การบริหารจัดการน้ํา

เจเศรษฐ์ สั่ง ปภ. รับมือแม่น้ำโขงเอ่อล้น 5 จังหวัดภาคอีสาน

เจเศรษฐ์ สั่ง ปภ. รับมือแม่น้ำโขงเอ่อล้น 5 จังหวัดภาคอีสาน

ในช่วงสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องแบบนี้ หลายคนอาจจะเริ่มกังวลเกี่ยวกับระดับน้ำในแม่น้ำโขง ล่าสุดทางกระทรวงมหาดไทย โดย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกด้วยการกำชับให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เร่งดำเนินมาตรการเฝ้าระวังและเตรียมรับมือเหตุการณ์ที่เจเศรษฐ์ สั่ง ปภ. รับมือแม่น้ำโขงเอ่อล้น 5 จังหวัดภาคอีสาน ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในช่วงวันที่ 10-14 สิงหาคมนี้ครับ

เจเศรษฐ์ สั่ง ปภ. รับมือแม่น้ำโขงเอ่อล้น 5 จังหวัดภาคอีสาน อย่างเร่งด่วน

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ได้เน้นย้ำว่าพื้นที่เสี่ยงภัย ได้แก่ เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, มุกดาหาร และนครพนม ต้องมีการติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยหัวใจสำคัญคือการเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นการขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง หรือการวางแผนป้องกันทรัพย์สิน ทั้งนี้ ปภ. เตรียมพร้อมทั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรกลหนัก เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนทันทีที่เกิดเหตุการณ์

นอกเหนือจากการเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์แล้ว ทางรัฐบาลยังเน้นเรื่องการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง โดยมีการใช้ระบบ Cell Broadcast ส่งข้อความแจ้งเตือนภัยเข้ามือถือของประชาชนโดยตรง เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลเข้าถึงทุกคนอย่างรวดเร็ว สำหรับท่านที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว นี่คือสิ่งที่คุณต้องเตรียมตัว:

  • ติดตามข่าวสารจากทางราชการเป็นหลัก เพื่อป้องกันข้อมูลที่สับสน
  • ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและขนย้ายทรัพย์สินที่มีค่าไว้ในที่ปลอดภัย
  • สังเกตระดับน้ำในแม่น้ำโขงบริเวณใกล้บ้านอยู่เสมอ
  • เตรียมเบอร์โทรศัพท์สายด่วน ปภ. 1784 ไว้เพื่อขอความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม แม้ระดับน้ำแม่น้ำโขงที่เพิ่มสูงขึ้นอาจจะดูน่ากังวล แต่ในบางพื้นที่ก็ยังคงประสบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน ดังนั้นนายเจเศรษฐ์จึงขอให้ประชาชนทำความเข้าใจและยึดถือข้อมูลการประกาศจากจังหวัดเป็นหลัก เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำและการช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดครับ

ในฐานะที่เราเป็นคนไทย เราขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวอีสานทุกท่านให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัย และหวังว่ามาตรการที่ทางภาครัฐได้วางไว้จะช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินให้ได้มากที่สุดครับ

ที่มา – “เจเศรษฐ์” สั่ง ปภ. รับมือแม่น้ำโขงเอ่อล้น 5 จังหวัดภาคอีสาน

ถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญ

สถานการณ์น้ำในประเทศไทยช่วงนี้กลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญอย่างมาก ล่าสุดได้มีการถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาวะอากาศที่แปรปรวน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจในอนาคตอันใกล้นี้

ถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ

จากการคาดการณ์สภาพอากาศพบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นในปีหน้า ส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องการบริหารจัดการน้ำ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการกักเก็บน้ำไว้ใช้ก่อนที่ฤดูฝนจะสิ้นสุดลง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะขาดแคลนน้ำที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม

มาตรการสำคัญและการปรับตัวสู่เกษตรสมัยใหม่

นอกจากเรื่องการกักเก็บน้ำแล้ว ในที่ประชุมยังได้มีการพูดถึงแนวทางการจัดการน้ำในภาคการเกษตรอย่างจริงจัง เพื่อให้การถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจดังนี้:

  • การทำฝนหลวง: ใช้เพื่อบรรเทาสถานการณ์ในพื้นที่ที่น้ำในเขื่อนยังไม่เพียงพอ
  • การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง: เทคนิคที่ช่วยประหยัดน้ำได้ถึง 50% และลดการใช้พลังงานในการสูบน้ำเข้านา
  • การจัดการนาแปลงใหญ่: เพื่อให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานและเกษตรกรมีประสิทธิภาพสูงสุด

การปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่เกษตรกรไทยต้องเริ่มปรับตัว เพราะหากเราไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ ผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญในอนาคตอาจรุนแรงจนยากจะแก้ไข ทั้งนี้ การปลูกข้าวรูปแบบใหม่ไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องของการประหยัดทรัพยากรน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสดีที่ชาวนาจะได้รับประโยชน์จากการขายคาร์บอนเครดิตและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตข้าวของตนเองได้อีกด้วย

บทเรียนจากการประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชนในการวางแผนรับมือล่วงหน้า คือหัวใจสำคัญของการป้องกันภัยพิบัติ เราควรสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาใช้นวัตกรรมจัดการน้ำเพื่อความมั่นคงในระยะยาวของประเทศ ทุกฝ่ายต้องตระหนักและร่วมมือกันเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่สถานการณ์น้ำจะกลายเป็นวิกฤตที่ยากเกินเยียวยา

ที่มา – ถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ

“สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

“สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการติดตามความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ โดยได้เดินทางไปดูการดำเนินงานโครงการขุดลอกร่องน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักรและกำลังคนของกรมเจ้าท่าเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันความตั้งใจจริงของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบัน “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำให้ไหลผ่านคลองอู่ตะเภาได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ลดจุดตื้นเขินที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่เศรษฐกิจและบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนชาวสงขลาได้

แผนงานระยะยาวเพื่อความปลอดภัยและเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ นายสรรเพชญยังได้กล่าวถึงแผนการพัฒนาในระยะยาว โดยมีการวางแผนงบประมาณปี 2570 เพื่อสานต่อโครงการสำคัญอีก 3 โครงการ ดังนี้:

  • โครงการขุดลอกร่องน้ำคลองอู่ตะเภา: เน้นการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มสูงขึ้น
  • โครงการขุดลอกคลอง ร.1: พัฒนาร่องชายฝั่งทะเลเพื่อเสริมระบบระบายน้ำให้ครอบคลุมทุกจุดเสี่ยง
  • โครงการขุดลอกคลอง ร.3: ขยายขีดความสามารถการไหลเวียนของน้ำ เพื่อสนับสนุนทั้งภาคการเกษตรและการสัญจรทางน้ำ

ด้วยงบประมาณกว่า 28 ล้านบาทต่อโครงการ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสียหายจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นหากไม่เตรียมการป้องกันไว้ก่อน สิ่งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าการที่ “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา เป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่น่าชื่นชม เพราะนอกจากช่วยระบายน้ำแล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินเรือของชาวประมงพื้นบ้านอีกด้วย

ในฐานะประชาชน เราต่างหวังว่าการดำเนินงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ของกรมเจ้าท่า จะช่วยให้โครงการเหล่านี้สำเร็จลุล่วงตามแผนที่วางไว้ การเตรียมพร้อมก่อนที่ปัญหาจะมาถึง คือหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการภาครัฐที่ยั่งยืน และเชื่อมั่นว่าความมุ่งมั่นของนายสรรเพชญในครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวสงขลาได้อย่างแท้จริง การที่ “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา จึงเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการทำงานเชิงบูรณาการเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

“ยศชนัน” นั่งประธานรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคเหนือ

สถานการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่ภาคเหนือถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ล่าสุด “ยศชนัน” นั่งประธานรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคเหนือ เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานให้มีความเป็นเอกภาพและรวดเร็ว หลังพบว่ามีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยสูงถึง 1,363 จุด และพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งอีก 444 จุด ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกเข้ามาจัดการอย่างเป็นระบบ

“ยศชนัน” นั่งประธานรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคเหนือ แบบครบวงจร

ในการประชุมครั้งสำคัญนี้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงการบริหารจัดการน้ำที่ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องมองไปถึงการป้องกันและฟื้นฟูอย่างยั่งยืน การที่ “ยศชนัน” นั่งประธานรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคเหนือ ในครั้งนี้ จะช่วยให้การสั่งการจากส่วนกลางถึงระดับจังหวัดเป็นไปอย่างคล่องตัว โดยเฉพาะการตั้งวอร์รูมปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด นายยศชนันได้กำหนดมาตรการสำคัญหลายประการที่หน่วยงานต่างๆ ต้องนำไปปฏิบัติทันที ดังนี้:

  • การจัดตั้ง War Room: มอนิเตอร์สถานการณ์น้ำและสภาพอากาศตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรายงานตรงต่อส่วนกลางและจังหวัด
  • การแก้ไขจุดคอขวดงบประมาณ: ขจัดอุปสรรคทางการเงินเพื่อให้โครงการป้องกันภัยพิบัติเร่งด่วนเดินหน้าได้ทันที
  • การใช้นวัตกรรม: นำโดรนสำรวจพื้นที่และเทคโนโลยีโทรมาตรมาใช้เพื่อการประเมินสถานการณ์ที่แม่นยำ
  • ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย: เตรียมศูนย์พักพิงและระบบสนับสนุนการอพยพเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ยังมีการเร่งขุดลอกลำน้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำน่านและแม่น้ำยม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมขังในพื้นที่เศรษฐกิจ ตลอดจนการวางแผนกักเก็บน้ำสำรองเพื่อป้องกันภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะใช้บทเรียนจากอดีตมาปรับใช้ เพื่อให้การทำงานในพื้นที่ภาคเหนือเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุด การบริหารงานในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การจัดการน้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องรวดเร็วถึงประชาชน เพื่อให้ทุกคนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง

ถือเป็นก้าวสำคัญของการบริหารจัดการภัยพิบัติในระดับภูมิภาค ที่เน้นการทำงานเชิงรุกและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน หวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวเหนือและนำไปสู่การจัดการทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืนในระยะยาว

ที่มา – “ยศชนัน” นั่งประธานรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคเหนือ ตั้งวอร์รูม 24 ชม. ป้องกันพื้นที่เสี่ยง

ปิยะรัฐชย์ ลุยตาก ติดตามการบริหารจัดการน้ำ-ดันสหกรณ์ครบวงจร

ปิยะรัฐชย์ ลุยตาก ติดตามการบริหารจัดการน้ำ-ดันสหกรณ์ครบวงจร

เมื่อเร็วๆ นี้ นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดตากเพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานพัฒนาภาคการเกษตรอย่างใกล้ชิด ซึ่งนับเป็นภารกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเน้นย้ำถึงแนวทาง ปิยะรัฐชย์ ลุยตาก ติดตามการบริหารจัดการน้ำ-ดันสหกรณ์ครบวงจร เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านเกษตรกรรมให้แข็งแกร่ง

การบริหารจัดการน้ำหัวใจสำคัญของภาคเกษตร

จุดเริ่มต้นของการลงพื้นที่คือโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ท้อ อำเภอเมืองตาก ซึ่งรมช.เกษตรฯ ได้ติดตามการก่อสร้างระบบส่งน้ำด้วยท่อความยาวกว่า 49.9 กิโลเมตร โครงการนี้ถือเป็นหัวใจหลักในการแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมขัง โดยจะสามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เกษตรกรรมได้ถึง 32,000 ไร่ ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง การลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาจากกลุ่มผู้ใช้น้ำโดยตรงสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในนโยบาย ปิยะรัฐชย์ ลุยตาก ติดตามการบริหารจัดการน้ำ-ดันสหกรณ์ครบวงจร ที่ต้องการให้เกษตรกรมีน้ำต้นทุนที่มั่นคงและยั่งยืน

นอกเหนือจากเรื่องน้ำ การส่งเสริมระบบสหกรณ์ก็เป็นอีกหนึ่งวาระเร่งด่วน โดยรมช.เกษตรฯ ได้เดินทางไปยังสหกรณ์การเกษตรบ้านตาก จำกัด เพื่อผลักดันให้สหกรณ์พัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร (ASP) และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC Plus) ซึ่งมีความสำคัญต่อเกษตรกรในพื้นที่ดังนี้:

  • ลดต้นทุนการผลิต: ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงปัจจัยการผลิตในราคาที่เป็นธรรม
  • เพิ่มประสิทธิภาพการตลาด: เชื่อมโยงผลผลิตสู่ตลาดที่มีมาตรฐานและสร้างมูลค่าเพิ่ม
  • สนับสนุนสินค้า GI: ส่งเสริมการแปรรูปและยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นจังหวัดตาก
  • สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ: ผ่านการสนับสนุนเงินทุนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์

