การบริหารพรรค

พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็ก รังษี ลำดับ 1

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้สนใจข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือ พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็ก รังษี ลำดับ 1 ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของพรรคเศรษฐกิจในการเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า มาดูกันครับว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็ก “รังษี” ประกาศเลือกตั้งครั้งหน้า ขึ้นบัญชีรายชื่อลำดับ 1

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2567 ณ โรงแรมปรินส์ตัน ได้มีการจัดการประชุมใหญ่สามัญของพรรคเศรษฐกิจอย่างคึกคัก สมาชิกพรรคจากทั่วทุกภาคส่วนของประเทศเดินทางมาร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์และนโยบายสำคัญของพรรคในการรับมือกับสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเดิมต่อไป เพื่อความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนงานของพรรค

พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ขึ้นเวทีเปิดงานด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญคลื่นลมแห่งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา ท่านเน้นย้ำว่าพรรคเศรษฐกิจต้องเตรียมพร้อมรับมือเชิงรุก เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนไทยให้พ้นจากผลกระทบเหล่านี้ คำกล่าวนี้สร้างความฮือฮาและได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้เข้าร่วม

นโยบายหลักภายใต้แนวคิด “คนไทยต้องมาก่อน”

หลังจากนั้น นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรค ได้ชี้แจงนโยบายหลักของพรรคที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาให้คนไทยเป็นศูนย์กลาง โดยมีจุดยืนที่ชัดเจนดังนี้

  • ต่อต้านการใช้งบประมาณที่ไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่าและโปร่งใส
  • ไม่สนับสนุนการขึ้นภาษี ไม่เพิ่มภาระให้ประชาชนในยามวิกฤต
  • สนับสนุนการค้าเสรี เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผลักดันการจัดเก็บภาษีจากคนต่างด้าวที่เข้ามาทำมาหากินในไทย เพื่อสร้างความเป็นธรรมและนำรายได้มาพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย

นโยบายเหล่านี้สะท้อนถึงปรัชญาของพรรคที่ให้ความสำคัญกับประชาชนไทยเป็นอันดับแรก ซึ่งน่าจะเป็นจุดขายสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า

พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็ก รังษี ลำดับ 1 เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ

อีกมติสำคัญของการประชุมคือการแก้ไขข้อบังคับพรรค เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจ โดยเปลี่ยนแปลงดังนี้

  • อำนาจตัดสินใจเรื่องการร่วมรัฐบาลหรือถอนตัว จากเดิมเป็นของประธานพรรค เปลี่ยนเป็นอำนาจของ หัวหน้าพรรค (พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์)
  • อำนาจตัดสินใจเรื่องการดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากเดิมเป็นของประธานพรรค เปลี่ยนเป็นของ คณะกรรมการบริหารพรรค

การขยับโครงสร้างนี้ช่วยให้พรรคมีระบบการตัดสินใจที่ชัดเจนและรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้พรรคสามารถตอบสนองต่อโอกาสและความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปิดท้ายการประชุมด้วยการประกาศสุดเซอร์ไพรส์จาก พล.อ.รังษี ที่ยืนยันว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งในฐานะผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อนำทัพพรรคสู้ศึกเลือกตั้งและแก้ปัญหาประเทศให้เห็นผลเป็นรูปธรรม นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็ก รังษี ลำดับ 1 อย่างจริงจัง พร้อมลุยเต็มที่

การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเศรษฐกิจในการเป็นพรรคทางเลือกใหม่ที่เน้นเศรษฐกิจและประชาชนเป็นหลัก ในยุคที่การเมืองไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย พรรคนี้มีโอกาสเติบโตสูง หากนโยบายต่างๆ ได้รับการตอบรับจากประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับการจัดทัพของพรรคเศรษฐกิจครั้งนี้? พล.อ.รังษีในฐานะลำดับ 1 จะนำพรรคไปได้สู่เวทีรัฐสภาได้หรือไม่ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อให้เราติดตามข่าวสารการเมืองที่อัพเดทและครบถ้วนที่สุด!

ที่มา – พรรคเศรษฐกิจ จัดทัพ ขยับกฎเหล็ก “รังษี” ประกาศเลือกตั้งครั้งหน้า ขึ้นบัญชีรายชื่อลำดับ 1

“ด้อมส้ม” หอบยันต์ชนะมาร รุ่นประชาชน

วันนี้เรามีเรื่องน่าสนใจจากวงการการเมืองไทยมาอัปเดตกันครับ โดยเฉพาะเหตุการณ์สุดฮาที่แฟนคลับหรือที่เรียกกันว่า “ด้อมส้ม” หอบยันต์ชนะมาร รุ่นประชาชน – ส้มใส่กล่องมอบ “เท้ง – จ้อน” เจ้าตัวขำ หลังจากการประชุมใหญ่ของพรรคประชาชน เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 ที่มีเซอร์ไพรส์จากผู้สนับสนุนมาฝากหัวหน้าพรรคและเลขาธิการคนใหม่แบบไม่คาดคิด

