การบริหารประเทศ

“อนุทิน” พูดชัด พรรคร่วมรัฐบาลครบ ไม่เกิน 300

“อนุทิน” พูดชัด พรรคร่วมรัฐบาลครบแล้ว ไม่ต้องการรัฐบาลเกิน 300 ยอมรับ เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้เลยครับ วันนี้เรามาเจาะลึกการแถลงข่าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ชี้แจงสถานการณ์ชัดเจนแบบไม่มีกั๊ก

“อนุทิน” พูดชัด พรรคร่วมรัฐบาลครบแล้ว ไม่ต้องการรัฐบาลเกิน 300 ยอมรับ

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 14.45 น. นายอนุทิน ได้แถลงข่าวร่วมกับแกนนำพรรคเพื่อไทย เช่น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล และนางสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รองหัวหน้าพรรค โดยพรรคเพื่อไทยได้ยื่นรายชื่อบุคคลเพื่อเสนอตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรให้พรรคภูมิใจไทย ก่อนรัฐพิธีเปิดประชุมสภาฯ วันที่ 14 มี.ค. และการประชุมนัดแรกเพื่อลงมติประธานสภาและรองประธาน 3 ตำแหน่ง

นายอนุทิน ย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยจะเสนอชื่อทั้งหมดให้ลงมติ โดยหลังจากนั้นจะหารือไทม์ไลน์ต่อไป แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาพูดถึงรายละเอียด สิ่งสำคัญคือพรรคร่วมรัฐบาลของพวกเขาครบแล้ว! รวมพรรคภูมิใจไทย เพื่อไทย และพรรคเล็กๆ ที่มีจำนวน ส.ส. เหมาะสมในการบริหารนิติบัญญัติและประเทศชาติ เพื่อความชัดเจนและรับใช้ประชาชน

หลักเกณฑ์เลือกประธานสภาและเหตุผลที่ไม่รวมบางพรรค

เมื่อถูกถามถึงชื่อผู้เสนอเป็นประธานสภา นายอนุทิน หัวเราะเบาๆ แล้วบอกว่า “ขอรอก่อน มันเป็นมารยาท” ส่วนหลักเกณฑ์คือต้องมีประสบการณ์ ความรู้ รอบรู้กฎหมาย อาวุโส และได้รับการยอมรับจาก ส.ส. และพรรคร่วม

เรื่องจำนวนเสียง? “แถวๆ 291 เสียงครับ” ไม่รวมพรรคกล้าธรรมหรือประชาธิปัตย์ เพราะ “จำนวนพอแล้ว สะดวกบริหาร” พรรคร่วมรัฐบาลชัดเจน ไม่ต้องการเกิน 300 เสียง แม้จะยอมรับอึดอัดที่คนเคยรักอย่างร้อยเอกธรรมนัส กลายเป็นฝ่ายค้าน แต่ “มีเหตุผล ฝืนไม่ได้” ความผูกพันยังอยู่ แต่การเมืองคือการเมือง

  • พรรคเพื่อไทยส่งรายชื่อรองประธานสภาแล้ว รอลงมติ 15 มี.ค.
  • ยังไม่พูดถึงรายชื่อ ครม. ต้องรอเลือกนายกฯ ก่อน
  • มั่นใจไม่มีปัญหาจริยธรรม เพราะตรวจสอบตามกฎหมาย

นายจุลพันธ์ เสริมว่ารายชื่อรัฐมนตรีเพื่อไทยยังไม่เสร็จ ต้องตามขั้นตอนหลังเลือกประธานสภา และมอบหมาย กบ.พรรคคัดเลือกบุคลากร คุณสมบัติจะตรวจกับ 18 หน่วยงาน ไม่ต้องห่วง

นายอนุทิน ยังย้ำถึงความมั่นใจรับมือฝ่ายค้าน “เราทำตามรัฐธรรมนูญ พร้อมชี้แจงทุกประเด็น” และไม่กังวลเรื่องจริยธรรมรัฐมนตรี เพราะทุกคนต้องผ่านการตรวจสอบ ไม่ใช่เรื่องอารมณ์ แต่ทำงานรับใช้บ้านเมือง

สรุปแล้ว “อนุทิน” พูดชัด พรรคร่วมรัฐบาลครบแล้ว ไม่ต้องการรัฐบาลเกิน 300 ยอมรับ เป็นการวางหมากการเมืองที่ชัดเจน หลีกเลี่ยงความขัดแย้งเก่าๆ เพื่อเดินหน้าประเทศ

คุณคิดอย่างไรกับการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดกับเราเพื่อไม่พลาดทุกมุมมอง!

