การทําประชามติ

ย้อน “พริษฐ์” แก้รัฐธรรมนูญต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ ประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองคงหนีไม่พ้นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งล่าสุดได้เกิดการตอบโต้กันระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีที่คุณภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนไปยังคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน ว่าด้วยเรื่องของการยึดมั่นในกฎหมาย แทนที่จะยึดติดกับตัวบุคคล

ย้อน “พริษฐ์” แก้รัฐธรรมนูญต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล

การแสดงความคิดเห็นของคุณภราดรมองว่า การผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ย้อน “พริษฐ์” แก้รัฐธรรมนูญต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล เป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด เพราะหากนักการเมืองยังคงยึดติดกับมุมมองของใครเพียงคนใดคนหนึ่ง หรือพยายามนำเอาความเห็นส่วนตัวมาอยู่เหนือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีแต่จะทำให้ความน่าเชื่อถือของกระบวนการนิติบัญญัติเสื่อมถอยลง

บทเรียนจากอดีต สู่ความชัดเจนในปัจจุบัน

หากเรามองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อปี 2567 จะพบว่าเคยมีการหารือกันเรื่องข้อกฎหมายเกี่ยวกับการทำประชามติ ซึ่งในตอนนั้นมีความเห็นที่แตกต่างกันเกิดขึ้น แต่สุดท้ายแล้วคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นข้อยุติที่เป็นทางออกของประเทศ การที่คุณภราดรยกกรณีนี้ขึ้นมาเพื่อเตือนใจว่า ย้อน “พริษฐ์” แก้รัฐธรรมนูญต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล นั้น ไม่ใช่การรื้อฟื้นอดีตเพื่อสร้างความขัดแย้ง แต่เป็นการย้ำเตือนว่าหลักนิติธรรมคือกติกาสูงสุดที่เราทุกคนต้องยอมรับ

  • กฎหมายคือบรรทัดฐานของสังคม
  • คำวินิจฉัยศาลคือข้อยุติในทางปฏิบัติ
  • การหารือนอกรอบไม่สามารถแทนที่กระบวนการทางกฎหมายได้

หลายคนอาจจะมองว่าการเมืองเป็นเรื่องของความเห็น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องทำการแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรหันมาเน้นที่ความสำเร็จส่วนรวมมากกว่าการสร้างแต้มต่อทางการเมือง เพราะถ้าหากทุกคนมัวแต่แข่งขันว่าใครให้สัมภาษณ์ได้คมกว่า หรือใครได้รับพื้นที่สื่อมากกว่า ประเทศไทยคงวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งเดิมๆ อย่างไม่สิ้นสุด

ท้ายที่สุดนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะมีความเห็นทางการเมืองในทิศทางไหน สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านกระบวนการอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับของคนทั้งประเทศ การที่ผู้มีอำนาจออกมาเตือนกันด้วยเหตุและผลเช่นนี้ นับเป็นสัญญาณที่ดีในการดึงทุกฝ่ายกลับสู่ร่องรอยของกติกา เพื่อให้เป้าหมายสำคัญอย่างการปฏิรูปรัฐธรรมนูญสำหรับอนาคตเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – ย้อน “พริษฐ์” แก้รัฐธรรมนูญต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล

“อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองไทยเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 หลังจาก “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน บาท โดยได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของรัฐบาลอย่างดุเดือดผ่านเวทีรัฐสภา ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนทั่วประเทศถึงภาระหนี้สาธารณะที่กำลังจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน สะท้อนความไม่โปร่งใส

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา จากพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การออก พ.ร.ก. ฉบับนี้แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภา แต่ในแง่ของความคุ้มค่าและความเป็นธรรมนั้นยังเป็นที่น่าสงสัย เพราะคนไทยกว่า 67 ล้านคนต้องตื่นมาพร้อมกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละกว่า 6,000 บาทโดยไม่มีทางเลือก

เจาะลึกปมเดือด “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน

ไม่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขหนี้สินเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับรายละเอียดในโครงการที่คุณอรรถกรได้ตั้งข้อสังเกตไว้ ดังนี้:

  • การจัดลำดับความสำคัญ: การผลักดันโครงการที่อาจไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินจริงมาใส่รวมไว้ใน พ.ร.ก. เพื่อให้ผ่านการอนุมัติง่ายขึ้น
  • ความชัดเจนของแผนงาน: โครงการปรับโครงสร้างพลังงานถูกตั้งคำถามว่า เร่งด่วนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการนำงบประมาณมาใช้โดยขาดความสอดคล้องกับงบประมาณปกติ
  • หลักเกณฑ์การช่วยเหลือ: ความกังวลว่าผู้ได้รับผลกระทบที่เป็นกลุ่มเปราะบางจะเข้าถึงสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้อย่างทั่วถึงหรือไม่

คุณอรรถกรได้เปรียบเทียบการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ว่าเป็นเสมือน “เมนูยัดไส้” ที่นำโครงการขนาดใหญ่มาซ่อนรายละเอียดไว้ในกฎหมายกู้เงินฉบับเดียว ทำให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างถี่ถ้วน ต่างจากร้านอาหารทั่วไปที่ยังต้องระบุส่วนผสมและราคาให้ชัดเจน แต่เมนูการกู้เงินครั้งนี้กลับไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามีอะไรแฝงอยู่ข้างในบ้าง

ยิ่งไปกว่านั้น การที่รัฐบาลยุติการทำประชามติทั้งที่สูญเสียงบประมาณไปแล้วกว่า 9,000 ล้านบาท ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าคำมั่นสัญญาเรื่องประชาธิปไตยที่เคยให้ไว้กับประชาชนนั้น ดูเหมือนจะสวนทางกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงบนหน้ากระดานการเมืองไทยในขณะนี้

ในมุมมองของผู้เขียน หากรัฐบาลต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสและการชี้แจงรายละเอียดของโครงการให้ชัดเจนที่สุด เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ที่กู้มา คือภาระภาษีที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันแบกรับไปอีกนาน หากขาดการบริหารจัดการที่ดี ผลกระทบที่จะตามมาในอนาคตอาจมากกว่าแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่จะเป็นเรื่องของความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลนั่นเอง

ที่มา – “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน ชี้รัฐบาลผิดคำมั่นประชาธิปไตย

“ไอติม” กางแผนดันแก้ รธน. จ่อยื่น 2 ร่างเพิ่มหมวด สสร. สัปดาห์นี้ ชูตัดอำนาจ สว.

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นเหมือนหัวใจสำคัญของทิศทางประเทศ ล่าสุดมีข่าวคราวความคืบหน้าจากพรรคประชาชนผ่านทาง ‘ไอติม’ พริษฐ์ วัชรสินธุ ที่ออกมาเผยถึงแผนการขับเคลื่อนครั้งสำคัญ ซึ่งก็คือการที่ “ไอติม” กางแผนดันแก้ รธน. จ่อยื่น 2 ร่างเพิ่มหมวด สสร. สัปดาห์นี้ ชูตัดอำนาจ สว. เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง

“ไอติม” กางแผนดันแก้ รธน. จ่อยื่น 2 ร่างเพิ่มหมวด สสร. สัปดาห์นี้ ชูตัดอำนาจ สว.

การเคลื่อนไหวของพรรคประชาชนในครั้งนี้ ถือเป็นการเดินเกมที่ชัดเจน โดยเตรียมยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถึง 2 ฉบับ โดยมีหัวใจหลักคือการสร้างกระบวนการที่มีส่วนร่วมและป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดเนื้อหาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สาระสำคัญที่น่าสนใจคือการเสนอให้ สสร. มีอำนาจเต็มในการยกร่าง โดยมีการล็อกสเปกให้ 150 คนมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น

รายละเอียดเจาะลึก 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สำหรับเนื้อหาของทั้ง 2 ร่างที่ “ไอติม” กางแผนดันแก้ รธน. จ่อยื่น 2 ร่างเพิ่มหมวด สสร. สัปดาห์นี้ ชูตัดอำนาจ สว. มีความแตกต่างกันในเรื่องระบบการคัดกรอง สสร. เข้าสู่ที่ประชุมดังนี้:

  • ร่างที่ 1: เลือกตั้งเข้ามา 150 คนโดยตรง แล้วส่งให้รัฐสภารับรองทั้งชุด หากสภาไม่รับรองต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด
  • ร่างที่ 2: เลือกตั้งเข้ามา 300 คน แล้วส่งต่อให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 150 คน

จุดที่น่าสังเกตคือความพยายามของพรรคประชาชนในการตัดอำนาจ สว. ออกจากการชี้ขาดเนื้อหารัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน โดยกรอบการทำงานของ สสร. นั้นวางไว้ไม่เกิน 360 วัน ซึ่งถือว่าเป็นกรอบเวลาที่กระชับและมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังมุ่งหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หากการผลักดันครั้งนี้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น บทสรุปสุดท้ายของการยื่นร่างนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐสภาจะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อเสนอนี้ ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญของความเป็นประชาธิปไตยในสภาชุดปัจจุบัน

ที่มา – “ไอติม” กางแผนดันแก้ รธน. จ่อยื่น 2 ร่างเพิ่มหมวด สสร. สัปดาห์นี้ ชูตัดอำนาจ สว.

เลขาธิการ กกต. ชี้ปัญหาอยู่ที่คน ไม่เปลี่ยนบ้านเมือง

ในวงการการเมืองไทย เรามักได้ยินเสียงวิจารณ์เรื่องการเลือกตั้งและบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่เสมอ ล่าสุด เลขาธิการ กกต. ชี้ปัญหาอยู่ที่คน โดยตรง โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้เปิดใจในงานสัมมนาสื่อมวลชนสัญจร ครั้งที่ 1 เรื่องการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ที่โรงแรมทรี ซิกตี้ไฟว์ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ว่า แม้จะเปลี่ยนกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ถ้าคนที่เกี่ยวข้องยังเป็นหน้าเดิม บ้านเมืองก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

เลขาธิการ กกต. ชี้ปัญหาอยู่ที่คน

นายแสวง บุญมี กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า สังคมไทยมักวิจารณ์ กกต. หนักหน่วง โดยเฉพาะหลังผลการเลือกตั้งที่ไม่ถูกใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หลายคนเรียกร้องให้ปฏิรูปองค์กรอิสระอย่าง กกต. บางครั้งยังยกเป็นเงื่อนไขในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ท่านชี้ว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างหรือกฎเกณฑ์ แต่คือ “คน” ที่ยังวนเวียนอยู่ในระบบเดิมๆ

ท่านเคยมีประสบการณ์เป็นหัวหน้าทีมร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญที่ยอดเยี่ยม แต่ต่อมารัฐธรรมนูญ 2560 ก็ถูกออกแบบมาเพื่อปราบปรามการทุจริต (ปราบโกง) ทว่า ดัชนีคอร์รัปชันของไทยยังคงอยู่ในอันดับท้ายๆ ของโลก การเมืองไม่ก้าวหน้า คอร์รัปชันยังคงมีอยู่ สาเหตุหลักเพราะคนที่มาจดทะเบียนพรรคการเมือง ผู้สมัครเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ยังเป็นกลุ่มเดิมๆ 100% แม้กฎหมายจะเปลี่ยน แต่ชุดความรู้และพฤติกรรมยังคงเดิม

เลขาธิการ กกต. ชี้ปัญหาอยู่ที่คน: 3 องค์ประกอบสำคัญ

เลขาธิการ กกต. ย้ำชัดว่า เพื่อให้การเลือกตั้งดีขึ้น ต้องมี 3 อย่างพร้อมกัน คือ

  • ผู้เล่นดี: นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องมีจริยธรรม สุจริต ไม่ทุจริต
  • ผู้เลือกดี: ประชาชนต้องใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างมีสติ ไม่ถูกหลอกลวงหรือซื้อสิทธิ์ขายเสียง
  • กรรมการดี: กกต. ต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก ไม่ลำเอียงฝ่ายใด

หากทั้งสามอย่างนี้ดี บ้านเมืองก็จะไปได้สู่ทางที่ดี ท่านเข้าใจดีว่าประชาชนคาดหวังสูงกับ กกต. และ กกต. ก็พยายามตอบสนอง แต่มีข้อจำกัดคือต้องยึดตามกฎหมายและกติกาที่เป็นธรรม ไม่สามารถเอื้อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ มิเช่นนั้นระบบจะพังทลาย

มุมมองนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่รัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมา เรามักโทษกฎหมายหรือองค์กร แต่ลืมมองที่ตัวบุคคลและวัฒนธรรมการเมืองที่ฝังรากลึก เช่น การซื้อเสียง การทุจริตเลือกตั้ง หรือการเมืองแบบอุปถัมภ์ที่ยังคงอยู่ หากไม่เปลี่ยน “คน” จริงๆ การปฏิรูปใดๆ ก็ไร้ผล

นอกจากนี้ ในงานสัมมนาครั้งนี้ยังมีการพูดถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นในกรุงเทพฯ และพัทยา ซึ่ง กกต. ต้องจัดการให้โปร่งใสและยุติธรรม ท่ามกลางแรงกดดันจากทุกฝ่าย เลขาธิการ กกต. ยังชี้ว่า นักการเมืองมักอ้างชื่อประชาชนเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง แม้จะชนะเลือกตั้งหรือผ่านประชามติ แต่สุดท้ายต้องยึดหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง

การวิเคราะห์เพิ่มเติมพบว่า ดัชนีความโปร่งใสสากล (CPI) ของไทยยังต่ำ สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังแน่น หากอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ต้องเริ่มจาก教育ประชาชนให้รู้สิทธิ์ รู้กฎหมาย และส่งเสริมวัฒนธรรมการเมืองใหม่ นอกจากนี้ องค์กรอิสระอย่าง กกต. ก็ต้องปรับปรุงตัวเองให้ทันสมัย เช่น ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการตรวจสอบการเลือกตั้งให้โปร่งใสยิ่งขึ้น

สุดท้าย เลขาธิการ กกต. ชี้ปัญหาอยู่ที่คน เป็นคำเตือนที่ควรค่าแก่การไตร่ตรอง หากเราต้องการบ้านเมืองที่ดีกว่านี้ ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่รอให้กฎหมายหรือองค์กรแก้ปัญหาให้เพียงอย่างเดียว คุณเห็นด้วยกับมุมมองนี้หรือไม่? ลองมาแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “เลขาธิการ กกต.” ชี้ปัญหาอยู่ที่คน แม้เปลี่ยนกฎหมายแต่คนหน้าเดิม บ้านเมืองไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ ชี้ขาดแลนด์บริดจ์

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ ชี้ขาดแลนด์บริดจ์ โครงการยักษ์ใหญ่ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดัน โครงการแลนด์บริดจ์หรือ Landbridge คือแผนเชื่อมต่อท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง คือฝั่งอันดามันที่รันงค์ และฝั่งอ่าวไทยที่ชุมพร ด้วยรถไฟและทางหลวง เพื่อให้สินค้าขนส่งข้ามคอขาดได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา แต่หลายฝ่ายกังวลเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ความคุ้มทุน และการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน

สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ ชี้ขาดแลนด์บริดจ์

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2567 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้กล่าวถึงญัตติค้านโครงการแลนด์บริดจ์ที่ยื่นเข้าที่ประชุมวุฒิสภา ญัตตินี้ถูกบรรจุวาระแล้ว แต่สว.หลายคนขอเลื่อนไปสัปดาห์หน้า เพื่อให้มีเวลาศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน ไม่ใช่อภิปรายแบบไม่มีฐานข้อมูล นอกจากนี้ ยังยื่นกระทู้ถามนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม แล้ว ซึ่งรอวันถามในสภา สว.เชิญชวนให้รมว.คมนาคมมาชี้แจงในสภาให้ชัดเจน

ข้อกังวลที่ยังคลายไม่ได้

สว.นรเศรษฐ์ชี้ว่า การตั้ง “เอกนิติ” นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นประธานศึกษาความคุ้มค่า ก็ยังไม่คลายความกังวลได้ เพราะโครงการนี้มีผลกระทบมหาศาล แต่กลับไม่อยู่ในนโยบายหาเสียงพรรคหรือคำแถลงนโยบายรัฐบาล ทำไมถึงเป็นวาระแรกที่รัฐบาลเร่งรัด? เป็นเพราะแก้เศรษฐกิจจริง หรือปิดดีลอะไร? นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะออกกฎหมายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ซึ่งคล้าย EEC มาก ภาคตะวันออกเคยเจอปัญหากฎหมายเร่งรัด สิ่งแวดล้อมพัง ทรัพยากรใต้สมบูรณ์ อย่าปล่อยให้เกิดซ้ำ