“ด้อมส้ม” หอบยันต์ชนะมาร รุ่นประชาชน – ส้มใส่กล่องมอบ “เท้ง – จ้อน” เจ้าตัวขำ

เริ่มจากผลการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคประชาชน ที่มีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีต ส.ส.นครปฐม เข้ามาเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค และนางสาวภคมน หนุนอนันต์ เป็นโฆษกพรรค นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่าการประชุมครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้ง

นายพิจารณ์ ในฐานะเลขาธิการคนใหม่ ได้เปิดใจแบบเป็นกันเองว่า ไม่กดดันกับตำแหน่งนี้เลยครับ เพราะได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนๆ ในพรรค เขาจะมุ่งต่อยอดนโยบายที่ประชุมเห็นชอบ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกภาคส่วนของพรรค ทุกการทำงานจะถามเสมอว่า “พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์อะไร?” ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ทีมจังหวัด หรือเครือข่าย ต้องสอดประสานกัน ติดอาวุธด้วยกฎหมายและกลไกรัฐสภา เพื่อผลักดันทั้งในและนอกสภาให้ไร้รอยต่อ

เป้าหมายหลักของพรรคประชาชนหลังแต่งตั้งเลขาฯใหม่

สำหรับการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. พิจารณ์ย้ำว่าต้องเร่งให้เร็วขึ้น โดยเลือกแคนดิเดตที่มีทีมงานแข็งแกร่งในพื้นที่ เพื่อปูทางสู่ชัยชนะเลือกตั้ง แต่สุดท้ายคือการแก้ปัญหาให้ประชาชนในฐานะฝ่ายค้าน หรือใช้กลไกสภาแก้กฎหมายให้ดีขึ้น นอกจากนี้ เขายังมองสถานการณ์ “นิติสงคราม” ที่เกิดขึ้นเป็นโอกาส ใช้ 10 ส.ส. ที่ยังปฏิบัติหน้าที่ได้ ขับเคลื่อนพรรคให้มีพลัง

เรื่องวางรากฐานพรรค พิจารณ์เน้นย้ำให้ทุกคนเข้าใจเป้าหมายเดียวกัน คือ ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น สร้างประเทศไทยที่ดีกว่า ถ้าทุกคนมองเป้าหมายเดียวกัน อุปสรรคอย่างการแย่งชิงอำนาจก็จะก้าวข้ามได้ง่ายๆ

  • แต่งตั้งเลขาธิการพรรค: นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
  • คณะกรรมการบริหาร: น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา
  • โฆษกพรรค: นางสาวภคมน หนุนอนันต์

หลังสัมภาษณ์เสร็จ ผู้สนับสนุนที่เรียกตัวเองว่า “ด้อมส้ม” ก็หอบของขวัญสุดพิเศษมาแจก นั่นคือ ยันต์ชนะมาร รุ่นประชาชน พร้อมคาถาชนะมาร ใส่กรอบสวยงาม และที่เด็ดสุดคือผลส้มสดๆ บรรจุในกล่องใส มอบให้ “เท้ง” (นายณัฐพงษ์) และ “จ้อน” (นายพิจารณ์) ทำเอาทุกคนฮือฮา

ผู้สื่อข่าวแซวทันทีว่า “ส้มในกล่องเหมือนของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ในทำเนียบหรือเปล่า?” นายณัฐพงษ์ ไม่ตอบตรงๆ แต่ยิ้มกริ่มแล้วขำกลบเกลื่อน สร้างโมเมนต์น่ารักๆ ให้แฟนๆ พรรคยิ้มตาม เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานระหว่างการเมืองจริงจังกับความสนุกสนานจากผู้สนับสนุนได้อย่างลงตัว

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของแฟนคลับพรรคประชาชนที่เหนียวแน่น ไม่ว่าจะยันต์กันมารหรือส้มนำโชค ก็พร้อมหนุนหลังผู้นำให้ก้าวไปข้างหน้า ในยุคที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยความท้าทาย พรรคนี้ดูจะมีทั้งวิสัยทัศน์ชัดเจนและความอบอุ่นจากฐานเสียง

คุณคิดยังไงกับโมเมนต์ “ส้มใส่กล่อง” นี้? มันจะกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของพรรคประชาชนหรือเปล่า? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองอื่นๆ จากเรา!

ที่มา – “ด้อมส้ม” หอบยันต์ชนะมาร รุ่นประชาชน – ส้มใส่กล่องมอบ “เท้ง – จ้อน” เจ้าตัวขำ

พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก สส. มอบอรรถวิชช์แทน

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่หลายคนให้ความสนใจในวันนี้คือ พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก จากตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อมอบโอกาสให้ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” รองหัวหน้าพรรค เข้ามาทำหน้าที่แทน นี่ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและมุ่งเน้นอนาคตของพรรคอย่างชัดเจน

พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก เพื่อเปิดทางคนรุ่นใหม่

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยว่าวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมหารือกับกรรมการบริหารพรรค และทุกคนเห็นพ้องกันว่าพรรคได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างมั่นคง พร้อมทั้งคนรุ่นใหม่ในพรรคมีศักยภาพสูง มีแนวคิดสดใหม่ และพลังในการขับเคลื่อนพรรคให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ด้วยเหตุนี้ นายพีระพันธุ์ จึงตัดสินใจ พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก เพื่อให้พื้นที่แก่คนรุ่นใหม่ในการกำหนดนโยบายและสร้างเครือข่ายทางการเมือง เขาย้ำว่าตัวเองจะยังคงทำหน้าที่หัวหน้าพรรคอย่างเต็มที่ แต่เบื้องหลัง เพื่อสนับสนุนคนรุ่นใหม่แบบใกล้ชิด หากต้องรับผิดชอบทั้งงานพรรคและ ส.ส. ในสภา อาจไม่เต็มประสิทธิภาพ

การตัดสินใจนี้เกิดจากการประชุมที่แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างรอบด้าน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ นายพีระพันธุ์จึงยื่นหนังสือลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อต่อสภา เพื่อให้ “อรรถวิชช์” เลื่อนชั้นขึ้นมาแทน

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้รับไม้ต่อที่น่าจับตามอง

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ทางการเมืองยาวนาน นายพีระพันธุ์มั่นใจว่าท่านจะทำหน้าที่ ส.ส. ได้อย่างสมบูรณ์ สร้างผลประโยชน์สูงสุดให้พรรคและประชาชน นี่คือการส่งต่อที่ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง แต่เป็นการวางรากฐานให้พรรคแข็งแกร่ง

พรรครวมไทยสร้างชาติ ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาประเทศ โดยเน้นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของหัวหน้าพรรคที่ไม่ยึดติดตำแหน่ง แต่เน้นผลลัพธ์ระยะยาว

  • เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ สร้างพลังใหม่ให้พรรค
  • หัวหน้าพรรคโฟกัสงานยุทธศาสตร์เบื้องหลัง
  • รักษาความเข้มแข็งในสภา ผลักดันนโยบายต่อเนื่อง
  • เสริมสร้างเครือข่ายและนโยบายที่ทันสมัย

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ผันผวน พรรครวมไทยสร้างชาติยังคงยืนหยัดด้วยการสนับสนุนจากฐานเสียงที่เหนียวแน่น นายพีระพันธุ์ขอบคุณทุกการสนับสนุน และยืนยันว่าจะเดินหน้าทำงานเพื่อพรรค ประชาชน และประเทศชาติต่อไป

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจ พีระพันธุ์ ยื่นใบลาออก ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่กล้าปล่อยวางเพื่อส่วนรวม แสดงให้เห็นว่าพรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมก้าวไปข้างหน้าด้วยทีมเวิร์คที่แข็งแกร่ง หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต รีบติดตามบทความอื่นๆ ของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

นอกจากนี้ การเปลี่ยน ส.ส. ยังช่วยให้พรรคสามารถแบ่งหน้าที่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สร้างสมดุลระหว่างงานบริหารพรรคและการอภิปรายในสภา ซึ่งจะนำไปสู่ผลงานที่โดดเด่นมากขึ้นในอนาคต

ที่มา – “พีระพันธุ์” ยื่นใบลาออก สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ มอบ “อรรถวิชช์” ทำหน้าที่ สส.ในสภาแทน

ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด ป้อง ‘เท้ง’

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวการเมืองสายอัพเดท! วันนี้เรามีข่าวใหญ่จาก ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด หลังประชุมใหญ่ในเดือนมีนาคม-เมษายนนี้เลยนะครับ โดยเฉพาะประเด็นป้อง “เท้ง” หรือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ถูกจี้ให้ลาออกจากนางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต ส.ส. พรรค เดียวกัน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค ออกมาแถลงชี้แจงแบบชัดๆ ว่าพรรคกำลังปรับโครงสร้างใหญ่เพื่อรับมืออนาคต โดยเฉพาะคดี 44 ส.ส. และผลการเลือกตั้งล่าสุด

ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด หลังประชุมใหญ่ มี.ค.-เม.ย.

ตามที่นายศรายุทธิ์เผยเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคประชาชนจะจัดประชุมใหญ่และสัมมนา ส.ส. กับผู้สมัครทั้ง 500 เขตในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ ซึ่งเป็นโอกาสทองในการ ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด เลยครับ ตอนนี้ทีมบริหารกำลังคุยกันว่าจะปรับรูปแบบไหน แต่ยังไม่สรุป เพราะโฟกัสปัญหาการเลือกตั้งก่อน โดยเลขาฯ ยืนยันพร้อมลาออกตามสัญญา ถ้าได้ ส.ส. ไม่ถึง 200 คน เหมือนที่เคยประกาศตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล จนมาถึงประชาชน

ส่วนเลขาธิการคนใหม่ จะไม่ใช่ ส.ส. เพราะต้องทุ่มเทเวลาเต็มที่บริหารพรรคหลังบ้าน มีข่าวลือว่านายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” อาจขึ้นนั่งหัวหน้าพรรค ถ้านายณัฐพงษ์ต้องหยุดหน้าที่จากอุปสรรค เช่น การเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่พรรคยังไม่ล็อกสเปค และยังไม่คุยกับพรรคประชาธิปัตย์เรื่องร่วมมือกันครับ