ที่มา – “อนุทิน” พูดชัด พรรคร่วมรัฐบาลครบแล้ว ไม่ต้องการรัฐบาลเกิน 300 ยอมรับ

“อนุทิน-เนวิน-ไชยชนก” เช็กอินบุรีรัมย์เลือกตั้ง

วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ อนุทิน-เนวิน-ไชยชนก เช็กอินบุรีรัมย์ใช้สิทธิเลือกตั้ง เรียกได้ว่าสร้างสีสันให้กับหน่วยเลือกตั้งที่บุรีรัมย์สุดๆ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เดินทางมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งและออกเสียงประชามติกันอย่างคึกคัก วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 ศาลากลางหมู่บ้านไทยเจริญ จังหวัดบุรีรัมย์

อนุทิน เช็กอินบุรีรัมย์

อนุทิน-เนวิน-ไชยชนก เช็กอินบุรีรัมย์ใช้สิทธิเลือกตั้ง

บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและคึกคัก นายอนุทินมาในชุดลำลองสีกรมท่า หมวกรูปหัวใจ สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส บอกเลยว่าดูผ่อนคลายมากๆ ท่านนายกฯ ยังแชร์ว่าประชาชนทั่วประเทศตื่นตัวออกมาใช้สิทธิกันเยอะแยะ การเลือกตั้งครั้งนี้ระบบชัดเจนทั้งสี เบอร์ และคูหา ทำให้โอกาสบัตรเสียน้อยมากๆ เลยครับ

แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องพื้นที่ชายแดน แต่ท่านอนุทินยืนยันว่าไม่มีอะไรน่าห่วง ทุกอย่างปกติ ฝ่ายปกครองมีแผนรองรับครบถ้วน 1-2-3 พร้อมดูแลความปลอดภัยเต็มที่ นอกจากนี้ การมาใช้สิทธิ์กับนายเนวินที่นี่ ถือเป็นครั้งที่ 10 แล้วนะครับ ธรรมเนียมเก่าแก่ที่ต้องมาเช็กอินบุรีรัมย์ แล้วแวะกินข้าวด้วยกัน สุดอบอุ่นจริงๆ

เนวิน ชิดชอบ เลือกตั้ง

มั่นใจภูมิใจไทยสร้างประวัติศาสตร์ในการเลือกตั้ง

เมื่อถามถึงฐานเสียงพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินตอบแบบถ่อมตัวสุดๆ ว่าทำเต็มที่แล้ว แต่ไม่บังคับใจใครได้ แค่นำเสนอความตั้งใจ หวังประชาชนให้โอกาสกลับไปรับใช้ หลังลงคะแนนก็บินตรงกลับกรุงเทพฯ รอผลเลยครับ

ส่วนนายไชยชนก ชิดชอบ บอกว่ามั่นใจสูงสุดครั้งนี้ เพราะพรรคพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน แม้บริหารแค่ 2 เดือนแต่สร้างรากฐานสำคัญไว้แล้ว เชื่อว่าประชาชนจะเปิดใจให้ อนุทิน-เนวิน-ไชยชนก เช็กอินบุรีรัมย์ใช้สิทธิเลือกตั้ง และพรรคภูมิใจไทยมากกว่าทุกครั้ง เรียกร้องให้ทุกคนออกมาใช้สิทธิ์เต็มที่ เพื่อชาติเดินหน้าสง่างามในสายตาโลก

ไชยชนก ชิดชอบ พรรคภูมิใจไทย

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีในพรรคภูมิใจไทย และฐานที่มั่นบุรีรัมย์ที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังสะท้อนกระแสการเลือกตั้งที่เข้มข้นทั่วประเทศ ประชาชนตื่นตัวสูง ระบบเลือกตั้งทันสมัย ลดปัญหาบัตรเสียได้ดี

  • บรรยากาศคึกคัก ไร้ความกังวลชายแดน
  • ระบบเลือกตั้งชัดเจน สีเบอร์คูหาเป๊ะ
  • พรรคภูมิใจไทยมั่นใจจากผลงานจริง
  • เชิญชวนทุกคนออกมาใช้สิทธิ์
อนุทิน เนวิน ไชยชนก บุรีรัมย์

ในมุมมองของผม การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสำคัญของทุกพรรค โดยเฉพาะภูมิใจไทยที่เน้นผลงานจริง ไม่ใช่แค่คำพูด คุณล่ะครับ ไปใช้สิทธิ์แล้วหรือยัง? คิดว่าพรรคไหนจะสร้างประวัติศาสตร์ มาคุยกันในคอมเมนต์ได้เลยนะ!