เหตุผลเรื่องสงครามก็เบาเกิน รัฐบาลยังไม่ชัดเจนว่าแลนด์บริดจ์ตอบโจทย์ใคร เป็นจุดยุทธศาสตร์กระจายสินค้าอย่างไร? ถ้าสงครามมา จะจัดการสมดุลอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ยังไง? การลงพื้นที่ของนายพิพัฒน์ ควรฟังประชาชนจริง ไม่ใช่แค่อธิบายข้อดี

ทำไมต้องประชามติ 2 ระดับ?

สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ ชี้ขาดแลนด์บริดจ์ โดยเสนอ 2 ระดับ คือถามคนทั้งประเทศ และคนในพื้นที่โดยตรง เพื่อให้โครงการเดินหน้าด้วยความเห็นชอบจากประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ตัดสินจากบนลงล่าง นี่คือหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะโครงการใหญ่ที่กระทบชีวิตคนนับล้าน

  • ประชามติทั้งประเทศ: เพื่อดูภาพรวมว่าประชาชนเห็นด้วยกับโครงการยุทธศาสตร์นี้หรือไม่ โดยเฉพาะประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ลดเวลาขนส่ง ลดต้นทุนน้ำมัน
  • ประชามติพื้นที่: ชาวชุมพร สุราษฎร์ รันงค์ ฯลฯ ที่รับผลกระทบโดยตรง เช่น สิ่งแวดล้อม ป่าชายเลน ชุมชนท่องเที่ยว
  • ประโยชน์อื่นๆ: เพิ่มความโปร่งใส ลดคอร์รัปชัน สร้างความน่าเชื่อถือให้รัฐบาล

บทเรียนจาก EEC แสดงให้เห็นว่า กฎหมายเร่งรัดนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อม ท่องเที่ยวพัง ภาคใต้ไม่ควรซ้ำรอย ต้องส่งเสียงดังให้รัฐบาลชะลอ คิดให้รอบคอบ

สรุปแล้ว สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ ชี้ขาดแลนด์บริดจ์ เป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลในยุคที่ประชาชนต้องการมีส่วนร่วมมากขึ้น โครงการดีต้องไม่กลัวตรวจสอบ คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? ควรทำประชามติจริงไหม คอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงที่กว้างขวาง

ที่มา – สว. แนะทำประชามติถามคนทั้งประเทศ และคนในพื้นที่ชี้ขาดโครงการ “แลนด์บริดจ์”

“กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ในแวดวงรัฐสภาไทยกันเลยนะครับ “กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล บอกชัดเจนว่าไม่กังวลเลยสักนิดกับแผนของฝ่ายค้านที่กำลังจะตั้งคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) มาเฝ้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แถมยังยินดีต้อนรับด้วยซ้ำ ถ้าจะมีข้อเสนอดีๆ มาช่วยกันพัฒนาประเทศ

“กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเองว่า การที่พรรคประชาชนและฝ่ายค้านเตรียมตั้งครม.เงาเป็นสิทธิ์เต็มตัว และเป็นเรื่องดีด้วย เพราะจะมีคนคอยติดตามตรวจสอบผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคนแบบเจาะจง รัฐบาลเปิดประตูรับฟังทุกความเห็น โดยเฉพาะถ้าเป็นข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ นายกฯ และครม.พร้อมนำมาปรับใช้ในนโยบายทันที ปัจจุบันยังไม่เห็นครม.เงาทำงานจริง แต่เชื่อว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะการตรวจสอบจะเข้มข้นขึ้น มีอีกช่องทางช่วยให้รัฐบาลทำงานดีกว่าเดิม