ในท้ายที่สุด การที่ ปิยะรัฐชย์ ลุยตาก ติดตามการบริหารจัดการน้ำ-ดันสหกรณ์ครบวงจร ในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการติดตามงานตามนโยบายเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงพื้นที่เพื่อฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในอำเภอแม่สอด เพื่อนำแนวคิดวิสาหกิจชุมชนมาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีเกษตรกรในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้เกิดการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น การพัฒนาที่เริ่มจากความเข้าใจในพื้นที่จริงเช่นนี้ คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่แท้จริงของเกษตรกรไทย

ที่มา – “ปิยะรัฐชย์” ลุยตาก ติดตามการบริหารจัดการน้ำ-ดันสหกรณ์สู่ศูนย์บริการครบวงจร

แอป ThaiWater เช็กฝน-เขื่อน-พื้นที่เสี่ยง ครบจบในหน้าเดียว

ในยุคที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยและคาดเดาได้ยาก การมีเครื่องมือดีๆ ติดเครื่องไว้คงช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะครับ วันนี้ผมเลยอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับแอปพลิเคชัน แอป ThaiWater เช็กฝน-เขื่อน-พื้นที่เสี่ยง ครบจบในหน้าเดียว ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญที่รัฐบาลได้ยกเครื่องใหม่เพื่อยกระดับการจัดการน้ำและการเตือนภัยในประเทศไทยให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

แอป ThaiWater เช็กฝน-เขื่อน-พื้นที่เสี่ยง ครบจบในหน้าเดียว

การอัปเกรดครั้งนี้ไม่ได้มีแค่หน้าตาที่เปลี่ยนไป แต่เป็นการเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่จาก 56 หน่วยงาน 13 กระทรวง มารวมไว้ที่เดียว ทำให้ข้อมูลที่แสดงผลมีความแม่นยำและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นประชาชนทั่วไปที่ต้องการวางแผนการเดินทาง หรือเจ้าหน้าที่ที่ต้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง ก็สามารถใช้งาน แอป ThaiWater เช็กฝน-เขื่อน-พื้นที่เสี่ยง ครบจบในหน้าเดียว ได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

จุดเด่นของ ThaiWater โฉมใหม่ที่น่าสนใจ

นอกจากจะมี Interactive Map ที่สวยงามและใช้งานง่ายแล้ว ไฮไลท์สำคัญที่ทำให้แอปนี้โดดเด่นคือ:

  • ติดตามสถานการณ์จริง: ดูเรดาร์ฝน ปริมาณน้ำในเขื่อน และระดับน้ำในพื้นที่ต่างๆ ได้แบบ Real-time
  • ครอบคลุมรอบด้าน: ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำ แต่ยังเช็กค่าฝุ่น PM 2.5 ได้ในแอปเดียว
  • แจ้งเตือนแม่นยำ: มีระบบแจ้งเตือนภัยที่ปรับปรุงใหม่ เข้าใจง่าย และคาดการณ์ล่วงหน้าเฉพาะจุด
  • เข้าถึงง่าย: เปิดให้ใช้งานฟรีทั้งผ่านเว็บไซต์และแอปบนมือถือ iOS/Android

อีกหนึ่งความพิเศษคือการมีศูนย์ข้อมูลน้ำรายจังหวัด ซึ่งช่วยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและท้องถิ่นสามารถวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยตามบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ได้ ช่วยลดขั้นตอนการตัดสินใจในยามวิกฤตได้ดีเยี่ยมเลยทีเดียวครับ

สรุปและคำแนะนำเพิ่มเติม

ส่วนตัวผมมองว่าการที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มดิจิทัลแบบนี้เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะการมีข้อมูลในมือถือที่เชื่อถือได้ จะช่วยให้เราตั้งตัวรับมือกับภัยธรรมชาติได้ทันท่วงที อย่าลืมโหลดติดเครื่องไว้และหมั่นอัปเดตข้อมูลเป็นระยะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและครอบครัวครับ ใครยังไม่มีรีบไปโหลดมาใช้งานกันนะครับ

ที่มา – ครบจบในหน้าเดียว รัฐบาลยกเครื่องแอป “ThaiWater” เช็กฝน-เขื่อน-พื้นที่เสี่ยง รู้ทันก่อนเกิดวิกฤต

