การบริหารจัดการชายแดน

ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการเสพสื่อออนไลน์มาฝากกันครับ โดยเฉพาะกรณีที่มีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับ ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน จนทำให้เกิดความสับสนในสังคม ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีมากสำหรับเราทุกคนในยุคดิจิทัลครับ

ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่เพจข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งได้เผยแพร่ข้อมูลอ้างว่ามีการเปิดจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก จ.สระแก้ว เพื่อให้นักเรียนชาวกัมพูชาเดินทางเข้ามาเรียน งานนี้ทำเอาประชาชนเกิดความตื่นตระหนกและเข้าใจผิดกันไปใหญ่โต จนทางโฆษกรัฐบาลต้องออกมาเบรกและชี้แจงข้อเท็จจริงว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

หลังจากที่เป็นประเด็นร้อนแรง ล่าสุด ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน แล้ว โดยเจ้าของเพจได้ประกาศขออภัยต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งยอมรับว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับความเป็นจริงและสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ประชาชนจำนวนมากครับ

มาตรการเด็ดขาดจากรัฐบาลในประเด็นชายแดน

แม้จะมีการออกมาขอโทษแล้ว แต่ภาครัฐยังคงย้ำจุดยืนที่ชัดเจนว่า เรื่องชายแดนถือเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวสูง กระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลจึงเตรียมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ดังนี้:

  • การใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ให้ข้อมูลเท็จ
  • การลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งข้อมูลทางการเท่านั้น

รัฐบาลยืนยันว่าถึงแม้ไทยจะเปิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่การเผยแพร่ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่บิดเบือนจนสร้างความเสียหายนั้นไม่สามารถยอมรับได้ เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าก่อนจะแชร์อะไรต้องคิดเยอะๆ นะครับ เพราะผลกระทบที่ตามมาจากการ ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ครั้งนี้ สามารถส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เลยทีเดียว

ข้อแนะนำทิ้งท้ายสำหรับชาวโซเชียล:

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นหลาม สิ่งที่ดีที่สุดคือการมีสติ เราควรตรวจสอบที่มาของข่าวจากเพจหลักหรือหน่วยงานราชการก่อนกดแชร์เสมอ การเป็นผู้อ่านที่ดีและมีความรับผิดชอบต่อสังคม จะช่วยให้เราไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมและช่วยให้ประเทศไทยของเรามีความสงบสุขครับ หวังว่าทุกคนจะได้รับบทเรียนจากกรณีนี้แล้วนำไปปรับใช้กันนะครับ

ที่มา – ผู้เผยแพร่ข่าวเปิดด่านสระแก้ว น้อมรับผิดให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน รัฐบาลขู่เอาผิดตามกฎหมาย

ทร. ยันแนวรบตะวันออกปกติ ไร้เหตุยั่วยุ พร้อมแลนด์บริดจ์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาด้านจังหวัดตราดยังคงปกติสุข โดย ทร. ยันแนวรบตะวันออกปกติ ไร้เหตุยั่วยุ ล่าสุด พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ หรือที่รู้จักในนาม “เสธ.ทร.” ได้ออกมายืนยันถึงความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ทะเลตะวันออกและชายแดน ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงของชาติ

ทร. ยันแนวรบตะวันออกปกติ ไร้เหตุยั่วยุ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 พล.ร.อ.ธาดาวุธ เปิดเผยว่า ภาพรวมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดตราด ยังคงเป็นปกติ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ ไม่มีรายงานการยั่วยุหรือเหตุการณ์ที่น่ากังวลใดๆ ในพื้นที่ทะเลตะวันออกที่ติดกับกัมพูชา นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ เพื่อบริหารจัดการชายแดนให้ราบรื่น

การดูแลความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา

กองทัพเรือได้เน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ โดยใช้กลไกปกติในการสื่อสารข้อมูล ซึ่งช่วยให้การเฝ้าระวังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ชายแดนตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดตราด เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมโยงการค้าและการเดินเรือ การยืนยันว่า ทร. ยันแนวรบตะวันออกปกติ ไร้เหตุยั่วยุ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

ในอดีต พื้นที่นี้เคยมีประเด็นข้อพิพาท แต่ปัจจุบันทุกอย่างคลี่คลายด้วยการเจรจาและการทูตที่ดี การคุมเข้มของ กปช.จต. ช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ชายแดนเป็นเส้นทางสันติภาพ

กองทัพเรือพร้อมหนุนโครงการแลนด์บริดจ์

นอกจากเรื่องความมั่นคงแล้ว เสนาธิการทหารเรือยังแสดงท่าทีชัดเจนต่อโครงการ แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล โดยกองทัพเรือพร้อมดำเนินการเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ โครงการนี้จะเชื่อมต่อท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง คือ อ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ผ่านจังหวัดชุมพรและกระบี่ ด้วยระบบรถไฟและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ

ประโยชน์ของแลนด์บริดจ์มีมากมาย ดังนี้

  • ลดระยะเวลาขนส่งสินค้าทางเรือจากสิงคโปร์หรืออินโดนีเซีย จากเดิม 10 วัน เหลือเพียง 1-2 วัน
  • ยกระดับการแข่งขันทางการค้าของไทยในภูมิภาคอาเซียน
  • สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์หลายแสนล้านบาท
  • เสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล โดยกองทัพเรือจะมีบทบาทสำคัญในการรักษาความปลอดภัยเส้นทาง

กองทัพเรือกำลังติดตามความคืบหน้าและเตรียมพร้อมกำลังพล เทคโนโลยี เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล การสนับสนุนนี้แสดงถึงความสามัคคีระหว่างฝ่ายการเมืองและทหาร

โดยรวมแล้ว การยืนยัน ทร. ยันแนวรบตะวันออกปกติ ไร้เหตุยั่วยุ พร้อมการหนุนแลนด์บริดจ์ เป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของไทยในยุคใหม่ โครงการดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ แต่ยัง positioning ไทยเป็นฮับการค้าอันดับต้นๆ ของโลก

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการแลนด์บริดจ์จะเป็น game changer สำหรับไทย หากดำเนินการสำเร็จ จะดึงดูดการลงทุนมหาศาลและสร้างงานให้คนไทยนับล้าน ติดตามความคืบหน้าและแสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง คุณคิดว่าไทยพร้อมสำหรับแลนด์บริดจ์หรือยัง?

ที่มา – ทร. ยันแนวรบตะวันออกปกติ ไร้เหตุยั่วยุ พร้อมหนุน “แลนด์บริดจ์” ตามนโยบายรัฐบาล

“สีหศักดิ์” จับตา “ฮุน มาเนต” เดินสายเวทีโลก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง โดยเฉพาะเมื่อ “สีหศักดิ์” จับตา “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่กำลังเดินสายพบปะผู้นำระดับโลก ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ยืนยันพร้อมตอบโต้ทันทีหากมีการบิดเบือนข้อมูลชายแดนในเวทีระหว่างประเทศ ข่าวนี้เกิดขึ้นในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 ท่ามกลางกระแสข่าวไฟไหม้ชายแดนและข้อพิพาทเก่าๆ ที่ค้างคา

“สีหศักดิ์” จับตา “ฮุน มาเนต” เดินสายเวทีโลก

นายสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่า ไทยกำลังเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของฮุน มาเนต อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเดินทางพบปะผู้นำชั้นนำอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ และการขอเอกสารประวัติศาสตร์พรมแดนจากประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส กระทรวงการต่างประเทศไทยได้สอบถามไปยังฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้ว เพื่อตรวจสอบว่ากัมพูชาขอเอกสารอะไรบ้าง หากพบการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่ถูกต้อง ไทยพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงทันทีในเวทีโลก เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

นอกจากนี้ สถานการณ์ไฟไหม้บริเวณชายแดนยังคงเป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตา รัฐมนตรีสีหศักดิ์ระบุว่ากำลังรอรายงานผลตรวจสอบสาเหตุ และการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่กำลังจะมีขึ้น จะหารือครอบคลุมทั้งชายแดนไทย-กัมพูชาและไทย-เมียนมา เพื่อเตรียมข้อมูลชุดใหญ่ส่งต่อให้รัฐบาลชุดใหม่

พร้อมตอบโต้หากบิดเบือนข้อมูลชายแดน

ประเด็นข้อมูลชายแดนเป็นหัวใจสำคัญของข้อพิพาทไทย-กัมพูชามาหลายสิบปี การที่ฮุน มาเนตเดินสายเวทีโลกอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อสร้างการรับรู้ในระดับสากล แต่ไทยไม่นิ่งนอนใจ “สีหศักดิ์” จับตา “ฮุน มาเนต” ทุกฝีก้าว และมีทีมงานเตรียมข้อมูลข้อเท็จจริงไว้พร้อม หากมีการบิดเบือน เช่น การอ้างสิทธิ์พื้นที่ทับซ้อนโดยอิงเอกสารฝรั่งเศสเก่า ไทยจะตอบโต้ด้วยหลักฐานทางกฎหมายและประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน

MOU 44: ยกเลิกต้องรอรัฐบาลใหม่

อีกประเด็นที่นายสีหศักดิ์พูดถึงคือบันทึกความเข้าใจปี 2544 หรือ MOU 44 เกี่ยวกับการร่วมมือจัดการพื้นที่ทับซ้อนชายแดน การยกเลิก MOU นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ หารือกับนายกรัฐมนตรีและ สมช. อย่างรอบคอบ ขณะนี้กระทรวงฯ ได้จัดทำแนวทางการยกเลิกไว้แล้ว หากยกเลิกแล้ว ไทยไม่จำเป็นต้องทำ MOU ใหม่ แต่สามารถใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นฐานเจรจา เหมือนกรณีพิพาทไทย-มาเลเซีย

