การบริหารจัดการพลังงาน

ครม.ไฟเขียวแผนปฏิบัติการการกำกับกิจการพลังงาน ปี 2569 – 2575

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีข่าวใหญ่แวดวงพลังงานมาอัปเดตกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่ออนาคตของพวกเราทุกคน นั่นคือการอนุมัติ ครม.ไฟเขียวแผนปฏิบัติการการกำกับกิจการพลังงาน ปี 2569 – 2575 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของไทยให้มีความทันสมัยและยั่งยืนมากยิ่งขึ้นครับ

ครม.ไฟเขียวแผนปฏิบัติการการกำกับกิจการพลังงาน ปี 2569 – 2575

แผนปฏิบัติการฉบับนี้ไม่ได้ออกมาเล่นๆ นะครับ แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงานในระยะ 7 ปีข้างหน้า เพื่อให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่าเราจะมีพลังงานใช้กันอย่างเพียงพอและมีเสถียรภาพ โดยเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญ 4 ประการที่ทางกระทรวงพลังงานได้กำหนดไว้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ

รายละเอียดและเป้าหมายของ ครม.ไฟเขียวแผนปฏิบัติการการกำกับกิจการพลังงาน ปี 2569 – 2575

สำหรับสาระสำคัญของแผนดังกล่าว มีเป้าหมายที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • การบริหารจัดการพลังงานให้มั่นคง: เน้นการเข้าถึงพลังงานที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ รองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต
  • พัฒนากลไกการกำกับดูแล: ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดพลังงาน พร้อมปรับราคาให้สะท้อนกับต้นทุนความเป็นจริง ซึ่งจะช่วยให้กิจการพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • สร้างความร่วมมือ: บูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายพลังงานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
  • ยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานสากล: พัฒนาบุคลากรและระบบบริหารจัดการให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ ในแผนยังมีแนวทางที่น่าจับตามองมาก ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้บริหารจัดการพลังงานหมุนเวียน การเปิดเสรีตลาดก๊าซธรรมชาติเพื่อให้เกิดกลไกราคาที่เป็นธรรม และการขับเคลื่อนตลาดซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาด (Renewable Energy) ที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในระยะยาว

ในความเห็นของผม ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการวางแผนระยะไกล เพราะพลังงานเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจ การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนถึงปี 2575 จะช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนธุรกิจได้ง่ายขึ้น และเราในฐานะผู้ใช้ไฟฟ้าเอง ก็อาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกของค่าไฟและบริการทางพลังงานที่มีเสถียรภาพมากขึ้นครับ มาร่วมติดตามกันต่อไปว่าแผนนี้จะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่านนะครับ หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องทิศทางพลังงานไทย สามารถคอมเมนต์พูดคุยกันได้เลยครับ

ที่มา – ครม.ไฟเขียวแผนปฏิบัติการการกำกับกิจการพลังงาน ปี 2569 – 2575

ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มิ.ย. 69 พลิกบวกในรอบ 4 เดือน

ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มิ.ย. 69 พลิกบวกในรอบ 4 เดือน

ข่าวดีสำหรับภาคเศรษฐกิจไทย เมื่อล่าสุด ส.อ.ท. ได้เปิดเผยผลสำรวจ ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มิ.ย. 69 พลิกบวกในรอบ 4 เดือน โดยตัวเลขฟื้นตัวแตะระดับ 88.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 84.7 ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญมากสำหรับผู้ประกอบการไทย หลังจากที่ต้องเผชิญกับสภาวะซบเซาต่อเนื่องมาตั้งแตช่วงต้นปี

ปัจจัยหนุนหลักที่ทำให้ ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มิ.ย. 69 พลิกบวกในรอบ 4 เดือน

ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากมาตรการเศรษฐกิจที่ชัดเจนของรัฐบาล โดยเฉพาะการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นทั้งกำลังซื้อในประเทศและการลงทุนข้ามพรมแดน ดังนี้:

  • โครงการไทยช่วยไทยพลัส: มาตรการนี้ช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 43,200 ล้านบาท ส่งผลดีโดยตรงต่อกลุ่ม SMEs และสินค้าอุปโภคบริโภค
  • Thailand Fastpass: อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเร่งรัดการลงทุนจาก BOI ที่ช่วยปลดล็อกขั้นตอนเอกสาร ทำให้เกิดการลงทุนจริงแล้วกว่า 223,000 ล้านบาท
  • นโยบายด้านพลังงานและดอกเบี้ย: การคงอัตราดอกเบี้ยและบริหารจัดการต้นทุนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเกราะคุ้มกันสำคัญที่ทำให้ ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มิ.ย. 69 พลิกบวกในรอบ 4 เดือน ได้สำเร็จ

ด้วยเป้าหมายการลงทุนใหม่ที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ตั้งเป้าไว้ที่ 1 ล้านล้านบาทภายในปีนี้ พร้อมเสริมด้วยโครงการ ‘Skill Bridge’ เพื่อพัฒนาแรงงานไทย เราจึงมองเห็นอนาคตที่สดใสขึ้น โดยดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าพุ่งแตะระดับ 94.5 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความมั่นใจในทิศทางเศรษฐกิจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บทเรียนสำคัญจากการฟื้นตัวรอบนี้คือ การที่ภาครัฐสามารถวางนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคเอกชนได้ตรงจุด โดยใช้กลไกการลงทุนและการเยียวยาฐานรากควบคู่กันไป หากรัฐบาลยังคงรักษาจังหวะการขับเคลื่อนนี้ต่อไป เชื่อได้ว่าภาคการผลิตของไทยจะสามารถผ่านพ้นครึ่งปีหลังได้อย่างแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืนแน่นอน

ที่มา – ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มิ.ย. 69 พลิกบวกในรอบ 4 เดือน มาตรการ ศก. แรงหนุนสำคัญ

พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำมันแพง

ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญที่ประชาชนต่างเฝ้ารอคำตอบคือ ทำไมเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มมีแนวโน้มอ่อนตัวลง แต่ราคาหน้าปั๊มในบ้านเรากลับไม่ยอมปรับลดลงตามอย่างที่ควรจะเป็น ล่าสุด นายพร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ เพื่อให้โครงสร้างราคาเกิดความเป็นธรรมและสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด

พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ให้เป็นธรรม

การออกมาเคลื่อนไหวของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงเกินจริง โดยมองว่าหากรัฐบาลมีการจัดการโครงสร้างราคาที่เหมาะสม ผลก็น่าจะตกมาถึงประชาชนในรูปแบบของค่าใช้จ่ายที่ลดลง ดังนั้นการที่ พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ จึงเป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมในขณะนี้

ข้อเสนอเร่งด่วนเมื่อ พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม นายพร้อมพงศ์ได้นำเสนอ 3 วาระเร่งด่วนที่รัฐบาลควรนำไปพิจารณาดังนี้:

  • การจัดทำมาตรการเชิงรุก: เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวลดลง ต้องมีกลไกที่ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวตามได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
  • ความโปร่งใสของข้อมูล: ปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
  • การผูกงบประมาณกับปากท้อง: การพิจารณางบประมาณต้องมุ่งเน้นการลดต้นทุนชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่แค่เพียงตัวเลขในเอกสารทางราชการ

ท้ายที่สุด การเมืองที่ดีไม่ได้วัดกันที่วาทกรรมหรือการโต้ตอบกันไปมา แต่วัดกันที่ผลงานในการลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เป็นธรรมคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับ และรัฐบาลมีหน้าที่โดยตรงในการเข้าไปปลดล็อกปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ

ที่มา – “พร้อมพงศ์” จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ตั้งคำถาม ราคาน้ำมันไทยทำไมไม่ลดตามตลาดโลก

เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน เริ่ม ก.ค.-ส.ค.นี้

เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทยที่กำลังแบกรับค่าครองชีพ เมื่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้จับมือกันเดินหน้านโยบายสำคัญเพื่อ เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ฝังรากลึกมานานกว่า 30 ปี โดยคาดการณ์ว่าจะเริ่มเห็นผลบวกต่อค่าไฟรายเดือนในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมนี้

แนวคิดหลักคือการแยกค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือน เช่น ค่าไฟส่องสว่างสาธารณะ ตามทางหลวง หรือพื้นที่ส่วนรวม ออกจากบิลค่าไฟฟ้าฐานของประชาชน เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดภาระที่ไม่จำเป็นลงได้ทันที

ก้าวสำคัญเพื่อประชาชน: เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน

ขั้นตอนการดำเนินงานจะมุ่งเน้นไปที่การหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กทม. และกรมทางหลวง เพื่อบริหารจัดการงบประมาณค่าไฟฟ้าสาธารณะที่มีมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี ให้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ควรจะเป็น แทนที่จะผลักภาระมาไว้ในบิลค่าไฟของประชาชนเหมือนที่ผ่านมา

กระบวนการทำงานมีดังนี้:

  • ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และ กพช. เพื่อวางกลไกใหม่
  • กำหนดอัตราค่าไฟฐานใหม่ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง
  • เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง เพื่อชดเชยส่วนที่หายไปอย่างเป็นธรรม

นายเอกนัฏ ย้ำว่า การทำตามแผน เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน ครั้งนี้ จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในบิลค่าไฟฟ้าของแต่ละบ้านลดลงทันที โดยเฉพาะกลุ่มบ้านอยู่อาศัยที่รัฐบาลตั้งเป้าจะดึงราคาลงมาให้เหลือประมาณ 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังมีการทบทวนสัญญาสัมปทานโรงไฟฟ้าที่ราคาสูงเกินไป รวมถึงค่าพร้อมจ่ายเพื่อปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบให้มีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพในระยะยาว

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของการปฏิรูปพลังงานที่รัฐบาลกำลังเร่งมือทำเพื่อคืนความสุขให้ประชาชน เราในฐานะผู้บริโภคคงต้องจับตาดูว่ามาตรการเหล่านี้จะส่งผลไปถึงตัวเลขในบิลค่าไฟเดือนหน้ามากน้อยเพียงใด แต่สัญญาณที่ออกมาในเชิงบวกเช่นนี้ ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ที่มา – “เอกนัฏ-พลพีร์” ประสานเสียง เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน เห็นผล ก.ค.- ส.ค.นี้

เสถียรภาพพลังงานไทย ท่ามกลางวิกฤตโลก ที่ทุกคนควรรู้

ในยุคที่สถานการณ์โลกมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาและปริมาณเชื้อเพลิง หลายคนอาจสงสัยว่าประเทศไทยเอาตัวรอดมาได้อย่างไร เสถียรภาพพลังงานไทย ท่ามกลางวิกฤตโลก จึงเป็นประเด็นสำคัญที่กลุ่ม ปตท. ในฐานะองค์กรพลังงานแห่งชาติให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพวกเราจะมีพลังงานใช้กันอย่างต่อเนื่อง

เสถียรภาพพลังงานไทย ท่ามกลางวิกฤตโลก: กลยุทธ์การบริหารจัดการ

การบริหารจัดการพลังงานในสภาวะที่ยากลำบากไม่ได้มีแค่เรื่องของการจัดซื้อจัดหา แต่คือการวางแผนอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นจากการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ เราโชคดีมากที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็น ‘ก๊าซเปียก’ (Wet Gas) ที่มีสารประกอบล้ำค่ามากมาย ซึ่ง ปตท. ได้นำผ่านกระบวนการโรงแยกก๊าซฯ เพื่อแยกสารต่าง ๆ ออกมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศ

การรักษาเสถียรภาพพลังงานไทย ท่ามกลางวิกฤตโลก อย่างยั่งยืน

เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ความไม่แน่นอน อย่างเช่นช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงในฤดูร้อน หรือเหตุการณ์ไม่ปกติในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการส่งมอบก๊าซ LNG ปตท. ได้แสดงศักยภาพในการรับมือผ่านแนวทางเชิงรุก ดังนี้:

  • การเจรจาเชิงรุก: ร่วมมือกับผู้ผลิตทั้งในอ่าวไทยและประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเพิ่มปริมาณก๊าซ
  • การปรับแผนซ่อมบำรุง: เลื่อนแผนการหยุดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ ออกไป เพื่อรักษาอัตราการผลิตไม่ให้สะดุด
  • การจัดหา Spot LNG: ดำเนินการจัดหาพลังงานเพิ่มเติมจากตลาดโลกอย่างรวดเร็วและโปร่งใสเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ

ความสำเร็จในการรักษา เสถียรภาพพลังงานไทย ท่ามกลางวิกฤตโลก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากทั้งการวางรากฐานการสำรองพลังงานที่ดี การดำเนินงานที่โปร่งใส และการเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนของตลาดพลังงานโลกอยู่เสมอ สิ่งนี้ช่วยลดโอกาสการเกิดวิกฤตพลังงานในระดับครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมได้อย่างน่าชื่นชม

ในอนาคต แม้โลกจะหมุนไปสู่ทิศทางที่คาดเดาได้ยากขึ้น แต่การที่ประเทศไทยมีหน่วยงานที่เข้าใจกลไกและขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่นเช่นนี้ ก็นับเป็นด่านสำคัญที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจและการใช้ชีวิตของพวกเราทุกคนยังคงดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีสะดุด มาร่วมเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของเราให้เข้มแข็งต่อไป

ที่มา – เสถียรภาพพลังงานไทย ท่ามกลางวิกฤตโลก

รัฐบาลเผยมาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน ประหยัด 40%

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวดีจากรัฐบาลที่ช่วยให้ประเทศประหยัดพลังงานได้เยอะเลย โดยเฉพาะ มาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2569 และผลลัพธ์ออกมาประหยัดค่าไฟฟ้าถึง 40% เลยทีเดียว! ในยุคที่ราคาน้ำมันและพลังงานผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง รัฐบาลเลยออกมาตรการนี้เพื่อบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณลองนึกภาพถนนมืดลงนิดหน่อยแต่ประหยัดเงินมหาศาลให้ประเทศ น่าสนใจใช่ไหมล่ะ?

มาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน

มาตรการนี้มาจากคำสั่งของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ให้ทุกหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจปฏิบัติตามนโยบายประหยัดพลังงานอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กระทรวงคมนาคม ที่รับผิดชอบถนนทางหลวงชนบท พวกเขาปรับลดการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีรถวิ่งน้อย เฉลี่ยแค่ 60 คันต่อชั่วโมง และที่สำคัญคือไม่กระทบความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนเลยนะครับ เพราะได้ศึกษามาอย่างละเอียด จุดเสี่ยงอย่างทางโค้งหรือจุดตัดยังคงมีไฟสว่างเต็มที่

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ว่าทุกหน่วยงานทำตามมาตรการนี้ได้ดีมาก ส่งผลให้ประหยัดพลังงานเป็นรูปธรรมจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ

ผลสำเร็จของมาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน

ตั้งแต่เริ่มมาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนเมื่อ 1 พ.ค. 69 ผลปรากฏว่าประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 40% สุดยอดไปเลย! นอกจากนี้ ทช. ยังมีแผนใหญ่คือเปลี่ยนหลอดไฟทั้งหมด 8 แสนดวงให้เป็นหลอด LED ซึ่งประหยัดไฟมากกว่าแบบเก่า 3-5 เท่า และใช้งานได้นานถึง 50,000 ชั่วโมง คาดว่าจะเสร็จสิ้นทั้งหมดในปี 2571 โดยจะทยอยเปลี่ยนทีละส่วน ไม่ให้กระทบการใช้งาน