ที่มา – “อนุทิน-เนวิน- ไชยชนก” เช็กอินบุรีรัมย์ใช้สิทธิเลือกตั้ง มั่นใจภูมิใจไทยสร้างประวัติศาสตร์

อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

“ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์” อดีต สส.เชียงใหม่ ถอดเสื้อเพื่อไทยทิ้งหันมาสวมเสื้อพรรคประชาชนแทน ลั่นเลือกตั้งรอบนี้หากต้องการเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น ต้องไม่มีทางสายกลาง

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เปิดตัวลงสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อในนามพรรคประชาชนอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงจุดยืนทางการเมืองสุดเข้มข้น ชี้สถานการณ์บ้านเมืองถึงจุดเลวร้ายที่สุดจนถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว

นางสาวทัศนีย์กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศ เพราะปัจจุบันไม่มีทางสายกลางหรือพื้นที่ตรงกลางให้เลือกอีกต่อไป ประชาชนจำเป็นต้องตัดสินใจให้แน่วแน่ว่าจะเลือกอยู่กับที่หรือจะเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น การใช้สิทธิ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือก สส. แต่คือการเลือกอนาคตและเลือกรัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง รัฐบาลที่จะทำการเปลี่ยนแปลงได้จริงต้องชัดเจนและไม่ประนีประนอมกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

นางสาวทัศนีย์เปิดใจถึงการตัดสินใจทิ้งพรรคเก่าอย่างพรรคเพื่อไทยว่า เกิดขึ้นในวันที่พรรคตัดสินใจข้ามเส้น จุดยืนที่เคยประกาศไว้กับประชาชน เมื่อความเชื่อถือถูกทำลาย ตนจึงตัดสินใจเลือกเส้นทางอุดมการณ์ใหม่กับพรรคก้าวไกล (เดิม) จนมาถึงพรรคประชาชนในปัจจุบัน โดยมั่นใจว่าประชาชนเข้าใจเหตุผลที่ตนต้องย้ายค่ายในครั้งนี้

อดีต สส.เชียงใหม่ ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยว่า บริหารประเทศมานานกว่า 2 ปี แต่เรื่องสำคัญอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไม่มีความคืบหน้า รวมถึงพรรคภูมิใจไทยที่เคยมีข้อตกลงร่วมกัน (MOA) ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนอาจมีข้อผิดพลาดในการบริหารจัดการบ้าง แต่บทเรียนนั้นทำให้ตระหนักว่าไม่สามารถพึ่งพาปัจจัยอื่นได้นอกจากเสียงประชาชน จึงขอให้การเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนช่วยกันเลือกพรรคประชาชนเพียงพรรคเดียว เพื่อเข้าไปทำภารกิจแก้รัฐธรรมนูญและสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้สำเร็จ

“หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะไม่มีพื้นที่สีเทาในการบริหารประเทศ ทุกอย่างต้องโปร่งใส ชัดเจน และยืนอยู่ข้างประชาชนเป็นสำคัญ” นางสาวทัศนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

การตัดสินใจครั้งสำคัญของนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ ที่ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่ขออยู่ภายใต้ชายคาพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองอย่างมาก เพราะการย้ายพรรคครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสีเสื้อ แต่เป็นการประกาศจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

เหตุผลที่ อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

นางสาวทัศนีย์ ให้เหตุผลว่า การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจข้ามเส้นและผิดคำสัญญากับประชาชน เป็นสิ่งที่เธอรับไม่ได้ ทำให้เธอตัดสินใจเดินหน้าตามอุดมการณ์ของตนเอง โดยเลือกที่จะเข้าร่วมกับพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่เธอมองว่าจะสามารถผลักดันนโยบายที่ตั้งใจไว้ได้จริง

การย้ายพรรคของนางสาวทัศนีย์ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เพราะเมื่อความเชื่อใจถูกทำลาย ความศรัทธาในตัวนักการเมืองก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นักการเมืองหลายคนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินของตนเอง

การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล

นอกจากเหตุผลเรื่องอุดมการณ์แล้ว นางสาวทัศนีย์ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร รวมถึงการที่พรรคภูมิใจไทยไม่สามารถผลักดันข้อตกลงร่วมกันให้เป็นรูปธรรมได้

บทสรุปและมุมมองต่ออนาคต

การประกาศตัวของนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ในฐานะผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นการแข่งขันที่เข้มข้นและดุเดือดอย่างแน่นอน เพราะแต่ละพรรคต่างก็พยายามที่จะนำเสนอนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาประเทศที่แตกต่างกัน เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน

นางสาวทัศนีย์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพรรคประชาชนได้รับโอกาสในการบริหารประเทศ จะมุ่งเน้นการทำงานที่โปร่งใส ชัดเจน และยึดมั่นในผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะไม่มีพื้นที่สีเทาในการบริหารประเทศอย่างแน่นอน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การตัดสินใจของอดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ที่ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น และเป็นเครื่องเตือนใจให้นักการเมืองทุกคน ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน รวมถึงการบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน บอกรับไม่ได้ผิดสัญญากับประชาชน

“อนุทิน” เผย คนละครึ่งพลัสเฟสสอง รัฐบาลปกติ

“อนุทิน” เผยยุบสภาใช้งบกลางไม่ได้ บอกคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รอรัฐบาลปกติ 

เมื่อเวลา 13.41น. วันที่ 16 ธ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าในรอบ 4 ปี ได้ให้นโยบายอย่างไรบ้าง เนื่องจากกระทบการส่งออกและการท่องเที่ยวของประเทศ ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)อยู่ 