  • ขั้นตอนการยกเลิก MOU 44: รอ ครม.ชุดใหม่เห็นชอบ
  • ทางเลือกหลังยกเลิก: ใช้กฎหมายสากล ไม่ต้องทำ MOU ใหม่
  • การสร้างกติกาใหม่: ต้องเห็นพ้องทั้งสองฝ่าย หากไม่ตรงกันเข้าสู่กระบวนการเจรจาสากล
  • การเตรียมพร้อม: ข้อมูลแนวทางทั้งหมดพร้อมแล้ว

การจัดการพื้นที่ทับซ้อนชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือ แต่หาก一方一方พยายามใช้เวทีโลกกดดัน อีกฝ่ายก็ต้องมีกลไกตอบโต้ที่แข็งแกร่ง นี่คือบทเรียนจากอดีตที่ไทยเคยเผชิญ เช่น กรณีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกตัดสินไปแล้ว แต่ปัญหายังลุกลาม

ในมุมกว้างขึ้น ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชามีทั้งมิตรภาพและข้อขัดแย้ง ไทยเป็นคู่ค้าสำคัญของกัมพูชา การค้าชายแดนมีมูลค่าสูง แต่ประเด็นชายแดนต้องแก้ไขด้วยสันติวิธี ไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการรักษาพรมแดนตามสนธิสัญญาเก่าแก่ รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันจึงเน้นการทูตเชิงรุก

สุดท้ายแล้ว การที่ “สีหศักดิ์” จับตา “ฮุน มาเนต” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการปกป้องดินแดน ผู้สนใจควรติดตามการประชุม สมช. ครั้งต่อไป เพราะจะเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน การตอบโต้ที่รวดเร็วและมีข้อมูลครบถ้วนจะช่วยให้ไทยอยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่าในเวทีโลก

คำแนะนำ: ติดตามข่าวอัปเดตชายแดนไทย-กัมพูชาและการทูตระหว่างประเทศได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “สีหศักดิ์” จับตา “ฮุน มาเนต” เดินสายเวทีโลก พร้อมตอบโต้หากบิดเบือนข้อมูลชายแดน

กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ควบคู่ไปกับการดำเนินการเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการเร่งสร้างรั้วชายแดน ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น

พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่าปราสาทตาควายยังคงอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย และการแก้ไขปัญหาชายแดนจะดำเนินการโดยใช้หลักสันติวิธีเป็นอันดับแรก โดยผ่านกลไก JBC และ RBC อย่างไรก็ตาม การใช้กำลังอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

ประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำคือ การเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียต่อประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้กัมพูชาเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิด เนื่องจากมีกำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด โดยฝ่ายไทยจะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในเขตอธิปไตยของตนเองใน 5 พื้นที่นำร่องก่อน

ความจำเป็นในการสร้างรั้วชายแดน

เพื่อบริหารจัดการชายแดนและทวงคืนพื้นที่ตามข้อตกลงร่วมกัน ฝ่ายไทยจึงมีความจำเป็นต้องเริ่มกองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น ในรูปแบบกึ่งถาวรตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความยาว 798 กิโลเมตร รั้วดังกล่าวจะมีลักษณะทึบด้านล่างและโปร่งด้านบน พร้อมติดตั้งลวดหนาม เพื่อเพิ่มความมั่นคงและป้องกันการลักลอบข้ามแดน

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า ไทยยังคงยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี เนื่องจากเป็นสิ่งที่นานาชาติยอมรับและชื่นชม การใช้กำลังจะเกิดขึ้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ

การตัดสินใจของกองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการสูญเสียที่ไม่จำเป็น

การดำเนินการสร้างรั้วชายแดน ควบคู่ไปกับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี จะช่วยสร้างความมั่นคงและความสงบสุขตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งสองประเทศ การให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในอนาคต

การที่กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น นั้นเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงตามแนวชายแดน และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางหลักที่ประเทศไทยยึดมั่น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านและส่งเสริมความสงบสุขในภูมิภาค

ที่มา – กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น

ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน: ทร.พร้อมรบปี 69 ปราบสแกมเมอร์

การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพล่าสุดเน้นย้ำแผนชายแดน โดยกองทัพเรือประกาศความพร้อมรบในปี 2569 ขณะที่ตำรวจเตรียมรับมือสถานการณ์ชุมนุมประท้วง พร้อมผนึกกำลังนานาชาติ UNODC, FBI และอินเตอร์โพล เพื่อปราบปรามสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ณ กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส. เป็นประธานในการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยมี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ., พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟืองจันทร์ ผบ.ทร., พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้แถลงถึงผลการประชุม โดยกองทัพบกยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันและรักษาความมั่นคงภายในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตามกรอบคำสั่งจักรพงษ์ภูวนารถ ทั้งในพื้นที่กองกำลังสุรนารีและกองกำลังบูรพา พร้อมประสานแผนปฏิบัติการกับกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด กองทัพเรือ ประเด็นสำคัญที่ไทยและกัมพูชามีความเห็นชอบร่วมกันผ่านการประชุม JBC และ GBC รวมถึงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนซัมมิท คือการบริหารจัดการพื้นที่ในจังหวัดสระแก้ว การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์และสแกมเมอร์ทางออนไลน์ โดยประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศ กลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีแผนการถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุม GBC โดยมอบหมายให้กองทัพภาคที่ 2 หารือในรายละเอียดร่วมกับภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา

ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน: ทร.พร้อมรบปี 69 ปราบสแกมเมอร์

นโยบาย ผบ.ทร. ปี 2569 เป็นปีพร้อมรบ

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือได้นำเสนอแผนการเตรียมความพร้อมต่อการปฏิบัติภัยคุกคามทางด้านพื้นที่ตะวันออก โดยที่ประชุมในวันนี้ กองทัพเรือได้รับมอบภารกิจในการดูแลอธิปไตยทางบกและทางทะเลที่จังหวัดจันทบุรีและตราด รวมถึงการดูแลการคมนาคมอย่างเสรีทางทะเลในพื้นที่ กองทัพเรือได้ชี้แจงขั้นตอนการปฏิบัติในสถานการณ์ปกติไปจนถึงสถานการณ์วิกฤตในขั้นปฏิบัติการ เพื่อนำเรียนถึงความพร้อมของกองทัพเรือในการใช้กำลังทางบกและทางเรือในการปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบ โดยสรุป กองทัพเรือมีความพร้อมขึ้นตามลำดับ และ ผบ.ทร. ได้กำหนดนโยบายในปี 2569 ให้เป็นปีพร้อมรบของกองทัพเรือ ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนการใช้กำลังในปีนี้

ผบ.ตร. เตรียม คฝ. รับมือ

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวภายหลังการประชุมว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมรับมือกับภัยคุกคามด้านตะวันออกในสองมิติ: มิติแรก, กองกำลังบูรพาขอรับการสนับสนุนกองร้อยควบคุมฝูงชนเนื่องจากมีการใช้ประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านมาก่อความไม่สงบ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้เตรียมกำลัง 6,000 นาย เพื่อรองรับเหตุการณ์รุนแรง และลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของกำลังพล อีกส่วนหนึ่งคือการดูแลประชาชนในพื้นที่ หากเกิดเหตุการณ์ สามารถอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้ทันที

เปิดวอร์รูมปราบสแกมเมอร์: อีกหนึ่งภารกิจสำคัญ

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า อีกมิติคือการรับมือภัยไซเบอร์และสแกมเมอร์ ซึ่งรัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ผบ.ตร. ได้เรียกประชุมเตรียมความพร้อม เปิดศูนย์วอร์รูม โดยมีหน่วยงานต่างประเทศเข้าร่วม เช่น UNODC, FBI, อินเตอร์โพล เรื่องนี้ถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ซึ่งมีข้อกำหนดกับตำรวจและรัฐบาลกัมพูชาในเรื่องความร่วมมือ และจัดทำแผนปฏิบัติการ โดยในสองสัปดาห์ จะมีการจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจเพื่อกวาดล้างแกนนำหรือผู้เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ทั้งหมด การปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจังเป็นส่วนหนึ่งของ ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน: ทร.พร้อมรบปี 69 ปราบสแกมเมอร์

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถูกหลอกลวงไปทำงานประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะถูกหลอกหรือสมัครใจก็ตาม จะมีมาตรการคุ้มครองพยาน แผนปฏิบัติการเป็นเครื่องมือให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดความเสียหายในทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ถูกหลอก หรือสมัครใจก็ตาม และมีมาตรการคุ้มครองพยาน การจัดการกับปัญหา ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน: ทร.พร้อมรบปี 69 ปราบสแกมเมอร์ ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

การที่กองทัพเรือประกาศความพร้อมรบในปี 2569 ควบคู่ไปกับการปราบปรามสแกมเมอร์และการดูแลความมั่นคงชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน การที่ ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน: ทร.พร้อมรบปี 69 ปราบสแกมเมอร์ เป็นเรื่องที่น่ายินดี และหวังว่าการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ผบ.เหล่าทัพกำชับแผนชายแดน ทร.ลั่น 2569 ปีพร้อมรบ ผนึกกำลังนานาชาติปราบสแกมเมอร์

Scroll to top