ทำไมมาตรการนี้ถึงสำคัญ? เพราะไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ถ้าประหยัดไฟได้เยอะ จะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ลดค่าใช้จ่ายแผ่นดิน และยังดีต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยคาร์บอนด้วย ลองคิดดูสิ ถ้าทุกถนนใช้ไฟน้อยลง เงินที่ประหยัดได้เอาไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ได้อีกเพียบ

ประโยชน์ของหลอดไฟ LED ในมาตรการนี้

หลอด LED ไม่ใช่แค่ประหยัดไฟ แต่ยังมีข้อดีอีกมากมาย:

  • ประหยัดพลังงาน: ใช้ไฟน้อยกว่าหลอดเก่า 80% ทำให้ค่าไฟลดฮวบ
  • อายุการใช้งานยาว: ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ลดต้นทุนซ่อมบำรุง
  • แสงสว่างดี: ให้แสงขาวสว่างเท่ากันหรือดีกว่า ไม่ทำให้ถนนมืด
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: ไม่มีสารปรอทเหมือนหลอดฟลูออเรสเซนต์
  • ควบคุมได้: สามารถติดตั้งระบบเซ็นเซอร์เปิด-ปิดอัตโนมัติตามแสงหรือการจราจร

เห็นไหมครับว่า มาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน ไม่ใช่แค่ลดไฟ แต่เป็นการอัพเกรดระบบไฟทั้งหมดให้ทันสมัย

ในมุมส่วนตัวผมคิดว่านี่เป็นตัวอย่างที่ดีของรัฐบาลที่คิดถึงอนาคตจริงๆ โดยเฉพาะในช่วงที่พลังงานโลกตึงเครียดแบบนี้ ถ้าทุกคนช่วยกันประหยัด เช่น ปิดไฟในบ้าน ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ก็จะช่วย國家ได้อีกเยอะ ลองสังเกตถนนใกล้บ้านคุณดูสิว่ามีการปรับเปลี่ยนยัง!

ถ้าคุณอยากช่วยรัฐบาลประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ และครอบครัวรู้จักมาตรการดีๆ นี้กันเถอะ หรือคอมเมนต์บอกเราว่าคุณมีไอเดียประหยัดพลังงานอะไรบ้างนะครับ!

ที่มา – รัฐบาลเผย มาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน ตั้งแต่ 1 พ.ค. 69 ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 40 %

หมอวรงค์ แฉน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร

ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตน้ำมันดีเซลขาดแคลนและราคาพุ่งสูง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาแฉตัวเลขสุดช็อกในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยชี้ว่า น้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร ซึ่งน่าจะมีกลุ่มทุนหรือไอ้โม่งตุนน้ำมันอย่างแน่นอน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนต้องต่อคิวยาวเหยียด สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่ปัญหาการบริหารจัดการ แต่มีกลิ่นทุจริตชัดเจน

น้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร: หลักฐานจากตัวเลขจริง

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 หมอวรงค์ได้อภิปรายในที่ประชุม สะท้อนปัญหาพลังงานที่รัฐบาลแก้ไม่ตก แม้จะปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นถึง 8 ครั้ง รวมกว่า 20.80 บาทต่อลิตร จาก 29.94 บาท เหลือ 50.54 บาท แต่ปัญหายังบานปลาย ตัวอย่างชัดเจนคือที่สุราษฎร์ธานี น้ำมันจากโรงกลั่นหายไป 57 ล้านลิตร หากตรวจสอบผู้ค้ารายใหญ่ไม่กี่ราย ก็รู้ได้ทันทีว่าใครคือตัวการ