ครม.เงาหรือ Shadow Cabinet คืออะไร? สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่คุ้นเคย มันคือกลไกของฝ่ายค้านในระบบรัฐสภาแบบอังกฤษ ที่แต่งตั้ง “รัฐมนตรีเงา” คอยจับตาดู “รัฐมนตรีจริง” ในกระทรวงเดียวกัน เพื่อเสนอนโยบายทางเลือกและวิจารณ์จุดอ่อน เป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่วงดุลอำนาจ ช่วยให้การเมืองมีคุณภาพมากขึ้น

“กรวีร์” ส่อดึงเวลาแก้ รธน. ขอแก้ปากท้อง ปชช. ก่อน

ส่วนประเด็นที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ (รธน.) นั้น นายกรวีร์บอกว่าต้องหารือกันระหว่างรัฐบาลกับสภา ว่าจะแก้จุดไหนยังไง แต่ตอนนี้รัฐบาลขอโฟกัสปัญหาใหญ่ก่อนเลย คือ ปากท้องประชาชน เพราะไทยกำลังเจอวิกฤติเศรษฐกิจหนัก จากราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อสูง และวิกฤติพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันทั่วโลก ไม่ใช่เวลามาไล่แก้รธน.ให้ช้า รัฐบาลไม่กังวลเรื่องผลประชามติ แต่เรื่องนี้ต้องเข้าสภาเมื่อถึงเวลาเหมาะสม ถ้าจะไปสู่รธน.ฉบับใหม่ คงได้เห็นกันชัดๆ

  • ปัญหาหลักที่รัฐบาลโฟกัส: เศรษฐกิจชะลอตัว อัตราการว่างงานสูง
  • วิกฤติพลังงาน: ราคาน้ำมันแพงจากสงครามอิสราเอล-ฮามาส ส่งผลกระทบผู้ส่งออกและประชาชน
  • เงินเฟ้อ: ราคาอาหาร ของใช้จ่ายพื้นฐานพุ่ง กระทบปากท้องโดยตรง
  • การฟื้นตัวหลังโควิด: ยังไม่เต็มที่ ต้องกระตุ้นการท่องเที่ยวและ SME

ในมุมมองของรัฐบาล การแก้รธน.เป็นเรื่องจำเป็นในระยะยาว แต่ตอนนี้ประชาชนเดือดร้อนเรื่องกินอยู่ก่อน ถ้าฝ่ายค้านช่วยเสนอไอเดียแก้ปากท้องแทนการเมืองดึงเวลา ก็น่าจะดีกว่านี้เยอะ เพื่อนๆ ลองคิดดูสิ ถ้าครม.เงาช่วยกันผลักดันนโยบายลดค่าครองชีพ หรือหาแหล่งพลังงานทางเลือกได้ รัฐบาลก็พร้อมรับฟังและทำตาม

ส่วนตัวผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ครับ เพราะการเมืองไทยมักติดกับดักเรื่องโครงสร้าง แต่ลืมปัญหาเร่งดันอย่างเศรษฐกิจประชาชน ถ้าฝ่ายค้านตั้งครม.เงาแล้วโฟกัสเรื่องจริง ไม่ใช่แค่จับผิด ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อประเทศ สุดท้ายแล้ว ประชาชนต่างหากที่เป็นผู้ตัดสิน

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคำพูดของ “กรวีร์”? ควรแก้รธน.ก่อนหรือแก้ปากท้องด่วน? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “กรวีร์” ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้ง ครม.เงา จับผิดรัฐบาล ส่อดึงเวลาแก้ รธน. ขอแก้ปากท้อง ปชช. ก่อน

“อ.เจษฎ์” สับเละ กกต. เลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาดมโหฬาร

วันนี้เรามาพูดถึงดราม่าร้อนๆ ในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่ออ.เจษฎ์ สับเละ กกต.แบบไม่ยั้ง หลังจากเกิดข้อผิดพลาดมโหฬารในการจัดเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครักชาติ เบอร์ 35 ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างดุเดือดที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยชี้ว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่กลั่นแกล้งพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นความล้มเหลวของระบบทั้งหมดที่กำลังทำลายศรัทธาของประชาชนในกระบวนการเลือกตั้ง