ศรายุทธิ์ ป้อง “เท้ง” แน่น แม้ถูกจี้ลาออก

กรณีที่ “ธิษะณา” ออกมาวิพากษ์นายณัฐพงษ์และเรียกร้องให้ลาออก เลขาฯ ชี้แจงว่าคณะกรรมการบริหารชุดนี้เพิ่งทำงานปีกว่าๆ เท่านั้น และชื่นชม “เท้ง” ว่ามีทักษะบริหารดี ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาได้แจ่มๆ “ถ้าบอกคุณเท้งบริหารไม่ดี ผมไม่เห็นด้วย พรรคโตจาก 80 เป็น 150 คน เปลี่ยนผู้บริหารกะทันหัน มันไม่ง่าย แต่ภาพรวมพรรคเข้มแข็งขึ้นมาก” นายศรายุทธิ์ย้ำชัด

ปัญหาการเลือกตั้งและการเรียกร้องความโปร่งใส

นอกจาก ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด แล้ว ยังมีประเด็นร้อนเรื่องการเลือกตั้ง เลขาฯ เรียกร้องให้ กกต. เปิดข้อมูลคะแนนเร็วๆ โดยเฉพาะแบบ 5/18 ที่ กกต. มีอยู่แล้ว ทำไมไม่เปิด? โดยเฉพาะคะแนนต่างกันระหว่างบัญชีรายชื่อกับแบ่งเขต เพื่อความโปร่งใส ป้องปัญหาบานปลาย ตอนนี้กำลังรวบรวมปัญหานับคะแนนแต่ละเขต อาจยื่นให้นับใหม่ได้เลยครับ

  • ข้อมูลคะแนนแบบ 5/18 ต้องเปิดเผยทันที
  • ตรวจสอบคะแนนแบ่งเขต vs บัญชีรายชื่อ
  • รวบรวมหลักฐานยื่น กกต. นับใหม่ หากจำเป็น
  • ถอดบทเรียนเพื่อยุทธศาสตร์เลือกตั้งหน้า

สรรหาคนใหม่และแผนอนาคต

เรื่องสรรหาเลขาฯ คนใหม่ยังไม่เริ่ม มีเวลาอีกเยอะ คนที่เหมาะต้องมีเวลาทุ่มเทเต็มที่ ไม่ว่าจะอดีต ส.ส. หรือใคร ก็ต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายในพรรค ต้องคุยกันให้จบก่อนถึงจะเสนอชื่อ ส่วนภาพรวม พรรคจะถอดบทเรียนจากเลือกตั้งนี้ ทำทุกครั้งหลังเลือกตั้ง เพื่อปรับบริหารให้ดีขึ้น คาดว่าสัมมิน่าจะมีแผนชัดเจนสำหรับครั้งหน้า

สรุปแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนยังเข้มแข็งและพร้อมปรับตัว แม้จะมีแรงกดดันจากภายนอกหรือภายในก็ตาม มันเป็นสัญญาณดีสำหรับแฟนๆ พรรคก้าวหน้า ถ้าปรับได้ทัน จะยิ่งแข็งแกร่งในการสู้ครั้งต่อไป คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับ ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด นี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิครับ หรือติดตามข่าวการเมืองอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเราเลย!

ที่มา – ปชน. เตรียมเปลี่ยน กก.บห. ทั้งชุด หลัง มี.ค.-เม.ย. นี้ ป้อง “เท้ง” หลังถูกจี้ลาออก

“อนุทิน” ย้ำยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจครบ 4 ปี

หลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่พรรคภูมิใจไทยคว้าส.ส.ได้ถึง 190 เสียง “อนุทิน” ย้ำ ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี พร้อมย้อนแซวพรรคเพื่อไทยที่ชอบอ้างพิรุธทุกครั้งที่แพ้ ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยทันที โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ยังไม่ใช่เวลาที่จะรีบร้อนพูดถึงการจัดตั้งรัฐบาล เพราะต้องรอผลนับคะแนนอย่างเป็นทางการจาก กกต. ก่อน

“อนุทิน” ย้ำ ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี

นายอนุทินเน้นย้ำว่าการเมืองต้องเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ชอบพูดอะไรที่ยังไม่ยืนยันจากหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่าง กกต. ซึ่งตอนนี้คะแนนนับได้เพียง 90% เท่านั้น ดังนั้นไม่ควรคาดเดาก่อนวางแผนคัดเลือกรัฐมนตรีหรือแบ่งโควตา “เราต้องฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเพราะประชาชนเลือกมา คะแนนอย่างไม่เป็นทางการกว่า 190 เสียง ดังนั้นต้องเคารพการตัดสินใจนั้น” อนุทินกล่าว

สำหรับเสถียรภาพของรัฐบาล เขายืนยันว่าต้องรอผล ส.ส.บัญชีรายชื่อให้ชัดเจนก่อน เพราะยังมีพรรคเล็กพรรคน้อยที่ต้องคำนวณ เมื่อมีคำถามว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ ท่ามกลางกระแสวิเคราะห์จากนักวิชาการว่าพรรคมีหลายกลุ่ม อนุทินหัวเราะเบาๆ และตอบว่า “ไม่กังวลเลย ผมทำงานถูกกฎหมาย ถูกศีลธรรม ไม่ฝืนใจประชาชน” เขามั่นใจว่าสามารถคุมพรรคร่วมได้ หากคุมไม่ได้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้