ที่มาของตัวเลขนน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร

ทีมงานหมอวรงค์รวบรวมข้อมูลพบว่า ช่วง 23-31 มีนาคม ปริมาณน้ำมันกระจายส่งโป่งขึ้นเฉลี่ยวันละ 14.086 ล้านลิตร รวมส่วนเกิน 225.378 ล้านลิตร เดือนมกราคมปกติส่งปั๊ม 51.3 ล้านลิตร/วัน แต่ช่วงวิกฤตปั๊มได้รับแค่ครึ่งเดียว ขาดหาย 25.650 ล้านลิตร/วัน หรือ 16-31 มี.ค. หายไป 635.778 ล้านลิตร บวกกับตัวเลขราชการอีก 317.254 ล้านลิตร และส่งไม่ครบปั๊ม 410.400 ล้านลิตร รวมเป็น น้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร

  • ปริมาณการใช้ปกติ: 67 ล้านลิตร/วัน
  • ช่วงวิกฤต: พุ่ง 85 ล้านลิตร/วัน โดยไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับ
  • น้ำมันไม่ถึงปั๊ม: ลดเหลือครึ่งหนึ่ง สะท้อนปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน

หมอวรงค์ย้ำว่านี่คือ “น้ำมันดีเซลเก๊” คล้ายจีทูจีจำนำข้าวเก่า รัฐบาลรู้แต่ช้าเกินไป จนประชาชนเดือดร้อน

มาตรการรัฐบาลแก้ปัญหาน้ำมันหายจากระบบ ล้มเหลวอย่างไร

นายกฯ แถลง 3 เม.ย. รับรู้ปัญหา แต่ก่อนหน้านั้นตั้งสมมุติฐานผิดว่าประชาชนตุนเอง มาตรการที่ออกจึงไม่ตรงจุด:

  • อนุญาตขนส่งน้ำมัน 24 ชม.
  • ยกเลิกสำรองน้ำมัน
  • เปิดคลังรับน้ำมันจากโรงกลั่นต่อเนื่อง

แต่จนสิ้นเดือน ปัญหายังอยู่ คลังจ่ายปกติ แต่ปั๊มทุกแห่งบ่นว่าน้ำมันเหลือครึ่งเดียว ลงพื้นที่หลายจังหวัดยืนยันตรงกัน นี่แสดงว่ารัฐบาลวิเคราะห์พลาด ปล่อยให้เกิดการโกงในระบบ

คำเรียกร้องปราบทุจริต: เริ่มจากตัดผลประโยชน์ ส.ส.

ในนโยบายข้อ 3 ปราบทุจริต หมอวรงค์เสนอ ลดผู้ช่วย ส.ส. จาก 8 เหลือ 3 คน ประหยัด 800 ล้านบาท/ปี ยกเลิกบำนาญ ส.ส.-ส.ว. นำเงินช่วยประชาชนที่ทุกข์จากของแพง นายกฯ ต้อง “พูดแล้วทำ” จริง

สถานการณ์วันนี้ ประชาชนโกรธเคืองเพราะน้ำมันแพง อาหารแพง รัฐบาลแถลงนโยบายยิ่งซ้ำเติม หากไม่รับฟังคำเตือน อาจอยู่ไม่ครบเทอม

ปัญหาน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบพลังงานไทยมีช่องโหว่ใหญ่ รัฐบาลต้องตรวจสอบโรงกลั่น ผู้ค้ารายใหญ่ และห่วงโซ่ทั้งหมดให้โปร่งใส มิฉะนั้นวิกฤตจะยืดเยื้อ สร้างความสูญเสียมหาศาล คุณคิดว่ารัฐบาลจะแก้ได้ทันหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตที่นี่

ที่มา – แถลงนโยบายรัฐบาล “หมอวรงค์” แฉตัวเลขน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร ชี้มีไอ้โม่งตุนชัวร์

“ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ “ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างน่าสนใจเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา โดยชี้ว่าการบริหารจัดการพลังงานต้องบูรณาการทุกกระทรวงเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

“ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

นายยศชนัน เปิดเผยในการประชุมสภาครั้งแรกว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอญัตติเพื่อความพร้อมในการบริหารพลังงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคได้หารือกันมานาน การพูดคุยในสภาวันนี้จะเป็นการหารืออย่างเป็นทางการ โดยเน้นมาตรการเร่งด่วนและการทำงานเชิงพื้นที่ เพื่อรวบรวมข้อมูลและบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญ เขาย้ำว่าวิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องของกระทรวงพลังงานเพียงแห่งเดียว แต่ต้องอาศัยการประสานงานจากทุกกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้น กลาง หรือยาว บรรยากาศในพรรคร่วมรัฐบาลมีการพูดคุยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมให้ว่าที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

เหตุใดจึงต้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

“ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพราะปัญหานี้เชื่อมโยงกับปัจจัย 4 ที่สำคัญของประชาชน ท่ามกลางงบประมาณที่จำกัด การบริหารต้องแบบบูรณาการเพื่อประโยชน์สูงสุด เขาเปรียบว่าปัญหานี้มีหลายมิติ เริ่มจากความเดือดร้อนเร่งด่วน แล้วกระจายไปยังประเด็นอื่นๆ หากไม่ปรับโครงสร้าง อาจแก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราว

  • ปัญหาวิกฤตน้ำมันที่กระทบราคาน้ำมันแพง
  • การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศมากเกินไป
  • โครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่ล้าสมัย
  • ขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐ
  • จำเป็นต้องส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์ ลม และไฮโดรเจน

นอกจากนี้ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล นายยศชนันยืนยันว่าไม่กังวลเรื่องวิกฤตจะกระทบรัฐบาลใหม่ เพราะเมื่อรับผิดชอบแล้วต้องจัดการให้ดีที่สุด

ความคืบหน้าส่งชื่อว่าที่ รมต. พรรคเพื่อไทย

อีกประเด็นสำคัญคือการเตรียมทีมรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยได้ส่งชื่อว่าที่รัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว ซึ่งรวมถึงผู้ที่กำกับดูแลกระทรวงพลังงานและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง นี่แสดงถึงความพร้อมของพรรคในการรับมือวิกฤตพลังงานทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง

การปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในยุคที่ราคาน้ำมันผันผวนจากปัจจัยโลก เช่น สงครามยูเครนและปัญหาซัปพลายเชน ทำให้ไทยต้องเร่งปฏิรูป พรรคเพื่อไทยมีแผนชัดเจนในการลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล ส่งเสริมรถ EV และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ประชาชนในระยะยาว

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปรับโครงสร้างดังกล่าวจะช่วยให้ไทยก้าวสู่พลังงานยั่งยืน ลดการปล่อยคาร์บอน และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลก นายยศชนันยังชี้ว่าการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลจะเป็นกุญแจสำคัญ

สุดท้ายแล้ว “ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ตอบโจทย์อนาคต หากรัฐบาลใหม่ดำเนินการได้จริง ประชาชนจะได้รับประโยชน์โดยตรง ลองคิดดูสิครับ ถ้าเรามีระบบพลังงานที่แข็งแกร่ง ราคาน้ำมันไม่ผันผวน เศรษฐกิจก็จะเติบโตได้แน่นอน

ติดตามข่าวสารการเมืองและพลังงานเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ กันนะครับ!