“เท้ง” ลุยน่าน ชี้รัฐต้องบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ

เชื่อว่าสถานการณ์น้ำท่วมเป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยกันดี แต่ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเลิกแก้ปัญหาแค่เฉพาะหน้า? ล่าสุด คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่ จ.น่าน เพื่อติดตามความคืบหน้าหลังวิกฤตพายุวิภา โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ว่า “เท้ง” ลุยน่าน ชี้รัฐต้องบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนรอดพ้นจากวงจรน้ำท่วมซ้ำซากเสียที

“เท้ง” ลุยน่าน ชี้รัฐต้องบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้แค่ไปดูร่องรอยความเสียหาย แต่เป้าหมายใหญ่คือการตรวจสอบว่าภาครัฐได้นำบทเรียนราคาแพงในอดีตมาปรับแผนการรับมือให้ดีขึ้นแล้วหรือยัง คุณณัฐพงษ์ย้ำชัดเจนว่า การมุ่งเน้นไปที่การเยียวยาหลังน้ำลดเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน เพราะแท้จริงแล้ว “เท้ง” ลุยน่าน ชี้รัฐต้องบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับพี่น้องประชาชนในระยะยาว

สำรวจปัญหาต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อทางออกที่ยั่งยืน

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้มีการเจาะลึกเข้าไปยังจุดเสี่ยงหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นฝายธงน้อย จนไปถึงอำเภอเวียงสา ซึ่งพบปัญหาซ้ำซากทั้งระบบระบายน้ำและประตูระบายน้ำชำรุด โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • รัฐบาลควรใช้ข้อมูลทางวิชาการและงานวิจัยจากหน่วยงานอิสระประกอบการใช้งบประมาณ แทนการตัดสินใจโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน
  • ระบบเตือนภัยต้องมีความแม่นยำและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานในระดับลุ่มน้ำ
  • โครงการป้องกันน้ำท่วมทุกโครงการควรมีการศึกษาเปรียบเทียบความคุ้มค่า เพื่อให้เกิดความโปร่งใสตรวจสอบได้

สิ่งที่คนน่านต้องการมากที่สุดในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เงินชดเชยที่อาจจะมาถึงช้า หรือค่าซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้ไม่คุ้มเสีย แต่พวกเขาต้องการความเชื่อมั่นว่าชีวิตและทรัพย์สินจะไม่ถูกทำลายด้วยน้ำท่วมแบบเดิมๆ อีกต่อไป หากภาครัฐปรับมุมมองและวางกลยุทธ์การป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ย่อมหมายถึงการประหยัดงบประมาณมหาศาลในอนาคต

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูว่านโยบายเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติจริงหรือไม่ เพราะการบริหารจัดการน้ำที่ดีคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องมอบให้ ไม่ใช่แค่โชคชะตาที่ประชาชนต้องลุ้นกันในทุกฤดูฝน สุดท้ายนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้ประชาชนได้เห็นแผนป้องกันที่จับต้องได้จริง มากกว่าการแก้ปัญหาแบบขายผ้าเอาหน้ารอด

ที่มา – “เท้ง” ลุยน่าน ติดตามการแก้ปัญหาหลังวิกฤตพายุวิภา ชี้รัฐต้องบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ

นายกฯ ตรวจคันคลองระบายน้ำหาดใหญ่ สั่งเร่งซ่อมให้ทันรับมรสุมปีนี้

นายกฯ ตรวจคันคลองระบายน้ำหาดใหญ่ สั่งเร่งซ่อมให้ทันรับมรสุมปีนี้

กลายเป็นข่าวที่พี่น้องชาวสงขลาต่างจับตามอง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาเพื่อติดตามแผนบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด โดยภารกิจสำคัญที่สุดในครั้งนี้คือ นายกฯ ตรวจคันคลองระบายน้ำหาดใหญ่ สั่งเร่งซ่อมให้ทันรับมรสุมปีนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยอุทกภัยร้ายแรงที่เคยสร้างความเสียหายให้กับเมืองเศรษฐกิจแห่งนี้

นายอนุทินย้ำชัดเจนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างสูงสุดกับการเตรียมความพร้อมรับมือมรสุม โดยได้ระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กรมชลประทาน และกรมทางหลวงเข้ามาบูรณาการร่วมกัน และเมื่อได้มีโอกาสลงพื้นที่จริงในการภารกิจ นายกฯ ตรวจคันคลองระบายน้ำหาดใหญ่ สั่งเร่งซ่อมให้ทันรับมรสุมปีนี้ ท่านได้กำชับให้ทุกฝ่ายทำงานแข่งกับเวลา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