อ.เจษฎ์ สับเละ กกต. ชี้ข้อผิดพลาดมโหฬารในเลือกตั้งล่วงหน้า

อ.เจษฎ์ ย้ำชัดๆ ว่าการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ครั้งนี้ผิดพลาดหนักมาก ไม่ได้จำกัดแค่พรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ทุกพรรคโดนหางเลขกันหมด “ต้องฝากกรรมการนะครับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ในการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านไปเนี่ย ท่านมีความผิดพลาดมาก แล้วไม่ได้เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับเฉพาะบางพรรคนะครับ พี่น้องประชาชนอย่าไปหลงตามว่า มีการทำร้ายพรรคนั้น มีการทำลายคะแนนเสียงพรรคนี้ ไม่ใช่นะครับ ทุกพรรคโดนกันหมดครับ มันเป็นความผิดพลาดของกรรมการ” อ.เจษฎ์ ระบุ

ปัญหาที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่การติดป้ายชื่อผู้สมัครผิด การใช้แผ่นขาวทับชื่อผู้สมัครจนประชาชนสับสน ไปจนถึงการเขียนเลขที่หน้าซองลงคะแนนไม่ถูกต้อง ทำให้การเลือกตั้งวุ่นวายไปหมด สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่รอบคอบของกกต. ที่ไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน

อ.เจษฎ์ สับเละ กกต. เรื่องความปลอดภัยหละหลวมและเงินภาษีสูญเปล่า

  • ความผิดพลาดในการติดป้ายและแผ่นชื่อ: ชื่อผู้สมัครเพี้ยนไปหมด ประชาชนงงหนัก
  • แผ่นขาวทับชื่อ: ทำให้ไม่เห็นชื่อจริง สับสนใหญ่หลวง
  • เขียนเลขซองผิด: แม้จำเป็นต้องเขียน แต่ต้องถูกต้องสิครับ
  • เหตุอุกอาจที่นครศรีธรรมราช: มีคนบุกชิงบัญชีรายชื่อไปดื้อๆ ผู้ตรวจการเลือกตั้งหายไปไหน?
  • เงินภาษีประชาชน: ทุกบาทมาจากหยาดเหงื่อ ถ้าทำพลาดซ้ำซาก บัตรเลือกตั้งสีเขียว สีชมพูกลายเป็นกระดาษไร้ค่า

อ.เจษฎ์ ยังตำหนิเรื่องความปลอดภัยที่หละหลวม โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์บุกชิงบัญชีรายชื่อในนครศรีธรรมราช “แบบนี้ผู้ตรวจการเลือกตั้งอยู่กันที่ไหนครับ” เขาถาม พร้อมเตือนว่าถ้ากกต.ยังทำงานแบบนี้ ประชาชนจะไม่ไว้ใจ ศรัทธาในสภาและพรรคการเมืองจะพังทลาย การพัฒนาประเทศก็ไปต่อไม่ได้

นอกจากนี้ อ.เจษฎ์ ยังพูดถึงบัตรสีเหลืองหรือประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดย批เอกสารกกต.ที่ชี้นำและคำถามสับสน “คำถามแรกก็ไม่สะเด็ดน้ำ ยังไงก็ต้องเสียเงินรอบสองรอบสาม รัฐธรรมนูญแก้รายมาตราได้ แต่ไม่เคยบอกชัด” ทำให้ภาษีประชาชนถูกผลาญไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ปัญหาอ.เจษฎ์ สับเละ กกต.ครั้งนี้ ทำให้เราเห็นชัดว่าการเลือกตั้งต้องโปร่งใสและแม่นยำแค่ไหน มิเช่นนั้นประชาธิปไตยไทยจะสั่นคลอน สุดท้ายอ.เจษฎ์ฝากว่า “กรรมการสำคัญที่สุด ผู้เล่นก็สำคัญ อย่าหลอกลวงประชาชน อย่าผลาญภาษีกันอีกเลยครับ”

มุมมองนี้ชวนคิดนะครับ ถ้ากกต.ไม่ปรับปรุง อนาคตการเมืองไทยจะเป็นยังไง? คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย เราอยากฟังความเห็นจากทุกท่าน!

ที่มา – “อ.เจษฎ์” สับเละ กกต. จัดเลือกตั้งล่วงหน้า มีข้อผิดพลาดมโหฬาร ชี้เป็นความล้มเหลวของระบบ

Scroll to top