ที่มา – “ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เผยส่งชื่อว่าที่ รมต.เพื่อไทยตรวจคุณสมบัติครบแล้ว

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน

สถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงในประเทศไทยกำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดย กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนในการบริหารจัดการ ล่าสุด กระทรวงมหาดไทยได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดและนายอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ ให้เร่งรัดสำรวจสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ โดยย้อนดูข้อมูลย้อนหลัง 7 วันจนถึงปัจจุบัน เพื่อพิจารณาแนวทางการกระจายน้ำมันให้ทั่วถึง

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่าการสั่งการครั้งนี้มาจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยบูรณาการร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานและป้องกันผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ก่อนหน้านี้ได้สั่งการให้อนุญาตรถบรรทุกน้ำมันผ่านได้ 24 ชั่วโมงแล้ว และคราวนี้เน้นการสำรวจข้อมูลละเอียด โดยต้องรายงานกลับภายใน 21.00 น. วันเดียวกัน

คำสั่งนี้ครอบคลุมการสำรวจสถานีบริการน้ำมันทุกแห่งในอำเภอ โดยรวบรวมข้อมูล 4 ประเด็นหลัก เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบริหารจัดการพลังงานเชื้อเพลิงทั่วประเทศ การดำเนินการนี้จะช่วยให้รัฐบาลมีภาพรวมที่แม่นยำ ในการตัดสินใจกระจายทรัพยากรน้ำมันไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลน

4 ประเด็นหลักที่ต้องรายงานด่วน

  • 1. ปริมาณน้ำมันที่ได้รับ เปรียบเทียบกับภาวะปกติ ว่ามีเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าใด พร้อมระบุเหตุผล เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการส่งมอบ
  • 2. ระบุชื่อสถานีบริการน้ำมันและสถานที่ตั้งอย่างชัดเจน เพื่อติดตามจุดที่อาจมีปัญหาเฉพาะพื้นที่
  • 3. ปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าใด เพื่อประเมินความต้องการของผู้บริโภค
  • 4. พบปัญหาหรืออุปสรรคในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่ และมาตรการแก้ไขที่ดำเนินการไปแล้ว เพื่อแก้ไขช่องโหว่ทันที

ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งจะนำไปสู่การกระจายน้ำมันที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน สถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงในขณะนี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น ความผันผวนของราคาน้ำมันโลก สงครามภูมิภาค และปัญหาการขนส่ง ทำให้รัฐบาลต้องเร่งมือในการรับมือ

ความสำคัญของการสำรวจพลังงานเชื้อเพลิง

กระทรวงมหาดไทยสั่งด่วนสำรวจพลังงานย้อนหลัง 7 วัน ไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูล แต่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและสังคม หากขาดน้ำมัน รถยนต์หยุดนิ่ง การขนส่งสินค้าล่าช้า ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่พึ่งพาการขนส่งทางบก ประชาชนที่ใช้รถส่วนตัวหรือประกอบอาชีพขับรถ จะได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก ห้างร้าน และโรงงานอุตสาหกรรมก็เสี่ยงขาดแคลนพลังงานในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังประสานกับตำรวจภูธรจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้รถขนส่งน้ำมันเคลื่อนไหวได้ตลอด 24 ชั่วโมง แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการข้ามหน่วยงานที่รวดเร็ว การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากข่าวลือหรือการกักตุนน้ำมันที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สามารถแจ้งผ่านสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ช่องทางนี้จะช่วยให้ข้อมูลจากพื้นฐานล่างไหลขึ้นสู่ผู้บริหารระดับสูงอย่างรวดเร็ว

ในมุมมองของผู้เขียน การสั่งการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตพลังงาน เป็นตัวอย่างที่ดีของการบริหารจัดการแบบ proactive ที่ไม่รอให้ปัญหารุนแรงกว่าจะแก้ไข หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน สถานการณ์น่าจะคลี่คลายได้เร็ว

หากคุณพบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในพื้นที่ แนะนำให้โทรแจ้ง 1567 ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือและปรับแผนกระจายน้ำมันได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – กระทรวงมหาดไทยสั่งการด่วนที่สุดให้ทุกจังหวัด เร่งสำรวจสถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงย้อนหลัง 7 วัน

Scroll to top