เสียงสะท้อนจากพื้นที่และความมุ่งมั่นของรัฐบาล

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสพบปะกับพี่น้องประชาชนที่วัดท่าช้าง ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง นายอนุทินยอมรับว่าตนเองและคณะมาด้วยความรู้สึกที่ตระหนักถึงความคาดหวังของชาวบ้าน และพร้อมน้อมรับทุกคำติชมเพื่อนำไปปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สิ่งที่รัฐบาลเร่งดำเนินการในขณะนี้ ได้แก่:

  • เร่งซ่อมแซมคันคลองภูมินาถดำริ หรือ คลอง ร.1 ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
  • จัดสรรงบกลางเพื่อฟื้นฟูถนนและโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากอุทกภัย
  • วางแผนระบบระบายน้ำให้ครอบคลุมเพื่อป้องกันปัญหาน้ำหลากพัดถล่มซ้ำสอง
  • ประเมินผลโครงการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า

นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวติดตลกแบบเป็นกันเองกับชาวบ้านว่า หากทำสำเร็จรอบนี้ก็หวังว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าชาวสงขลาจะเทคะแนนเสียงให้พรรคของท่านแบบยกจังหวัด งานนี้ถือเป็นการประกาศจุดยืนว่ารัฐบาลจะลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่มาเยี่ยมเยียนเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ท่านยังได้สอบถามถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชนในพื้นที่อย่างล้นหลาม

ในมุมมองของเรา การที่นายกฯ ลงพื้นที่ด้วยตัวเองและกล้าประกาศกร้าวถึงการวางแผนเตรียมรับมือให้ทันก่อนสิ้นปี 2569 เป็นสัญญาณที่ดี แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะอยู่ที่การปฏิบัติงานจริงในระดับพื้นที่ว่าการซ่อมแซมคันคลองจะทำเสร็จตามกำหนดการหรือไม่ หากทำได้จริงก็จะถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและปกป้องเศรษฐกิจของหาดใหญ่ได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ ตรวจคันคลองระบายน้ำหาดใหญ่ สั่งเร่งซ่อมให้ทันรับมรสุมปีนี้

วางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่

เชื่อว่าสถานการณ์น้ำท่วมเป็นสิ่งที่คนไทยทุกภาคส่วนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ล่าสุด คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุม กรอ. เพื่อเดินหน้าวางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ อย่างจริงจัง โดยเน้นย้ำถึงการบริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในวงกว้าง

วางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อความปลอดภัย

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลให้ความใส่ใจ โดยนำเทคโนโลยีและงานวิจัยเชิงลึกเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างแม่นยำและรวดเร็วที่สุด การวางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางโครงสร้างใหม่เพื่อให้หน่วยงานรัฐและเอกชนทำงานสอดประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อ

ความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในการป้องกันอุทกภัย

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีการเชิญ 3 สถาบันภาคเอกชน หรือ กกร. มาร่วมระดมสมอง โดยเป้าหมายหลักคือการยกระดับมาตรการรับมือใน 3 ด้านหลัก ดังนี้:

  • การป้องกัน: ใช้ข้อมูลเชิงลึกและเทคโนโลยีเพื่อคาดการณ์สถานการณ์น้ำล่วงหน้า
  • การช่วยเหลือ: เตรียมแผนการกระจายความช่วยเหลือสู่ประชาชนอย่างทันท่วงที
  • การอำนวยความสะดวก: จัดเตรียมพื้นที่และช่องทางสนับสนุนด้านต่างๆ ในช่วงเกิดภัย

การนำบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่มาประยุกต์ใช้ คือหัวใจสำคัญของการทำงานในครั้งนี้ แม้ภัยธรรมชาติอาจอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่การเตรียมความพร้อมที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสียหายได้อย่างมหาศาล การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการวางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ แสดงให้เห็นว่าเรากำลังเดินหน้าสู่การจัดการวิกฤตที่ยั่งยืนขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาจับคู่กับประสบการณ์ในอดีต คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านจากสถานการณ์วิกฤตสู่การจัดการภัยพิบัติแบบเชิงรุก หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยมีความมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – นายกฯ ถก กรอ. วางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ เน้นจัดการเป็นเอกภาพ รับมือทันท่วงที

Scroll to top