงเทพมหานครให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งใหญ่

นายพลภูมิ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การจากลาครั้งนี้เต็มไปด้วยความเคารพและมิตรภาพที่ดีกับพรรคเพื่อไทย โดยมองว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการเป็นทั้ง อดีต สก. และ อดีต สส. จะเป็นฐานรากสำคัญในการผลักดันให้กลุ่มคนนี้ทำงานได้ตรงจุดมากขึ้น สำหรับความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • การรวมตัวของอดีต สก. พรรคเพื่อไทยจำนวน 10 คน ที่ตัดสินใจลาออกเพื่อมาทำงานร่วมกับกลุ่มนี้
  • ความมุ่งมั่นที่จะไม่ยึดติดกับกรอบพรรคการเมือง เพื่อความอิสระในการประสานงานกับทุกฝ่าย
  • เน้นการลงพื้นที่เชิงลึก รับฟังปัญหาชาวบ้านโดยตรงตามวิถีทางของคนทำงานจริง

หลายคนตั้งคำถามว่า การที่ “พลภูมิ” ลาออกพรรคเพื่อไทย ลุยช่วย “กลุ่มคนทำงาน” สู้ศึกเลือกตั้ง สก. เต็มตัว จะส่งผลต่อสนามเลือกตั้งใน กทม. มากน้อยเพียงใด คำตอบน่าจะอยู่ที่ความสามารถในการเชื่อมประสานระหว่างนโยบายกับความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งกลุ่มคนทำงานกลุ่มนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขามีความพร้อมและจริงจังมากเพียงใด

ในฐานะผู้ติดตามการเมือง เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่า กลยุทธ์แบบ “อิสระแต่เข้มข้น” จะสามารถชนะใจชาวกรุงเทพฯ ได้มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ พลังของคนทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยหัวใจและประสบการณ์ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวแปรในศึกครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่น อย่าลืมจับตาดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้ให้ดีครับ

ที่มา – “พลภูมิ” ลาออกพรรคเพื่อไทย ลุยช่วย “กลุ่มคนทำงาน” สู้ศึกเลือกตั้ง สก. เต็มตัว

“พิธา” ซัด “นิติสงคราม” เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม

ในวงการการเมืองไทยที่ร้อนระอุ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน ด้วยการโพสต์ข้อความที่กลายเป็นประเด็นร้อน “พิธา ซัด นิติสงคราม เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม” โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องล้มล้างการปกครอง และยืนยันว่าเจตนาการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีจุดประสงค์เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมไทยเท่านั้น

“พิธา” ซัด “นิติสงคราม” เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม

วันที่ 23 เมษายน 2569 นายพิธาได้โพสต์ข้อความยืนยันเจตนาในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 โดยระบุชัดว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้มุ่งเซาะกร่อนหรือบ่อนทำลายระบอบการปกครองแต่อย่างใด แต่เป็นความพยายามนำความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงในสังคมไทย สู่การถกเถียงในพื้นที่ปลอดภัยอย่างสภาผู้แทนราษฎร ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกระบวนการนิติบัญญัติสากล

พิธาชี้ให้เห็นว่าคดีที่เกิดขึ้นนี้ไม่สมควรเป็นคดีอาญาตั้งแต่แรก แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “นิติสงคราม” ที่มุ่งทำลายพรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่างพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน โดยเฉพาะการนำ “มาตรฐานทางจริยธรรม” มาใช้อย่างเข้มข้นแต่ไร้หลักเกณฑ์ชัดเจน ขาดการถ่วงดุล ทำให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม สิ่งนี้นี่เองที่เป็นการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

เจตนาการเสนอแก้มาตรา 112 เพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง

การเสนอแก้มาตรา 112 เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง พิธาย้ำว่าการนำเรื่องนี้เข้าสภาเป็นวิถีทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดการอภิปรายอย่างเปิดเผยและหาข้อยุติที่ยั่งยืน แทนที่จะปล่อยให้ความขัดแย้งคุกรุ่นในสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่ความแตกแยกยิ่งกว่าเดิม นี่คือตัวอย่างของการใช้กลไกประชาธิปไตยในการแก้ปัญหา ไม่ใช่การก่อการร้ายหรือล้มล้างอย่างที่ถูกกล่าวหา