มั่นใจรัฐบาลอยู่ครบ 4 ปีด้วยผลงาน

อนุทินมองว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจะอยู่ครบ 4 ปีแน่นอน โดยเน้นผลงานที่รวดเร็ว ตอบโจทย์ประชาชน และได้รับการยอมรับจากนานาชาติ “วันพรุ่งนี้ต้องมาจากประสบการณ์วานนี้ ผมจะขับรถด้วยความระมัดระวัง ไม่เกินสปีด” เขายกตัวอย่างรัฐบาลเสียงข้างน้อยในอดีตที่ยังผลักดันนโยบายได้ แต่มาเอร์นี้เป็นเสียงข้างมาก ยิ่งมั่นใจ

ย้อนเพื่อไทย แพ้ก็บอกมีพิรุธทุกที

เมื่อพูดถึงข้อสังเกตของพรรคเพื่อไทยที่ชี้ว่าการเลือกตั้งมีพิรุธมาก อนุทินแซวตรงๆ ว่า “เวลาแพ้ก็มีพิรุธทุกที แต่ชนะไม่มี” สำหรับกระแสเรียกร้องนับคะแนนใหม่ เขาบอกว่าเป็นกระบวนการปกติ รัฐบาลไม่ได้จัดการเลือกตั้ง เพียงประสานงาน รัฐบาลไม่รู้จำนวน ส.ส.แน่ชัดเพราะยังนับไม่จบ และหากกล่าวหาพิรุธคือกล่าวหา กกต. ไม่ใช่รัฐบาล

ประเด็น MOU 44 และพรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ อนุทินยังเผยว่าจะหารือ ครม. เรื่องยกเลิก MOU 44 ในวันนั้นเลย สั่งกระทรวงที่เกี่ยวข้องเตรียมการ เพราะ MOU นี้ไม่คืบหน้า ไม่มีประโยชน์ ต้องยกเลิกเพื่อผลประโยชน์ชาติ สำหรับข่าวไม่เอาพรรคก้าวไกลหรือพรรคอื่น เขาไม่ตอบ แต่พูด “โอเคนะครับ” แล้วเดินเข้าประชุม ครม.

ประเด็นสำคัญจากคำแถลงอนุทิน

  • ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล รอผล กกต. ชัดเจน
  • ฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก พรรคภูมิใจไทยได้ 190+ เสียง
  • มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี ด้วยการทำงานถูกต้อง
  • ย้อนเพื่อไทย ชอบอ้างพิรุธตอนแพ้
  • เดินหน้ายกเลิก MOU 44 ที่ไร้ผล
อนุทิน ชาญวีรกูล

สถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้งกำลังเข้มข้น พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นพรรคใหญ่สุด การที่อนุทินยืนยัน “อนุทิน” ย้ำ ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี แสดงถึงความมั่นใจและระมัดระวัง สะท้อนประสบการณ์ยาวนานในเวทีการเมือง หากรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นจริง คงต้องจับตาว่าจะผลักดันนโยบายอะไรบ้าง โดยเฉพาะเศรษฐกิจและ MOU 44 ที่ค้างคา

คุณคิดว่ารัฐบาลอนุทินจะอยู่ครบ 4 ปีจริงหรือ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำ ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี ย้อนเพื่อไทย แพ้ก็บอกมีพิรุธทุกที

วันนอร์-ทวี จัดทัพ! สู้ศึกเลือกตั้ง “พรรคหลัก”

“พรรคประชาชาติ” ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค สู้ศึกเลือกตั้ง 69 ประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก”ในระบอบนิติบัญญัติ โว “วันนอร์” ทำหน้าที่สมเกียรติ 2 สมัย

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก สำนักงานใหญ่พรรคประชาชาติว่า เมื่อเวลา 16.00 น.ที่ผ่านมา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร แกนนำพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ พร้อมพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ, นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการและอดีต สส. ยะลา พร้อม อดีต สส. ของพรรคประชาชาติ และคณะกรรมการบริหารพรรค ประชุมร่วมกัน ในวาระต่างๆ เช่น ประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. เพื่อหารือสถานการณ์ทางการเมืองและเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้กล่าวขอบคุณ อดีต สส., คณะกรรมการบริหารพรรค และบุคลากรของพรรคที่ทำให้ประชาชนทุกคนรู้ว่า พรรคประชาชาติยังอยู่

ขณะที่ พันตำรวจเอก ทวี กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรวมพลังในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านทางการเมือง โดยระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชาติ พร้อมประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ของประเทศ ซึ่งคำว่าพรรคหลัก ไม่ได้วัดกันที่จำนวนตัวเลขของผู้แทน ที่มีจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำหน้าที่เป็น “หลัก” ในสถาบันนิติบัญญัติตลอด 2 สมัยที่ผ่านมา

“ในระบอบนิติบัญญัติ พรรคประชาชาติ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สส. ของพรรคทุกคน ได้ทำหน้าที่เป็นหลักให้กับฝ่ายนิติบัญญัติอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอาจารย์วันนอร์ ที่ทำหน้าที่ประธานสภาฯ อย่างสมเกียรติ” พันตำรวจเอก ทวี กล่าว