เมื่อถามต่อว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณรองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานผลการหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เกี่ยวกับการดำเนินการโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง แล้วหรือไม่ว่าทำได้หรือไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่า เราทำตามกติกา ตอนนี้เรายุบสภาแล้ว เราก็ไม่สามารถนำงบกลางมาใช้ได้ ต้องรอให้กลับมาเป็นรัฐบาลปกติก่อน

คนละครึ่งพลัสเฟสสอง

ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการช่วยเหลือผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย การชะลอโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด เงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุบสภา ทำให้การอนุมัติงบประมาณสำหรับโครงการใหม่ๆ เป็นไปได้ยาก แต่ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจยังคงมีอยู่สูง

การกลับมาของรัฐบาลปกติจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพิจารณาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงความเป็นไปได้ของโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมและความจำเป็นของโครงการ รวมถึงประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างรอบคอบ การเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการออกแบบโครงการ จะช่วยให้โครงการสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความคาดหวังต่อคนละครึ่งพลัสเฟสสอง

ประชาชนจำนวนมากยังคงคาดหวังว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วอย่าง “คนละครึ่ง” โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน แต่ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น การปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้มีความครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากขึ้น จะช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาโครงการใหม่ๆ จะต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลังและผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลจะต้องสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจ จะช่วยลดภาระของภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของโครงการต่างๆ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจ จะช่วยดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

การรอรัฐบาลใหม่เพื่อพิจารณาโครงการต่างๆ อาจเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีในการทบทวนและปรับปรุงนโยบายต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและภาคธุรกิจ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด

ดังนั้น การติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ทางการเมืองและการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการทุกคน การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ และการแสวงหาโอกาสในวิกฤต จะเป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จในยุคที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

การตัดสินใจเกี่ยวกับคนละครึ่งพลัสเฟสสอง จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” บอกคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รอรัฐบาลปกติ

เปิด 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย สูตรผสมลงตัว

เปิดรายชื่อ 3 แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) ชุดใหม่ คาดดัน “ยศชนัน” คนรุ่นใหม่สายวิชาการ ผนึกกำลัง “สุริยะ-จุลพันธ์” มากประสบการณ์ หวังสร้างสูตรผสมที่ลงตัว

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย จำนวน 3 คน ที่เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ โดยน่าจับตาว่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่และนักการเมืองมากประสบการณ์ เพื่อนำเสนอสูตรที่เชื่อว่าจะสามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

เปิด 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย สูตรผสมของคนรุ่นใหม่ กลาง เก่า เชื่อกลมกล่อม

สำหรับรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ทั้ง 3 คน ประกอบด้วย:

  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: บุตรชายของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ถือเป็นคนรุ่นใหม่สายวิชาการที่น่าจับตามอง เคยทำงานวิจัยด้าน Brain-Computer Interface (BCI) หรือเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ทันสมัยและเข้าใจเทคโนโลยี
  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ: ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เป็นนักการเมืองอาวุโสที่มีประสบการณ์สูง คร่ำหวอดในวงการการเมืองมาอย่างยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายกระทรวง เป็นที่ยอมรับของคนในพรรคถึงความสามารถในการบริหารจัดการและการประสานงาน
  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์: หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นนักการเมืองรุ่นกลางที่มีความรู้ความสามารถ โดดเด่นด้านการอภิปรายและดีเบต มีประสบการณ์เคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน เป็นที่รู้จักในวงกว้างในฐานะนักการเมืองที่มีวาทศิลป์และไหวพริบ

ทำไมต้องเป็นสูตรผสม?

การตัดสินใจเลือกแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ในลักษณะนี้บ่งบอกถึงความตั้งใจของพรรคในการสร้างสมดุลระหว่างคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และเข้าใจเทคโนโลยี กับนักการเมืองอาวุโสที่มีประสบการณ์และความชำนาญในการบริหารประเทศ การผสมผสานนี้จะช่วยให้การดำเนินงานของรัฐบาลในอนาคตมีความรอบด้านและครอบคลุมทุกมิติ

นอกจากนี้ การมีตัวแทนจากหลากหลายช่วงวัยและประสบการณ์ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับทุกเสียงและทุกความคิดเห็น พรรคพร้อมที่จะรับฟังและนำเสนอแนวทางที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนทุกกลุ่ม

การที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ที่มีความหลากหลายเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยอาศัยทั้งความรู้ทางวิชาการ เทคโนโลยี และประสบการณ์ทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีชุดนี้ของพรรคเพื่อไทย สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีใหม่ กับประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหารประเทศ พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นว่าสูตรผสมนี้จะสามารถตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศในปัจจุบันและอนาคตได้

การจับตาดูการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ธันวาคมนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศไทย และจะเป็นตัวชี้วัดว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและความหวังให้กับประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการเลือกบุคคลที่เหมาะสม แต่ยังเป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย ด้วยการผสมผสานความรู้ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ของคนทุกรุ่น

ที่มา – เปิด 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย สูตรผสมของคนรุ่นใหม่ กลาง เก่า เชื่อกลมกล่อม

ด่วน! พรรคเป็นธรรม ปลด “กัณวีร์” พ้นเลขาธิการพรรค

เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน “พรรคเป็นธรรม” เมื่อมีคำสั่งปลด “กัณวีร์” พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคอย่างกะทันหัน สาเหตุเนื่องมาจากการแอบอ้างมติพรรคสนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ นอกจากนี้ “ปิติพงศ์” ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ก่อนการประชุมใหญ่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคมนี้

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เวลา 17.30 น. เพจเฟซบุ๊กของพรรคเป็นธรรม (ปธ.) ได้โพสต์ข้อความสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในพรรค โดยระบุถึงสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาปากท้องของประชาชนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข การบริหารประเทศที่ไม่ทันต่อเหตุการณ์ และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ทางพรรคเห็นว่าการเตรียมความพร้อมและวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อประชาชนเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น พรรคเป็นธรรม จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างภายในให้มีความพร้อมและเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของผู้นำและฝ่ายบริหาร เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เคารพข้อบังคับของพรรค มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ ทางพรรคฯ จึงขอแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 2 ประการ ได้แก่

  1. นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ ได้แสดงความจำนงในการลาออกจากตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคเป็นธรรม”
  2. พรรคมีมติให้ปลด นายกัณวีร์ สืบแสง ออกจากตำแหน่ง “เลขาธิการพรรคเป็นธรรม” โดยให้มีผลทันที เนื่องจากการกระทำที่ขัดต่อข้อบังคับพรรค คือการแอบอ้างมติพรรคในการสนับสนุนการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งที่ผ่านมา โดยมิได้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารพรรค ทั้งที่ข้อบังคับพรรคกำหนดให้ต้องได้รับมติจากคณะกรรมการบริหารพรรคในประเด็นการสนับสนุนบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

พรรคยืนยันว่าจะดำเนินการตามข้อบังคับและมติพรรคอย่างเคร่งครัด ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะมีการเลือกตั้งครั้งสำคัญ พรรคเป็นธรรม จะจัดการประชุมในวันที่ 21 ธันวาคม 2568 เพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีวิสัยทัศน์ เข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และทีมบริหารชุดใหม่ เพื่อเป็นแกนนำในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง และขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพรรคต่อไป

ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา พรรคเป็นธรรม ยืนยันในความมุ่งมั่นและจุดยืนในการทำการเมืองใหม่อย่างสร้างสรรค์ โปร่งใส และยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

พรรคเป็นธรรม ปลด “กัณวีร์” พ้นเลขาธิการพรรค

ทำไมพรรคเป็นธรรมถึงปลดเลขาธิการพรรค?

สาเหตุหลักของการปลดนายกัณวีร์ สืบแสง ออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคเป็นธรรม เกิดจากการกระทำที่ขัดต่อข้อบังคับพรรค โดยเฉพาะการแอบอ้างมติพรรคในการสนับสนุนการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้ผ่านการพิจารณาและให้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารพรรคตามที่ข้อบังคับกำหนด การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อบังคับและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของพรรค

นอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และใกล้การเลือกตั้ง ทำให้พรรคต้องเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ การปรับโครงสร้างภายในจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ พรรคเป็นธรรม ในการยึดมั่นในหลักการและความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นทางเลือกใหม่ในการเมืองไทย การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าพรรคจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนได้หรือไม่

ที่มา – “พรรคเป็นธรรม” ปลดฟ้าผ่า “กัณวีร์” พ้นเลขาธิการพรรค เหตุแอบอ้างมติพรรคหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

ประเสริฐ อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย

“ประเสริฐ” อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย ลั่น “เพื่อไทย” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ เย้ย “อนุทิน” เป็นรัฐบาลกลัวการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน

วันที่ 20 พ.ย. 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 อย่างแน่นอน แม้ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าได้เตรียมร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาแล้ว หากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง แต่หากยื่นอภิปรายเพื่อเสนอแนะการทำงานของรัฐบาลตามมาตรา 152 อาจจะอยู่จนครบวาระคือยุบปลายเดือนมกราคม 2569 แทน เพราะหากยื่นขึ้นมาตนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็แพ้โหวตในสภาอยู่ดี