วิพากษ์การใช้นิติสงครามและมาตรฐานจริยธรรมไร้กฎเกณฑ์

ในโพสต์ดังกล่าว พิธาได้ตั้งข้อสังเกตถึงการใช้กฎหมายและจริยธรรมเป็นอาวุธ โดยเฉพาะ “นิติสงคราม” ที่เลือกเป้าหมายเฉพาะเจาะจงทางการเมือง สิ่งนี้ไม่เพียงทำลายบุคคล แต่ยังอ่อนแอสถาบันรัฐสภาและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบยุติธรรม การขาดมาตรฐานที่ชัดเจนทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ สร้างความไม่เป็นธรรมในสังคม

เหตุผล 3 ประการที่ ส.ส. 10 คนไม่จำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

สำหรับกรณี ส.ส. 10 คนที่ยังถูกดำเนินคดี พิธาเห็นว่าควรให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยมีเหตุผลหลัก 3 ประการ ดังนี้

  • ไม่ก่อความเสียหายร้ายแรง: การกระทำไม่ได้สร้างความเสียหายต่อรัฐหรือประชาชนในระดับที่ต้องระงับสิทธิทันที
  • อยู่ภายใต้กลไกตรวจสอบ: การทำงานของ ส.ส. มีการกำกับดูแลจากรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการจริยธรรมอยู่แล้ว
  • บทบาทสำคัญต่อประชาชน: ส.ส.ทั้ง 10 มีภารกิจตรากฎหมายและตรวจสอบรัฐบาล หากหยุดงานจะทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอ และด้วยจำนวนไม่ถึงเกณฑ์รวมกลุ่มเสนอร่างกฎหมายซ้ำ จึงไม่มีความเสี่ยงกระทำผิดเดิม

การให้ ส.ส. ทำงานต่อไปนี้ไม่ใช่การละเว้น แต่เป็นการรักษาความต่อเนื่องของระบบรัฐสภา ในระหว่างที่คดียังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยที่ให้โอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์

บริบทการเมืองไทยและผลกระทบระยะยาว

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพรวมการเมืองไทยที่กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้กันเอง โดยเฉพาะประเด็นมาตรา 112 ที่เป็นจุดถกเถียงมานาน พรรคก้าวไกลและพรรคผู้สืบทอดถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด การ “ซัด” ของพิธาครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการปกป้องตัวเอง แต่ยังเป็นการเรียกร้องให้สังคมไทยมีพื้นที่เสรีภาพในการแสดงความเห็นมากขึ้น หากปล่อยให้ “นิติสงคราม” ดำเนินต่อไป อาจนำไปสู่การแบ่งแยกที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม

นอกจากนี้ ยังมีนักวิชาการและนักการเมืองฝ่ายอื่นออกมาแสดงความเห็นเห็นด้วยกับพิธา เช่น ชี้ว่าการใช้มาตรฐานจริยธรรมแบบสองมาตรฐานกำลังกัดกินความน่าเชื่อถือของสถาบันตุลาการและรัฐสภา สิ่งที่จำเป็นคือการปฏิรูประบบให้โปร่งใสและเท่าเทียม เพื่อให้ประชาธิปไตยไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

ในมุมมองของผู้เขียน “พิธา ซัด นิติสงคราม เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม” เป็นคำเตือนที่สำคัญต่อผู้มีอำนาจ ว่าการใช้อำนาจทางกฎหมายโดยปราศจากสมดุลจะย้อนกลับมาทำร้ายระบบโดยรวม สุดท้ายแล้ว ผู้ที่เสียหายมากที่สุดคือประชาชนที่ต้องการผู้นำที่ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้? เชื่อว่า “นิติสงคราม” เป็นภัยต่อประชาธิปไตยหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงที่สร้างสรรค์!

ที่มา – “พิธา” ซัด “นิติสงคราม” ใช้มาตรฐานจริยธรรมแบบไร้กฎเกณฑ์ เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม

“อนุทิน” ไม่ทราบจริงๆ งูเห่าส้มโผล่โหวตนายกฯ ขอบคุณทุกเสียง

“อนุทิน” ไม่ทราบจริงๆ งูเห่าส้มโผล่โหวตนายกฯ ขอบคุณทุกเสียง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะหลังจากการประชุมสำคัญที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์แบบตรงไปตรงมาที่สร้างความประหลาดใจให้กับสื่อมวลชนและประชาชน