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้หารือถึงการปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรค มีความจำเป็นต้องคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อให้การบริหารงานพรรคเป็นไปอย่างต่อเนื่องและถูกกฎหมาย เตรียมพร้อมขับเคลื่อนพรรคสู่สนามเลือกตั้งอย่างเต็มภาคภูมิ ภายใต้อุดมการณ์ “เติบโตด้วยศรัทธา ยั่งยืนเพื่อประชาชน”

พันตำรวจเอก ทวี ยังได้กล่าวปลุกพลังสมาชิกพรรคให้ร่วมกันสร้างพรรคประชาชาติให้เป็น “สถาบันทางการเมือง” ที่ยั่งยืน ข้ามพ้นวัฏจักรเดิมๆ ของการเมืองไทย

พรรคประชาชาติประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

พรรคประชาชาติภายใต้การนำของ วันนอร์ มะทา และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ด้วยการประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ในระบอบนิติบัญญัติ พวกเขาเน้นย้ำว่า ความเป็น “พรรคหลัก” ไม่ได้อยู่ที่จำนวน ส.ส. เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำหน้าที่อย่างมีคุณภาพและเป็นที่พึ่งของประชาชน

อะไรคือความหมายของการเป็น “พรรคหลัก” ในมุมมองของพรรคประชาชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้อธิบายว่า การเป็น “พรรคหลัก” หมายถึงการทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพในสถาบันนิติบัญญัติ การเป็นปากเสียงให้กับประชาชน และการเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม พรรคประชาชาติเชื่อมั่นว่า พวกเขามีประสบการณ์และความพร้อมที่จะทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีที่สุด

การปรับโครงสร้างภายในพรรคก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง โดยพรรคประชาชาติกำลังคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พรรคประชาชาติยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ “เติบโตด้วยศรัทธา ยั่งยืนเพื่อประชาชน” และมุ่งมั่นที่จะสร้างพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและยั่งยืน สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ของพรรคประชาชาติในการเลือกตั้งครั้งหน้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นของพรรคในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ มาร่วมติดตามกันว่า พรรคประชาชาติจะสามารถทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่

ที่มา – “วันนอร์-ทวี” จัดทัพพรรคประชาชาติ สู้ศึกเลือกตั้ง 69 ประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ในระบอบนิติบัญญัติ

ตรัยวรรธน์ ซัด! ตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง เมื่อ “ตรัยวรรธน์” ออกมาคัดค้านมติของเลขาธิการพรรคประชาชน ที่ตัดสินใจตัดสิทธิในการลงสมัคร สส.ของตนเองในเขตสมุทรปราการ เขต 8 งานนี้เจ้าตัวเตรียมเดินหน้าทวงความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานถึงความคืบหน้าในการคัดสรรผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งแม้ว่าจะมีการคัดสรรผู้สมัคร สส.ครบทั้ง 400 เขตแล้ว และได้มีการประกาศรายชื่อเพื่อให้สมาชิกพรรคสามารถส่งข้อมูลหรือรายงานพฤติการณ์ของผู้สมัคร สส.แต่ละคนได้โดยตรง จนกว่าพรรคจะดำเนินการส่งรายชื่อผู้สมัครในช่วงวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 ที่จะถึงนี้

ล่าสุด นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีต สส.สมุทรปราการ เขต 8 จากพรรค ปชน. ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “เรียน พ่อแม่พี่น้องประชาชน และผู้สนับสนุนที่รักและเคารพทุกท่าน ผม นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีต สส.สมุทรปราการ เขต 8 ขอเรียนว่าผมไม่สามารถยอมรับมติของเลขาธิการพรรคที่ได้ทำการตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม ในครั้งนี้”

ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคได้มีมติเสียงส่วนใหญ่ให้นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ เป็นผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 8 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (เวลา 00.43 น. ของคืนวันที่ 15 ธันวาคม 2568) แต่ในเวลา 12.28 น. ของวันเดียวกัน เลขาธิการพรรคได้โทรศัพท์มาแจ้งกับตนว่าให้ถอนตัวจากการเป็นผู้สมัคร สส. ในครั้งนี้ ซึ่งเมื่อสอบถามถึงเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงมติของกรรมการบริหารพรรค เลขาธิการพรรคได้อ้างถึงสิทธิการวีโต้จากเลขาธิการพรรคและหัวหน้าพรรคเท่านั้น ที่สามารถเปลี่ยนแปลงมติของกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดได้

“ตรัยวรรธน์” ซัดเลขาธิการพรรคประชาชน ตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม

นายตรัยวรรธน์ มองว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้รับความเป็นธรรม และเป็นการใช้ระบบเผด็จการในการตัดสินพิจารณาตนเอง จึงขอยืนยันด้วยความสัตย์จริงต่อประชาชนที่ให้การสนับสนุนตนมาโดยตลอด ด้วยคะแนนเสียง 46,539 คะแนน จากประชาชนในอำเภอบางบ่อและอำเภอบางเสาธง ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่เป็น สส. เป็นเวลา 2 ปี 7 เดือน ตนมีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นจึงขอเดินหน้าต่อในเส้นทางการเมืองเพื่อทวงสิทธิและคืนความยุติธรรมให้กับตนเอง และไม่ขอยอมรับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น