ประเสริฐ อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย

นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า นายอนุทิน จะคิดแบบนั้นไม่ได้ การเป็นรัฐบาลต้องพร้อมรับการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน ส่วนที่นายอนุทิน บอกว่ารัฐบาลบริหารประเทศเพียง 120 วันยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย จะมีอะไรให้ตรวจสอบ อยากบอกว่าการบริหารประเทศ ไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาว่าจะนานหรือไม่นาน เพราะแม้จะเข้ามามีอำนาจไม่นานหากบริหารประเทศล้มเหลว เอื้อประโยชน์พวกพ้องประชาชนก็รับไม่ได้เพราะประเทศเสียหาย การอภิปรายรัฐบาลเป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ หากนายอนุทิน ไม่ยอมรับการตรวจสอบก็ไม่ควรมาเป็นรัฐบาล

ซัดน่าละอาย ตกปลาในบ่อเพื่อน

“สำหรับสถานการณ์ในพรรคเพื่อไทยน่าจะนิ่งแล้ว การย้ายพรรคหากจะมีก็ส่วนน้อย หากย้ายไปเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองไม่ตรงกันหรือมีจุดยืนที่ไม่ตรงกันก็ไม่ว่ากัน แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นการย้ายพรรคของนักการเมืองที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากปัจจัยอื่น ดังนั้นหากพรรคการเมืองใดใช้วิธีการชกใต้เข็มขัดทำลายระบบพรรคการเมืองด้วยวิธีการที่ไม่ปกติ จึงเป็นการทำลายพรรคการเมืองมากกว่า ที่อ้างว่าในอดีตก็เคยทำ ในอดีตที่มีการย้ายพรรคนั้นเขามาทั้งพรรค ไม่ใช่แอบมาตกปลาในบ่อเพื่อนแบบที่ทำอยู่มันน่าละอาย” นายประเสริฐ กล่าว

จากกรณีที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ออกมากล่าวถึงพฤติกรรมของพรรคการเมืองที่ “ตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภายในระบบการเมืองไทยที่ยังคงมีการแย่งชิงทรัพยากรบุคคล และการใช้วิธีการที่ไม่โปร่งใสในการดึงดูดนักการเมืองจากพรรคอื่น การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อพรรคการเมืองที่ถูกกระทำเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองโดยรวมอีกด้วย

การที่นักการเมืองย้ายพรรคด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง เป็นสิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามและตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะอาจนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน และการบริหารประเทศที่ขาดประสิทธิภาพในระยะยาว การสร้างระบบการเมืองที่เข้มแข็งและโปร่งใส ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งนักการเมือง พรรคการเมือง และประชาชน ในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยึดมั่นในหลักการและจริยธรรม

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นโอกาสให้ฝ่ายค้านได้ตั้งคำถามและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลอย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การเมืองไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย การสร้างระบบการเมืองที่โปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในหลักการ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และการกระทำที่ “ตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย” ควรหมดไปจากสารบบการเมืองไทยเสียที

ดังนั้นการที่นายประเสริฐออกมาพูดถึงเรื่องนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงปัญหาของการเมืองไทยที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และพรรคเพื่อไทยเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าสามารถเป็นทางเลือกที่ดีกว่าให้กับประชาชนได้

ที่มา – “ประเสริฐ” อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย ลั่น “เพื่อไทย” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่

จุลพันธ์ ซัด! คำพูดนายกฯ ฉุดไทยถูกกดดัน

“จุลพันธ์” ซัดคำพูดนายกฯ ขาดความรอบคอบ ฉุดประเทศไทยตกที่นั่งถูกกดดันรอบด้าน เสี่ยงเสียเปรียบทั้งความมั่นคงและเศรษฐกิจ โฆษกเพื่อไทยตั้งคำถามประชาชน-ฝ่ายค้าน ควรให้รัฐบาลทำงานต่อหรือไม่

เมื่อเวลา 10.33 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การบริหารประเทศต้องตั้งอยู่บนหลักคิดและการประเมินสถานการณ์รอบด้าน ไม่ใช่ตอบสนองด้วยอารมณ์หรือคำพูดที่ขาดการชั่งน้ำหนัก ถ้อยคำของผู้นำไม่ได้สะท้อนแค่ความคิดเห็นส่วนตัว แต่สะท้อนท่าทีประเทศไทยต่อประชาคมโลก

นายจุลพันธ์ ระบุต่อไปว่า เหตุการณ์ล่าสุดทำให้เห็นการสื่อสารที่ขาดความรอบคอบ การใช้ถ้อยคำที่อาจตีความได้หลากหลาย ส่งผลกระทบในระดับการทูตและเศรษฐกิจได้ทันที ทั้งที่ประเทศไทยควรอยู่ในจุดที่มีหลักฐานรองรับ สามารถยืนยันต่อเวทีนานาชาติว่าเหตุการณ์ละเมิดเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชา แต่การส่งสัญญาณที่คลาดเคลื่อนทำให้ประเทศต้องเผชิญความกดดันจากหลายทิศทาง เรามีพื้นฐานที่น่าจะใช้สร้างความได้เปรียบได้ดีกว่านี้ ประเทศไทยมีมูลค่าการค้ากับสหรัฐฯ 3 ล้านล้านบาทต่อปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงรายได้ ความเป็นอยู่ของประชาชนหลายสิบล้านคน การสื่อสารทางการเมืองที่เชื่อมโยงประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง โดยไม่ประเมินผลกระทบให้รอบด้าน อาจทำให้ความร่วมมือสำคัญหลายด้านชะงัก รวมถึงมาตรการปราบเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์