“อนุทิน” ไม่ทราบจริงๆ งูเห่าส้มโผล่โหวตนายกฯ ขอบคุณทุกเสียง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 19 มีนาคม 2569 ณ รัฐสภา หลังจากนายอนุทิน เดินทางออกจากอาคารรัฐสภาหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์ (ศบก.) ผู้สื่อข่าวต่างพากันรุมถามถึงเรื่อง “งูเห่าส้ม” จากพรรคประชาชนที่โผล่มาลงคะแนนสนับสนุนเลือกนายกรัฐมนตรี 1 เสียง ซึ่งเป็นเสียงที่คาดไม่ถึง นายอนุทินตอบอย่างชัดเจนว่า “ไม่ทราบครับ” และเมื่อถูกถามต่อถึงเหตุผลที่ ส.ส. รายนี้โหวตสนับสนุน นายอนุทินย้ำอีกครั้งว่า “ไม่ทราบเลยจริงๆ” แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือ ท่านนายกฯ ยังคงขอบคุณทุกเสียง ทั้งที่เลือกและไม่เลือก โดยระบุว่า “ถือว่าทำงานเพื่อประชาชนด้วยกัน” ก่อนจะขอตัวไปทำธุระ

บริบทการเมืองเบื้องหลังงูเห่าส้ม

คำว่า “งูเห่าส้ม” หมายถึง ส.ส. จากพรรคประชาชนที่แปรปรวนในการลงคะแนน โดยปกติพรรคประชาชนซึ่งมีสัญลักษณ์สีส้มมักจะมีจุดยืนชัดเจน แต่การโหวตสนับสนุนนายอนุทินครั้งนี้กลายเป็นเซอร์ไพรส์ใหญ่ ทำให้เกิดคำถามมากมายในหมู่ผู้ติดตามข่าวการเมือง การโหวต 1 เสียงนี้มีความสำคัญเพราะอาจส่งผลต่อสมดุลอำนาจในสภา โดยเฉพาะในช่วงที่การจัดตั้งรัฐบาลและการเลือกนายกรัฐมนตรีกำลังเข้มข้น

นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการคุยนโยบายกับพรรคเพื่อไทย นายอนุทินบอกว่า “คุยกันตลอดเวลา” แสดงให้เห็นถึงการประสานงานระหว่างพรรคที่ต่อเนื่อง ส่วนคำถามที่ว้าว่าเป็นนายกเต็มตัวแล้วรู้สึกอย่างไร ท่านตอบว่า “ยังๆ รอขั้นตอน” ซึ่งสะท้อนถึงความรอบคอบและไม่ประมาท

ความหมายของคำขอบคุณทุกเสียง

คำพูดของนายอนุทินที่ว่า “ขอบคุณทุกเสียง ทั้งที่เลือกและไม่เลือก” เป็นตัวอย่างของผู้นำที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย แม้จะไม่ทราบที่มาของเสียงนั้น แต่ก็ให้เกียรติทุกฝ่าย นี่คือจุดแข็งที่ทำให้ภาพลักษณ์ของท่านเป็นที่ชื่นชอบในสายตาประชาชน การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยการแข่งขันดุเดือด แต่การแสดงออกแบบนี้ช่วยลดความขัดแย้งและส่งเสริม unity

  • เหตุการณ์เกิดหลังประชุมศบก. ที่รัฐสภา
  • นายอนุทินยืนยันไม่ทราบเรื่องงูเห่าส้มจริงๆ
  • ขอบคุณทุกเสียงเพื่อประชาชน
  • คุยนโยบายกับเพื่อไทยตลอดเวลา
  • ยังไม่ใช่นายกเต็มตัว รอขั้นตอน

จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ giai đoạnใหม่ที่ทุกเสียงมีค่า แม้แต่เสียงงูเห่า 1 เสียงก็อาจพลิกเกมได้ นายอนุทินแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพในการรับมือสื่อและสถานการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำที่ดี

ในมุมมองของผู้เขียน การกระทำเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเก่าๆ หากทุกฝ่ายยึดหลัก “ทำเพื่อประชาชน” อย่างแท้จริง อนาคตของไทยจะสดใสยิ่งขึ้น คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับเรื่อง “อนุทิน” ไม่ทราบจริงๆ งูเห่าส้มโผล่โหวตนายกฯ ขอบคุณทุกเสียง? เชิญแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ทราบจริงๆ งูเห่าส้มโผล่โหวตนายกฯ ขอบคุณทุกเสียง

Scroll to top