เรื่องนี้สอนอะไร

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคการเมือง และการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองได้ การตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม เช่นนี้ สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของพรรค

  • ความสำคัญของความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการตัดสินใจทางการเมือง
  • ผลกระทบของการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
  • บทบาทของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและพรรคการเมือง

การออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยและการเรียกร้องความเป็นธรรมของนายตรัยวรรธน์ ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ให้คำนึงถึงความถูกต้องและเป็นธรรมในการดำเนินงาน และรับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

ในกรณีนี้ การถูกตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่านักการเมืองและพรรคการเมืองต้องยึดมั่นในหลักการของธรรมาภิบาล และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ หากขาดซึ่งคุณธรรมและความโปร่งใส ก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชนได้

การที่นายตรัยวรรธน์ตัดสินใจที่จะเดินหน้าทวงความยุติธรรม ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่พึงกระทำได้ และเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคมที่จะร่วมกันตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เพื่อให้การเมืองไทยเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “ตรัยวรรธน์” ซัดเลขาธิการพรรคประชาชน ตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม

“ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ พปชร. เสริมสิริมงคล

“บิ๊กป้อม” เป็นประธานพิธี“ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ-ศาลตายาย พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แห่งใหม่ เสริมสิริมงคลสู่สถาบันการเมืองที่มั่นคง

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐแห่งใหม่ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานในพิธี“ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ-ศาลตายาย เพื่อความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรืองแก่พรรคและสมาชิก พิธีดังกล่าวมีแกนนำและกรรมการบริหารพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

โดยพล.อ.ประวิตรได้นำคณะผู้บริหารทำพิธีลงไม้มงคล ถวายพวงมาลัย จุดธูปเทียน และปักธูปที่เครื่องสังเวย ทั้งอาหารคาวหวานและผลไม้ รวมถึงมีการตอกเครื่องมงคลที่ฐานศาลพระภูมิและโรยพลอยชนิดต่าง ๆ ตามความเชื่อเพื่อเสริมความมั่นคงให้แก่พรรค

“ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ-ศาลตายาย ที่ทำการพรรร พปชร. แห่งใหม่

การจัดพิธีตั้งศาลพระภูมิและศาลตายายในครั้งนี้ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่หลายองค์กรและหน่วยงานให้ความสำคัญ โดยมีความเชื่อว่าจะช่วยเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล นำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้า และปกป้องคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง การที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จัดพิธีดังกล่าว จึงเป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความปรารถนาที่จะให้พรรคมีความมั่นคง เข้มแข็ง และสามารถดำเนินงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนได้อย่างราบรื่น

นอกจากความเชื่อทางด้านจิตใจแล้ว การตั้งศาลพระภูมิและศาลตายายยังถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับสมาชิกพรรค ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง การได้เห็นผู้นำพรรคให้ความสำคัญกับพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อเช่นนี้ ย่อมสร้างความรู้สึกอบอุ่นใจ และเป็นพลังขับเคลื่อนให้ทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ความสำคัญของการตั้งศาลพระภูมิและศาลตายาย

การตั้งศาลพระภูมิและศาลตายายมีความสำคัญในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านจิตใจ ด้านความเชื่อ และด้านวัฒนธรรมประเพณี ดังนี้:

  • ด้านจิตใจ: ช่วยสร้างความสบายใจ ความมั่นใจ และความหวังให้กับผู้ที่เคารพศรัทธา
  • ด้านความเชื่อ: เป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความเชื่อในพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ
  • ด้านวัฒนธรรมประเพณี: เป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย

พิธี“ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ-ศาลตายาย ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แห่งใหม่นี้ จึงเป็นการผสมผสานความเชื่อ ศรัทธา และวัฒนธรรมประเพณีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีขวัญและกำลังใจในการดำเนินงาน รวมถึงความปรารถนาที่จะให้พรรคมีความเจริญรุ่งเรืองและสามารถสร้างประโยชน์สุขให้กับประเทศชาติและประชาชนได้อย่างยั่งยืน

การตัดสินใจจัดพิธีตั้งศาลพระภูมิและศาลตายายของ พล.อ.ประวิตร และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนในการใส่ใจต่อความเชื่อและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความรู้สึกผูกพันและความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป

ที่มา – “ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ-ศาลตายาย ที่ทำการพรรร พปชร. แห่งใหม่

ภูมิธรรมอึ้ง! ธนาธร ส่อป้องเขากระโดง?

“ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล พิสูจน์ผลงานแก้ปัญหาได้ แต่ไม่ยอมเป็น

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวถึงคดีฮั้วสว.และเขากระโดง ว่า ถ้ามีความผิดจริง ทำไมรัฐบาลพรรคเพื่อไทยถึงไม่สั่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ฟ้องร้องเอาผิด ว่า 2 ปีที่ผ่านมาคนที่เป็นรมว.มหาดไทย คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีนั่นแหละที่ไม่ดำเนินการ เพราะต้องเริ่มต้นจากกรมที่ดิน เมื่อตนเองเข้าไปถึงได้เริ่มดำเนินการ จะพูดว่า 2 ปีไม่ทำ นั้นไม่ใช่ แต่นายอนุทิน ไม่ได้ทำ สิ่งที่นายธนาธรพูดนั้น ตนเองก็อึ้งและเชื่อว่าประชาชนก็อึ้งกันไปเป็นแถบ เพราะไม่ควรจะออกมาจากปากของนายธนาธร ซึ่งเป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคประชาชน ตนเองคงไม่ต้องอธิบาย ไปถามประชาชน ว่าเวลานี้ประชาชนรู้สึกกันอย่างไร ตนว่านายธนาธร คงต้องไปทบทวนคำพูดเหมือนกัน ว่าที่พูดนั้นเชื่อแบบนั้นจริง ๆ หรือ พูดเพื่ออะไร ตนเองไม่ขอวิจารณ์ เมื่อถามว่าการที่นายธนาธรออกมาพูดแบบนี้ หลายคนมองว่า เป็นการปกป้องรัฐบาลมากกว่า และอาจไม่ใช่ฝ่ายค้านที่แท้จริง นายภูมิธรรม ตอบว่าสื่อถามเองตอบเองไปแล้ว ตนเองไม่ขอวิจารณ์คิดว่า วันนี้ทุกคนอยู่ในสายตาพี่น้องประชาชน ใครทำอะไรไว้คนก็จดจำ

เสียดายโอกาส ปชน.ไม่บริหาร

นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงระยะเวลา 4 เดือนสำหรับการเตรียมเลือกตั้งเพียงพอจะทำให้พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งหรือไม่ ว่าอยู่ที่ความเป็นจริง ทุกพรรคมี 4 เดือนเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ประเด็น ยืนยันเราพร้อมที่จะทำงานเต็มที่ อยู่ที่คนเป็นรัฐบาลประกาศอะไรไว้กับประชาชน ก็คงต้องทำและได้ยินว่าจะทำเร็วขึ้น เมื่อถามถึงเป้าหมายของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายภูมิธรรม กล่าวว่า เหมือนเดิม เราเป็นพรรคการเมืองซึ่งอาสามาเป็นรัฐบาล เมื่อมีโอกาส ก็ต้องทำงานเต็มที่ แต่เสียดายพรรคประชาชนเขาอยากเป็นรัฐบาล อยากแสดงฝีมือ ครั้งนี้มีโอกาสเป็นรัฐบาล อยากจะเป็นกระทรวงแรงงานก็ได้ กระทรวงมหาดไทยก็ได้ หรือกระทรวงการคลังก็ได้ เห็นมีการพูดและอภิปรายไว้เยอะ แต่ทำไมมีโอกาสแล้วถึงไม่ทำ ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร และไม่รู้ว่าโอกาสข้างหน้าจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ แต่ถ้ามีโอกาสแล้วทำไมไม่ทำ ปล่อยให้หลุดมือไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย อันนี้ต้องเป็นคำตอบให้คนเข้าใจ ว่าในเมื่ออยากพิสูจน์ตัวเองว่าไม่เคยทำและนำเสนอความเห็นว่าอยากลองทำ เมื่อมีโอกาสทำ และสามารถทำได้ แต่เมื่อมีโอกาสแล้ว ไม่ทำ แล้วจะไปความหวังลมๆ แล้งๆ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็ไม่รู้เหมือนกัน ต้องช่วยกันคิด

“ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนไม่ยอมเป็นรัฐบาล

จากกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีฮั้ว ส.ว. และ เขากระโดง ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดที่ส่อไปในทางปกป้องรัฐบาล ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงบทบาทที่แท้จริงของนายธนาธร

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า รู้สึก “อึ้ง” กับคำพูดของนายธนาธร และเชื่อว่าประชาชนก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

ภูมิธรรมชี้ ธนาธรควรทบทวนคำพูด

นายภูมิธรรมกล่าวว่า นายธนาธรควรทบทวนคำพูดของตนเอง ว่าสิ่งที่พูดนั้นเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ หรือมีจุดประสงค์อื่นใดแอบแฝง นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงประเด็นที่พรรคประชาชนไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาล ว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะพรรคมีโอกาสที่จะแสดงฝีมือในการบริหารประเทศ แต่กลับปล่อยโอกาสนั้นหลุดลอยไป

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่นายภูมิธรรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายธนาธรอย่างตรงไปตรงมา อาจสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวหน้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการเมืองในอนาคต

การที่นายธนาธรออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะดังกล่าว อาจเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างทางการเมือง หรืออาจเป็นเพียงการแสดงความเห็นส่วนตัว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างความสับสนให้กับประชาชน และทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงจุดยืนที่แท้จริงของนายธนาธรและพรรคก้าวหน้า

เรื่องราวของ “ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนไม่ยอมเป็นรัฐบาล ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และคาดว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

การเมืองไทยยังคงมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองได้ในหลายมิติ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – “ภูมิธรรม” อึ้งคำพูด “ธนาธร” ส่อป้องเขากระโดง เสียดายโอกาสพรรคประชาชนไม่ยอมเป็นรัฐบาล

Scroll to top