ทั้งนี้ ในอดีตประเทศไทยเคยใช้ความร่วมมือทวิภาคี พหุภาคี การทูตเชิงรุก สร้างความเข้าใจกับนานาประเทศ บนพื้นฐานข้อมูลหลักฐาน ทำให้รักษาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ครั้งนี้กลับไม่ใช้กลไกเหล่านั้นอย่างเต็มประสิทธิภาพ ข้อมูลไทยถูกสื่อสารไม่ทันกับการตีความของนานาชาติ ทำให้ตกอยู่ในสถานะประนีประนอมได้ยากกว่าเดิม วันนี้ไทยอยู่ในจุดถูกกดดันทั้งสองด้าน จากประเทศคู่กรณี และประเทศที่เป็นคู่ความร่วมมือสำคัญ เราสามารถบริหารจัดการให้ดีกว่านี้ได้ หากการประสานงาน การสื่อสาร และการดำเนินกลยุทธ์ทางการทูตถูกวางอย่างเป็นระบบ แม่นยำมากกว่านี้ อยากชวนสังคมไทยร่วมพิจารณาอย่างใจเย็นว่า เมื่อผลลัพธ์การบริหารครั้งนี้นำพาให้สูญเสียความได้เปรียบ ต้องเผชิญสถานการณ์ยากลำบาก ประเทศไทยควรเดินอย่างไรต่อไป เพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติและประชาชนให้มากที่สุด

ทางด้าน นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาจนส่งผลกระทบต่อเวทีโลก ว่า รัฐบาลมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยและมีสิทธิตอบโต้อย่างมีสัดส่วนเมื่อประเทศถูกรุกล้ำ แต่การบริหารจัดการของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไม่มีวุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรี บางคำอาจเป็นเหตุสุ่มเสี่ยงให้เสียดินแดน ผลักพันธมิตรออกห่าง ไม่สนใจหาแนวร่วมทางการทูต จนประเทศเสียเปรียบในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ปล่อยให้กัมพูชาติดต่อมาเลเซียกับสหรัฐฯ ได้ก่อน ผลการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพทำให้ไทยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก นอกจากเผชิญหน้ากับกัมพูชาแล้ว ยังเจอแรงกดดันจากอเมริกา ทั้งที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่านี้ โดยไม่เปิดช่องให้ไทยเสียเปรียบ “ขอตั้งคำถามไปยังประชาชน และพรรคการเมืองฝ่ายค้านว่า สิ่งที่รัฐบาลกระทำเป็นความผิดพลาดเพียงพอที่จะไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปได้หรือไม่”

“จุลพันธ์” ซัดคำพูดนายกฯ ขาดความรอบคอบ ฉุดไทยตกที่นั่งถูกกดดันรอบด้าน

จากกรณีที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาของรัฐบาล โดยมองว่าคำพูดของนายกรัฐมนตรีขาดความรอบคอบ และนำพาประเทศไทยไปสู่สถานการณ์ที่ถูกกดดันจากนานาชาติ ทั้งในด้านความมั่นคงเเละเศรษฐกิจ ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นที่ถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับความเหมาะสมในการแสดงท่าทีของผู้นำประเทศในสถานการณ์ละเอียดอ่อนเช่นนี้

สิ่งที่นายจุลพันธ์เน้นย้ำคือ การที่ผู้นำต้องมีความระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์เเละความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้โดยตรง คำพูดที่ไม่ผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด การตีความที่คลาดเคลื่อน และท้ายที่สุดก็ส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของชาติได้

ความสำคัญของการทูตเชิงรุก

นายจุลพันธ์ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทูตเชิงรุก และการใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และรักษาผลประโยชน์ของชาติในเวทีโลก การขาดการวางแผนเเละการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ อาจทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ และยากต่อการเจรจาต่อรอง

  • การสื่อสารที่ชัดเจนเเละแม่นยำ
  • การใช้ข้อมูลเเละหลักฐานที่น่าเชื่อถือ
  • การสร้างความเข้าใจอันดีกับนานาชาติ

เหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการทูตที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาบทบาทที่สร้างสรรค์ เเละได้รับความไว้วางใจในเวทีโลก

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารประเทศในยุคปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การบริหารจัดการภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงบริบทระหว่างประเทศ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของผู้นำด้วย การดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบ และการให้ความสำคัญกับการทูตเชิงรุก จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย

ดังนั้น การที่ “จุลพันธ์” ซัดคำพูดนายกฯ ขาดความรอบคอบ ฉุดไทยตกที่นั่งถูกกดดันรอบด้าน จึงเป็นประเด็นที่ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาผลประโยชน์ของชาติได้อย่างยั่งยืน สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงความสำคัญของการสื่อสารทางการเมือง และการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – “จุลพันธ์” ซัดคำพูดนายกฯ ขาดความรอบคอบ ฉุดไทยตกที่นั่งถูกกดดันรอบด้าน

“สิริพงศ์” โต้ข้อกล่าวหารัฐบาล “เป็ดง่อย” ไม่กังวลเสียงในสภาฯ

“สิริพงศ์” โต้ข้อกล่าวหารัฐบาล “เป็ดง่อย” ไม่กังวลเสียงในสภาฯ

ในสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดของประเทศไทย รัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังเผชิญกับเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านที่เรียกว่ารัฐบาลนี้เป็น “รัฐบาลเป็ดง่อย” เนื่องจากมีเสียงข้างน้อยในสภา แต่ล่าสุด “สิริพงศ์” โต้ข้อกล่าวหารัฐบาล “เป็ดง่อย” ไม่กังวลเสียงในสภาฯ โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่หวั่นไหวและมุ่งมั่นเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพื่อตอบโต้คำกล่าวหาจากฝ่ายค้านที่มองว่ารัฐบาลชุดนี้ขาดความเข้มแข็งเพราะเสียงในสภาน้อย นายสิริพงศ์ย้ำชัดว่ารัฐบาลตระหนักถึงข้อจำกัดทั้งเรื่องเวลาและจำนวนสมาชิกสภา แต่กลับมองเป็นโอกาสในการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยอ้างคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่ว่า ผู้ชนะคือผู้ที่หาทางออกจากอุปสรรคได้

“สิริพงศ์” โต้ข้อกล่าวหารัฐบาล “เป็ดง่อย” ไม่กังวลเสียงในสภาฯ

การโต้แย้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการเมืองที่ร้อนระอุ โดยนายสิริพงศ์ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลก่อนหน้านี้ที่มีเสียงข้างมากในสภา บางครั้งกลับติดอุปสรรคจากความขัดแย้งภายใน จนทำให้ไม่สามารถผลักดันนโยบายได้ รัฐบาลชุดนี้จึงเลือกกลยุทธ์ที่แตกต่าง โดยมุ่งเน้นนโยบายที่สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากสภาให้ยุ่งยาก

“เรารู้ดีว่าเวลาเหลือน้อย เพียง 4 เดือนตามข้อตกลงทางการเมือง และเสียงในสภาก็น้อย ดังนั้นเราจึงเลือกทำสิ่งที่เป็นไปได้จริง โดยหยิบนโยบายเก่าที่ดีมาปรับใช้เพื่อประชาชนโดยตรง” นายสิริพงศ์กล่าวอย่างหนักแน่น การตัดสินใจนี้ช่วยให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงความล่าช้าและมุ่งสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

นโยบายที่รัฐบาลเดินหน้าได้ทันที

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการและจะเปิดให้ลงทะเบียนช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ โครงการนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อน นอกจากนี้ รัฐบาลยังวางแผนต่อยอดนโยบายอื่นๆ จากรัฐบาลก่อน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดในเวลาจำกัด

  • โครงการคนละครึ่งพลัส: ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน
  • นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล: ส่งเสริมการค้าออนไลน์โดยไม่ต้องรอกฎหมายใหม่
  • การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม: ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการป้องกันทันที

การเลือกนโยบายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ “ง่อย” อย่างที่ถูกกล่าวหา แต่กลับฉลาดในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัด นายสิริพงศ์ยังย้อนแย้งว่ารัฐบาลเสียงข้างมากบางชุดเคยล้มเหลวเพราะความขัดแย้งภายใน ซึ่งเป็นบทเรียนที่รัฐบาลชุดนี้หลีกเลี่ยง

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงพลวัตทางการเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยฝ่ายค้านใช้คำว่า “เป็ดง่อย” เพื่อโจมตี แต่รัฐบาลตอบโต้ด้วยการกระทำที่เป็นรูปธรรม ผู้ติดตามข่าวการเมืองควรจับตาการดำเนินนโยบายเหล่านี้ว่าจะนำพาประเทศไปในทิศทางใด

ในมุมมองของผู้เขียน การโต้ตอบของนายสิริพงศ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ช่วยเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลให้ดูมั่นใจและมีประสิทธิภาพ แม้จะมีข้อจำกัด หากประชาชนได้รับผลประโยชน์จริง คำวิจารณ์เหล่านี้อาจไม่ใช่ประเด็นใหญ่

คุณคิดอย่างไรกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองเพิ่มเติมจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด

ที่มา – “สิริพงศ์” โต้ข้อกล่าวหารัฐบาล “เป็ดง่อย” ไม่กังวลเสียงในสภาฯ

Scroll to top